หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559

Fiction : จันทร์เสี้ยว・กระเรียนขาว・สองจิ้งจอก - บทที่ ๔ เจ้าสาวของจิ้งจอก (NC) (MikaTsuru / KogiNaki)

บทที่ ๔
『狐の花嫁』
เจ้าสาวของจิ้งจอก

ร่างของนาคิกิทสึเนะถูกเหวี่ยงเข้าไปในกระโจมด้วยฝีมือของชายชุดผ้าคลุมดำที่สวมหน้ากากจิ้งจอกจนล้มลงกับพื้น โชคดีที่ชุดแต่งงานที่สวมอยู่หนาพอจะกันไม่ให้ได้รับบาดเจ็บ เสียงแหบพร่าทิ้งท้ายเอาไว้ว่าให้รอคอยอยู่ที่นี่จนกว่า ‘ลูกพี่’ จะมา…

นางไม่รู้ว่า ‘ลูกพี่’ ที่พวกนั้นว่าคือใครกัน หากแต่ก็นึกเดาได้ไม่ยากนักว่าคงเป็นชายหนุ่มร่างสูงกำยำดูโดดเด่นที่เห็นข้างนอกนั่นเป็นแน่แท้

เด็กสาวขยับตัวลุกขึ้นนั่ง จัดชุดตนให้เข้าที่แล้วกระเถิบไปขดอยู่ตรงมุมกระโจมพลางกวาดสายตามองโดยรอบด้วยความกลัว ในกระโจมนี้ไม่มีข้าวของอะไรมากนัก มีเพียงฟูกที่ปูหนุนยกจากพื้นดิน กล่องเก็บข้าวของสองสามกล่อง เล็กบ้างใหญ่บ้าง เจ้าหญิงน้อยอดคิดขึ้นมาไม่ได้ว่าเจ้าของกระโจมนี้เป็นคนเช่นไร

ทันใดนั้นเองที่มีแสงสว่างสาดเข้ามาจากทางหน้ากระโจม ก่อนจะถูกบดบังด้วยเงาสูงใหญ่ นาคิกิทสึเนะสะดุ้งกอดเข่าแน่นด้วยความหวาดกลัวขณะที่เงยหน้ามองร่างที่เดินเข้ามาหยุดยืนก่อนจะนั่งยอง ๆ ลงตรงหน้าจนนางได้เห็นเขาชัดเจนเป็นครั้งแรก

ดวงตาสีทองของท่านหญิงน้อยเบิกโตขึ้นนิด ๆ ยามมองสำรวจอีกฝ่าย...ใบหน้าหล่อเหล่า นัยน์ตาสีแดงทับทิมเรียวคม ผมสีเงินยาวสลวยทิ้งตัวอยู่เบื้องหลังถูกมัดรวบไว้ตรงส่วนปลาย เขายิ้มมุมปากนิด ๆ อย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะขยับเอ่ยคำจนมองเห็นเขี้ยวสองข้างเด่นชัด

“เจ้าไม่เคยถูกชายใดจ้องมองเลยหรือไร? ตัวสั่นเป็นนกน้อยเชียวนะ” มือใหญ่เอื้อมมาเชยปลายคางนางขึ้น ใบหน้าที่อยู่ใต้หน้ากากแดงเรื่อนิด ๆ ด้วยไม่เคยต้องมือชาย หากแต่นาคิกิทสึเนะก็หวังว่าเขาจะไม่สังเกตเห็น

“หืม...นี่สินะ ของดีที่ใคร ๆ ต่างก็กล่าวถึง? ตกอยู่ในมือของโคกิทสึเนะมารุผู้นี้เสียแล้วสิ โอ้...” ชายหนุ่มผู้ออกนามโคกิทสึเนะมารุหัวเราะพอใจ ก่อนที่จะถูกนาคิกิทสึเนะที่เริ่มตั้งสติได้ปัดมือที่จับปลายคางออกเบา ๆ ด้วยความกลัวปนรู้สึกแปลก ดวงตาสีแดงหรี่ลงเล็กน้อย ยิ่งมองท่าทางสั่นเทาของคนตรงหน้าแล้วก็ยิ่งพาให้รู้สึกอยากแกล้งเข้าไปอีก “ไม่มีใครสอนหรือไรว่าห้ามปัดมือชายแบบนี้ มันเหมือนกับจะยั่วยวนให้ลิ้มลอง รู้ไหม?”

คนอ่อนต่อโลกสะดุ้งลนลานขึ้นมาทันที มือเล็กกอดตัวเองแน่นแล้วกระเถิบกายถอยหนีจนติดผ้ากระโจมด้านหลัง ทำไมไม่เห็นเคยมีใครสอนนางเรื่องเช่นนี้เลยเล่า...ใครก็ได้ช่วยที

ฝ่ายโคกิทสึเนะมารุเห็นเช่นนั้นก็มิได้ใส่ใจ กวาดดวงตามองร่างในชุดกิโมโนขาวเบื้องหน้าแล้วเลื่อนสบกับดวงตาที่สั่นระริก “จะว่าไป...นี่คงต้องเป็นคืนแรกของเจ้ากับชายอื่นงั้นสินะ?”

