หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2560

Fiction : จันทร์เสี้ยว・กระเรียนขาว・สองจิ้งจอก - บทที่ ๑๘ เจ้าชายผู้แสนเศร้า (MikaTsuru / KogiNaki)

บทที่ ๑๘
憂き王子
เจ้าชายผู้แสนเศร้า

“หวา! นี่ข้าวกล่องของอุราชิมะคุงเหรอ น่ากินจังเลยย!”

เสียงสดใสของมิดาเระดังขึ้นเมื่อเห็นข้าวกล่องที่องครักษ์หนุ่มน้อยคนรักของนางเปิดขึ้น อุราชิมะ โคเท็ตสึยิ้มแหย เกาแก้มอย่างเขิน ๆ พลางหยิบข้าวปั้นขึ้นมาคำหนึ่ง

“ท่านแม่ทำให้น่ะ...ก็ไม่รู้นะว่าทำไมถึงต่างจากของท่านพ่อนัก” เอ่ยพลางแอบชำเลืองมองข้าวปั้นหน้าตาแปลกประหลาดในกล่องข้าวของบิดาที่นั่งทำหน้าเหวอ ๆ อยู่ตรงขอนไม้อีกฝั่ง มิดาเระหัวเราะคิกคัก

“ท่านพ่อท่านแม่ของอุราชิมะคุงนี่น่ารักจังเลยน้า” เด็กสาวลอบอมยิ้มยามเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนก่อนออกจากแคว้นมา ภาพสองสามีภรรยาโคเท็ตสึทะเลาะจิกกัดกันอย่างเช่นทุกครั้งที่เจอหน้าไม่เคยเปลี่ยน

“ทะเลาะกันทุกวันน่ะเหรอ?” อุราชิมะหัวเราะ มิดาเระพยักหน้าหงึก พิงศีรษะกับไหล่เขาด้วยท่าทางสบาย ๆ

“ถึงจะทะเลาะกันทุกวัน แต่ว่าก็เป็นห่วงกันจริง ๆ ไม่ใช่เหรอ...อย่างเวลาที่ท่านแม่ของอุราชิมะคุงมองท่านพ่อน่ะ ห่วงใยมากเลยนี่นา” ว่าเสียงใสขณะแอบมองพี่สาวต่างมารดาที่นั่งกินข้าวอยู่เงียบ ๆ โดยสายตาก็มัวแต่จับจ้องแผ่นหลังของพี่ชายคนโตซึ่งกำลังเตรียมตัวเข้าไปสำรวจที่ทางในป่าอยู่ด้วยสายตา ‘ห่วงใย’ เช่นกัน

คิดแล้วก็พาลหนักใจ...ยะเก็นหลบเลี่ยงหนีหน้า ไม่ยอมคุยกับพี่อิจิมาหลายเดือนแล้วนับตั้งแต่หลังงานวิวาห์ถูกยกเลิกไป มิดาเระไม่ชอบบรรยากาศหนักอึ้งเช่นนั้นเลยแม้แต่นิด แต่ไม่ว่านางจะเกลี้ยกล่อมเช่นไร ยะเก็นก็ไม่ใจอ่อนให้เหมือนที่เคย

นางรู้ว่าโฮเนบามิกล่อมจนยะเก็นยอมออกเดินทางมาท่องเที่ยวด้วยก็จริง แต่กระนั้นพี่สาวต่างมารดาก็ยังไม่ยอมพบหน้าพี่อิจิที่พยายามเข้าหานางโดยตรงเสียที

“ยะเก็นเนี่ย…”

“หืม?” อุราชิมะทำตาปริบ ๆ หันมามองด้วยความงุนงงเมื่อได้ยินเสียงพึมพำ แต่มิดาเระก็ไม่ได้ใส่ใจพอจะบอกอะไรกับเขาเพิ่มเติม

อีกด้านหนึ่งที่ไกลออกไปจากบริเวณที่เด็ก ๆ นั่งพักผ่อนทานข้าวกันเล็กน้อย อิจิโกะขมวดคิ้วมุ่นเมื่อรับฟังคำรายงานจากทหารที่เพิ่งกลับจากลาดตระเวนในเขตป่าอินาริ

“ไม่พบงั้นหรือ…”  เจ้าชายหนุ่มถอนหายใจเฮือก ทอดดวงตาผ่านแนวต้นไม้หนาลึกไปยังส่วนมืดครึ้มที่ด้านหลังอย่างครุ่นคิด “ทางนั้นเข้าไปหรือยัง?”

“องค์ชาย...ทางนั้นมัน…วงกตนะขอรับ” กลุ่มทหารสีหน้าซีดเผือดทันที อิจิโกะเลิกคิ้วน้อย ๆ มองท่าทางเช่นนั้นด้วยความประหลาดใจ

ก็เคยได้ยินเรื่องวงกตป่าอินาริมาอยู่บ้าง...แต่ว่ามันน่ากลัวถึงขนาดทำให้ทหารหาญแห่งอาวาตะงุจิหวาดหวั่นเลยหรือ? เพราะเขาไม่นึกหวั่นกลัวแม้แต่น้อย หากเข้าไปในนั้นแล้วจะได้พบนาคิกิทสึเนะแล้วล่ะก็

“ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปเอง…” เอ่ยไม่ทันขาดคำ ร่างสูงสง่าก็ดันตัวขึ้นม้า กระตุกบังเหียนควบตรงไปทางวงกตอย่างไม่รีรอ ทำให้แม่ทัพนางาโซเนะเผลอตัวรีบทิ้งกล่องข้าวลุกพรวดขึ้น

“พวกเจ้ามัวทำอะไร! รีบตามองค์ชายไปสิ!” เสียงทุ้มตวาดสั่งอย่างหัวเสีย เพราะไม่นึกว่าเจ้าชายของแคว้นผู้เป็นศิษย์รักตนจะใจร้อนถึงเพียงนี้ ร่างสูงใหญ่กระโดดขึ้นม้า มีเหล่าทหารที่ได้สติรีบวิ่งตามไปด้วย ท่ามกลางความตกใจของเหล่าเด็กน้อยตระกูลโทชิโร่

“ยะเก็น จะไปไหนน่ะ?” นามาซึโอะร้องถามเมื่อเห็นน้องสาวลุกขึ้นยืน

“ข้าอิ่มข้าวแล้ว จะไปหาสมุนไพรสักหน่อย...นาน ๆ ทีจะได้มาป่าแถบนี้ น่าจะพอมีพืชน่าสนใจเก็บกลับไปปรุงยาได้บ้าง ไม่ต้องให้ใครตามไปนะ เกะกะเปล่า ๆ ” เด็กสาวปัดกระโปรง ส่งข้าวกล่องให้ข้ารับใช้แล้วหันมาตอบ เห็นโฮเนบามิที่นั่งอยู่ข้างฝาแฝดของนางมองตอบมาด้วยแววตาเป็นกังวล แม้รู้ว่าพี่สาวกำลังคิดอะไร แต่ยะเก็นก็เพียงแค่ทำเป็นออกปากอีกเรื่อง “น่า...ข้าไม่เป็นไรหรอก จะรีบกลับมานะ”

“อย่าไปไกลนักล่ะ!” นามาซึโอะส่งเสียงไล่หลังไปก่อนจะถอนหายใจน้อย ๆ “เมื่อไหร่สองคนนั้นจะยอมกลับไปคุยกันสักทีนะ ยะเก็นนี่...ใจแข็งไม่เบาเหมือนกันนะ”

โฮเนบามิหลุบตาลงเล็กน้อยยามได้ยินเสียงพึมพำของพี่ชายฝาแฝด...ทุกคนพยายามเต็มที่แล้วเพื่อสานสัมพันธ์ของพี่อิจิกับยะเก็นที่เริ่มเหินห่าง แต่ดูเหมือนจิตใจของน้องสาวจะยังไม่พร้อม และพี่อิจิก็ยังเฝ้าคอยแต่นาคิกิทสึเนะ

นางไม่รู้ว่าควรจะสงสารใครดี

-

อิจิโกะ ฮิโตฟุริ ไม่เคยลืมเลือนและไม่เคยทอดทิ้งความรักที่มีต่อนาคิกิทสึเนะ คนใกล้ชิดของเขารู้เรื่องนี้ดี ต่อให้คนนอกจะคิดว่าเกิดอะไรขึ้นเช่นไรก็ตาม เขาก็ยังคงเชื่อมั่น และเฝ้าตามหานางมาตลอด

