บทที่ ๑๒
『山小屋』
กระท่อมบนเขา
หญิงสาวกำลังตักน้ำจากถังไม้รดผักในแปลงตอนที่เหลือบเห็นสองร่างใหญ่เล็กที่กำลังเดินผ่านแนวต้นไม้ของชายป่าด้านล่างขึ้นเนินมาอย่างช้า ๆ เมื่อเพ่งสายตาจนเห็นชัดว่าผู้มาเยือนคือใคร นางก็หันไปหาลูกชายที่กำลังช่วยพรวนดินเตรียมลงเมล็ดในแปลงใกล้ ๆ อย่างแข็งขันอยู่
“โอซาโยะ...ไปตามท่านพ่อ บอกว่ามีแขกมาหา” เด็กชายวัยเจ็ดขวบเงยหน้ามองแล้วผงกหัวรับคำก่อนจะลุกขึ้นวิ่งเข้าไปในตัวบ้านซึ่งเป็นเรือนกลางเก่ากลางใหม่ขนาดไม่ใหญ่นัก หญิงสาวมองตามหลังลูกน้อยไปแล้วเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนก่อนจะเดินออกไปต้อนรับแขกของบ้าน
“ไง...โซวสะ ไม่เจอกันนานเลยนะ เอ้านี่ ข้าเก็บผลไม้มาฝาก” ชายหนุ่มผู้มาเยือนเป็นฝ่ายทักทายก่อนเมื่อเห็นนางพร้อมกับยื่นห่อผ้าให้ โซวสะแย้มยิ้มแล้วโค้งตัวน้อย ๆ รับมันมา
“ไม่จำเป็นต้องลำบาก ไม่ได้พบกันนานเลยนะเจ้าคะ ท่านโคกิทสึเนะมารุ...แล้ว…” เอ่ยพลางมองเด็กสาวข้างกายคนคุ้นเคยโดยระวังไม่ให้เสียมารยาทมากไปนัก โคกิทสึเนะมารุโอบไหล่ร่างเล็กไว้และเอ่ยตอบ
“นี่นาคิกิทสึเนะ เมียข้าเอง...นาคิ นางเป็นเมียของเพื่อนข้า ชื่อโซวสะ” นาคิกิทสึเนะพยักหน้าแล้วโค้งหัวนิด ๆ ทักทายคนที่น่าจะอายุมากกว่าตนเองแน่ ๆ หญิงสาวเจ้าของบ้านผู้ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการมองสำรวจยิ้มบางรับรู้
“โซวสะ ซามอนจิ ยินดีที่ได้พบเจ้าค่ะ คุณหนูนาคิกิทสึเนะ...ข้าให้ลูกไปตามท่านพี่แล้ว เชิญด้านในก่อนเถอะเจ้าค่ะ พวกท่านเดินทางมาคงเหนื่อย นั่งพักดื่มน้ำทานขนมเสียหน่อยนะเจ้าคะ” โซวสะเอ่ยแล้วผายมือเชิญให้ทั้งสองตามเข้าไปในเขตตัวบ้านที่อยู่ถัดเข้าไปจากแปลงผักสวนครัว
นาคิกิทสึเนะกอดแขนโคกิทสึเนะมารุแน่นขณะมองแปลงผักและบรรยากาศเงียบสงบรอบ ๆ กายด้วยความสนใจ จนกระทั่งเข้าใกล้เขตตัวบ้าน นางจึงเห็นสองร่างที่คอยอยู่ตรงชานเรือน เป็นเด็กชายตัวน้อยดูขี้อายพยายามแอบกายอยู่หลังชายหนุ่มในชุดนักบวชที่นั่งหลับตา ท่าทางสงบนิ่งน่าเลื่อมใส
“ไม่ได้พบกันนานเลยมิใช่หรือ...โคกิทสึเนะมารุ” ชายหนุ่มลืมตาขึ้นช้า ๆ แล้วเอ่ยทักทายด้วยเสียงเรียบเย็นเมื่อโคกิทสึเนะมารุและนาคิกิทสึเนะนั่งลงตรงชานเรือน โซวสะขอตัวไปเตรียมของรับแขกโดยมีลูกชายตัวน้อยลุกตามไปช่วยด้วยอีกแรง
“อา...ไม่ได้พบกันนาน ได้มาเห็นครอบครัวของเจ้าสุขสบายแข็งแรงข้าก็ยินดี...โคเซ็ตสึ” โคกิทสึเนะมารุเอ่ย แอบหัวเราะในใจนิด ๆ เมื่อเห็นสหายเก่าแก่ของตนและเมียรักมองกันอยู่ด้วยความสงสัย “นี่เมียข้า...นาคิกิทสึเนะ”
“โคเซ็ตสึ ซามอนจิ ยินดีที่ได้พบ…” โคเซ็ตสึเอ่ย นาคิกิทสึเนะขานรับเบา ๆ ด้วยความเขินอายไม่คุ้นคนแล้วนั่งก้มหน้างุดเหมือนเช่นเคย ขณะที่ชายหนุ่มเจ้าของบ้านหันไปสนทนากับโคกิทสึเนะมารุ “ลมอะไรพัดมาไกลถึงนี่รึ?”
