บทที่ ๑๘
『憂き王子』
เจ้าชายผู้แสนเศร้า
“หวา! นี่ข้าวกล่องของอุราชิมะคุงเหรอ น่ากินจังเลยย!”
เสียงสดใสของมิดาเระดังขึ้นเมื่อเห็นข้าวกล่องที่องครักษ์หนุ่มน้อยคนรักของนางเปิดขึ้น อุราชิมะ โคเท็ตสึยิ้มแหย เกาแก้มอย่างเขิน ๆ พลางหยิบข้าวปั้นขึ้นมาคำหนึ่ง
“ท่านแม่ทำให้น่ะ...ก็ไม่รู้นะว่าทำไมถึงต่างจากของท่านพ่อนัก” เอ่ยพลางแอบชำเลืองมองข้าวปั้นหน้าตาแปลกประหลาดในกล่องข้าวของบิดาที่นั่งทำหน้าเหวอ ๆ อยู่ตรงขอนไม้อีกฝั่ง มิดาเระหัวเราะคิกคัก
“ท่านพ่อท่านแม่ของอุราชิมะคุงนี่น่ารักจังเลยน้า” เด็กสาวลอบอมยิ้มยามเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนก่อนออกจากแคว้นมา ภาพสองสามีภรรยาโคเท็ตสึทะเลาะจิกกัดกันอย่างเช่นทุกครั้งที่เจอหน้าไม่เคยเปลี่ยน
“ทะเลาะกันทุกวันน่ะเหรอ?” อุราชิมะหัวเราะ มิดาเระพยักหน้าหงึก พิงศีรษะกับไหล่เขาด้วยท่าทางสบาย ๆ
“ถึงจะทะเลาะกันทุกวัน แต่ว่าก็เป็นห่วงกันจริง ๆ ไม่ใช่เหรอ...อย่างเวลาที่ท่านแม่ของอุราชิมะคุงมองท่านพ่อน่ะ ห่วงใยมากเลยนี่นา” ว่าเสียงใสขณะแอบมองพี่สาวต่างมารดาที่นั่งกินข้าวอยู่เงียบ ๆ โดยสายตาก็มัวแต่จับจ้องแผ่นหลังของพี่ชายคนโตซึ่งกำลังเตรียมตัวเข้าไปสำรวจที่ทางในป่าอยู่ด้วยสายตา ‘ห่วงใย’ เช่นกัน
คิดแล้วก็พาลหนักใจ...ยะเก็นหลบเลี่ยงหนีหน้า ไม่ยอมคุยกับพี่อิจิมาหลายเดือนแล้วนับตั้งแต่หลังงานวิวาห์ถูกยกเลิกไป มิดาเระไม่ชอบบรรยากาศหนักอึ้งเช่นนั้นเลยแม้แต่นิด แต่ไม่ว่านางจะเกลี้ยกล่อมเช่นไร ยะเก็นก็ไม่ใจอ่อนให้เหมือนที่เคย
นางรู้ว่าโฮเนบามิกล่อมจนยะเก็นยอมออกเดินทางมาท่องเที่ยวด้วยก็จริง แต่กระนั้นพี่สาวต่างมารดาก็ยังไม่ยอมพบหน้าพี่อิจิที่พยายามเข้าหานางโดยตรงเสียที
“ยะเก็นเนี่ย…”
“หืม?” อุราชิมะทำตาปริบ ๆ หันมามองด้วยความงุนงงเมื่อได้ยินเสียงพึมพำ แต่มิดาเระก็ไม่ได้ใส่ใจพอจะบอกอะไรกับเขาเพิ่มเติม
อีกด้านหนึ่งที่ไกลออกไปจากบริเวณที่เด็ก ๆ นั่งพักผ่อนทานข้าวกันเล็กน้อย อิจิโกะขมวดคิ้วมุ่นเมื่อรับฟังคำรายงานจากทหารที่เพิ่งกลับจากลาดตระเวนในเขตป่าอินาริ
“ไม่พบงั้นหรือ…” เจ้าชายหนุ่มถอนหายใจเฮือก ทอดดวงตาผ่านแนวต้นไม้หนาลึกไปยังส่วนมืดครึ้มที่ด้านหลังอย่างครุ่นคิด “ทางนั้นเข้าไปหรือยัง?”