นาคิกิทสึเนะมองคนตรงหน้าอย่างสับสนก่อนจะพยักหน้านิด ๆ

“นอกจากท่านพ่อ...กับคู่หมั้น ข้ามิเคย...พูดจากับชายใด” ...ตอนนี้ก็มีเจ้าอีกคน ท่านหญิงน้อยเอ่ยเสียงเบาพลางก้มหน้างุด ชายหนุ่มเลิกคิ้วน้อย ๆ

“โอ้...พูดได้ด้วยรึนี่? นกน้อยในกรงทองสินะ...เจ้าน่ะ”

เด็กสาวเบือนหน้าไปอีกทางอย่างปฏิเสธไม่ได้ ท่านพ่อเลี้ยงนางมาประดุจไข่ในหิน ไม่เคยให้ต้องโลกภายนอก ไม่เคยให้พบปะพูดคุยกับชายใด แม้แต่ใบหน้านางยังต้องซุกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากาก นาคิกิทสึเนะไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรในสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น หากเป็นปกตินางคงจะหนีไปหลบหลังสึรุมารุแล้ว ทว่ากลับไม่ได้ทำได้ในตอนนี้ ท่านหญิงน้อยได้แต่สูดหายใจลึกก่อนจะเหลือบมองอีกคน

“ปล่อย...ข้าไปเถอะ ข้ากำลังจะแต่งงาน...ท่านพ่อคงเป็นห่วงหากข้าไปไม่ถึงที่นั่น”

“แล้วอย่างไรกัน...ข้าชิงตัวเจ้ามาได้แล้ว เจ้าก็ต้องตกเป็นเมียข้าสิถึงจะถูก” โคกิทสึเนะมารุยิ้มมุมปากเอ่ยพลางจ้องมองคนที่ไม่ยอมหันมาสบตา เด็กสาวส่ายหัวไปมา

“มัน...ไม่ถูกต้อง”

“ความถูกต้องอะไรของเจ้านั่นน่ะ...มันไม่มีความหมายกับโจรป่าเช่นข้า สาวน้อย” ร่างสูงเอ่ยพลางใช้แขนทั้งสองยันไว้กับผ้ากระโจมด้านหลังเบา ๆ ปิดกั้นทางหนีของเด็กสาวที่สะดุ้งน้อย ๆ ลิ้นเรียวตวัดเลียคมเขี้ยวอย่างเจ้าเล่ห์ดุจจิ้งจอกนักล่าที่จับกระต่ายสาวมาได้

“ณ ตอนนี้เจ้าเป็นของข้าแล้ว...เหลือเพียงแค่ต้องหลับนอนด้วยกันเท่านั้นล่ะนะ”

นาคิกิทสึเนะหน้าซีดเผือดก่อนจะแดงเรื่อขึ้นมา แม้อ่อนต่อโลกมากเพียงไร หากแต่นางก็รู้จักคำ ๆ นั้นจากความซุกซนของสึรุมารุ ร่างบางดิ้นขลุกขลัก พยายามจะหนีจากการกักขัง ทว่าโคกิทสึเนะมารุไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น สองมือแกร่งตะครุบเข้าที่ตัวของกระต่ายน้อย จนฝ่ายเสียเปรียบต้องดิ้นพราด ปัดป่ายมือดันเขาออกห่างทันที

“เรี่ยวแรงเจ้ารึก็มีเท่านั้น จะทำอะไรข้าได้ หืม?” ชายหนุ่มยิ้มมองคนที่พยายามผลักตนออกด้วยแรงน้อยนิด ก่อนจะก้มลงซุกไซ้ซอกคอขาวนวลจนนาคิกิทสึเนะต้องยกมือดันศีรษะเขาเอาไว้แต่ก็ไม่ได้สะดุ้งสะเทือนร่างสูงเลยแม้แต่นิด โคกิทสึเนะมารุรวบมือเรียวเล็กทั้งข้างไว้เหนือศีรษะพลางแนบปลายจมูกสูดดมกลิ่นหอมจากกายบาง “อย่าขัดขืนคนที่จะเป็นผัวเจ้าเลยน่า”

“อื๊อออ…” นาคิกิทสึเนะหลับตาปี๋ พยายามเบี่ยงร่างไม่ให้ถูกดมดอมได้ง่ายดายนัก ขณะที่ลมหายใจร้อน ๆ เริ่มเป่าไล่ตามลำคอมาจนถึงหลังใบหู ดุนดันให้นางต้องเอียงคออย่างฝืนมิได้

“ฮืมม...หอมจริง ๆ กลิ่นกายคนชั้นสูงในปราสาทมันเป็นเช่นนี้เองงั้นสินะ” เสียงทุ้มพร่าเอ่ยกระซิบก่อนที่ร่างสูงจะผละออกมานิด ๆ มองคนที่หอบหายใจทั้งใบหน้าแดงก่ำอยู่ตรงหน้าพลางยิ้มเยาะ “เริ่มเคลิบเคลิ้มไปกับรสสัมผัสของข้าแล้วสินะ?”

