บทที่ ๒๐
『帰省』
คืนบ้าน
เสียงที่แว่วดังเรียกความสนใจจากมิคาสึกิให้เหลียวไปมอง เป็นเสียงเบาแผ่วจนราวกับล่องลอยมาจากความฝันแสนห่างไกล ชายหนุ่มหลับตา พยายามเงี่ยหูฟังให้ถนัด จนกระทั่งจับได้ว่าเป็นเสียงของเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่เขามิสู้จะได้ยินมานานแล้ว
“เสียงพิณโคโตะหรือ...อาโอเอะ ใครเป็นคนเล่นกัน?” เอ่ยถามหญิงสาวที่กำลังเปลี่ยนผ้าพันแผลให้ แม้โดยปกติแล้วหน้าที่นี้สึรุมารุจะเป็นคนทำ แต่วันนี้นิคคาริเสนอให้นางไปพักผ่อนเสียบ้าง
“หืม?” คนถูกถามเงยหน้าขึ้น เงี่ยหูฟังเสียงที่ดังลอดมา “สึรุมารุน่ะ”
“สึรุมารุ?” คำตอบนั้นทำให้นายเหนือหัวถึงกับต้องเลิกคิ้วนิด ๆ เขาไม่เคยรู้เลยว่าว่าที่เจ้าสาวของตนมีความสามารถด้านนี้ด้วย หรือจะถูกความซุกซนแก่นแก้วของนางหลอกเอากันนะ “นางเล่นเครื่องดนตรีเป็นด้วยหรือ?”
“ข้าก็รู้ก่อนเจ้าไม่นานนี่เองล่ะ” นิคคาริหัวเราะพลางเก็บชายผ้าพันแผลให้เรียบร้อย “ยังแปลกใจอยู่เมื่อตอนนางมาขอให้หาพิณโคโตะให้ บอกว่าอยากเล่นอีกครั้ง”
มิคาสึกิรับฟังคำบอกกล่าว พลางดวงตาจันทร์เสี้ยวก็ปิดพริ้ม ลิ้มรับแว่วเสียงอ่อนหวานที่ดังมาจากห้องใดห้องหนึ่งมิใกล้มิไกล ก่อนจะหันกลับไปหาหญิงสาวที่กำลังเก็บข้าวของ
“อาโอเอะ...วานเจ้าช่วยประคองข้าไปหานางทีสิ ข้าอยากฟังชัด ๆ”
ภรรยาที่ปรึกษาแห่งซังโจเลิกคิ้วแปลกใจเล็กน้อยแต่ก็ยิ้มบางและพยักหน้ารับ นางค่อย ๆ ประคองมิคาสึกิที่เพิ่งฟื้นตัวจากบาดแผลและพิษไข้ พาก้าวอย่างระมัดระวังไปยังห้องที่เป็นต้นเสียงพิณ ยิ่งใกล้เข้า เสียงนั้นก็ยิ่งแจ่มชัด จันทร์เสี้ยวผู้งดงามยกนิ้วชี้แตะริมฝีปากเป็นเชิงขอ และอาโอเอะก็เข้าใจความหมาย หลังประคองให้เขายืนจับขอบประตูห้องได้ถนัดไม่เซล้มแล้ว นางก็ขอตัวไปทำงานของตน
ดวงตาเอกลักษณ์ของชายหนุ่มจับจ้องมองร่างขาวสะอาดของว่าที่เจ้าสาวคนงามที่นั่งอยู่ในห้อง ปลายนิ้วเรียวสวยพรมดีดไปบนสายพิณที่ขึงตึง บรรเลงเสียงเป็นท่วงทำนองอย่างไพเราะจับใจ นางหลับตาอยู่จึงคงไม่สังเกตเห็นเขา ให้เวลามิคาสึกิได้ดื่มด่ำกับความงดงามของภาพและเสียงเบื้องหน้าอย่างเป็นสุข
“มิคาสึกิ?” บทเพลงค่อย ๆ หยุดลง ตามมาด้วยเสียงหวานแสนคุ้นหู ร่างบอบบางของกระเรียนขาวลุกขึ้นรีบเข้ามาประคองเขาเข้าไปนั่ง “มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ลุกมาเองหรือ?”
“เปล่าหรอกคนดี อาโอเอะพาข้ามา” นายท่านแห่งซังโจแย้มยิ้ม โอบไหล่นางพยุงตัวนั่งลงเคียงข้างพิณโคโตะตัวงามที่ตั้งอยู่ ปลายนิ้วเกี่ยวเส้นผมสีขาวเหน็บขึ้นให้ที่ข้างหู “เจ้าเล่นโคโตะเป็นด้วยหรือ?”