ผู้ที่ลักตัวนาง หลบซ่อนจากกองกำลังของแคว้นอาวาตะงุจิที่ตระเวนค้นหาทั่วทุกตรอกซอกซอยในทุกเขตแคว้นได้ถึงสามเดือนเป็นชายที่แข็งแกร่งขนาดไหนกัน หรืออำพรางตัวได้เก่งกาจเพียงใด...อิจิโกะนึกภาพคนผู้นั้นไม่ออกเลย

เจ้าชายหนุ่มรีบสะบัดหน้าไล่ความคิดฟุ้งซ่าน เข้ามาในป่าลึกแล้วยังมัวเหม่อลอยจะได้พาลหลงเอาพอดี ดวงตาสีทองกวาดมองไปทั่วบริเวณเพื่อจดจำเส้นทาง และสำรวจโดยรอบไปในตัว ยามได้ยินแว่วเสียงฝีเท้าม้าและเสียงของเหล่าทหารที่ตามมาจนทัน

“องค์ชาย...อย่าจู่ ๆ ก็พรวดพราดมาคนเดียวมาโดยไม่บอกไม่กล่าวจะได้ไหม” นางาโซเนะชะลอม้าลงข้าง ๆ เอ่ยดุศิษย์รักด้วยความร้อนใจ ทว่ายังไม่ทันต่อว่าให้หมดสิ้นกระบวนความ สายตาที่สังเกตเห็นทัศนียภาพโดยรอบก็พลันเปลี่ยนไป “ที่นี่…”

ตอนนั้นเองที่ทุกคนในบริเวณพลันชะงักนิ่งเมื่ออิจิโกะยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากเป็นเชิงสั่งให้เงียบเสียง เจ้าชายหนุ่มหันมองรอบกาย ก่อนจะหย่อนตัวลงจากหลังม้าช้า ๆ และกระชับดาบให้ถนัด

ร่างสูงโปร่งก้าวอย่างเงียบเชียบที่สุดไปยังทิศทางหลังแนวต้นไม้สูงหนาทึบ แทรกกายผ่านเข้าไปด้วยความระมัดระวัง นางาโซเนะและเหล่าทหารหันมองหน้ากัน แม้ไม่มีใครล่วงรู้ว่าเจ้าชายของพวกตนจะมุ่งหน้าไปที่ใด หากแต่ไม่ว่าอย่างไรก็จะต้องติดตามไป

-

โคกิทสึเนะมารุรู้สึกตัวตื่นจากนิทราเพราะเสียงแปลกประหลาดที่ดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกล เห็นท่าว่าเจ้าพวกลูกน้องตัวดีจะก่อเรื่องอะไรกันอีกเป็นแน่ คิดได้เช่นนั้นชายหนุ่มก็ขมวดคิ้วรำคาญใจ กระชับแขนแกร่งโอบกอดร่างเปลือยเปล่าของเมียรักที่นอนอยู่แนบข้างแน่นตามสัญชาตญาณและค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา

แต่ทว่า สิ่งแรกที่ได้เห็น...คือปลายดาบสีเงินคมกริบที่จ่ออยู่เหนือใบหน้า โดยที่เจ้าของดาบกำลังยืนเขม้นมองจ้องมาด้วยสายตาขุ่นมัว

ไม่นึกว่าจะตามมาจนเจอได้...แถมยังเจอในสภาพเช่นที่ไม่มีทางต่อกรหรือปกป้องเด็กสาวผู้เป็นที่รักได้อีก...ให้ตาย เหตุใดโจรป่าผู้เลื่องชื่ออย่างเขาถึงได้พลาดท่าเอาอย่างง่ายดายนัก

โคกิทสึเนะมารุนึกบริภาษตัวเองในใจ ขณะมือดึงผ้าห่มขึ้นปิดเรือนกายไร้อาภรณ์ของนาคิกิทสึเนะไว้


“อิจิโกะ…” เสียงเล็กแผ่วข้างตัวเรียกให้ดวงตาสีแดงหลุบลงมอง เห็นใบหน้างดงามของเมียรักที่ซีดเผือด มือเรียวแตะสัมผัสอยู่บนแผงอกกว้าง สั่นเทาจนต้องคนเป็นสามีต้องบีบกุมไว้แน่น

“ข้าเฝ้ารอคอยเจ้ามาตลอดนะ...นาคิกิทสึเนะ เฝ้ารอคอยและเชื่อมั่นในตัวเจ้า” อิจิโกะ ฮิโตฟุริเอ่ยเสียงแผ่วเบา ทว่าเจือล้นไปด้วยความเจ็บปวดและผิดหวังเหลือคณา มือสั่นเทาใต้ถุงมือสีขาวปลอดกำด้ามดาบไว้แน่น “...แต่ไม่นึกเลยว่าเราต้องพบกันอีกครั้งในสถานการณ์เช่นนี้”

โคกิทสึเนะมารุกระชับกอดนาคิกิทสึเนะที่ก้มหน้างุดด้วยท่าทางรู้สึกผิดไว้ ขมวดคิ้วมองชายหนุ่มอ่อนวัยกว่าตรงหน้า ดาบเขาซ่อนไว้ที่ข้างฟูกนี่เอง แต่ถ้าคว้ามันมาอาจจะเป็นอันตรายมากเกิน...เขาทำให้เมียรักและลูกน้อยในครรภ์นางเสี่ยงไปด้วยไม่ได้

“และยอมรับว่าเหนือคาดมากขอรับ...ข้าไม่คิดว่าคนที่ลักตัวว่าที่เจ้าสาวของข้ามาจะเป็นท่าน ท่านโคกิทสึเนะมารุแห่งซังโจ” ดวงตาสีทองเหลือบมองไปทางร่างสูงอย่างเย็นชา ขุนพลผู้เลื่องชื่อที่ตนเมื่อวัยเยาว์เคยชื่นชมในฝีมือหายตัวไปนานมากนัก นานจนใครต่อใครต่างคิดว่าเขาตายไปแล้ว ที่ไหนได้...กลับมาเป็นโจรอยู่ในป่างั้นหรือ

น่าผิดหวัง

กลุ่มโจรแห่งป่าอินาริที่เฝ้าอยู่ด้านนอกถูกแม่ทัพนางาโซเนะและเหล่าทหารคุมตัวไว้ได้หมดทุกคนแล้ว ส่วนตัวเขาซึ่งเปิดกระโจมเข้ามานั้นแทบหยุดหายใจเมื่อพบสองร่างเปลือยเปล่าที่นอนกอดเกยกันอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียว...ทั้งความผิดหวัง ความโกรธ ความเจ็บใจแล่นริ้ววาบไปทั่วทั้งร่างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

หวนนึกถึงความรู้สึกในตอนนั้น อิจิโกะก็ยิ่งกัดฟันแน่น

“อิจิโกะ!...ขอร้องล่ะ อย่าทำอะไรโคกิทสึเนะมารุ” นาคิกิทสึเนะร้องออกมาเมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้น แขนเรียวเล็กขยับขวางปกป้องสามีสุดที่รัก ดวงตาคลอหน่วยด้วยหยาดหยดน้ำ “ทั้งหมด...ทั้งหมดเป็นความผิดของข้า ที่ไม่อาจปฏิเสธ”

“นาคิ...มันไม่ใช่ความผิดเจ้า” อดีตขุนพลแห่งซังโจเอ่ยแทรกขึ้นมา ก่อนจะเงยหน้ามองเจ้าชายหนุ่ม “จะคุมตัวข้าไปใช่ไหม...ข้าน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ขอให้นาคิได้แต่งตัวเสียก่อน เจ้าคงมีเกียรติมากพอจะไม่ฉุดเอานางออกไปทั้งร่างกายเปลือยเปล่าแบบนี้ใช่ไหมเล่า?”