นาคิกิทสึเนะค่อย ๆ ปรือตาที่คลอน้ำตาขึ้นช้า ๆ ตอนนั้นเองที่โคกิทสึเนะมารุนึกได้ถึงบางสิ่งที่ทำเอาเขารู้สึกขัดหูขัดตามานาน...หน้ากากสีดำลวดลายทองที่ปกปิดครึ่งซีกใบหน้าของนางนั่นเอง

“หน้ากากเจ้านี่มันน่ารำคาญเสียจริง ข้ามองไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเมียข้าเลย” ว่าพลางจิ๊ปากนิด ๆ พร้อมกับมือที่เอื้อมไปฉวยถอดหน้ากากแสนเกะกะ เด็กสาวสะดุ้งรีบตะครุบมันเอาไว้หากแต่ไม่ทันการณ์เพราะโคกิทสึเนะมารุว่องไวพอที่จะโยนมันทิ้งไปด้านหลังแล้วยิ้มเช่นผู้ชนะแล้วจนมือเรียวต้องยกปกปิดใบหน้าตนไว้แทน

“ไม่เอาน่า...ให้ผัวเจ้ามองหน้าหน่อยสิสาวน้อย” ชายหนุ่มแกล้งเอ่ยเสียงอ้อน จับข้อมือเล็กทั้งสองข้างยื้อดึงออกเบา ๆ ทำให้นาคิกิทสึเนะต้องฝืนแรงปิดเอาไว้ให้ได้เพราะตลอดชีวิตนางไม่เคยเผยใบหน้าที่แท้จริงให้ใครเห็นเลยนอกจากท่านพ่อและสึรุมารุ ทว่าเรี่ยวแรงน้อยนิดไม่มีทางต่อกรกับโคกิทสึเนะมารุเมื่อออกแรงเต็มที่ได้แน่นอน ในที่สุดนางก็ถูกรวบมือไว้เหนือหัวดังเดิม ขณะที่ดวงตาสีแดงกวาดมองทั่วใบหน้าหมดจด

...งดงามนัก ผิวกายขาวสะอาดที่บัดนี้แดงเรื่อเลือดฝาดไม่มีริ้วรอยบาดแผล ดวงตาสีทองรีเรียวสวย ข้างใต้ถูกแต่งแต้มไว้ด้วยชาด ปากนิดจมูกหน่อยดูจิ้มลิ้มน่ารัก ริมฝีปากสีชมพูเรื่อเป็นกลีบสวย ไม่เห็นมีส่วนใดที่น่าปกปิดเลยด้วยซ้ำ...หรือเพราะงดงามมากเกินไปกันนะ นางถึงต้องบดบังตนเองเช่นนี้

“เจ้าเมืองซ่อนใบหน้าลูกสาวไว้ใต้หน้ากากเชียวรึ...ของดีจริง ๆ” ชายหนุ่มยิ้มบางอย่างพอใจยามเมื่อมองสำรวจใบหน้างดงามเป็นที่เรียบร้อย มิเสียแรงที่อุตส่าห์ดักปล้นชิงตัวมา

ร่างสูงก้มลงซุกไซ้ซอกคอกรุ่นหอมอีกครั้ง หากแต่ครั้งนี้ริมฝีปากกลับขมเม้มเนื้อขาวนวลที่โผล่พ้นคออาภรณ์ออกมา เขี้ยวคมกัดฝังลงบนลำคอนุ่ม ตีตราร่องรอยความเป็นเจ้าของเอาไว้โดยไม่สนใจร่างที่กำลังดิ้นขลุกขลักจะหนีจากสัมผัสร้อนและความเจ็บปวด

“อ๊าาาา!” นาคิกิทสึเนะร้องลั่นออกมาเมื่อเขาฝังเขี้ยวเข้าสุดลำ คงได้แผลลึกไม่น้อยบนลำคอ ใจนางยังคงคิดอย่างสัตย์ซื่อเพียงว่าหากกลับไปได้ จะนำร่างกายเช่นนี้ไปหาว่าที่เจ้าบ่าวตัวจริงที่รอคอยอยู่ได้หรือ

โคกิทสึเนะมารุผละเขี้ยวออกช้า ๆ แล้วใช้แผ่นลิ้นวาดเลียบนร่องรอยที่มีเลือดซิบพลางเหลือบสายตามองท่านหญิงน้อยที่หอบหายใจอยู่นิด ๆ มือแกร่งข้างที่ว่างเลื่อนขึ้นปลดเปลื้องโอบิชุดเจ้าสาว เรียกสติร่างบอบบางต้องรีบดันมือเขาเอาไว้