“อื้ม...ข้าเคยเรียนตอนไปอยู่ที่คุนิโยชิใหม่ ๆ” หญิงสาวยิ้มตอบ มือเรียวไล้ไปตามเนื้อไม้ที่ขึ้นเงาอย่างดีด้วยความทะนุถนอม “นายท่านว่า...ดนตรีจะช่วยเยียวยาจิตใจข้าได้”
“ข้าเห็นด้วยกับเรื่องนั้น” จันทร์เสี้ยวหัวเราะเบา ๆ ทอดสายตามองพิณโคโตะเบื้องหน้าด้วยแววตาโหยหา “เจ้ารู้ไหม...นี่เป็นโคโตะของแม่ข้าเอง”
“เอ๋!” หลุดเสียงร้องออกมาก่อนที่จะชะงักไปเล็กน้อยคล้ายนึกขึ้นได้ “จะว่าไป...อาโอเอะก็เคยบอกอยู่ ว่านางขอจากอิชิคิริมารุมา แต่ขอโทษนะที่ไม่เคยบอกเจ้า”
“ฮะฮะฮะฮะ ไม่หรอก...สึรุมารุ มันไม่ใช่ของของข้าเสียด้วยสิ” มิคาสึกิหัวเราะ โอบไหล่หญิงสาวไว้แนบชิดสนิทกาย “อีกอย่าง ข้าว่าหากมันมีจิตวิญญาณ...คงจะดีใจเสียอีกที่ได้ถูกบรรเลงอีกครั้ง”
“งั้นหรือ?” ดวงตากลมสีทองกะพริบปริบ ก่อนที่นางจะหลุดรอยยิ้มออกมาบาง ๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้น ความกังวลใจเรื่องที่ตนมิได้บอกกล่าวให้เขาทราบพลันหายไป “ท่านแม่ของเจ้าคงเป็นหญิงที่วิเศษมาก”
“อื้ม...เป็นเช่นนั้น” ชายหนุ่มหัวเราะ เลื่อนมือขึ้นลูบศีรษะได้รูปอย่างอ่อนโยน นัยน์ตาจันทร์เสี้ยวที่ทอดมองโคโตะแสนงดงามเบื้องหน้า ซึ่งผ่านการซ่อมแซม ขึงสาย ลงสีใหม่ แต่ยังคงเค้าโครงดั้งเดิมไว้มิเสื่อมคลายเต็มไปด้วยความหวนรำลึก
“ท่านแม่ของข้า กับท่านแม่บุญธรรม แม่ของโคกิทสึเนะมารุเป็นพี่น้องที่สนิทสนมกัน ครั้งเมื่อข้ายังเด็ก และท่านแม่บุญธรรมยังอยู่ พวกท่านทั้งสองก็มักจะจัด ‘งานแสดงดนตรีเล็ก ๆ’ กันอยู่เสมอ” เสียงทุ้มหัวเราะเบา ๆ โดยมีสึรุมารุเงยหน้ามองอย่างสนอกสนใจ “ข้าชอบมานั่งดูอยู่ในห้อง บางทีก็ลากเอาท่านพี่มาด้วย...เสียงชามิเซ็งและโคโตะที่ท่านทั้งสองเล่นประสานกันช่างไพเราะยิ่งนัก”
“ฟังดูเป็นเรื่องที่ดีจัง...ข้าก็อยากชมการแสดงดนตรีนั่นบ้าง” สึรุมารุหัวเราะ ซบอิงไหล่เขาข้างที่ไม่มีบาดแผล มิคาสึกิคลี่รอยยิ้มบาง
“น่าเศร้าที่ท่านแม่บุญธรรมสุขภาพไม่ดีนัก...และจากพวกเราไปเมื่อข้าอายุได้แปดขวบปี น่าแปลกนะ ตอนนั้นข้าร้องไห้เสียจะเป็นจะตาย แต่ท่านพี่ที่อายุมากกว่าข้าปีเดียวกลับไม่หลั่งน้ำตาให้เห็นในงานศพเลย” ปากเอ่ยพลางปลายนิ้วก็เกี่ยวไล้ไปตามความยาวเส้นผมสีพิสุทธิ์ “แต่ข้าก็แอบเห็น...ท่านพี่ที่ซุกกอดท่านแม่ข้าและร้องไห้ ทำให้ข้าได้รู้ว่า โคกิทสึเนะมารุก็ยังเป็นเด็กคนหนึ่งเหมือนกับข้า”
“หืม...โคกิทสึเนะมารุคนนั้นน่ะหรือ?” สึรุมารุหัวเราะ มือเรียววางทาบบนหน้าตักของว่าที่เจ้าบ่าวแผ่วเบา อดจะออกปากหยอกล้อมิได้ “ตอนนี้คงไม่ขี้แยเช่นนั้นแล้วนะ...ไม่งั้นจะปกป้องน้องสาวข้าได้หรือ?”
มิคาสึกิหัวเราะร่าอย่างไม่คิดโต้เถียง สองมือโอบกอดนางไว้ด้วยความรักใคร่ “แล้วเจ้าเล่าคนงาม...เจ้ากับนาคิกิทสึเนะแม้มิใช่พี่น้องร่วมสายเลือด แต่ก็สนิทสนมรักใคร่กันมากถูกไหม?”