ถามหยั่งเชิงไปเท่านั้น เพราะเขารู้ดีว่าคนอย่างอิจิโกะไม่มีวันละทิ้งความเป็นสุภาพบุรุษของตนได้ ดวงตาสีทองของเจ้าชายแห่งอาวาตะงุจิหรี่ลงเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า ทว่ายังไม่ยอมเก็บดาบ

“ท่านโคกิทสึเนะมารุลุกขึ้นมา...และอย่าได้คิดจะหยิบดาบอย่างเด็ดขาดนะขอรับ”

“เออ…” เจ้าเด็กนี่ดันรู้ทันเสียได้...โคกิทสึเนะมารุกระตุกยิ้มมุมปากก่อนจะหยิบอาภรณ์ที่หล่นอยู่ไม่ห่างมาคลุมกาย ดันตัวลุกขึ้นแล้วก้มลงจูบแก้มนาคิกิทสึเนะพร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบา

“หนีไปหาโคเซ็ตสึ…”

ดวงตาเรียวเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ ทว่ายังไม่ทันจะออกปากอันใด โคกิทสึเนะมารุก็ถูกกระชากตัวออกไปข้างนอกเสียแล้ว

“ลูกพี่!” ทันทีที่พ้นจากกระโจมมา โคกิทสึเนะมารุก็พลันต้องขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นเหล่าลูกน้องทั้งหลายถูกมัดแขนไพล่หลัง ทหารของอาวาตะงุจิยืนคุมอยู่โดยรอบ ชายหนุ่มนึกหงุดหงิดเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าพวกตนจะเสียท่าง่ายดายถึงเพียงนี้ ทว่าก็ไม่ได้ออกปากต่อว่าต่อขานอันใดเมื่อถูกผลักไปรวมกับพวกทมโบะกิริ

“นาคิกิทสึเนะล่ะ?” พี่ใหญ่ของกลุ่มขมวดคิ้วถาม โคกิทสึเนะมารุเหลือบสายตาไปอีกทาง คนอื่นคงไม่คิดสิ่งใด ทว่าสำหรับทมโบะกิริ นั่นเป็นสัญญาณที่น่ายินดี

“เจอตัวนางหรือเปล่า” อีกด้านหนึ่งนางาโซเนะหันไปเอ่ยถามศิษย์รักที่กำลังจ้องมองการสนทนาระหว่างโคกิทสึเนะมารุกับทมโบะกิริอยู่ และตอนนั้นเองที่อิจิโกะสัมผัสได้ถึงบางสิ่งไม่ชอบมาพากลที่พาร่างสูงโปร่งรีบถลากลับเข้าไปในกระโจมทันที

...แต่ไม่พบร่างนาคิกิทสึเนะอยู่ในนั้นแล้ว

“นางหนีไปได้…”

ดวงตาสีทองเจ็บแค้นเหลือบกลับไปทางโคกิทสึเนะมารุที่กระตุกยิ้มมุมปากด้วยท่าทางเริงรื่น

-

หลังจากสวมเสื้อผ้าอย่างลวก ๆ นาคิกิทสึเนะก็กอดเอาดาบของสามี มุดออกทางหลังกระโจม วิ่งตรงเข้าไปในป่าลึก ปลายทางคือบ้านครอบครัวซามอนจิบนเขา มือเล็กยกขึ้นปาดน้ำตาที่รินไหลด้วยความเป็นห่วงครอบครัวที่ถูกคุมตัวไว้ ทว่านางก็สัญญากับโคกิทสึเนะมารุไว้แล้ว

จะทำให้เขาต้องพะว้าพะวงเรื่องนางไม่ได้…

พลันนั้น หูของเด็กสาวได้ยินเสียงบางอย่างที่ไล่ตามหลังมา แม้ยังฟังดูห่างไกลแต่ท่ามกลางความเงียบงันของบรรยากาศป่าอินาริ มันก็ราวกับอยู่ประชิดเสียจนพร้อมจะคว้าจับตัวนางไว้ได้ทุกเมื่อ ประกอบกับความที่นางมีครรภ์อ่อน ไม่สามารถวิ่งได้เต็มฝีเท้าเช่นนี้อีก

มือเรียวกระชับดาบยาวเล่มงามไว้แน่น แทรกกายหลบไปตามพุ่มไม้ เมื่อหวาดกลัวและรีบร้อน หนทางที่เคยคุ้นกลับดูจะแปลกตาไปเสียหมด แม้นางเคยมั่นใจว่าจดจำเส้นทางไปกระท่อมของครอบครัวซามอนจิได้แม่นยำ ทว่าตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่เสียแล้ว

ไม่รู้ว่าตนวิ่งมานานเพียงใด หรือไกลแค่ไหนแล้ว นาคิกิทสึเนะทรุดตัวลงหอบหายใจที่หลังพุ่มไม้ หลับตาฟังเสียงที่ไล่หลังดังห่างออกไปแล้ว คิดได้เช่นนั้นเด็กสาวก็ค่อยวางใจลงเปลาะหนึ่ง

ทว่า…

“อ๊ะ…”

เสียงกรอบแกรบของใบไม้ที่ถูกแหวกแยกทำให้นาคิกิทสึเนะสะดุ้งเฮือกหันขวับกลับไปทางต้นเสียง...พบเด็กสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงนั้น นางมีเส้นผมสีดำขลับยาวระบ่า ดวงตากลมได้รูป แต่เรียวคิ้วกลับขมวดมุ่น ท่านหญิงน้อยแห่งคุนิโยชิรู้สึกว่าตนกำลังขนลุกเกรียว เพราะนางคลับคล้ายคลับคลาเด็กสาวตรงหน้าเหลือเกิน

“ยะเก็น!”

ใช่จริง ๆ ด้วย...ยะเก็น โทชิโร่ หนึ่งในธิดาของผู้ครองแคว้นอาวาตะงุจิ

เจ้าของนามเหลียวมองไปตามเสียงเรียก ก่อนใบหน้าอ่อนเยาว์ซึ่งแสดงออกถึงความยุ่งยากใจเล็กน้อยจะหันกลับมาหานาคิกิทสึเนะ ริมฝีปากบางขยับกระซิบเสียงเบา ด้วยถ้อยวาจาที่ทำให้ท่านหญิงน้อยต้องเบิกตากว้าง

“รีบหนี…ข้าจะถ่วงเวลาพี่อิจิให้เอง”

ทำไมล่ะ...นางเป็นคนของอาวาตะงุจิมิใช่หรือ? แม้มิเข้าใจว่าเหตุใดน้องสาวของอิจิโกะจึงให้ความช่วยเหลือตน แต่นาคิกิทสึเนะก็ไม่ปรารถนาจะเสี่ยงอยากรู้ มือเรียวเล็กรวบเอาดาบคู่ใจสามี ออกวิ่งหลบไปอีกทางให้แผ่วเบาที่สุด

ยะเก็นมองไล่หลังอดีตคู่หมั้นของพี่ชายจนหายลับไปจากสายตาแล้วจึงถอนหายใจ ร่างบอบบางหมุนตัวกลับไปหาเจ้าของเสียงเรียกที่ยังขานชื่อตามหานางอยู่

“ข้าอยู่นี่ พี่อิจิ!”

อิจิโกะลอบถอนหายใจเบา ๆ อย่างโล่งอกเมื่อเห็นน้องสาวปรากฏตัวออกมาจากหลังแนวต้นไม้ ตอนที่คุมตัวกลุ่มโจรป่ากลับถึงค่ายพัก รู้เรื่องจากนามาซึโอะ เขาร้อนใจจนแทบนิ่งไม่อยู่ และออกวิ่งมาตามหานางอย่างไม่รู้ตัว

...โชคดีที่ยะเก็นยังไม่ได้ก้าวข้ามเข้าไปในวงกต

“ทำไมออกมาคนเดียวแบบนี้ล่ะยะเก็น ในป่าที่ทางก็ไม่คุ้นแบบนี้มันอันตรายนะ อย่างน้อยก็น่าจะพาองครักษ์มาด้วย…”

“ข้าไม่เป็นไร พี่อิจิ...เอาคนมาด้วยแล้วมันเกะกะเวลาเก็บสมุนไพร ก็รู้นี่ว่าข้าไม่ชอบให้ใครจ้องตอนทำงานน่ะ” ยะเก็นเอ่ยขัดก่อนที่พี่ชายจะพูดจบ มือเรียวตบลงบนกระเป๋าใส่พืชพรรณที่สะพายอยู่ข้างเอวเป็นเชิงบอกว่าแยกมาเพื่อสิ่งนี้เท่านั้น

“ยะเก็น…” แม้นางอาจไม่รู้ตัวว่าเพิ่งทำอะไรไป แต่อิจิโกะกลับเบิกตาเล็กน้อย ก่อนจะระบายยิ้มบางออกมาอย่างคนโล่งใจ “...นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าพูดกับพี่ในรอบสามเดือนเชียว”

เด็กสาวสะดุ้งน้อย ๆ เมื่อถูกทัก จนต้องรีบยกมือตะครุบปาก...เผลอไปแท้ ๆ เชียว เพราะสถานการณ์ตอนนี้มีเพียงนางกับพี่ชายเพียงสองคน ประกอบกับความตั้งใจจะช่วยนาคิกิทสึเนะทำให้ยะเก็นเผลอลืมความขุ่นข้องหมองใจระหว่างตนกับพี่อิจิไป

“ละ...แล้วมันทำไมล่ะ” เมื่อเริ่มเรียกสติได้จึงถามตะกุกตะกัก...นึกอยากตีปากไม่รักดีที่เกิดคุมไม่อยู่เอาเสียตอนนี้ และเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนี้เหลือเกิน เด็กสาวกระแอมน้อย ๆ แล้วแสร้งเอ่ยถาม “ว่าแต่...แล้วตกลงเจอนาคิกิทสึเนะไหม?”