“องค์ชาย...ทางนั้นมัน…วงกตนะขอรับ” กลุ่มทหารสีหน้าซีดเผือดทันที อิจิโกะเลิกคิ้วน้อย ๆ มองท่าทางเช่นนั้นด้วยความประหลาดใจ
ก็เคยได้ยินเรื่องวงกตป่าอินาริมาอยู่บ้าง...แต่ว่ามันน่ากลัวถึงขนาดทำให้ทหารหาญแห่งอาวาตะงุจิหวาดหวั่นเลยหรือ? เพราะเขาไม่นึกหวั่นกลัวแม้แต่น้อย หากเข้าไปในนั้นแล้วจะได้พบนาคิกิทสึเนะแล้วล่ะก็
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปเอง…” เอ่ยไม่ทันขาดคำ ร่างสูงสง่าก็ดันตัวขึ้นม้า กระตุกบังเหียนควบตรงไปทางวงกตอย่างไม่รีรอ ทำให้แม่ทัพนางาโซเนะเผลอตัวรีบทิ้งกล่องข้าวลุกพรวดขึ้น
“พวกเจ้ามัวทำอะไร! รีบตามองค์ชายไปสิ!” เสียงทุ้มตวาดสั่งอย่างหัวเสีย เพราะไม่นึกว่าเจ้าชายของแคว้นผู้เป็นศิษย์รักตนจะใจร้อนถึงเพียงนี้ ร่างสูงใหญ่กระโดดขึ้นม้า มีเหล่าทหารที่ได้สติรีบวิ่งตามไปด้วย ท่ามกลางความตกใจของเหล่าเด็กน้อยตระกูลโทชิโร่
“ยะเก็น จะไปไหนน่ะ?” นามาซึโอะร้องถามเมื่อเห็นน้องสาวลุกขึ้นยืน
“ข้าอิ่มข้าวแล้ว จะไปหาสมุนไพรสักหน่อย...นาน ๆ ทีจะได้มาป่าแถบนี้ น่าจะพอมีพืชน่าสนใจเก็บกลับไปปรุงยาได้บ้าง ไม่ต้องให้ใครตามไปนะ เกะกะเปล่า ๆ ” เด็กสาวปัดกระโปรง ส่งข้าวกล่องให้ข้ารับใช้แล้วหันมาตอบ เห็นโฮเนบามิที่นั่งอยู่ข้างฝาแฝดของนางมองตอบมาด้วยแววตาเป็นกังวล แม้รู้ว่าพี่สาวกำลังคิดอะไร แต่ยะเก็นก็เพียงแค่ทำเป็นออกปากอีกเรื่อง “น่า...ข้าไม่เป็นไรหรอก จะรีบกลับมานะ”
“อย่าไปไกลนักล่ะ!” นามาซึโอะส่งเสียงไล่หลังไปก่อนจะถอนหายใจน้อย ๆ “เมื่อไหร่สองคนนั้นจะยอมกลับไปคุยกันสักทีนะ ยะเก็นนี่...ใจแข็งไม่เบาเหมือนกันนะ”
โฮเนบามิหลุบตาลงเล็กน้อยยามได้ยินเสียงพึมพำของพี่ชายฝาแฝด...ทุกคนพยายามเต็มที่แล้วเพื่อสานสัมพันธ์ของพี่อิจิกับยะเก็นที่เริ่มเหินห่าง แต่ดูเหมือนจิตใจของน้องสาวจะยังไม่พร้อม และพี่อิจิก็ยังเฝ้าคอยแต่นาคิกิทสึเนะ
นางไม่รู้ว่าควรจะสงสารใครดี
-
อิจิโกะ ฮิโตฟุริ ไม่เคยลืมเลือนและไม่เคยทอดทิ้งความรักที่มีต่อนาคิกิทสึเนะ คนใกล้ชิดของเขารู้เรื่องนี้ดี ต่อให้คนนอกจะคิดว่าเกิดอะไรขึ้นเช่นไรก็ตาม เขาก็ยังคงเชื่อมั่น และเฝ้าตามหานางมาตลอด