“อื้ม...นางเป็นเหมือนน้องสาวแท้ ๆ ของข้า” หญิงสาวยิ้มหวาน “ตอนที่ข้าไปอยู่คุนิโยชิ นางยังเด็กอยู่ ตอนแรกต่างคนต่างก็ไม่กล้าพูดคุยกันหรอก แต่พอได้ลองสนทนา...ข้าก็พบว่านางเป็นเด็กที่น่ารักมาก เวลาอยู่ในปราสาท นางจะตัวติดกับข้า ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย ๆ แต่นายท่านไม่อยากให้นางออกไปข้างนอก...น่าสงสารก็เรื่องนี้ล่ะ”
“น่าสงสารจริง...เหตุใดกัน?” เรื่องนี้มิคาสึกิก็ฉงนใจมิต่าง เขาเคยได้ยินมาบ้างเหมือนกันว่านาคิกิทสึเนะแห่งคุนิโยชิเป็นเด็กสาวลึกลับ นางแทบไม่ปรากฏตัวต่อสายตาผู้ใด หรือต่อให้ได้พบเจอ ก็จะสวมหน้ากากปกปิดใบหน้าไว้เสมอ
“ข้าก็ไม่รู้เหตุผลที่แท้จริง แม้เคยถาม แต่นายท่านก็ไม่เคยบอก นาคิกิทสึเนะเองก็เช่นกัน...ข้าจึงได้แต่เฝ้าคอยดูแลนาง หาของโน่นนี่ไปฝาก เก็บดอกไม้ไปร้อยเล่น เล่าเรื่องภายนอกให้นางได้ฟัง” ดวงตาสีทองคู่งามหลุบลงอย่างหม่นหมอง “อย่างน้อย ๆ ข้าก็หวังอยากให้นางมีความสุข”
“เจ้าเป็นพี่สาวที่ดีมากแล้ว...สึรุเอ๋ย” นายท่านแห่งซังโจยิ้มหวาน พลางกดจุมพิตลงข้างขมับหญิงสาวผู้เป็นที่รักอย่างอ่อนโยน มือแกร่งกระชับไหล่บางแนบชิด แทนคำปลอบประโลมและกำลังใจ ทำให้หญิงสาวยิ้มได้ในที่สุด
“จะว่าไปแล้ว การค้นหานาคิกิทสึเนะเป็นอย่างไรบ้าง? อิจิโกะพบนางรึเปล่า?” กระเรียนขาวนึกได้จึงเงยหน้าถาม มิคาสึกิถอนหายใจน้อย ๆ และส่ายหน้าไปมา
“มิคาสึกิ! สึรุมารุ! ขอโทษที่รบกวนเวลา” ทว่ายังไม่ทันจะออกปากคำใด ร่างสูงของอิชิคิริมารุก็พลันถลาเข้ามาอย่างร้อนรน ชายหนุ่มหอบหายใจเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “...มิคาสึกิ มีเรื่องด่วน เจ้าลุกไหวไหม? รีบมากับข้าเดี๋ยวนี้เลย”
“เกิดอะไรขึ้น?” แม้ทั้งสองเริ่มใจไม่ดีแต่ผู้ถูกเรียกก็ยังตั้งสติเอ่ยถาม ไม่บ่อยครั้งนักที่จะได้เห็นอิชิคิริมารุมีท่าทางเช่นนี้ และทุกครั้ง...มันก็เป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ เสมอ
“อิจิโกะ ฮิโตฟุริ...มาขอเข้าพบผู้ครองแคว้นซังโจ”
-
“ขออภัยที่ให้คอยนาน องค์ชาย”
มิคาสึกิที่เปิดประตูเข้ามาในห้องรับรองแขกเอ่ยพลางค้อมหัวให้คนที่นั่งคอยอยู่ อิจิโกะโค้งกายรับคำด้วยท่าทีสุภาพจนนายท่านแห่งซังโจลอบชื่นชม...ดูจากแววตาก็รู้ว่าเจ้าชายหนุ่มร้อนใจจนแทบทนไม่ไหวแล้ว แต่ยังรักษากิริยาการแสดงออกได้อย่างดีเยี่ยม
“ไม่เป็นไรมิได้ขอรับ ท่านมิคาสึกิ” ผู้มาเยือนตอบเสียงเรียบ ดวงตาสะท้อนภาพร่างของจันทร์เสี้ยวผู้งดงามที่ก้าวเดินมานั่งลงฟากตรงข้าม ลอบเห็นผ้าพันแผลที่ปรากฏพ้นขอบอาภรณ์เนื้อดีออกมา “ข้าได้ทราบข่าวเรื่องอาการบาดเจ็บของท่านแล้ว...ต้องขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และโล่งใจที่ท่านปลอดภัยดีขอรับ”
“มิใช่เรื่องใหญ่อะไร...แต่ขอบคุณนะ” ชายหนุ่มยิ้มรับ “จะว่าไป...พวกน้อง ๆ ของเจ้าล่ะ มาด้วยหรือเปล่า?”