“เจอ...แต่นางหนีไปน่ะ” เห็นน้องสาวทำเปลี่ยนเรื่องเช่นนั้น ชายหนุ่มก็ไม่ซักไซ้ต่อ เพียงออกปากตอบไปตามตรง ยะเก็นเลิกคิ้ว มองแววตาสีทองที่ทอความเศร้าด้วยความเห็นใจอยู่เล็กน้อย

“ไม่นึกเลยว่าจะมีผู้หญิงกล้าหนีจากพี่อิจิด้วย” เพียงเด็กสาวเปรยเสียงเบา พี่ชายที่รับฟังอยู่ก็คลี่รอยยิ้มบางด้วยความเอ็นดู มือใหญ่อบอุ่นใต้ถุงมือขาวเอื้อมไป ขยี้ลงบนเรือนผมสีดำขลับของนางอย่างแผ่วเบา

“มีสิ...สองคนเชียว นาคิกิทสึเนะคนหนึ่ง…” เจ้าชายแห่งอาวาตะงุจิเว้นช่วง เรียกความสนใจให้ยะเก็นต้องเงยหน้ามอง ขณะมือข้างนั้นเลื่อนลงมาเกลี่ยเส้นผมที่ปรกข้างแก้มนางออก “...และอีกคนก็คือเจ้า”

“ข้าไม่ได้หนีเสียหน่อย…!” สดับยินคำนั้น ใบหน้านวลก็พลันแดงก่ำ ยะเก็นร้องแก้ต่างพลางรีบหมุนตัวหันหนี เดินหลบเลี่ยงร่างสูงโปร่งของพี่ชายไปอีกทางทันที “ไม่รู้กับพี่อิจิด้วยแล้ว...ข้าจะกลับไปหาน้อง ๆ ล่ะ”

ว่าแล้ว นางก็รีบพาตัวเองลี้หนีจากสถานการณ์ยุ่งยากที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง สาวเท้าตรงกลับค่ายพักโดยไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามองพี่ชายที่กำลังกะพริบตาปริบด้วยความงุนงง

“ทะเลาะกับยะเก็นรึ? ข้าเห็นนางปึงปังสวนไปแน่ะ” นางาโซเนะซึ่งเดินมาจากทางที่ยะเก็นหายไปจากสายตาเอ่ยทัก ทำให้อิจิโกะต้องเลิกคิ้วน้อย ๆ

“ทะเลาะ? ก็ไม่เชิงหรอกขอรับ” เอ่ยตอบเช่นนั้นพลางดวงตาก็หลุบลงเล็กน้อยด้วยท่าทีไม่สู้จะมั่นใจเท่าไรนัก เพราะเขาก็ไม่เข้าใจมานานแล้วเช่นกันว่ายะเก็นโกรธเคืองตนเรื่องอะไร...ที่พอจะคาดเดาได้ ก็มีเพียงที่พยายามตามหานาคิกิทสึเนะเสียเอาเป็นเอาตาย จนลืมจะใส่ใจน้องน้อยทั้งหลายไปเท่านั้น

“ฮาจิเมียข้าก็เป็นแบบนั้นออกบ่อยเวลาข้าทำให้นางไม่พอใจ...ถึงพูดตามตรง นางจะไม่พอใจข้าไปเสียทุกเรื่องก็เถอะ” แม่ทัพแห่งแคว้นอาวาตะงุจิเท้าเอวหัวเราะเบา ๆ “จะอย่างไรคุยกันดี ๆ ล่ะ...ยะเก็นคงไม่ไร้เหตุผลหรอก จริงไหม?”

เจ้าชายหนุ่มพยักหน้าน้อย ๆ อย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมา “ท่านอาจารย์...วงกตป่าอินาริน่ากลัวถึงเพียงนั้นเชียวหรือขอรับ?”

“หือ...?” ได้ยินคำถามของศิษย์รัก แนวคิ้วของนางาโซเนะก็เลิกขึ้นหน่อย ๆ ดวงตาเรียวคมกวาดมองบรรยากาศรอบกายอย่างครุ่นคิด “ป่าอินารินั้น...ถูกเล่าขานว่ามีมนตรา ข้าเคยเล่าให้เจ้าฟังแล้วถูกไหม?”

คนเป็นศิษย์พยักหน้า เขายังจำนิทานที่อาจารย์ตนเคยเล่าให้ฟังเมื่อยังเยาว์วัยได้เกือบหมดทุกเรื่อง

“ป่าแห่งนี้น่ะ ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนโดยนัย...นั่นคือ ‘ทางผ่าน’ และ ‘วงกต’ ที่ที่เราตั้งค่ายพักแรมและยืนกันอยู่นี่คือส่วนของทางผ่าน ซึ่งก็เหมือนป่าทั่ว ๆ ไป แต่สิ่งที่น่ากลัวของป่าอินาริคือส่วนวงกต” ว่าพลางชี้นิ้วไปทางแนวต้นไม้ที่เรียงรายอยู่หนาทึบผิดธรรมดา ด้านหลังนั้นคือความมืดมิดที่ดูแล้วน่าหวั่นใจหากต้องหลงเข้าไป “ว่ากันว่าใครก็ตามที่ก้าวข้ามเขตเข้าไป หากปราศจากจิตใจที่มั่นคง จะไม่อาจค้นหาสิ่งที่ตนต้องการพบ แม้กระทั่งทางออก และต่อให้กลับออกมาได้ ก็จะจดจำสิ่งใดที่เกิดขึ้นในป่ามิได้เลย”

แม่ทัพวัยค่อนกลางคนถอนหายใจช้า ๆ หันมองเจ้าชายหนุ่มทั้งรอยยิ้มอ่อนใจเหลือประดา “แต่เจ้าก็ก้าวข้ามเข้าไป...และกลับออกมาได้แล้วนี่นะ โดยที่ไม่ลืมเรื่องราวในวงกตอีกด้วย”

“อย่างนั้นหรือขอรับ…” อิจิโกะหลุบตาลง จ้องมองมือของตนที่กำแน่น “หากเช่นนั้นหมายความว่าข้ามีจิตใจมั่นคงเพียงพอที่จะตามหานาคิกิทสึเนะแล้วมิใช่หรือ แล้วปล่อยนางยังหลุดมือไปได้อีก...น่าสมเพชจริง ๆ”

“มันไม่ใช่ความผิดของเจ้า…” มือใหญ่ของผู้เป็นอาจารย์เอื้อมมาขยี้เหนือเรือนผมเขาเบา ๆ คล้ายเป็นการปลอบโยนมิให้คิดมาก “แต่ก็ต้องยอมรับล่ะนะ โคกิทสึเนะมารุชาญฉลาดที่เลือกหลบซ่อนตัวในวงกตป่าอินาริ เพราะแบบนั้น ไม่ว่าพยายามค้นหาเท่าไหร่ เราจึงไม่พบนาคิกิทสึเนะเสียที...แม้ข้าจะแปลกใจอยู่ก็เถอะ ที่เจ้าพวกนั้นสามารถเข้าออกเขตวงกตได้ตามใจปรารถนาราวกับมนตร์มายาของป่าอินาริไร้ผล”