“ยะ...อย่านะ” หากแต่เรี่ยวแรงของนางนั้นไร้ความหมายสิ้นดี โคกิทสึเนะมารุรวบมือเรียวไว้ ดึงปนกระชากให้นางลงไปนอนกับพื้นดินแข็งพร้อมกับปลดโอบิหลุดออก

“สายไปเสียแล้ว...เจ้าเป็นของข้าคนนี้แล้ว!” เอ่ยพลางขึ้นคร่อมเหนือร่างบางพร้อมกับเปลื้องชุดเจ้าสาวสีขาวสะอาดที่บัดนี้แปดเปื้อนไปด้วยเศษดินต่ำต้อยจนเห็นร่างเปลือยเปล่าตรงหน้า ก่อนจะค่อย ๆ ลูบเลื่อนไปตามเรือนร่างขาวนวลที่กระตุกเกร็งขึ้นทุกจุดที่มือร้อนสัมผัสผ่าน

“อ่อนประสบการณ์ด้วยสินะ...เช่นนี้ยิ่งดี ทำเอาข้าอยากจะกลืนกินเจ้าให้สิ้นกลิ่นความบริสุทธิ์เสียตอนนี้เลย” โคกิทสึเนะมารุแสยะยิ้มก่อนจะก้มหน้าลงไปอยู่ตรงหว่างขาที่สั่นระริกแล้วใช้ลิ้นโลมเลียไปบนกลีบอ่อนนุ่มอย่างช้า ๆ จนนาคิกิทสึเนะสะดุ้งรีบหนีบขาเข้าหากันทันที แต่ก็ไม่ทันคนรู้ทันที่จับขานางแยกออกกว้างแล้วรุกปลายลิ้นไปกับความสาวที่ไม่เคยถูกชายใดสัมผัสมาก่อน

“ยะ...อ๊าาา!” เด็กสาวที่หลุดเสียงครางออกมารีบปิดปากตัวเองแน่นด้วยความอับอาย แม้พยายามสะกดกลั้นอารมณ์มากเพียงไร แต่การถูกปลุกเร้ากามารมณ์เป็นครั้งแรกก็ทำให้นางแทบเกินทานไหว ร่างเล็กหอบหายใจตัวโยน กลีบดอกไม้ที่ถูกแยกดมดอมเริ่มปลดปล่อยน้ำหวานไหลซึมออกมาอย่างไม่อาจควบคุม

“หืมม...ดูท่าจะชอบให้ข้าสัมผัสจริง ๆ นะ” โคกิทสึเนะมารุเหลือบสายตาขึ้นมอง แสยะยิ้มน้อย ๆ ด้วยความพอใจพลางครอบปากดูดน้ำหวานที่ไหลซึมแรง ๆ อย่างโหยหา

รสชาติของสาวน้อยแรกบริสุทธิ์...กลิ่นหอมหวนของกลีบอ่อนบางที่มิเคยถูกแตะต้องกระตุ้นอารมณ์ร้อนผ่าวในกายหนุ่มจนแทบทนไม่ไหว ชายหนุ่มผละริมฝีปาก เลียน้ำที่ติดค้างอยู่แล้วซุกลงโลมเลียเนินอกเปลือยเปล่าจนเด็กสาวต้องร้องครางเสียงหวาน สองมือแกร่งค่อย ๆ ลูบไล้ไปตามผิวเนียนก่อนจะโอบรวบยกร่างบางขึ้น ทิ้งชุดเจ้าสาวที่ไร้ซึ่งความหมายกองไว้ที่พื้นดิน

นาคิกิทสึเนะสะดุ้งนิด ๆ เมื่อถูกโยนลงกับฟูกที่หนุนขึ้นจากพื้น นางรีบดันตัวลุกขึ้นทว่าก็ต้องหน้าแดงก่ำเมื่อโคกิทสึเนะมารุเปลื้องชุดที่สวมอยู่ลงต่อหน้าจนเปลือยเปล่า ยังไม่ทันที่จะกรีดร้องหรือหนีไปไหนก็กลับถูกรวบมือและโดนกดคร่อมไว้อีกครั้ง

“ไหน ๆ ก็จะเป็นผัวเมียกันแล้ว บอกชื่อเจ้ามาซิ…” เจ้าของเสียงทุ้มเอ่ยถามพลางใช้หลังมือไล้แก้มนวลเนียนอย่างแผ่วเบา จงใจกดร่างลงให้อกแกร่งเบียดแนบกับเนินอกอิ่มที่ภายในมีหัวใจเต้นระรัว

“นาคิ...นาคิกิทสึเนะ”

“นาคิกิทสึเนะ? จิ้งจอกครวญงั้นรึ...ดีเลย คืนนี้เจ้าจะได้ร้องครวญสมชื่อแน่...เมียข้า” ชายหนุ่มเลียริมฝีปากก่อนจะก้มลงโลมเลียยอดอกที่ชูชันขึ้นทันทีที่ถูกสัมผัส ร่างเล็กสะดุ้งหลับตาปี๋ มือที่ถูกรวบจับเอาไว้เกร็งแน่นอยากจะดึงออกมาผลักไส หากแต่สู้แรงที่จับเอาไว้ไม่ได้