“มาขอรับ...ตอนนี้ข้าให้คนพาน้อง ๆ ไปเที่ยวเล่นในเมือง และตั้งใจว่าอาจจะเข้าพักในที่พักดี ๆ สักแห่งหากท่านจะพอกรุณาแนะนำ” อิจิโกะยิ้มบาง แม้อยากจะพูดคุยเรื่องปัญหามากเพียงใด แต่การถูกอบรมมาเฉกเช่นสุภาพบุรุษของอาวาตะงุจิก็ทำให้เขาไม่ลืมรักษามารยาท
“โอ้...เช่นนั้นเข้ามาพักในปราสาทเถอะ ข้าจะให้คนจัดเตรียมเรือนพักให้อย่างดี” ว่าพลางหันไปพยักหน้ากับอิชิคิริมารุที่นั่งอยู่ข้างประตูเป็นเชิงฝากคำสั่ง ซึ่งที่ปรึกษาก็น้อมกายรับทราบ “แล้ว...วันนี้เจ้ามีธุระด่วนหรือ จึงเข้ามาขอพบอย่างกะทันหัน”
อิจิโกะเพียงอ้าปากหากแต่ยังไม่ทันเปล่งเสียงใด บานประตูก็ถูกเลื่อนเปิดออกเสียก่อน พร้อมกับร่างเพรียวระหงในชุดสีขาวสะอาดที่ยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาสีทองกวาดมายังร่างของเจ้าชายหนุ่มแห่งอาวาตะงุจิซึ่งกำลังนิ่งตะลึงมองนางด้วยเพิ่งเคยเห็นความงดงามของ ‘กระเรียนขาวโฉมสะคราญ’ ตัวจริงกับตาเป็นคราแรก
แม้เขาเคยแวะเวียนไปแคว้นคุนิโยชิอยู่บ่อยครั้งและรู้ว่านางเป็นบุตรสาวบุญธรรมของผู้ครองแคว้น แต่ก็ไม่เคยได้พบสึรุมารุเลย ด้วยนางมักจะออกไปเล่นสนุกกับสหาย หรือไม่ก็ทำธุระของนางอยู่ นี่จึงเป็นครั้งแรกจริง ๆ ที่เขาได้เจอนางโดยตรง
“อะแฮ่ม…” เสียงกระแอมเบา ๆ ของมิคาสึกิทำให้อิจิโกะสะดุ้ง สีแดงแล่นริ้วขึ้นบนใบหน้าด้วยความอายที่เผลอตัวจับจ้องหญิงมีเจ้าของเช่นนางถึงขนาดนั้น
“ขออภัยขอรับ...ข้ามิได้ตั้งใจจะเสียมารยาทกับท่านเลย ท่านหญิง” โค้งกายลงต่ำให้กับหญิงสาวที่เดินไปนั่งลงเคียงข้างนายท่านแห่งซังโจด้วยความรู้สึกผิด แต่นางก็เพียงส่ายหน้าไปมาและเอียงหัวไปพิงไหล่ว่าที่เจ้าบ่าวของตนซึ่งหัวเราะอารมณ์ดี
“อย่าได้คิดมากไปเลย องค์ชาย...ข้าเข้าใจดี สึรุมารุของข้านั้นแสนงดงาม ใครได้เห็นก็เป็นต้องตะลึงมอง ข้ายังเป็นเสียออกบ่อย” พูดติดตลกพลางมือก็โอบไหล่บอบบางไว้ กดจุมพิตลงบนเรือนผมนางอย่างทะนุถนอม “กลับมาที่เรื่องของเราเถอะ...ขอโทษด้วยที่ว่าที่เจ้าสาวของข้าเข้ามาโดยพลการ หวังว่าท่านคงไม่ถือสาให้นางอยู่ร่วมฟัง”
“ขอรับ ข้าไม่ถือ นางเป็นพี่สาวบุญธรรมของนาคิกิทสึเนะ…” ได้ฟังดังนั้น ใบหน้าที่แดงจัดอยู่เมื่อครู่จึงค่อยคลายกลับสู่ความจริงจัง “ข้าพบคนที่ลักตัวนาคิกิทสึเนะไปแล้ว”
ในใจคนซังโจทั้งสามนึกสังหรณ์ไม่ดี แต่ก็เก็บอาการได้อย่างมิดชิดขณะมองอิจิโกะที่หันไปส่งสัญญาณกับชายที่คอยอยู่ด้านนอกให้นำตัว ‘นักโทษ’ เข้ามา
“ข้าเชื่อว่า...นี่คือพี่ชายที่หายตัวไปของท่าน”
มิคาสึกิ สึรุมารุและอิชิคิริมารุต่างนั่งนิ่งเงียบยามเห็นคนที่ก้าวผ่านประตูมา แม้ไม่แปลกใจเพราะต่างรู้อยู่แล้วว่าโคกิทสึเนะมารุเป็นคนลักตัวนาคิกิทสึเนะไป แต่ก็คาดไม่ถึงอยู่เล็กน้อยที่อิจิโกะสามารถคุมตัวอดีตขุนพลแห่งซังโจไว้ได้ เจ้าตัวซึ่งถูกมัดแขนไพล่หลังเหลือบหลบสายตาหนีไม่ยอมมองขณะย่อกายนั่งลง
“อืม…” ในที่สุดจันทร์เสี้ยวผู้งดงามก็คลี่ยิ้มอย่างลำบากใจ “คนผู้นี้คือโคกิทสึเนะมารุ...พี่ชายของข้าเอง”
อิจิโกะหรี่ตาลงเล็กน้อยคล้ายจะสังเกตปฏิกิริยาระหว่างทั้งคู่ “ข้าอยากจะขอเสียมารยาท สอบถามว่าพวกท่านรู้เห็นเป็นใจกับเรื่องนี้หรือไม่ ท่านมิคาสึกิ”
“ขออภัย...แต่ไม่เลย” หลังลอบสบตาพี่ชายชั่วขณะ มิคาสึกิก็เอ่ยตอบอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยรู้ดีว่าสัญญาณที่โคกิทสึเนะมารุส่งมานั้นคือการปฏิเสธมิให้เขาช่วยเหลือ “พี่ชายข้าจากบ้านไปนานนับสิบปี และเราไม่ได้ติดต่อกันอีกเลยนับจากนั้น”