เรื่องนั้นอิจิโกะก็ประหลาดใจอยู่ไม่ต่างกัน เพราะไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่พวกโคกิทสึเนะมารุจะอาศัยอยู่แต่เพียงในวงกต ย่อมจะต้องออกมาดักปล้นนักเดินทาง หรือหาอาหารบ้าง

แม้ใจชายหนุ่มยังลอบนึกห่วงนาคิกิทสึเนะที่หายตัวไป แต่เขาก็ใช้ให้ทหารกลุ่มหนึ่งออกตามหานางแล้ว และตอนนี้ก็มีจิ้งจอกตัวใหญ่กว่าต้องจัดการเสียด้วย

“เรื่องนั้นมิใช่เรื่องสลักสำคัญอีกต่อไปแล้วขอรับ...ท่านอาจารย์ รีบสั่งเตรียมทุกคน เดินทางไปยังปราสาทซังโจเถอะขอรับ” เอ่ยพลางขยับดาบที่เหน็บข้างเอวให้ถนัด ปลายสายตาเหลือบมองแนวกรอบวงกตป่าอินาริเป็นคราสุดท้าย

“เราต้องเข้าพบท่านมิคาสึกิแห่งซังโจ...เรื่องพี่ชายของเขา”

Fiction : จันทร์เสี้ยว・กระเรียนขาว・สองจิ้งจอก - บทที่ ๑๗ ปีกที่ย้อมด้วยเลือด (MikaTsuru / KogiNaki)

บทที่ ๑๗
血染めの羽
ปีกที่ย้อมด้วยเลือด

“มิคาสึกิ!”

เสียงใสเจื้อยแจ้วที่กลายมาเป็นที่คุ้นเคยในปราสาทแห่งซังโจดังขึ้น เจ้าของนามหันไปตามเสียงเรียกก่อนจะถูกพุ่งเข้าสวมกอดเสียเต็มรักจนจุกนิด ๆ หากแต่เสียงทุ้มนุ่มนวลก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีแล้วกระชับกอดร่างบอบบางแนบแน่น

“อรุณสวัสดิ์ สึรุมารุ...ขอโทษนะที่ลุกออกมาก่อน อาบน้ำเรียบร้อยแล้วหรือ?” เอ่ยถามพลางกดจุมพิตบนหน้าผากมนอย่างอ่อนโยน สึรุมารุพยักหน้าหงึกแล้วผละกายออกเล็กน้อย

“น่าจะเรียกข้าบ้าง...ข้าจะได้มาส่งเจ้า” หญิงสาวแกล้งทำท่าทางแง่งอนนิด ๆ เรียกเสียงหัวเราะสดใสจากจันทร์เสี้ยวผู้งดงามได้เป็นอย่างดี

“ข้าผิดไปแล้ว สึรุเอ๋ย...ไว้กลับมาจะให้เจ้าทำโทษได้ตามใจชอบเลย ดีไหม?” มิคาสึกิแย้มรอยยิ้ม ไล้ปลายนิ้วไปตามแก้มขาวนวลเนียน แม้สึรุมารุยังทำน้อยใจ หากแต่ดวงตาคู่กลมสวยก็เป็นประกายขึ้นจนสังเกตได้ก่อนที่นางจะพยักหน้ารับทันที

“เจ้าพูดแล้วนะ” ตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะของคนมีแผนการชั่วร้าย ซึ่งผู้ครองแคว้นซังโจก็ยิ้มเจื่อนอย่างยอมรับชะตากรรม “ใกล้เวลาออกเดินทางแล้วหรือ?”

“อื้ม ใกล้แล้วล่ะ...เจ้าอยู่ที่นี่ก็เชื่อฟังอาโอเอะ อย่าดื้ออย่าซนเข้าใจไหมคนดี? เดี๋ยวนางจะดุข้าเอาได้” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจเอ่ยด้วยความห่วงใย สองมือกุมแก้มอุ่นนิ่มของสึรุมารุไว้

“เจ้านี่...ข้าไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วเสียหน่อย” กระเรียนขาวดูจะไม่รู้ตัวเอาเสียเลยว่านางก็เหมือนเด็กเล็ก ๆ นั่นล่ะ “เจ้าเองก็ดูแลตัวเองดี ๆ ด้วยล่ะ รีบกลับมานะ”

“เข้าใจแล้ว ข้าไปไม่นาน เจ้ารอข้านะ...สึรุมารุ” ชายหนุ่มยิ้มหวาน จุมพิตบนริมฝีปากอิ่มเบา ๆ แล้วสวมกอดนางไว้แนบแน่นด้วยความห่วงหา สึรุมารุก็กระชับอ้อมกอด ซุกหน้าลงกับไหล่กว้างแทนคำอวยพรแล้วจึงผละออกมาเมื่ออิชิคิริมารุเดินมาตาม

มิคาสึกิยังคงมองว่าที่เจ้าสาวคนงามจนกระทั่งเข้าไปในรถม้าแล้ว สึรุมารุยิ้มหวานแล้วโบกมือลาด้วยท่าทางร่าเริง เห็นเช่นนั้นชายหนุ่มก็พอหายห่วง คิดว่าคงจะไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น

และวันนี้ท้องฟ้าก็ดูสดใสเสียเหลือเกิน…

“เรื่องโคกิทสึเนะมารุ...ควรจะทำอย่างไรดีนะ” มิคาสึกิละสายตาจากท้องฟ้างดงามด้านนอกหน้าต่างหันกลับมาหาอิชิคิริมารุที่พึมพำขึ้นมาด้วยสีหน้ากังวลใจ “ก็พอเข้าใจหรอกเรื่องความรักระหว่างโคกิทสึเนะมารุกับนาคิกิทสึเนะแห่งคุนิโยชิ แต่อิจิโกะ ฮิโตฟุริจะเข้าใจด้วยไหมนี่ข้าไม่มั่นใจเอาเสียเลย”

“ข้าก็ห่วงเรื่องนั้นมิต่าง...ท่านพี่จะเอาแต่ใจมากเกินไปแล้ว” น้องชายของผู้ถูกพาดพิงยิ้มอย่างอ่อนใจ

“ก็เหมือนกันทั้งพี่ทั้งน้องนั่นล่ะ” อิชิคิริมารุส่ายหน้าขำ ๆ “พูดเช่นนี้อาจจะไม่ดีนัก...แต่ถ้าอิจิโกะหาตัวนาคิกิทสึเนะไม่เจอก็ดีไป เห็นว่าหาไม่เจอมาร่วมสามเดือน โคกิทสึเนะมารุจะพาหลบซ่อนไปอีกสักเดือนจะไหวไหมนะ”

“นั่นสิ...แต่หากหาเจอ และรู้ว่าคนที่พาตัวนางไปเป็นพี่ชายของข้าล่ะก็ ข้าเกรงมันจะกลายมาเป็นปัญหาระดับแคว้น” ดวงตาจันทร์เสี้ยวหลุบลงน้อย ๆ

“ข้าเชื่อว่าเจ้าชายแห่งอาวาตะงุจิไม่ไร้เหตุผลถึงเพียงนั้นหรอก...เพียงแต่ไม่ว่าอย่างไร เจ้าก็คงมิพ้นต้องเป็นผู้ไกล่เกลี่ย หากเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นมาจริง” ที่ปรึกษาประจำแคว้นเอ่ยอย่างสงบพลางเอื้อมมือมาบีบไหล่มิคาสึกิเบา ๆ “อย่าคิดมากไปเลย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะคอยช่วยเหลือเจ้าเอง”

ได้ยินเช่นนั้นมิคาสึกิก็พอยิ้มได้อย่างสบายใจ

“ขอบคุณเจ้ามากจริง ๆ...ไม่มีเจ้าข้าคงแย่แน่”

“ด้วยความยินดี...เจ้าก็เป็นเหมือนน้องชายข้าอีกคนน่ะนะ เจ้าโคกิทสึเนะมารุก็เช่นกัน” คนอายุมากกว่าหัวเราะเบา ๆ แล้วเอนหลังพิงผนังรถม้าพลางหยิบตำรามาเปิดอ่าน “เจ้าก็พักผ่อนเสียหน่อยเถอะ อีกนานกว่าจะถึงปลายทาง”

จันทร์เสี้ยวพยักหน้าแล้วหลับตาลงช้า ๆ ตั้งใจจะงีบสักตื่นเพราะเมื่อคืนสึรุมารุตาสว่างไม่ยอมนอนเสียทีจนล่วงดึก พอไม่รู้จะกล่อมด้วยวิธีไหน ในที่สุดมิคาสึกิจึงเลือกที่จะใช้ไม้ตาย...ทำให้นางหมดแรงจนหลับลง แต่ก็แลกมาด้วยอาการอ่อนเพลียด้วยกันทั้งสองฝ่าย

ชายหนุ่มปล่อยให้ห้วงความคิดไหลผ่านไปพลาง ๆ ...โดยคำนึงหาแต่เพียงนางผู้เป็นที่รัก

-

“เหงารึ?”