ผู้ที่ลักตัวนาง หลบซ่อนจากกองกำลังของแคว้นอาวาตะงุจิที่ตระเวนค้นหาทั่วทุกตรอกซอกซอยในทุกเขตแคว้นได้ถึงสามเดือนเป็นชายที่แข็งแกร่งขนาดไหนกัน หรืออำพรางตัวได้เก่งกาจเพียงใด...อิจิโกะนึกภาพคนผู้นั้นไม่ออกเลย
เจ้าชายหนุ่มรีบสะบัดหน้าไล่ความคิดฟุ้งซ่าน เข้ามาในป่าลึกแล้วยังมัวเหม่อลอยจะได้พาลหลงเอาพอดี ดวงตาสีทองกวาดมองไปทั่วบริเวณเพื่อจดจำเส้นทาง และสำรวจโดยรอบไปในตัว ยามได้ยินแว่วเสียงฝีเท้าม้าและเสียงของเหล่าทหารที่ตามมาจนทัน
“องค์ชาย...อย่าจู่ ๆ ก็พรวดพราดมาคนเดียวมาโดยไม่บอกไม่กล่าวจะได้ไหม” นางาโซเนะชะลอม้าลงข้าง ๆ เอ่ยดุศิษย์รักด้วยความร้อนใจ ทว่ายังไม่ทันต่อว่าให้หมดสิ้นกระบวนความ สายตาที่สังเกตเห็นทัศนียภาพโดยรอบก็พลันเปลี่ยนไป “ที่นี่…”
ตอนนั้นเองที่ทุกคนในบริเวณพลันชะงักนิ่งเมื่ออิจิโกะยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากเป็นเชิงสั่งให้เงียบเสียง เจ้าชายหนุ่มหันมองรอบกาย ก่อนจะหย่อนตัวลงจากหลังม้าช้า ๆ และกระชับดาบให้ถนัด
ร่างสูงโปร่งก้าวอย่างเงียบเชียบที่สุดไปยังทิศทางหลังแนวต้นไม้สูงหนาทึบ แทรกกายผ่านเข้าไปด้วยความระมัดระวัง นางาโซเนะและเหล่าทหารหันมองหน้ากัน แม้ไม่มีใครล่วงรู้ว่าเจ้าชายของพวกตนจะมุ่งหน้าไปที่ใด หากแต่ไม่ว่าอย่างไรก็จะต้องติดตามไป
-
โคกิทสึเนะมารุรู้สึกตัวตื่นจากนิทราเพราะเสียงแปลกประหลาดที่ดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกล เห็นท่าว่าเจ้าพวกลูกน้องตัวดีจะก่อเรื่องอะไรกันอีกเป็นแน่ คิดได้เช่นนั้นชายหนุ่มก็ขมวดคิ้วรำคาญใจ กระชับแขนแกร่งโอบกอดร่างเปลือยเปล่าของเมียรักที่นอนอยู่แนบข้างแน่นตามสัญชาตญาณและค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา
แต่ทว่า สิ่งแรกที่ได้เห็น...คือปลายดาบสีเงินคมกริบที่จ่ออยู่เหนือใบหน้า โดยที่เจ้าของดาบกำลังยืนเขม้นมองจ้องมาด้วยสายตาขุ่นมัว
ไม่นึกว่าจะตามมาจนเจอได้...แถมยังเจอในสภาพเช่นที่ไม่มีทางต่อกรหรือปกป้องเด็กสาวผู้เป็นที่รักได้อีก...ให้ตาย เหตุใดโจรป่าผู้เลื่องชื่ออย่างเขาถึงได้พลาดท่าเอาอย่างง่ายดายนัก
โคกิทสึเนะมารุนึกบริภาษตัวเองในใจ ขณะมือดึงผ้าห่มขึ้นปิดเรือนกายไร้อาภรณ์ของนาคิกิทสึเนะไว้