“แล้ว...นามของเจ้า?” ท่านหญิงน้อยหยีตา พยายามเอ่ยถามทั้งเสียงสั่นพร่า

“โคกิทสึเนะมารุ” เจ้าของนามเอ่ยตอบโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากทรวงอกอิ่มที่ถูกเล่นสนุกไปทั้งสองข้าง มือใหญ่ค่อย ๆ เลื่อนลงลูบไล้ตรงส่วนล่างอย่างช้า ๆ คล้ายจะเป็นการสำรวจก่อนจะจับความเป็นชายที่ตื่นตัวพร้อมสอดแทรกเข้าไปรวดเดียวจนมิดด้าม

“อ๊าาาา!!” นาคิกิทสึเนะสะดุ้งเฮือก กรีดร้องด้วยความเจ็บที่แล่นริ้วจากช่องทางเมื่อถูกแยกด้วยสิ่งใหญ่อย่างไม่มีการเตรียมพร้อมแม้จะเป็นครั้งแรก แม้แต่โคกิทสึเนะมารุยังต้องหยีตาเพราะถูกนางตอดรัดแน่นเสียจนขยับแทบไม่ได้ ทว่าเขาใจร้อนไม่อยากรีรออะไรอีกแล้ว ในเมื่อร่างข้างใต้ช่างเย้ายวนให้น้ำลายสอเสียเหลือเกิน

“กอดข้าไว้แน่น ๆ องค์หญิง...ข้ามิได้ใจดีอย่างเช่นคู่หมั้นเจ้าแน่ อาา…” ชายหนุ่มครางหนักในลำคอ จับมือของเด็กสาวมาโอบกอดร่างตนไว้ซึ่งนาคิกิทสึเนะผู้ที่กำลังน้ำตาไหลรินก็ไม่ได้ขัดขืนเพราะต้องการที่พึ่งในยามนี้ก่อนที่เขาจะรวบเอวนางขึ้น ขยับกายเสียดสีเข้ามาอย่างรวดเร็วทันทีไม่รั้งรอ

โคกิทสึเนะมารุก้มลงดูดกลืนยอดอกสีหวานอย่างแรงด้วยไม่อาจอดทนต่อเสียงครางหวานที่ดังกระเส่าอยู่ใต้ร่าง มืออีกข้างขยำเล่นทรวงอกที่แม้ไม่เต็มมือหากแต่ก็นุ่มนิ่มชวนสัมผัสไม่คลาย เขาห่างหายจากการร่วมรักไปนานนัก นานเสียจนจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายคือเมื่อใดกันแน่ ยามเมื่อได้สาวน้อยใสบริสุทธิ์เช่นนี้มารองรับอารมณ์จึงไม่อาจควบคุมตัวเองได้เลย

นาคิกิทสึเนะรู้ตัวดีว่าหนีไปไหนไม่ได้อีกแล้ว...ท่อนล่างเจ็บแสบจนแทบขาดใจ เด็กสาวที่มีชีวิตเยี่ยงนกในกรงไม่เคยรู้จักความทรมานถึงเพียงนี้มาก่อน ใจหนึ่งพร่ำร้อง อยากกลับบ้านเหลือเกิน...อยากกลับไปกอดท่านพ่อผู้แสนอ่อนโยน นอนคุยกับสึรุมารุอยู่ใต้ฟูกอบอุ่น ใช้ชีวิตไร้ซึ่งอิสรภาพเช่นที่ผ่านมา

ดวงตาสีทองปรือปรอยมองคนที่ขยับกายอยู่เหนือร่าง กระแทกกระทั้นรุนแรงเข้ามาอย่างไร้ปรานีเสียจนแทบจะฉีกนางเป็นชิ้น ๆ หากแต่ลึกลงในอก อีกใจหนึ่งนั้น นางกลับไม่มีความคิดที่จะปฏิเสธเขาเลยแม้แต่นิด

มีเพียงแค่ความคิดที่อยากจะสวมหน้ากากไว้...ไม่ให้คนที่ตนกำลังลุ่มหลงอยู่ในตอนนี้ได้เห็นสภาพที่น่าอับอาย

ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด...นับแต่แรกเห็น เด็กสาวก็นึกสนใจเขาอยู่แล้ว แล้วยามนี้แม้ถูกข่มเหงเอาด้วยกำลัง ทว่าทั้งจิตใจและร่างกายกลับโอนอ่อนตอบสนองเขาอย่างเต็มที่