เสียงของนิคคาริที่ดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มหยอกล้อทำให้สึรุมารุต้องมุ่ยหน้าจนแก้มขาวนวลป่องกลมออกมา ครุ่นคิดหนักอยู่ว่าตนเผลอตัวเผยสีหน้าแบบไหนออกไปอีกฝ่ายจึงมองออกกันว่ากำลังเหงาสุดใจเมื่อเห็นรถม้าของมิคาสึกิเคลื่อนจากไป

“ดูทำหน้าเข้าสิ...กำลังเหงาเลยมิใช่หรือ? พอเป็นเรื่องมิคาสึกิแล้วเจ้าจะแสดงออกมาทางสีหน้าหมดเปลือกเสมอเลย” ภรรยาที่ปรึกษาได้ที หยิกแก้มกลมด้วยความเอ็นดู

“เปล่าสักหน่อย!” เพราะจนด้วยประจักษ์หลักฐาน สึรุมารุจึงหน้าแดงก่ำ สะบัดหันไปอีกทางเสียไม่ให้โดนล้ออีก “ว่าแต่ว่า...วันนี้เจ้าหนูอิมะโนะสึรุงิมาหรือเปล่า?”

นิคคาริอมยิ้ม นึกอยากแกล้งหญิงสาวอ่อนวัยกว่าอีกหน่อย แต่ก็สงสารจึงเพียงพยักหน้า “มาสิ...แต่ตอนนี้กำลังเล่าเรียน เจ้าต้องอดทนเสียแล้วล่ะ...ไปเรียนจัดดอกไม้หน่อยเป็นไร?”

“ไม่เอาได้ไหม...ครูสอนจัดดอกไม้ของเจ้าเข้มงวดจะตาย ดุข้าเสียยังกับอะไรดี น่ากลัว” มือเรียวยกลูบแขนใต้เนื้อผ้ากิโมโนขาวด้วยท่าทางเกินจริง จนคนตรงหน้าหลุดหัวเราะออกมา

“มีใครที่เข้มงวดกับเจ้ามากกว่าข้าด้วยหรือ สึรุมารุ” ภรรยาท่านที่ปรึกษาส่ายหน้าไปมายิ้ม ๆ “เช่นนั้นไปลองชุดแต่งงานดีไหม ยังไม่ได้แก้ให้เป็นกิจจะลักษณะเสียที”

“เอาสิ” ได้ยินเช่นนั้นสึรุมารุก็ตาเป็นประกาย อย่างน้อยก็ดีกว่าต้องนั่งอุดอู้ เกร็งหลังตรงต่อหน้าครูสอนจัดดอกไม้ผู้เข้มงวดแล้วกัน ร่างบอบบางเดินสบายตามหลังนิคคาริไปที่ห้องนอนชั้นสอง

ไม่ทันสังเกตถึงพายุที่ตั้งเค้าอยู่ลิบฟ้า

“เจ้าว่า...ข้าจะเป็นภรรยาที่สมบูรณ์แบบของมิคาสึกิได้หรือเปล่า?”  เสียงของสึรุมารุถามขึ้นมาระหว่างที่นิคคาริกำลังสวมชุดเจ้าสาวให้ทำให้หญิงสาวอายุมากกว่าต้องเงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ

“ทำไมจู่ ๆ ถามแบบนั้นรึ?”

ดวงตาสีทองของว่าที่เจ้าสาวแห่งซังโจหลุบลงเล็กน้อย สีหน้าแสดงออกถึงความไม่มั่นใจอยู่บางเบา เห็นเช่นนั้นแล้วนิคคาริก็เข้าใจได้ทันทีว่าสึรุมารุกำลังเป็นกังวลกับสถานะที่นางจะได้เป็นหลังงานวิวาห์ มือเรียวเอื้อมไปแตะประคองใบหน้างามให้หันมอง

“ฟังนะ สึรุมารุ...ข้าเชื่อว่ามิคาสึกิมิได้ต้องการภรรยาที่สมบูรณ์แบบ เขาต้องการเพียงเจ้า...เพียงแค่อยากจะสมรสกับเจ้า ใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะสามีภรรยาอย่างถูกต้องตามธรรมเนียมเท่านั้น” รอยยิ้มคลี่ออกมาบนริมฝีปากเมื่อสึรุมารุยอมหันกลับมาสบตา “มั่นใจในตัวเองเถอะสาวน้อย...มิคาสึกิรักเจ้าด้วยหัวใจทั้งหมด เขาไม่ให้ใครทำอะไรเจ้าได้แน่”

ได้ยินเช่นนั้นกระเรียนขาวก็ยิ้มออกมาในที่สุด นางพยักหน้าก่อนที่นิคคาริจะลุกขึ้น จัดชุดเจ้าสาวที่สวมอยู่ให้เรียบร้อยแล้วจับหมุนไปมองกระจก

“นี่สินะกระเรียนขาวโฉมสะคราญ…” นิคคาริหัวเราะ สบดวงตาสีทองที่สะท้อนอยู่บนบานกระจกเงาอย่างอ่อนโยน พวงแก้มขาวนวลของสึรุมารุแดงเรื่อ ริมฝีปากสีกลีบบัวคลี่ออกเป็นรอยยิ้มบาง ๆ

“ขอบคุณนะ...อาโอเอะ”

“ขอบคุณข้าเรื่องอะไรรึ” ภรรยาที่ปรึกษาอมยิ้ม ก้มลงสำรวจดูตามร่างกายในอาภรณ์ขาวปลอดว่าเรียบร้อยดีหรือไม่ และมีตรงจุดไหนที่ต้องแก้หรือเปล่า

“ที่ช่วยดูแลข้ามาตลอด...ตั้งแต่มาอยู่ที่ซังโจ ถ้าไม่ได้เจ้าข้าคงแย่”

“เช่นนั้นวันแต่งงานก็ทำตัวให้เรียบร้อยถูกต้องตามธรรมเนียมเป็นการตอบแทนให้ข้าก็แล้วกัน ดีไหม?” หญิงสาวหัวเราะในลำคอ พลางพยักหน้าเมื่อเห็นว่าชุดเจ้าสาวทั้งชุดเรียบร้อยดีแล้ว สึรุมารุหน้าซีดตัวแข็งทื่อยามได้ยินเช่นนั้น

“บอกทีว่าเจ้าล้อเล่น…”

ไม่มีคำตอบรับจากนิคคาริ อาโอเอะ...เว้นแต่เพียงรอยยิ้มน้อย ๆ ตรงมุมปากนาง

-

ฝนที่ตกปรอยตั้งแต่ช่วงบ่ายเริ่มหนักขึ้นในช่วงเย็นจนล่วงค่ำ ทำให้กำหนดกลับปราสาทของมิคาสึกิหลังจากออกเยี่ยมสารทุกข์สุขดิบของประชาชนในแคว้นจำต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ทำให้จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจถึงกับทำตัวหงอยเหม่อลอยไม่ยอมแม้แต่จะนั่งลงร่วมสังสรรค์ตามคำเชิญชวนของเจ้าของร้านอาหารในเมืองที่มาแวะพัก

“อย่าสนใจเจ้านั่นเลย…ออกมาข้างนอกทีไรก็เป็นแบบนี้ล่ะ” อิชิคิริมารุยิ้มบอกกับหญิงวัยกลางคนที่ท่าทางลนลานเมื่อเจ้าเมืองไม่ร่วมโต๊ะที่นางจัดเตรียมต้อนรับ ได้ยินเช่นนั้นนางจึงพอวางใจและขยับไปพูดคุยกับที่ปรึกษาประจำแคว้นซังโจ

“ได้ยินว่านายท่านมิคาสึกิใกล้จะวิวาห์แล้วสินะเจ้าคะ”