“อิจิโกะ…” เสียงเล็กแผ่วข้างตัวเรียกให้ดวงตาสีแดงหลุบลงมอง เห็นใบหน้างดงามของเมียรักที่ซีดเผือด มือเรียวแตะสัมผัสอยู่บนแผงอกกว้าง สั่นเทาจนต้องคนเป็นสามีต้องบีบกุมไว้แน่น
“ข้าเฝ้ารอคอยเจ้ามาตลอดนะ...นาคิกิทสึเนะ เฝ้ารอคอยและเชื่อมั่นในตัวเจ้า” อิจิโกะ ฮิโตฟุริเอ่ยเสียงแผ่วเบา ทว่าเจือล้นไปด้วยความเจ็บปวดและผิดหวังเหลือคณา มือสั่นเทาใต้ถุงมือสีขาวปลอดกำด้ามดาบไว้แน่น “...แต่ไม่นึกเลยว่าเราต้องพบกันอีกครั้งในสถานการณ์เช่นนี้”
โคกิทสึเนะมารุกระชับกอดนาคิกิทสึเนะที่ก้มหน้างุดด้วยท่าทางรู้สึกผิดไว้ ขมวดคิ้วมองชายหนุ่มอ่อนวัยกว่าตรงหน้า ดาบเขาซ่อนไว้ที่ข้างฟูกนี่เอง แต่ถ้าคว้ามันมาอาจจะเป็นอันตรายมากเกิน...เขาทำให้เมียรักและลูกน้อยในครรภ์นางเสี่ยงไปด้วยไม่ได้
“และยอมรับว่าเหนือคาดมากขอรับ...ข้าไม่คิดว่าคนที่ลักตัวว่าที่เจ้าสาวของข้ามาจะเป็นท่าน ท่านโคกิทสึเนะมารุแห่งซังโจ” ดวงตาสีทองเหลือบมองไปทางร่างสูงอย่างเย็นชา ขุนพลผู้เลื่องชื่อที่ตนเมื่อวัยเยาว์เคยชื่นชมในฝีมือหายตัวไปนานมากนัก นานจนใครต่อใครต่างคิดว่าเขาตายไปแล้ว ที่ไหนได้...กลับมาเป็นโจรอยู่ในป่างั้นหรือ
น่าผิดหวัง
กลุ่มโจรแห่งป่าอินาริที่เฝ้าอยู่ด้านนอกถูกแม่ทัพนางาโซเนะและเหล่าทหารคุมตัวไว้ได้หมดทุกคนแล้ว ส่วนตัวเขาซึ่งเปิดกระโจมเข้ามานั้นแทบหยุดหายใจเมื่อพบสองร่างเปลือยเปล่าที่นอนกอดเกยกันอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียว...ทั้งความผิดหวัง ความโกรธ ความเจ็บใจแล่นริ้ววาบไปทั่วทั้งร่างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หวนนึกถึงความรู้สึกในตอนนั้น อิจิโกะก็ยิ่งกัดฟันแน่น
“อิจิโกะ!...ขอร้องล่ะ อย่าทำอะไรโคกิทสึเนะมารุ” นาคิกิทสึเนะร้องออกมาเมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้น แขนเรียวเล็กขยับขวางปกป้องสามีสุดที่รัก ดวงตาคลอหน่วยด้วยหยาดหยดน้ำ “ทั้งหมด...ทั้งหมดเป็นความผิดของข้า ที่ไม่อาจปฏิเสธ”
“นาคิ...มันไม่ใช่ความผิดเจ้า” อดีตขุนพลแห่งซังโจเอ่ยแทรกขึ้นมา ก่อนจะเงยหน้ามองเจ้าชายหนุ่ม “จะคุมตัวข้าไปใช่ไหม...ข้าน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ขอให้นาคิได้แต่งตัวเสียก่อน เจ้าคงมีเกียรติมากพอจะไม่ฉุดเอานางออกไปทั้งร่างกายเปลือยเปล่าแบบนี้ใช่ไหมเล่า?”