มือเรียวจิกลงกับแผ่นหลังกว้างยามโคกิทสึเนะมารุกระแทกร่างเข้ามาไม่ยั้ง ความร้อนผ่าวเสียดสีหนักหน่วงในช่องทางอ่อนนุ่ม กดเข้าใส่จุดอ่อนไหวที่อยู่ลึกสุดภายในจนนาคิกิทสึเนะต้องบิดเอวดิ้นพราด เสียวซ่านจนเกร็งไปทั้งกาย ชายหนุ่มโอบกอดนางเอาไว้แน่น ส่งไออุ่นผ่านร่างกายเปลือยเปล่าที่แนบสนิทกันดั่งการปลอบประโลม

“นาคิ...นาคิกิทสึเนะ...เมียข้า”

เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบแผ่วชิดใบหู ร่างกายเสียดสีกันไปมากระตุ้นอารมณ์ร้อนผ่าว นาคิกิทสึเนะซุกหน้าลงกับไหล่กว้าง ขยับขารับแรงที่ถูกส่งมาด้วยความเต็มใจ

มันผิดต่ออิจิโกะ ฮิโตฟุริที่รอคอยอยู่ที่งานแต่งงาน...หากแต่ตอนนี้นาคิกิทสึเนะได้มอบทั้งกายและใจให้กับชายหนุ่มที่พรากความบริสุทธิ์ไปจากนางและกำลังร่วมรักกันอยู่ตอนนี้เสียแล้ว

“อาา...อ๊าาา!”

สองร่างกระตุกเฮือก อ้อมแขนกอดรัดกันแนบแน่นมากขึ้นเมื่อโคกิทสึเนะมารุเกินอดกลั้น กระแทกกายเข้าหนักหน่วงเป็นคราสุดท้ายก่อนจะปลดปล่อยของเหลวอุ่นร้อนเติมเต็มถะถั่งในช่องทางที่บีบรัดแน่น นาคิกิทสึเนะกรีดเสียงครางลั่น รู้สึกราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน แอ่นกายรับทุกหยาดหยดเข้ามาจนล้นปริ่ม

โคกิทสึเนะมารุผ่อนลมหายใจยาวแล้วค่อย ๆ ถอดถอนแก่นกายออกมาและลงไปนอนข้าง ๆ นาง ก่อนจะดึงร่างบางมากอดแนบอกพลางก้มลงมองว่าคนที่เพิ่งเสียบริสุทธิ์ให้ตนเมื่อครู่เป็นอย่างไรบ้าง นาคิกิทสึเนะยังคงเจ็บปวดไม่คลายแม้สิ่งที่ฝังลึกจะหายไปแล้วก็ตาม แขนเรียวได้แต่กอดชายหนุ่มเอาไว้อย่างหาที่พึ่ง

ท่าทางเช่นนั้นเรียกรอยยิ้มเล็ก ๆ จากโคกิทสึเนะมารุได้เป็นอย่างดี วงแขนแกร่งกระชับอ้อมกอดก่อนจะก้มลงจุมพิตบนริมฝีปากอิ่มอย่างแผ่วเบาทะนุถนอม ผิดกับท่าทีรุนแรงไม่ปรานีเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง นาคิกิทสึเนะปรือตาขึ้นมานิด ๆ ขณะที่โคกิทสึเนะมารุผละจากไปช้า ๆ แล้วมองดวงตาปรือ ๆ ด้วยความเอ็นดู

“ขอโทษที่รุนแรงกับเจ้านะ...นาคิกิทสึเนะ ข้าเพียงถูกยั่วยวนจนทนไม่ไหว” ร่างสูงเอ่ยเสียงนุ่มนวลพลางก้มลงแนบหน้าผากกับหน้าผากมน โอบกอดปลอบประโลมให้นางหายหวาดกลัว นาคิกิทสึเนะมองสบดวงตาคู่คมพลางลูบแก้มอีกฝ่ายเบา ๆ แล้วเอ่ยถามอย่างใสซื่อเพราะยังคงหวนนึกถึงหน้าที่ที่ตนกำลังจะไปทำ

“เจ้าจะ...ส่งข้าคืนเจ้าบ่าวไหม?”

สีหน้าอ่อนโยนของโคกิทสึเนะมารุแปรเปลี่ยนเป็นคิ้วขมวดมุ่นทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น “เจ้าบ่าวของเจ้าก็คือข้าผู้นี้ไง...โคกิทสึเนะมารุผู้เป็นใหญ่ในกองโจร”

“คู่หมั้นของข้า...อาจมาตามหา” สีหน้าของนาคิกิทสึเนะอ่อนลงนิด ๆ หากแต่ก็ยังคงส่ายหน้า

“แล้วข้าต้องกลัวด้วยหรือ? ข้าไม่นึกกลัวสิ่งใด...ยิ่งเจ้าเป็นเมียข้าแล้ว ข้าย่อมต้องปกป้องเจ้าไว้ไม่ให้ใครมาพรากเอาไป” โคกิทสึเนะมารุพ่นลมหายใจ กอดกระชับร่างเล็กบางไว้แนบแน่นไม่ยอมปล่อย

“เจ้าไม่กลัวหรือ…?” คนไร้เดียงสาเอียงคอถาม ในใจนางนึกเป็นห่วงเขาอยู่ไม่น้อยอย่างน่าแปลก แม้จะเพิ่งถูกเอาแต่ใจก็มาตามที “อิจิโกะมีกองทัพ...มีอาวุธ แต่เจ้ามีคนเพียงน้อยนิด”

“คนน้อยนิดนี่สิดี ทำให้หลบเร้นกายได้ง่าย ตามหาพบได้ยาก...อีกอย่างข้าเองก็สามารถแทรกแซงเข้าไปปั่นป่วนในกองทัพศัตรูได้อีกด้วย” ริมฝีปากร้อนกดแนบลงบนหน้าผากมน “เท่านี้หายห่วงหรือยัง?”