“อย่างนั้นหรือขอรับ” ดวงตาของเจ้าชายหนุ่มลอบมองโคกิทสึเนะมารุที่เงียบเฉยไม่พูดคำใดนับตั้งแต่ออกมาจากป่าอินาริ ไม่โต้แย้ง ไม่วอนขอสิ่งใด ราวกับว่าทิฐิมานะในฐานะนักรบเลื่องชื่อจะยังคงค้ำคอเขาอยู่
“แล้วนาคิ...นาคิกิทสึเนะอยู่ที่ไหนล่ะ?” สึรุมารุถามขึ้นมาเมื่อไม่เห็นน้องสาวนางเสียที
“ขออภัยขอรับ...นาคิกิทสึเนะหลบหนีไปได้ แต่ข้าให้ทหารตามหานางอยู่” อิจิโกะหลุบสายตาลงเล็กน้อย โดยที่โคกิทสึเนะมารุลอบกัดฟันแน่น เขาไม่อาจรู้เลยว่านาคิกิทสึเนะจะหนีไปถึงบ้านซามอนจิทันเวลาหรือไม่ ที่ไม่พูดคุยกับใคร ก็เพราะใจเขาเป็นห่วงลูกเมียจนแทบบ้าแล้ว
“ขออนุญาตเจ้าค่ะ” ตอนนั้นเองที่ประตูห้องถูกแง้มเปิดพร้อมด้วยเสียงของนิคคาริ หญิงสาวโน้มตัวลงกระซิบบางอย่างข้างหูสามีซึ่งนั่งอยู่ตรงหน้าประตูนั้นพอดี พาลทำให้อิชิคิริมารุต้องเบิกตาก่อนที่เรียวคิ้วจะขมวดมุ่น ก่อนจะเบนกลับมามองเหล่าบุคคลในห้องด้วยสีหน้าเจือความลำบากใจ
“นาคิกิทสึเนะ...อยู่ที่นี่แล้ว”
-
นิคคาริกำลังจะเดินไปสั่งงานสาวใช้ให้จัดเตรียมเรือนพักแก่คนของอาวาตะงุจิตามคำสั่งที่ได้รับมาจากสามี ตอนที่นางได้ยินเสียงเล็ก ๆ เสียงหนึ่งกำลังร้องขอความช่วยเหลือ หญิงสาวขมวดคิ้ว รีบเดินตรงไปทางต้นเสียงทันที
“ตรงนั้นมีอะไรน่ะ!” ส่งเสียงร้องถามพลางพยายามชะโงกมอง ก่อนจะหยุดฝีเท้านิ่งยามเห็นเด็กสาวสวมหน้ากากครึ่งหน้าที่กำลังพยายามดิ้นรนจากมือของกลุ่มชายในชุดทหารอาวาตะงุจิ แม้พวกเขาไม่มีทีท่าว่าจะทำร้ายนาง คล้ายจะพยายามเกลี้ยกล่อมให้ไปด้วยกันด้วยซ้ำ แต่สาวน้อยก็ยังคงดูหวาดกลัวนัก
ไม่ต้องครุ่นคิดนานนัก นางก็รู้ว่านั่นคือนาคิกิทสึเนะแห่งคุนิโยชิ
“ท่านหญิง!” กลุ่มทหารหันมามองแล้วรีบโค้งหัวให้นางทันที นิคคาริขมวดคิ้ว เดินตรงเข้าไปประคองตัวเด็กสาวไว้พลางกวาดสายตาดุมอง
“พวกท่านเป็นทหารของอาวาตะงุจิมิใช่หรือ? เหตุใดกระทำเสียมารยาทต่อท่านหญิงน้อยเช่นนี้”
“พวกข้ามิตั้งใจขอรับ...องค์ชายสั่งให้พวกข้าออกตามหาท่านหญิงนาคิกิทสึเนะ และพาตัวมายังปราสาทซังโจ แต่ท่านหญิงขัดขืน จึงกำลังพยายามเกลี้ยกล่อมอยู่” ทหารทั้งสามตอบเสียงดังฟังชัดพลางโค้งหัวลง
“ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรทำรุนแรงเช่นนี้...เจ้าไม่บาดเจ็บตรงไหนใช่ไหม? ท่านหญิงน้อย” นิคคาริพ่นลมหายใจนิด ๆ แล้วก้มมองเด็กสาวในอ้อมกอดที่กำลังกายสั่นเทา มือเล็กของนางกอดดาบเล่มยาวในห่อผ้าไว้แน่นขณะสั่นศีรษะไปมา “ผู้ติดตามขององค์ชายอยู่ที่ห้องรับรอง เดี๋ยวจะให้สาวใช้พาไป ส่วนท่านหญิงน้อยข้าจะพาเข้าไปพบผู้ครองแคว้นเอง...หากมีอะไร ก็ออกชื่อภรรยาที่ปรึกษาแห่งซังโจไปแล้วกัน”
ครั้นเห็นนายทหารหนุ่มขานรับแล้ว หญิงสาวก็เรียกสาวใช้ที่ผ่านมาให้ช่วยนำทาง และรีบประคองตัวนาคิกิทสึเนะเข้าไปภายในปราสาททันที ยามสัมผัสกายบอบบาง รู้สึกได้ถึงแรงสะท้านก็พาให้นึกสงสารอยู่จับใจ
“โค...โคกิทสึเนะมารุ สามีข้าล่ะ?” เสียงเล็กถามเครือสั่น จนนิคคาริอดไม่ได้ต้องยกมือลูบหัวนางปลอบประโลม
“อย่ากลัวไปเลย...เขาปลอดภัยดี สึรุมารุพี่สาวเจ้าก็อยู่ เจ้าจะได้พบนาง เข้มแข็งเข้าไว้นะ” เอ่ยขณะพาร่างบอบบางมาหยุดยืนหน้าห้อง มองอย่างลังเลครู่หนึ่งก่อนจะแง้มประตู ก้มลงกระซิบบอกข่าวกับสามีตน เขาเบิกตาเล็กน้อยและขมวดคิ้วมุ่น
“นาคิกิทสึเนะ...อยู่ที่นี่แล้ว”