“ก็แค่ไม่ได้มานานแล้ว เลยแวะมาเยี่ยมเยียนครอบครัวสหายเก่า แปลกรึ?” โคกิทสึเนะมารุถามย้อน เมื่อก่อนนั้นเขาไปมาหาสู่กับบ้านซามอนจิแห่งนี้อยู่เสมอ เพราะเขาและโคเซ็ตสึก็เป็นสหายคบหากันมานาน ทว่าก็ไม่ปฏิเสธว่าตั้งแต่พบนาคิ เขาก็ไม่มีโอกาสได้แวะมาที่นี่เลย
โคเซ็ตสึหรี่ตาลงน้อย ๆ เมื่อได้ยินคำตอบนั้น แต่ก็ยังไม่ได้ออกปากถามอะไรเพราะเห็นว่าภรรยาและลูกชายยกน้ำและขนมมารับแขกแล้ว “เชิญพักผ่อนตามสบายก่อน แล้วค่อยคุยกันเถอะ”
โคกิทสึเนะมารุกล่าวขอบคุณและรับถ้วยชามาดื่มขณะถามไถ่พูดคุยเรื่องสัพเพเหระกับโคเซ็ตสึไปตามประสาสหายที่ไม่ได้พบกันนาน นาคิกิทสึเนะโค้งหัวน้อย ๆ รับขนมมาจากโซวสะพลางนั่งมองบรรยากาศรอบเรือนที่แสนเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมพัดยอดไม้กระทบกันและเสียงสัตว์น้อยใหญ่ดังแว่วอยู่ “ที่นี่...สวยมาก”
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้นเจ้าค่ะ” โซวสะยิ้มรับ มือเรียวลูบหัวลูกน้อยที่กอดแขนซุกอยู่ข้างกายเบา ๆ “เป็นสถานที่ที่สงบเงียบ...เหมาะแก่การใช้ชีวิตอยู่นัก หากว่าท่านชอบ...ก็แวะมาเยี่ยมได้บ่อย ๆ นะเจ้าคะ พวกข้ายินดีต้อนรับเสมอ”
“ขอบคุณมากนะ…” นาคิกิทสึเนะยิ้มบาง แล้วมองเด็กชายตัวน้อยที่แอบกายอยู่หลังโซวสะทั้งแววตาอ่อนโยนจนคนถูกมองหน้าแดงเรื่อรีบผลุบหายเข้าไปหลังไหล่บางของมารดาทันที โซวสะหัวเราะน้อย ๆ พลางดันหลังลูกชายออกมา
“โอซาโยะ...ไม่เอาสิจ๊ะ ทักทายพี่สาวหน่อยนะ”
“ชื่อซาโยะเหรอ…” เด็กสาวขยับเข้าไปใกล้อีกนิด แต่เด็กชายกลับยิ่งขยับหลบ เห็นดังนั้นนาคิกิทสึเนะจึงนึกได้ นางวางขนมลง แล้วเลื่อนมือไปปลดเชือกที่ผูกร้อยหน้ากากถอดออกช้า ๆ ซาโยะน้อยเบิกตานิด ๆ ยามเห็นใบหน้างดงามที่ปราศจากสิ่งใดปิดบังและรอยยิ้มอ่อนหวานที่ส่งมาให้ “ไม่ต้องกลัวนะ…”
“อะ...อื้อ…” เด็กชายขานรับเสียงเบา
“เดี๋ยวเถอะนาคิ...กับข้านี่กว่าเจ้าจะยอมให้ถอดหน้ากาก พอเป็นซาโยะแล้วยอมเผยใบหน้าให้เห็นง่าย ๆ เลยรึ?” โคกิทสึเนะมารุส่งเสียงแซวยิ้ม ๆ ขณะยกชาขึ้นจิบ นาคิกิทสึเนะหัวเราะไม่โต้เถียงแล้วสวมหน้ากากกลับคืนเหมือนเช่นเดิม