ถามหยั่งเชิงไปเท่านั้น เพราะเขารู้ดีว่าคนอย่างอิจิโกะไม่มีวันละทิ้งความเป็นสุภาพบุรุษของตนได้ ดวงตาสีทองของเจ้าชายแห่งอาวาตะงุจิหรี่ลงเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า ทว่ายังไม่ยอมเก็บดาบ
“ท่านโคกิทสึเนะมารุลุกขึ้นมา...และอย่าได้คิดจะหยิบดาบอย่างเด็ดขาดนะขอรับ”
“เออ…” เจ้าเด็กนี่ดันรู้ทันเสียได้...โคกิทสึเนะมารุกระตุกยิ้มมุมปากก่อนจะหยิบอาภรณ์ที่หล่นอยู่ไม่ห่างมาคลุมกาย ดันตัวลุกขึ้นแล้วก้มลงจูบแก้มนาคิกิทสึเนะพร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบา
“หนีไปหาโคเซ็ตสึ…”
ดวงตาเรียวเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ ทว่ายังไม่ทันจะออกปากอันใด โคกิทสึเนะมารุก็ถูกกระชากตัวออกไปข้างนอกเสียแล้ว
“ลูกพี่!” ทันทีที่พ้นจากกระโจมมา โคกิทสึเนะมารุก็พลันต้องขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นเหล่าลูกน้องทั้งหลายถูกมัดแขนไพล่หลัง ทหารของอาวาตะงุจิยืนคุมอยู่โดยรอบ ชายหนุ่มนึกหงุดหงิดเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าพวกตนจะเสียท่าง่ายดายถึงเพียงนี้ ทว่าก็ไม่ได้ออกปากต่อว่าต่อขานอันใดเมื่อถูกผลักไปรวมกับพวกทมโบะกิริ
“นาคิกิทสึเนะล่ะ?” พี่ใหญ่ของกลุ่มขมวดคิ้วถาม โคกิทสึเนะมารุเหลือบสายตาไปอีกทาง คนอื่นคงไม่คิดสิ่งใด ทว่าสำหรับทมโบะกิริ นั่นเป็นสัญญาณที่น่ายินดี
“เจอตัวนางหรือเปล่า” อีกด้านหนึ่งนางาโซเนะหันไปเอ่ยถามศิษย์รักที่กำลังจ้องมองการสนทนาระหว่างโคกิทสึเนะมารุกับทมโบะกิริอยู่ และตอนนั้นเองที่อิจิโกะสัมผัสได้ถึงบางสิ่งไม่ชอบมาพากลที่พาร่างสูงโปร่งรีบถลากลับเข้าไปในกระโจมทันที
...แต่ไม่พบร่างนาคิกิทสึเนะอยู่ในนั้นแล้ว
“นางหนีไปได้…”
ดวงตาสีทองเจ็บแค้นเหลือบกลับไปทางโคกิทสึเนะมารุที่กระตุกยิ้มมุมปากด้วยท่าทางเริงรื่น
-
หลังจากสวมเสื้อผ้าอย่างลวก ๆ นาคิกิทสึเนะก็กอดเอาดาบของสามี มุดออกทางหลังกระโจม วิ่งตรงเข้าไปในป่าลึก ปลายทางคือบ้านครอบครัวซามอนจิบนเขา มือเล็กยกขึ้นปาดน้ำตาที่รินไหลด้วยความเป็นห่วงครอบครัวที่ถูกคุมตัวไว้ ทว่านางก็สัญญากับโคกิทสึเนะมารุไว้แล้ว
จะทำให้เขาต้องพะว้าพะวงเรื่องนางไม่ได้…
พลันนั้น หูของเด็กสาวได้ยินเสียงบางอย่างที่ไล่ตามหลังมา แม้ยังฟังดูห่างไกลแต่ท่ามกลางความเงียบงันของบรรยากาศป่าอินาริ มันก็ราวกับอยู่ประชิดเสียจนพร้อมจะคว้าจับตัวนางไว้ได้ทุกเมื่อ ประกอบกับความที่นางมีครรภ์อ่อน ไม่สามารถวิ่งได้เต็มฝีเท้าเช่นนี้อีก
มือเรียวกระชับดาบยาวเล่มงามไว้แน่น แทรกกายหลบไปตามพุ่มไม้ เมื่อหวาดกลัวและรีบร้อน หนทางที่เคยคุ้นกลับดูจะแปลกตาไปเสียหมด แม้นางเคยมั่นใจว่าจดจำเส้นทางไปกระท่อมของครอบครัวซามอนจิได้แม่นยำ ทว่าตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่เสียแล้ว
ไม่รู้ว่าตนวิ่งมานานเพียงใด หรือไกลแค่ไหนแล้ว นาคิกิทสึเนะทรุดตัวลงหอบหายใจที่หลังพุ่มไม้ หลับตาฟังเสียงที่ไล่หลังดังห่างออกไปแล้ว คิดได้เช่นนั้นเด็กสาวก็ค่อยวางใจลงเปลาะหนึ่ง
ทว่า…
“อ๊ะ…”
เสียงกรอบแกรบของใบไม้ที่ถูกแหวกแยกทำให้นาคิกิทสึเนะสะดุ้งเฮือกหันขวับกลับไปทางต้นเสียง...พบเด็กสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงนั้น นางมีเส้นผมสีดำขลับยาวระบ่า ดวงตากลมได้รูป แต่เรียวคิ้วกลับขมวดมุ่น ท่านหญิงน้อยแห่งคุนิโยชิรู้สึกว่าตนกำลังขนลุกเกรียว เพราะนางคลับคล้ายคลับคลาเด็กสาวตรงหน้าเหลือเกิน
“ยะเก็น!”