เด็กสาวเงยหน้ามองคนที่กอดตนอยู่ด้วยความเป็นห่วงแต่ก็ยอมพยักหน้าเพราะเมื่อเขาเอ่ยปากแล้วคงไม่ยอมพลาดท่าเสียทีง่าย ๆ ก่อนจะขยับไปซุกอกกว้าง โคกิทสึเนะมารุหลุบตาลงมองแล้วยิ้มมุมปากนิด ๆ

“ติดใจข้าเข้าแล้วใช่ไหม? องค์หญิง”

นาคิกิทสึเนะหน้าแดงแล้วซุกฝังลงกับอกอีกฝ่ายมากขึ้นอีกโดยไม่ยอมเงย เสียงหวานเอ่ยตอบอู้อี้ด้วยความเขินอาย “เจ้าเอาแต่ได้...พรากข้ามาจากเส้นทาง บังคับขืนใจจนข้าตกเป็นเมียเจ้า มันไม่ถูกต้อง…” นางเงียบไปอึดใจก่อนจะกระชับกอดแน่น ๆ

“แต่ข้า...ข้ากลับรู้สึกสบายใจอย่างประหลาด”

ก็ถ้าทำให้มันถูกต้องเช่นคู่หมั้นเจ้า มีหวังข้าคงไม่ได้เจ้ามาครอบครองเป็นแน่ ฮ่า ๆ แบบนี้สิดี นี่แหละวิถีของโจร เจ้าเองก็ดูออกจะชอบใจไม่ใช่รึ?” ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ พลางก้มหน้าลงซุกกับเรือนผมนิ่ม สูดกลิ่นหอมจากเส้นไหมสีเงินนุ่มชั้นดีแล้วคลอเคลียไปมาอย่างรักใคร่

“เหตุใดเจ้าจึงหวังครอบครองข้า...ทั้งเราเพิ่งได้พบกันเป็นครั้งแรก?” นาคิกิทสึเนะเงยหน้ามองด้วยความฉงน จนปลายจมูกชนกับปลายจมูกที่แนบผมอยู่อย่างไม่ตั้งใจ

ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเมืองมีบุตรสาวที่งดงามยิ่ง ยากที่จะเอื้อมถึง และนั่นทำให้ใจข้ายิ่งกระหายอยากจะครอบครองตัวเจ้า” เอ่ยยิ้ม ๆ พลางใช้ปลายจมูกคลอเคลียปลายจมูกเล็กของเด็กสาวเบา ๆ “อะไรที่ข้าอยากได้ย่อมต้องได้ ไม่มีสิ่งใดปฎิเสธข้าได้หรอก”

นาคิกิทสึเนะกะพริบตาปริบก่อนจะก้มหน้าลงนิด ๆ ในอกปวดร้าวยามได้ยินคำกล่าวขาน นางมิใช่คนงาม...หากจะมีใครงดงามมากพอที่จะมีข่าวเล่าลือเช่นนั้นได้ คงจะเป็น…

“บางทีที่เจ้าได้ยินนั่น...อาจเป็นคำกล่าวขานถึงพี่สาวบุญธรรมของข้า กระเรียนขาวผู้งดงามก็เป็นได้...เจ้าคงลักผิดตัวแล้วล่ะ”

“โอ้ ข้าว่าไม่” ทว่าโคกิทสึเนะมารุกลับปฏิเสธอย่างรวดเร็ว “สาวงามที่ข้าปรารถนา...คือบุตรสาวแท้ ๆ ของเจ้าเมืองเพียงผู้เดียว”

นาคิกิทสึเนะหน้าแดงเรื่อทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้ามองคนข้างกาย “เจ้าได้ยินเพียงคำกล่าว ไม่เคยเห็นหน้าข้าด้วยซ้ำมิใช่หรือ”

“ในเกี้ยวนั่น ข้าก็ได้เห็นความงามของเจ้าแล้วไม่ใช่หรือไร หนำซ้ำข้ายังพรากเจ้าออกจากหน้าที่อันยิ่งใหญ่ ให้มาเป็นเมียของผู้นำกองโจร”

ท่านหญิงน้อยส่ายหน้าไปมาก่อนจะสบดวงตาสีแดงคู่คม “ที่เจ้าเห็นในเกี้ยว...คือเด็กสาวที่สวมหน้ากากปกปิดใบหน้า ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใต้หน้ากากจะอัปลักษณ์หรือไม่ต่างหาก”