นาคิกิทสึเนะเกร็งตัวขึ้นและพยายามประคองดาบของสามีมิให้ร่วงหล่นยามเมื่อก้าวเข้าไปในห้อง สึรุมารุลุกพรวดขึ้นเป็นคนแรก สิ่งที่ปรากฏบนใบหน้างดงามเต็มไปด้วยทั้งความประหลาดใจ ตกใจ และไม่มั่นใจ
“นาคิ…” โคกิทสึเนะมารุครางเบา ๆ เมื่อความตั้งใจที่วางไว้เกิดผิดพลาด เจ็บใจมากขึ้นอีกยามเห็นเมียรักเนื้อตัวมอมแมม มีแผลถลอกปรากฏตามผิวกายที่โผล่พ้นขอบอาภรณ์มา โดยที่อิจิโกะปรายสายตามองนาคิกิทสึเนะอย่างนิ่งเฉย หาใช่ไม่เหลือความรู้สึก แต่เพียงพยายามสะกดกลั้นเอาไว้
“นาคิ...เจ้าปลอดภัยนะ” สึรุมารุตรงเข้าไปหาน้องสาว ประคองใบหน้านวลงามขึ้น นาคิกิทสึเนะสั่นหัวไปมา หยาดน้ำตาคลอคลองในดวงตาคู่เรียวด้วยความกังวลใจ
“ข้าไม่เป็นไร…” เอ่ยเสียงเบาแผ่วแล้วหันไปทางโคกิทสึเนะมารุและอิจิโกะ “ข้าขอโทษ...”
นางไม่รู้ว่าตนกำลังเอ่ยปากขอโทษใครกันแน่...ขอโทษอิจิโกะที่ทำผิดไปกับเขา หรือขอโทษโคกิทสึเนะมารุที่ทำโอกาสหลบหนีซึ่งเขามอบให้มลายหายไปกับความผิดพลาดของตนเอง ด้วยเพราะมัวสับสนหนทาง จึงทำให้ทหารของอาวาตะงุจิไล่ตามทัน และถูกจับได้ขณะจวนจะถึงบ้านซามอนจิอยู่แล้ว หยาดน้ำตาพลันไหลพรูลงสองข้างแก้มที่ปกปิดด้วยหน้ากาก เสียงสั่นพร่ากลายกลับเป็นเสียงสะอื้น จนสึรุมารุลนลานรีบสวมกอดน้องสาวไว้แน่น
มิคาสึกิมองสาวน้อยด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะสบตากับอิชิคิริมารุเพื่อขอคำปรึกษา ซึ่งชายวัยค่อนกลางคนก็พยักหน้าน้อย ๆ ราวกับอ่านความคิดเขาออก
“ข้าว่าเรื่องนี้เราควรแก้ปัญหาร่วมกัน พี่ชายข้าเป็นคนลักตัวนาคิกิทสึเนะไป...จะอย่างไร แคว้นซังโจก็สมควรจะต้องรับผิดชอบ แต่พวกข้าจะไม่อาจช่วยอะไรได้เลยหากไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเหตุการณ์ทั้งหมด” นายท่านแห่งซังโจออกปากด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “อิจิโกะ นาคิกิทสึเนะ โคกิทสึเนะมารุ...คิดเห็นอย่างไรหากจะเล่าความของพวกเจ้าทั้งสามฝ่ายให้ข้าฟัง...ความจริงเท่านั้น”
“ข้ายินดีขอรับ” อิจิโกะตอบรับอย่างไร้ข้อกังขา โคกิทสึเนะมารุถอนหายใจพรืดคล้ายจะหงุดหงิดอยู่ในทีแต่ก็ยอมตกลง นาคิกิทสึเนะที่สะอื้นไห้อยู่ในอ้อมกอดของพี่สาวพยักหน้า
“นาคิ...เจ้าไหวหรือ?” สึรุมารุเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง แต่ท่านหญิงน้อยก็พยายามยิ้มให้รู้ว่านางยังไหว เห็นเช่นนั้นกระเรียนขาวก็ไม่คัดค้านอีก เพียงประคองร่างเล็กไปนั่งบนเบาะอีกด้านหนึ่ง
“เช่นนั้น...อิจิโกะ เชิญเจ้าก่อน” เมื่อเห็นว่าเรียบร้อย มิคาสึกิจึงหันไปพยักหน้ากับเจ้าชายแห่งอาวาตะงุจิ
“ขอรับ…” เสียงทุ้มนุ่มขานรับพลางเหลือบตามองนาคิกิทสึเนะเล็กน้อย “อย่างที่ท่านน่าจะทราบแล้ว ว่าแคว้นคุนิโยชิของนาคิกิทสึเนะยอมจำนนต่ออาวาตะงุจิ และข้าได้สู่ขอนางมาเป็นภรรยาอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม มิใช่บังคับให้ส่งตัวนางเพียงในฐานะบรรณาการ แต่นางหายตัวไปก่อนที่จะมาถึงพิธี...และหลังจากใช้เวลาตามหาอยู่นานสามเดือน ข้าก็พบนาง...ซึ่งถูกลักตัวไปอยู่ในวงกตป่าอินาริ และได้เสียกับท่านโคกิทสึเนะมารุไปแล้ว”
“ขออนุญาต หมายความว่าท่านเข้าไปตามหานางเจอถึงในวงกตป่าอินาริ...ที่ไม่เคยมีผู้ใดเข้าไปแล้วกลับออกมาได้โดยที่ยังจดจำสิ่งที่เกิดขึ้นในนั้นได้เลยงั้นหรือ?” อิชิคิริมารุขมวดคิ้วถาม