ใช่จริง ๆ ด้วย...ยะเก็น โทชิโร่ หนึ่งในธิดาของผู้ครองแคว้นอาวาตะงุจิ
เจ้าของนามเหลียวมองไปตามเสียงเรียก ก่อนใบหน้าอ่อนเยาว์ซึ่งแสดงออกถึงความยุ่งยากใจเล็กน้อยจะหันกลับมาหานาคิกิทสึเนะ ริมฝีปากบางขยับกระซิบเสียงเบา ด้วยถ้อยวาจาที่ทำให้ท่านหญิงน้อยต้องเบิกตากว้าง
“รีบหนี…ข้าจะถ่วงเวลาพี่อิจิให้เอง”
ทำไมล่ะ...นางเป็นคนของอาวาตะงุจิมิใช่หรือ? แม้มิเข้าใจว่าเหตุใดน้องสาวของอิจิโกะจึงให้ความช่วยเหลือตน แต่นาคิกิทสึเนะก็ไม่ปรารถนาจะเสี่ยงอยากรู้ มือเรียวเล็กรวบเอาดาบคู่ใจสามี ออกวิ่งหลบไปอีกทางให้แผ่วเบาที่สุด
ยะเก็นมองไล่หลังอดีตคู่หมั้นของพี่ชายจนหายลับไปจากสายตาแล้วจึงถอนหายใจ ร่างบอบบางหมุนตัวกลับไปหาเจ้าของเสียงเรียกที่ยังขานชื่อตามหานางอยู่
“ข้าอยู่นี่ พี่อิจิ!”
อิจิโกะลอบถอนหายใจเบา ๆ อย่างโล่งอกเมื่อเห็นน้องสาวปรากฏตัวออกมาจากหลังแนวต้นไม้ ตอนที่คุมตัวกลุ่มโจรป่ากลับถึงค่ายพัก รู้เรื่องจากนามาซึโอะ เขาร้อนใจจนแทบนิ่งไม่อยู่ และออกวิ่งมาตามหานางอย่างไม่รู้ตัว
...โชคดีที่ยะเก็นยังไม่ได้ก้าวข้ามเข้าไปในวงกต
“ทำไมออกมาคนเดียวแบบนี้ล่ะยะเก็น ในป่าที่ทางก็ไม่คุ้นแบบนี้มันอันตรายนะ อย่างน้อยก็น่าจะพาองครักษ์มาด้วย…”
“ข้าไม่เป็นไร พี่อิจิ...เอาคนมาด้วยแล้วมันเกะกะเวลาเก็บสมุนไพร ก็รู้นี่ว่าข้าไม่ชอบให้ใครจ้องตอนทำงานน่ะ” ยะเก็นเอ่ยขัดก่อนที่พี่ชายจะพูดจบ มือเรียวตบลงบนกระเป๋าใส่พืชพรรณที่สะพายอยู่ข้างเอวเป็นเชิงบอกว่าแยกมาเพื่อสิ่งนี้เท่านั้น
“ยะเก็น…” แม้นางอาจไม่รู้ตัวว่าเพิ่งทำอะไรไป แต่อิจิโกะกลับเบิกตาเล็กน้อย ก่อนจะระบายยิ้มบางออกมาอย่างคนโล่งใจ “...นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าพูดกับพี่ในรอบสามเดือนเชียว”
เด็กสาวสะดุ้งน้อย ๆ เมื่อถูกทัก จนต้องรีบยกมือตะครุบปาก...เผลอไปแท้ ๆ เชียว เพราะสถานการณ์ตอนนี้มีเพียงนางกับพี่ชายเพียงสองคน ประกอบกับความตั้งใจจะช่วยนาคิกิทสึเนะทำให้ยะเก็นเผลอลืมความขุ่นข้องหมองใจระหว่างตนกับพี่อิจิไป
“ละ...แล้วมันทำไมล่ะ” เมื่อเริ่มเรียกสติได้จึงถามตะกุกตะกัก...นึกอยากตีปากไม่รักดีที่เกิดคุมไม่อยู่เอาเสียตอนนี้ และเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนี้เหลือเกิน เด็กสาวกระแอมน้อย ๆ แล้วแสร้งเอ่ยถาม “ว่าแต่...แล้วตกลงเจอนาคิกิทสึเนะไหม?”