“โอ้...ข่าวออกไปแล้วงั้นรึ ไวเสียจริง” ชายหนุ่มเอ่ยพลางยกสาเกขึ้นจิบ “ก็ยังไม่กำหนดแน่ชัดหรอก...แต่คิดว่าคงอีกไม่นาน มิคาสึกิก็คงจะไม่ค่อยอยากรอแล้ว”

“น่ายินดีจริงนะเจ้าคะ ข้าน้อยว่า...ผู้คนต่างก็เฝ้ารอมาเสียนาน ว่าเมื่อไหร่ซังโจจะมีนายหญิง มีนายน้อยที่จะสืบทอดสกุลต่อเสียที” หญิงเจ้าของร้านหัวเราะ ทว่าคำนั้นกลับทำให้อิชิคิริมารุเป็นฝ่ายชะงักไปเสียแทน

นายน้อยที่จะสืบทอดสกุลรึ? จะว่าไป ตั้งแต่สึรุมารุมาเป็นบาทบริจาริกาให้กับมิคาสึกิ ก็ล่วงเลยมาได้สามเดือนแล้วมิใช่หรือ…

“นายท่านอิชิคิริมารุขอรับ!!” ยังไม่ทันจะได้ออกปากคำใด ความคิดก็พลันถูกขัดด้วยเสียงของเด็กรับใช้ตัวเปียกปอนที่ถลาเปิดประตูเข้ามาด้วยความร้อนรน “กะ...เกิดเรื่องที่ปราสาทขอรับ”

เพียงประโยคที่เอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่นเทา ทำให้มิคาสึกิหันกลับมามองและลุกขึ้นจากริมหน้าต่างที่ตนนั่งเหม่ออยู่แทบจะทันที ตวาดถามกลับไปอย่างลืมตัว “เกิดอะไรขึ้น!!”

เด็กรับใช้ละล่ำละลักเอ่ยตอบกลับไปทั้งท่าทางหวาดกลัว และก่อนที่ใครจะทันตั้งตัว มิคาสึกิก็ถลาออกจากห้อง อิชิคิริมารุตกใจรีบตามไป เห็นนายท่านของตนกระโดดขึ้นม้า ควบกลับไปทางปราสาทท่ามกลางสายฝนที่สาดเทลงมาไม่ยั้งแรง ทิ้งให้ที่ปรึกษาคู่ใจถึงกับต้องสบถอย่างหัวเสียและรีบหาม้าตามไปทันที

ทั้งสองขี่ม้าฝ่าฝนกลับมาจนถึงปราสาทที่เงียบสงัดจนน่าแปลก มิคาสึกิลงจากหลังม้า ตรงเข้าไปข้างในโดยไม่รีรอ ดวงตากวาดมองหาคนรับใช้ ทว่ากลับไม่พบใครแม้แต่คนเดียว จิตใจของจันทร์เสี้ยวหนุ่มเริ่มร้อนรน รีบสาวเท้าตรงไปยังบันไดขึ้นชั้นสอง

“อือ…” แว่วเสียงหนึ่งดังขึ้นกลางเสียงฝนจากปลายทางที่เขาตั้งใจไว้ เรียกให้มิคาสึกิชะงักรีบวิ่งเข้าไปดู

“อาโอเอะ!”

หญิงสาวนอนหอบหายใจกองอยู่ตรงหน้าบันได มือเรียวกุมสีข้างที่มีเลือดแดงไหลซึม ใบหน้าซีดเผือด ชายหนุ่มรีบตรงเข้าไปประคองนางขึ้นมา นิคคาริค่อย ๆ ปรือตาขึ้นขณะที่อิชิคิริมารุวิ่งมาหยุดยืนด้วยความตกตะลึง

“รีบ...ไปช่วยสึรุมารุ...นางอยู่ที่ห้องนอนชั้นสอง” เอ่ยเสียงแหบแห้งพลางกำอาภรณ์ไหมเนื้อดีของมิคาสึกิไว้แน่น เจ้าผู้ครองแคว้นซังโจมีท่าทีลังเลเล็กน้อยด้วยความเป็นห่วงนาง

“รีบไปมิคาสึกิ ข้าจะพาอาโอเอะไปทำแผลเอง” อิชิคิริมารุเอ่ยแทรกขึ้นเมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นของนายเหนือหัวตน มือใหญ่ส่งดาบที่รีบไปเอามาให้กับมิคาสึกิ ได้ยินเช่นนั้นแล้วชายหนุ่มอ่อนวัยกว่าก็พอคลายใจ รีบรับดาบ ประคองอาโอเอะส่งให้สามีนางแล้วรีบวิ่งตรงขึ้นไปที่ห้องนอนของตนที่ชั้นสอง

และทันทีที่เปิดประตู ภาพที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้หัวใจของจันทร์เสี้ยวผู้งดงามแทบหยุดเต้น

-

หลังใช้เวลาทั้งวันหมดไปกับการเล่นสนุกกับอิมะโนะสึรุงิ สึรุมารุก็จำต้องทานข้าวและอาบน้ำเข้านอนอย่างไม่จำใจยอมนัก ทีแรกนางอยากจะอยู่คอยมิคาสึกิ แต่อาโอเอะก็ให้ความเห็นว่าพายุเข้าและฝนตกหนักไม่มีวี่แววจะหยุดเช่นนี้เขาคงจะกลับมาดึกเป็นแน่ จึงให้นางทานมื้อเย็นให้เรียบร้อยเสียก่อนจะปวดท้อง

สึรุมารุตาแป๋วไม่ยอมหลับอยู่พักใหญ่ ทว่าเมื่อนั่งคอย นอนคอยไปสักพัก ดวงตาก็เริ่มปรือด้วยความเหนื่อยอ่อนจากการซุกซนไปที่โน่นที่นี่มาตลอดวัน ในที่สุดนางก็เผลอนอนซุกไปในฟูกอย่างไม่รู้ตัว

กระทั่งไม่รู้เวลาผ่านไปนานเพียงใด ที่หญิงสาวรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งเพราะสัมผัสแผ่วเบาที่ไล้อยู่ตามร่างกาย ในห้องมืดสนิทจนไม่เห็นอะไร คงเพราะอาโอเอะเข้ามาดับไฟให้แล้ว สึรุมารุหัวเราะด้วยความจั๊กจี้ ชั่วขณะแรกที่ยังงัวเงีย หลงคิดไปว่านั่นเป็นว่าที่เจ้าบ่าวของนาง

“มิคาสึกิ...ไม่เอาน่า”

สัมผัสนั้นหยุดชะงักลง ทำให้กระเรียนขาวนึกแปลกใจ ดวงตาสีทองเปิดขึ้นเต็มที่ เห็นเงาร่างใหญ่ที่คร่อมอยู่เหนือกายบอบบาง ใบหน้านวลงามซีดเผือดลงทันทีที่รู้ว่านั่น...ไม่ใช่มิคาสึกิ

ก่อนจะทันได้ร้องขอความช่วยเหลือ กำปั้นหนัก ๆ ก็เสือกเข้าที่กลางท้องจนจุกไปทั้งร่าง สึรุมารุตัวเกร็งวาบ เจ็บร้าวไปทั้งกาย มันแทรกตัวเข้ามาระหว่างท่อนขาทั้งสองข้าง พลอยปลุกความทรงจำเมื่อครั้งคราวอดีตให้ผุดพรายขึ้นมาอย่างไม่หยุดยั้ง เหงื่อกาฬไหลซึมทั่วกาย พยายามขยับกายจะหนีแม้ยากเย็น

มันเกิดอะไรขึ้น...นี่มันเกิดอะไรขึ้น

ครั้นเห็นนางยังมีแรงจะหนี เงาใหญ่เบื้องบนก็คว้ามือเข้าที่ลำคอ กดบีบลงไปเต็มแรงพร้อมกับฉีกกระชากชุดนอนบางที่นางสวมอยู่ สึรุมารุพยายามยกมือขึ้นปัดป้อง แต่ลมหายใจที่เริ่มขาดห้วงเพราะแรงที่กดลงมาก็ทำให้นางเจียนจะหมดเรี่ยวแรงอยู่รอมร่อ

เสี้ยวสติสุดท้ายซึ่งคิดว่าตนคงไม่อาจรอดพ้นจากเหตุการณ์นี้ไปได้...จิตใจที่ร้าวรานไปด้วยความหวาดกลัวจากความทรงจำฝังลึกเฝ้าเพรียกหาแต่เพียงยอดดวงใจของนาง

มิคาสึกิ...ยอดรักของข้า…

“สึรุมารุ!!”