“จริงขอรับ...คนของข้าเป็นพยานได้” เจ้าชายหนุ่มเอ่ยตอบเสียงนิ่งเฉย แม้มือที่วางกำอยู่บนหน้าขาจะสั่นเล็กน้อย ทว่าก็พยายามเก็บกลั้นความโกรธของตนไว้ยามกล่าวถึงสิ่งที่เขาพบในกระโจม
“ไม่ใช่ว่าอิชิคิริมารุไม่เชื่อใจเจ้าหรอก…เขาเพียงแค่สงสัยเท่านั้น เพราะตำนานเราเล่าขานสืบต่อมา ว่าไม่เคยมีผู้ใดออกจากวงกตป่าอินาริได้พร้อมสิ่งที่ตนตามหา” มิคาสึกิออกปากไกล่เกลี่ยด้วยความเห็นใจและหันไปทางพี่ชายตน “โคกิทสึเนะมารุ...เล่าความจริงที่เกิดขึ้นให้ข้าฟังหน่อยเถิด”
“ก็ไม่มีอะไรให้เล่านี่” อดีตขุนพลแห่งซังโจพ่นลมหายใจนิด ๆ เบือนหน้าไปอีกทาง “เมื่อได้รู้เรื่องขบวนเจ้าสาวของนางจะผ่านป่าอินาริจึงดักปล้น เห็นสาวงามทั้งที ก็ต้องลักเอาตัวมาตามวิสัยโจร เพียงแต่ติดใจนางมากไป จนได้เสียเป็นผัวเมียกันก็เท่านั้น”
เห็นท่าทางกิริยายามเล่าเรื่อง มิคาสึกิก็ทราบได้โดยสัญชาตญาณว่าความรู้สึกของโคกิทสึเนะมารุไม่ใช่เรื่องง่ายดายเช่นนั้นแน่นอน...จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจรู้ว่าพี่ชายแม้พานพบหญิงสาวงดงามมากมาย ก็หาได้เคยปันใจให้นางเหล่านั้นไม่ มีก็เพียงสัมพันธ์ชั่วข้ามคืน ไม่เคยคบหาใครได้เกินสองวัน หากไม่รักจริง คงไม่อยู่กินกับนาคิกิทสึเนะได้นานถึงเพียงนี้เป็นแน่แท้
“นาคิกิทสึเนะ...เจ้าล่ะ?”
เด็กสาวเม้มปากที่ถูกบดบังด้วยหน้ากากไปกว่าครึ่ง มือเรียวกอดกระชับดาบของโคกิทสึเนะมารุไว้แน่น นางเป็นคนพูดไม่เก่ง จึงค่อนข้างจะต้องใช้เวลาในการเรียบเรียงนานกว่าผู้อื่น
“ข้า...ข้าถูกอิจิโกะ...สู่ขอเป็นเจ้าสาวตามธรรมเนียมอย่างถูกต้องทุกประการ” เสียงเล็กเครือสั่นเล็กน้อยจนสึรุมารุที่นั่งอยู่ใกล้ที่สุดต้องเอื้อมมือไปบีบไหล่ปลอบโยน “แต่ระหว่างเดินทาง...ขบวนของข้าถูกดักปล้น และข้าก็ตกเป็นเมียของโคกิทสึเนะมารุ”
นาคิกิทสึเนะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น หันไปมองทางบุรุษที่นางรัก
“ในทีแรกข้าก็หวาดกลัว...แต่เมื่อได้พูดคุย ข้าก็รู้ว่าเขาแสนอ่อนโยน และอาจเพราะข้าไม่เดียงสาเรื่องรักใคร่ จึงตกหลุมรักเขาอย่างง่ายดาย เราอยู่กินกันมาตลอดสามเดือน จนอิจิโกะมาพบ โคกิทสึเนะมารุจึงให้ข้าหนีไปเพราะเกรงจะเกิดอันตราย” ดวงตาสีทองเรียวเลื่อนไปทางอิจิโกะด้วยแววความรู้สึกผิด ก่อนจะโค้งหัวลง “ข้าขอโทษ...ที่มิอาจไปถึงงานวิวาห์ได้ ข้าขอโทษที่ทำให้เจ้าต้องอับอาย…”
ได้ยินคำนั้นอิจิโกะก็หันหน้าหนีไปเสียอีกทาง ด้วยความที่เป็นสุภาพบุรุษคนหนึ่ง เขาย่อมนึกเห็นใจเมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้น กระนั้นลึกลงในตัวเขา ก็ไม่อาจยอมเสียนางให้ใครได้เช่นกัน...อย่างไรเสีย เขาก็รักนาง และยังคงรักไม่ว่านางจะรักใครก็ตามที
มิคาสึกิถอนหายใจยาวอย่างหนักอก เขาพอจะเข้าใจความรู้สึกของทั้งสามคน...นาคิกิทสึเนะรักโคกิทสึเนะมารุที่ลักตัวนางไป และไม่ได้รักอิจิโกะผู้เป็นคู่หมั้น โคกิทสึเนะมารุและอิจิโกะต่างก็รักนางทั้งคู่ ต่างกันเพียงคนหนึ่งคือว่าที่เจ้าบ่าวที่ถูกต้องตามธรรมเนียม อีกคนคือโจรที่ช่วงชิงทั้งกายและหัวใจนางไป
“นาคิกิทสึเนะ...ข้าขอถามเจ้าสักเพียงคำ” อิชิคิริมารุที่เฝ้ามองอยู่นานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ผู้ถูกเรียกเงยหน้ามองและพยักหน้ารับคล้ายบอกว่าตนพร้อมจะตอบ “หากว่าให้เจ้าเลือกระหว่างโคกิทสึเนะมารุกับอิจิโกะ ด้วยใจจริงโดยไม่มีฐานะทางสังคมมาข้องเกี่ยว...เจ้าจะเลือกใครหรือ?”