“เจอ...แต่นางหนีไปน่ะ” เห็นน้องสาวทำเปลี่ยนเรื่องเช่นนั้น ชายหนุ่มก็ไม่ซักไซ้ต่อ เพียงออกปากตอบไปตามตรง ยะเก็นเลิกคิ้ว มองแววตาสีทองที่ทอความเศร้าด้วยความเห็นใจอยู่เล็กน้อย
“ไม่นึกเลยว่าจะมีผู้หญิงกล้าหนีจากพี่อิจิด้วย” เพียงเด็กสาวเปรยเสียงเบา พี่ชายที่รับฟังอยู่ก็คลี่รอยยิ้มบางด้วยความเอ็นดู มือใหญ่อบอุ่นใต้ถุงมือขาวเอื้อมไป ขยี้ลงบนเรือนผมสีดำขลับของนางอย่างแผ่วเบา
“มีสิ...สองคนเชียว นาคิกิทสึเนะคนหนึ่ง…” เจ้าชายแห่งอาวาตะงุจิเว้นช่วง เรียกความสนใจให้ยะเก็นต้องเงยหน้ามอง ขณะมือข้างนั้นเลื่อนลงมาเกลี่ยเส้นผมที่ปรกข้างแก้มนางออก “...และอีกคนก็คือเจ้า”
“ข้าไม่ได้หนีเสียหน่อย…!” สดับยินคำนั้น ใบหน้านวลก็พลันแดงก่ำ ยะเก็นร้องแก้ต่างพลางรีบหมุนตัวหันหนี เดินหลบเลี่ยงร่างสูงโปร่งของพี่ชายไปอีกทางทันที “ไม่รู้กับพี่อิจิด้วยแล้ว...ข้าจะกลับไปหาน้อง ๆ ล่ะ”
ว่าแล้ว นางก็รีบพาตัวเองลี้หนีจากสถานการณ์ยุ่งยากที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง สาวเท้าตรงกลับค่ายพักโดยไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามองพี่ชายที่กำลังกะพริบตาปริบด้วยความงุนงง
“ทะเลาะกับยะเก็นรึ? ข้าเห็นนางปึงปังสวนไปแน่ะ” นางาโซเนะซึ่งเดินมาจากทางที่ยะเก็นหายไปจากสายตาเอ่ยทัก ทำให้อิจิโกะต้องเลิกคิ้วน้อย ๆ
“ทะเลาะ? ก็ไม่เชิงหรอกขอรับ” เอ่ยตอบเช่นนั้นพลางดวงตาก็หลุบลงเล็กน้อยด้วยท่าทีไม่สู้จะมั่นใจเท่าไรนัก เพราะเขาก็ไม่เข้าใจมานานแล้วเช่นกันว่ายะเก็นโกรธเคืองตนเรื่องอะไร...ที่พอจะคาดเดาได้ ก็มีเพียงที่พยายามตามหานาคิกิทสึเนะเสียเอาเป็นเอาตาย จนลืมจะใส่ใจน้องน้อยทั้งหลายไปเท่านั้น
“ฮาจิเมียข้าก็เป็นแบบนั้นออกบ่อยเวลาข้าทำให้นางไม่พอใจ...ถึงพูดตามตรง นางจะไม่พอใจข้าไปเสียทุกเรื่องก็เถอะ” แม่ทัพแห่งแคว้นอาวาตะงุจิเท้าเอวหัวเราะเบา ๆ “จะอย่างไรคุยกันดี ๆ ล่ะ...ยะเก็นคงไม่ไร้เหตุผลหรอก จริงไหม?”
เจ้าชายหนุ่มพยักหน้าน้อย ๆ อย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมา “ท่านอาจารย์...วงกตป่าอินาริน่ากลัวถึงเพียงนั้นเชียวหรือขอรับ?”
“หือ...?” ได้ยินคำถามของศิษย์รัก แนวคิ้วของนางาโซเนะก็เลิกขึ้นหน่อย ๆ ดวงตาเรียวคมกวาดมองบรรยากาศรอบกายอย่างครุ่นคิด “ป่าอินารินั้น...ถูกเล่าขานว่ามีมนตรา ข้าเคยเล่าให้เจ้าฟังแล้วถูกไหม?”