เสียงเคยคุ้นดังขึ้นพร้อมกับที่ร่างที่คร่อมอยู่เหนือตัวถูกผลักกระเด็นออกไป สึรุมารุกระตุกตัวเฮือก หอบกวาดลมหายใจเข้าทดแทนส่วนที่เสียไปเมื่อครู่ ร่างใต้อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มชุ่มโชกด้วยน้ำเย็นเฉียบทรุดลงข้างกาย โอบประคองนางขึ้นมา

“สึรุมารุ! ยอดรัก...มองข้า! ข้าอยู่นี่!” ดวงตาสีทองพยายามปรือเปิดแม้หวาดกลัวเต็มทน จนค่อย ๆ เห็นเค้าใบหน้าแสนคะนึงหา แต่ยังไม่ทันจะสัมผัสเขาให้แน่ใจว่ามิได้ฝันไป ก็พลันเหลือบเห็นบางสิ่งด้านหลัง

“มิคาสึกิ!!”

เสียงกรีดร้องเตือนของนางช้าเกินไป เพราะแม้มิคาสึกิขยับตัวหลบทัน ปลายคมกริบของดาบเล่มยาวก็ยังฟาดฟันเข้าโดนแผ่นหลัง มือที่โอบกอดนางไว้กระตุกเกร็ง ทว่าอีกข้างกลับกำดาบของตนไว้แน่น ริมฝีปากกดลงข้างขมับของสึรุมารุที่หวาดกลัวจนตัวสั่น เสียงทุ้มนุ่มกระซิบแผ่ว

“รอข้าตรงนี้นะคนดี…”

เอ่ยเท่านั้นก่อนเขาจะผละกายจากนางและลุกขึ้นยืน หันไปประจันหน้ากับชายมือสังหารร่างใหญ่ทำให้สึรุมารุได้เห็นบาดแผลยาวบนแผ่นหลังกว้างที่นางเคยแอบอิง

มิคาสึกิยกดาบขึ้นด้วยท่าทางนิ่งสงบ ริมฝีปากคลี่รอยยิ้มออกมา

“กล้าดีอย่างไร...เอามือสกปรกมาแตะต้องหญิงสาวผู้เป็นที่รักของข้า” น้ำเสียงนั้นสึรุมารุไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ราวกับว่าคนตรงหน้าหาใช่มิคาสึกิไม่ คล้ายจะไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดใด ร่างสูงสง่าโผเข้าประดาบกับมือสังหารที่ชะงักถอยหลังตั้งรับทันที

เสียงเหล็กปะทะกันดังกังวานในห้องแข่งกับเสียงฝนและลมพายุ สึรุมารุดึงอาภรณ์ขึ้นคลุมร่าง ขยับกายถอยหนีไปจนติดผนังห้อง พยายามกวาดมองหาอะไรสักอย่างที่จะช่วยมิคาสึกิได้

เขาบาดเจ็บหนัก...ต่อให้ทำเหมือนไม่รู้สึกถึงบาดแผลใด ๆ แต่ก็คงจะฝืนได้อีกไม่นานนัก

เป็นครั้งแรกที่สึรุมารุได้เห็นการต่อสู้ของมิคาสึกิ ไม่เคยคิดเลยว่าคุณชายเจ้าสำราญอย่างเขาจะมีฝีมือขนาดนั้น แม้บาดเจ็บ ร่างก็ขยับพลิ้วไหวอย่างสง่างาม แต่มือสังหารก็ไม่ได้อ่อนด้อยเลย ดาบสองเล่มปะทะกันครั้งแล้วครั้งเล่า ต่างฝ่ายต่างได้บาดแผลมาคนละเล็กละน้อย จนหญิงสาวที่เฝ้ามองอยู่เริ่มใจไม่ดี

จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจเริ่มหอบหายใจน้อย ๆ เพราะการเสียเลือดมากเกินไปทำให้เขาอ่อนล้า หากแต่เมื่อคิดถึงภาพของสึรุมารุที่เห็นเมื่อครู่แล้ว ไฟร้อนภายในใจก็ยิ่งคุกรุ่นจนเกินจะยั้งไหว มือยกดาบตวัดเข้าใส่ศัตรูตรงหน้า ทว่าด้วยกำลังที่ถดถอยลง ทำให้อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบทันก่อนจะแทงสวนกลับมาที่ไหล่ขวาจนเกิดแผลฉกรรจ์

สึรุมารุแทบร้องไม่ออกเมื่อคนรักทรุดตัวลงกุมบาดแผลไว้แน่น ดาบของมิคาสึกิที่เจ้าตัวปล่อยหลุดมือไถลมาตกอยู่แทบเท้า มือสังหารแสยะยิ้ม ยกดาบขึ้นหมายจะปลิดชีพเขาที่หมดเรี่ยวแรง

“อย่านะ!” ลืมทุกอย่างรอบกาย นางคว้าดาบเล่มงาม ถลาเข้าไปปัดป้องอันตรายที่กำลังจะแทงเข้าใส่ผู้ครองแคว้นซังโจ ร่างบอบบางสั่นเทา พยายามฝืนยืนขวางอยู่ระหว่างชายทั้งสองเพื่อปกป้องเขาผู้เป็นที่รัก “อย่า...แตะต้องเขา”

“สึรุมารุ…” เสียงแผ่วของมิคาสึกิดังขึ้นจากร่างที่ค่อย ๆ ยันกายลุก โอบมาปลดดาบจากมือขาวนวลไปถือไว้เอง และดันนางให้หลบด้านหลัง “มือของเจ้าไม่เหมาะกับการต่อสู้”

ชายหนุ่มกระชับดาบมั่น สูดลมหายใจเข้าลึก ไม่มีท่าทีอ่อนแรงอีกต่อไป มือสังหารร่างใหญ่กัดฟันกรอดก่อนจะพุ่งตัวเข้าใส่ไม่รีรอ มิคาสึกิหลับตาลงนิ่งงัน และทันทีที่เสียงฝีเท้าขยับเข้าใกล้

เรียวเหล็กคมก็ตวัดวาดดุจเส้นเสี้ยวจันทร์ บั่นคอสัตว์ร้ายที่ล่วงเกินกระเรียนขาวผู้งดงามขาดในดาบเดียว

หยาดเลือดแดงสดสาดกระเซ็นเปื้อนเปรอะชุดเจ้าสาวที่แขวนอยู่มิห่าง พร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่หงายล้มลงกับพื้นเสื่อทาทามิ มิคาสึกิทรุดกายนั่งลงจนสึรุมารุต้องรีบเข้าไปประคอง

“มิคาสึกิ! มิคาสึกิ! ใครก็ได้ช่วยด้วย! มิคาสึกิบาดเจ็บ!” เสียงหวานร้องเรียกด้วยความกังวล พยายามตะโกนหาใครสักคนให้เข้ามาช่วยเหลือ ก่อนที่จะรู้สึกถึงสัมผัสบางเบาตรงข้างแก้ม

“สึรุน้อย...ของข้า”

“ข้าอยู่นี่! มิคาสึกิ ข้าอยู่นี่!” สึรุมารุยกมือขึ้นกุมมือข้างนั้นของชายหนุ่มไว้แน่น มองรอยยิ้มอ่อนล้าที่คลี่ออกมาบนริมฝีปากซีดแทบไร้สีเลือด

“เจ้ายังคงงดงาม...เหมือนครั้งแรกที่เราพบกัน”

“พูดอะไรน่ะ...ครั้งแรกที่พบกันมันแค่สามเดือนเองนะ” หญิงสาวพยายามยิ้ม บีบกระชับมืออบอุ่นเอาไว้ ภาพของชายผู้เป็นที่รักเริ่มพร่ามัวหลังม่านหยาดน้ำตาที่รินล้นออกมา มิคาสึกิหัวเราะอย่างอ่อนแรงและส่ายหน้าไปมา

“ครั้งแรก...ที่แคว้นโกโจ…”

ดวงตาสีทองเบิกกว้างขึ้นทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น หากแต่ก่อนจะถามคำใด จันทร์เสี้ยวผู้งดงามก็คอพับ สิ้นสติไปเพราะพิษบาดแผลในอ้อมกอดของนางอย่างเงียบงัน