“เอ๋…” เด็กสาวนิ่งงันไปยามได้ยินคำถาม นางก้มหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบเสียงแผ่ว “หัวใจข้าเลือกโคกิทสึเนะมารุ…”
“ถ้าเช่นนั้นหมายความว่าเจ้าจะตระบัดสัตย์งั้นหรือขอรับ?” เจ้าชายแห่งอาวาตะงุจิแทรกถามขึ้นมา ณ ชั่วขณะนี้ เขาแทบไม่อาจฝืนรักษาความเป็นสุภาพบุรุษของตนได้อีกต่อไปแล้ว “นาคิกิทสึเนะ...เราควรต้องสมรสกันตามธรรมเนียม ท่านพ่อของเจ้าจะรู้สึกเช่นไรหากรู้ว่าเจ้าผิดคำสาบานที่ให้ไว้?”
แววตาของนาคิกิทสึเนะพลันสั่นไหวทันทีที่ได้ยินคำกล่าวอ้างถึงท่านพ่อ...จริงด้วยสินะ ป่านนี้ท่านพ่อจะเป็นเช่นไร คงจะรู้ข่าวการหายตัวของนางไปแล้วอย่างนั้นใช่ไหม? จะรู้หรือยังว่านางไม่รักษาคำสัตย์ว่าจะปกป้องแคว้นอันเป็นที่รัก? ท่านจะโกรธนางไหม...
“อย่าพาลน่า! นางออกปากเองว่าเลือกข้าแล้ว!” โคกิทสึเนะมารุขึ้นเสียงตอกสวนไปอย่างสุดทน ไม่คิดจะยอมให้ใครมาพูดจาข่มขู่เมียรักของเขาได้อย่างเด็ดขาด
“คนที่ช่วงชิงนางไปจากขบวนเจ้าสาว...ไม่ควรมีสิทธิ์พูดคำนั้นนะขอรับ” อิจิโกะหันกลับไปมอง น้ำเสียงที่โดยปกติจะคงไว้ซึ่งความนอบน้อมและมารยาทอย่างไร้ที่ติกลับกลายเป็นเย็นชาและหยามเหยียด
“ว่าไงนะ…ไอ้เด็กนี่!” ได้ยินเช่นนั้นจิ้งจอกหนุ่มก็คำรามลั่นด้วยความโกรธ โผตัวหมายจะลุกไปขย้ำคอคนอายุน้อยกว่าตรงหน้าให้ไม่มีปากจะพูดขาน พร้อมกับอิจิโกะที่รีบจับดาบตนเตรียมตั้งรับ
“เงียบทั้งคู่นั่นล่ะ!!”
ทว่าเสียงตวาดลั่นของผู้ครองแคว้นซังโจก็ทำให้ทั้งสองหยุดชะงัก ปิดปากเงียบกริบ ต่างส่งเสียงในลำคออย่างไม่พอใจขณะขยับกลับที่ของตน ขณะนาคิกิทสึเนะซึ่งหวาดกลัวต่อเหตุการณ์โต้เถียงเมื่อครู่ซุกอยู่ในอ้อมกอดของสึรุมารุ น้ำตารินไหลจนหน้ากากสีดำเปียกปอนไปหมดแล้ว
“เลิกทำตัวเป็นเด็ก ๆ กันเสียที...อิจิโกะ เจ้าเป็นถึงองค์ชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นสุภาพบุรุษแห่งอาวาตะงุจิ อย่าได้ทำชื่อเสียงตนแปดเปื้อนมากไปกว่านี้เลย ท่านพี่เองก็เช่นกัน...หากยังหลงเหลือเกียรติในฐานะบุตรชายของอดีตผู้ครองแคว้นซังโจก็โปรดไว้หน้าข้าบ้าง” มิคาสึกิเอ่ยด้วยท่าทางนิ่งเฉย แต่จานเจือด้วยริ้วความหงุดหงิดชนิดที่มิสู้จะมีใครได้เห็นบ่อยนัก ก่อนจะลืมตาขึ้นมองทั้งสองคนตรงหน้า “ถ้ามันยุ่งยากนัก...ข้าในฐานะผู้ครองแคว้นซังโจก็จะตัดสินให้...”
ร่างสง่าของจันทร์เสี้ยวแห่งซังโจขยับลุกขึ้นยืน ออกคำบัญชาด้วยแววตาเยือกเย็น
“เราจะใช้การประลองดาบตัวต่อตัวเป็นเครื่องตัดสิน พวกเจ้าต่างก็เป็นนักรบที่สามารถ วิธีนี้คงไม่เสียเปรียบกันนักถูกไหม...ใครชนะ ก็จะได้นาคิกิทสึเนะไป เท่านั้นล่ะ”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น