คนเป็นศิษย์พยักหน้า เขายังจำนิทานที่อาจารย์ตนเคยเล่าให้ฟังเมื่อยังเยาว์วัยได้เกือบหมดทุกเรื่อง
“ป่าแห่งนี้น่ะ ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนโดยนัย...นั่นคือ ‘ทางผ่าน’ และ ‘วงกต’ ที่ที่เราตั้งค่ายพักแรมและยืนกันอยู่นี่คือส่วนของทางผ่าน ซึ่งก็เหมือนป่าทั่ว ๆ ไป แต่สิ่งที่น่ากลัวของป่าอินาริคือส่วนวงกต” ว่าพลางชี้นิ้วไปทางแนวต้นไม้ที่เรียงรายอยู่หนาทึบผิดธรรมดา ด้านหลังนั้นคือความมืดมิดที่ดูแล้วน่าหวั่นใจหากต้องหลงเข้าไป “ว่ากันว่าใครก็ตามที่ก้าวข้ามเขตเข้าไป หากปราศจากจิตใจที่มั่นคง จะไม่อาจค้นหาสิ่งที่ตนต้องการพบ แม้กระทั่งทางออก และต่อให้กลับออกมาได้ ก็จะจดจำสิ่งใดที่เกิดขึ้นในป่ามิได้เลย”
แม่ทัพวัยค่อนกลางคนถอนหายใจช้า ๆ หันมองเจ้าชายหนุ่มทั้งรอยยิ้มอ่อนใจเหลือประดา “แต่เจ้าก็ก้าวข้ามเข้าไป...และกลับออกมาได้แล้วนี่นะ โดยที่ไม่ลืมเรื่องราวในวงกตอีกด้วย”
“อย่างนั้นหรือขอรับ…” อิจิโกะหลุบตาลง จ้องมองมือของตนที่กำแน่น “หากเช่นนั้นหมายความว่าข้ามีจิตใจมั่นคงเพียงพอที่จะตามหานาคิกิทสึเนะแล้วมิใช่หรือ แล้วปล่อยนางยังหลุดมือไปได้อีก...น่าสมเพชจริง ๆ”
“มันไม่ใช่ความผิดของเจ้า…” มือใหญ่ของผู้เป็นอาจารย์เอื้อมมาขยี้เหนือเรือนผมเขาเบา ๆ คล้ายเป็นการปลอบโยนมิให้คิดมาก “แต่ก็ต้องยอมรับล่ะนะ โคกิทสึเนะมารุชาญฉลาดที่เลือกหลบซ่อนตัวในวงกตป่าอินาริ เพราะแบบนั้น ไม่ว่าพยายามค้นหาเท่าไหร่ เราจึงไม่พบนาคิกิทสึเนะเสียที...แม้ข้าจะแปลกใจอยู่ก็เถอะ ที่เจ้าพวกนั้นสามารถเข้าออกเขตวงกตได้ตามใจปรารถนาราวกับมนตร์มายาของป่าอินาริไร้ผล”
เรื่องนั้นอิจิโกะก็ประหลาดใจอยู่ไม่ต่างกัน เพราะไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่พวกโคกิทสึเนะมารุจะอาศัยอยู่แต่เพียงในวงกต ย่อมจะต้องออกมาดักปล้นนักเดินทาง หรือหาอาหารบ้าง
แม้ใจชายหนุ่มยังลอบนึกห่วงนาคิกิทสึเนะที่หายตัวไป แต่เขาก็ใช้ให้ทหารกลุ่มหนึ่งออกตามหานางแล้ว และตอนนี้ก็มีจิ้งจอกตัวใหญ่กว่าต้องจัดการเสียด้วย
“เรื่องนั้นมิใช่เรื่องสลักสำคัญอีกต่อไปแล้วขอรับ...ท่านอาจารย์ รีบสั่งเตรียมทุกคน เดินทางไปยังปราสาทซังโจเถอะขอรับ” เอ่ยพลางขยับดาบที่เหน็บข้างเอวให้ถนัด ปลายสายตาเหลือบมองแนวกรอบวงกตป่าอินาริเป็นคราสุดท้าย
“เราต้องเข้าพบท่านมิคาสึกิแห่งซังโจ...เรื่องพี่ชายของเขา”