“องค์หญิง แล้วคนที่ข้ากำลังกอดอยู่ตอนนี้เป็นใครกัน? ใช่เด็กสาวคนเดียวกับที่อยู่ในเกี้ยวนั่นหรือไม่?”  โคกิทสึเนะมารุขมวดคิ้ว สาวน้อยที่ในทีแรกไม่กล้าแม้แต่จะออกวาจา พอใกล้ชิดเข้าหน่อยแล้วขี้สงสัยถึงเพียงนี้เชียวรึ

คนถูกถามพยักหน้านิด ๆ ก่อนจะหยีตาเมื่อมือใหญ่ลูบลงที่ข้างแก้มอย่างแผ่วเบาพลางดึงนางเข้าไปกอดไว้แนบอก เสียงทุ้มเอ่ยกระซิบอยู่ข้างใบหู “เช่นนั้นก็อย่าพูดให้มันยุ่งยากเลย ในเมื่อข้าก็ลักพาตัวมาถูกคนแล้วไม่ใช่รึ?”

“ข้าขอโทษ...ข้าเพียงสับสน” เด็กสาวหน้าแดงพลางขยับกระชับกอดแน่น ๆ โคกิทสึเนะมารุหัวเราะน้อย ๆ อย่างเสียมิได้แล้วกดจูบประทับบนเรือนผมนางอย่างแผ่วเบา “หากสมมติใต้หน้ากากข้ามิได้งดงามเช่นเจ้าคิด...เจ้าจะฆ่าข้าไหม?”

“แล้วข้าได้ฆ่าเจ้าไหมล่ะ?” โจรหนุ่มยิ้มมุมปาก คลอเคลียใบหน้าไปกับผมนิ่มอย่างทะนุถนอมรักใคร่ “นาคิของข้า...คงไม่มีวันนั้นที่เจ้าไม่งดงาม”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น คนถูกชมก็เผลอยิ้มนิด ๆ อย่างอุ่นใจแล้วซุกอกอุ่น ทว่าก็เกิดคำถามขึ้นมาอีกตามประสาคนไม่เคยรู้อะไร “เช่นนี้เรียกเป็นผัวเมียได้หรือ?”

“ได้กับข้าแล้วไม่ให้เรียกผัวเมียแล้วจะเรียกอะไร ห๊ะ?” โคกิทสึเนะมารุคิ้วกระตุก นึกอยากจะเขกหัวนางให้สักทีจริง ๆ แล้ว นาคิกิทสึเนะก้มหน้างุด รู้สึกผิดเสียเต็มประดา

“ก็...ในเมื่อเรามิได้สมรสอย่างถูกต้อง”

“สมรสอย่างถูกต้องมันคือแบบนี้สิ เช่นนี้ถึงจะเรียกผัวเมียได้อย่างเต็มปาก รู้ไหม?”

“...ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลย” ท่านหญิงน้อยเอียงคอแปลกใจหากแต่ก็พยักหน้ารับรู้อย่างไม่นึกสงสัย

...ว่ากันว่า เด็กน้อยไร้เดียงสานั้นก็ราวกับผ้าขาว...หากแต่ตอนนี้นาคิกิทสึเนะคงกลายเป็นผ้าขาวที่โดนจิ้งจอกจอมเจ้าเล่ห์นามโคกิทสึเนะมารุสาดสีใส่อย่างผิด ๆ เสียแล้ว

“เจ้านี่มัน...ช่างเป็นเด็กที่ยุ่งยากจริง ๆ เลย” โคกิทสึเนะมารุเลิกคิ้วแล้วกระชับกอดร่างบอบบางแน่น ๆ เบียดร่างกายเข้าหาเนื้อนิ่มอย่างตั้งใจจนนาคิกิทสึเนะต้องหยีตานิด ๆ เพราะโดนจุดอ่อนไหวไปหลายจุด

“ท่านพ่อข้าไม่มีเวลาสอนเรื่องเช่นนี้ ส่วนพี่สาวข้า...นางเอาแต่เล่นสนุกและแกล้งข้า

“เช่นนั้นข้าจะสอนเมียข้าให้ได้รู้อะไรหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับตัวข้าเลยเชียวล่ะ” จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ได้ที แสยะยิ้มยื่นข้อเสนอให้กับกระต่ายน้อยใสซื่อที่ตาเป็นประกายแล้วพยักหน้ารับ โคกิทสึเนะมารุหัวเราะแล้วพลิกกายขึ้นคร่อมร่างเล็กไว้ดังเดิมก่อนจะก้มลงกดจูบแนบแน่น

จากนั้นนาคิกิทสึเนะก็ต้องมานึกเสียใจภายหลัง...แค่เพราะความใสซื่อในตอนนั้น ทำเอานางมิได้ลุกจากฟูกไปอีกจนสามวันสามคืน…