โคเซ็ตสึนั่งมองการสนทนาเบื้องหน้าอย่างเงียบ ๆ ไฉนเลยเขาจะไม่รู้ว่าโคกิทสึเนะมารุมีบางอย่างในใจ มิเช่นนั้นคงไม่โผล่มาให้เห็นหน้าอย่างกะทันหันเยี่ยงนี้เป็นแน่ แต่เมื่อทุกคนยังเพลิดเพลินกันอยู่จึงยังไม่อยากขัดบรรยากาศ กระทั่งดื่มชาทานขนมกันเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มจึงหันไปหาภรรยาสาว
“โซวสะ...เจ้าช่วยพาคุณหนูนาคิกิทสึเนะไปที่แปลง และช่วยนางเลือกพืชผักดี ๆ สักจำนวนหนึ่งเป็นของติดมือกลับไปที” โซวสะหันกลับมาเมื่อได้ยินเช่นนั้น นางเลิกคิ้วเล็กน้อย หากแต่เมื่อสบสายตากับสามีก็เข้าใจเจตนาของเขาได้อย่างรวดเร็ว หญิงสาวโค้งหัวรับคำแล้วลุกขึ้นจากชานบ้าน
“คุณหนูนาคิกิทสึเนะ เชิญนะเจ้าคะ...โอซาโยะ มากับแม่มา” ซาโยะขานรับแล้วรีบลงจากเรือนเข้าไปจับมือมารดาไว้แน่น นาคิกิทสึเนะหันไปหาโคกิทสึเนะมารุอย่างลังเล
“ไปเถอะนาคิ...เลือกพืชผักดี ๆ กลับไปฝากพวกทมโบะกิริด้วยนะ” ชายหนุ่มหัวเราะลูบหัวนางเบา ๆ เห็นดังนั้นเด็กสาวจึงพยักหน้าอย่างว่าง่ายลุกตามโซวสะกับซาโยะตรงไปยังแปลงผักสวนครัว เมื่อเมียรักเดินห่างจากสายตาไป สีหน้ายิ้มแย้มของโคกิทสึเนะมารุจึงเปลี่ยนกลับมาเป็นนิ่งขรึมเช่นเดิม
“ตกลงว่ามีเรื่องอะไรถึงมาที่นี่รึ?” โคเซ็ตสึเอ่ยถามขณะทอดสายตามองสามร่างที่กำลังก้ม ๆ เงย ๆ เลือกสรรพืชผักอยู่ในแปลง “เรื่องของสาวน้อยคนนั้นใช่ไหม?”
“อืม…” จิ้งจอกหนุ่มตอบเสียงเบา “ข้ามานี่...เพราะมีเรื่องอยากขอให้เจ้าช่วย”
“เรื่องอะไรหรือ...?” ดวงตาเรียบเฉยของโคเซ็ตสึเหลือบมอง โคกิทสึเนะมารุผ่อนลมหายใจช้า ๆ แล้วโน้มตัวลงมองพื้นดินอย่างไม่สู้สบายใจนัก มือใหญ่กำประสานกันไว้แน่น
“ข้าชิงตัวนางมา...จากขบวนเจ้าสาว” นักบวชหนุ่มเลิกคิ้วน้อย ๆ แต่กระนั้นก็ไม่ซักไซ้ เพียงแค่คอยให้สหายตนเล่าออกมาเอง “ในตอนนี้...ข้ารักนาง และนางก็รักข้าจริง แต่ข้ายังกังวลอยู่ทุกคืนวันว่าเจ้าบ่าวของนางจะมาทวงสิทธิ์ในตัวนาง ซึ่งไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ไม่มีวันยอมยกเมียรักของข้าคืนให้อย่างแน่นอน...หากเกิดการต่อสู้ขึ้น ลำพังตัวข้าและพวกทมโบะกิริมิได้มีปัญหาแต่อย่างใด แต่ข้าห่วงความปลอดภัยของนาง”
“สิ่งที่เจ้าทำนั้นไม่ถูกต้อง” โคเซ็ตสึหลับตาลงช้า ๆ “เจ้าพรากนางมาจากเจ้าบ่าว มิได้แปลกอันใดที่เจ้าจะร้อนรุ่มกังวลเพราะความผิดที่เจ้ากระทำไว้ แม้ความรักของพวกเจ้าจะเป็นสิ่งจริงแท้ก็ตาม”
“ฮ่ะ ๆ ขอล่ะโคเซ็ตสึ...อย่าเพิ่งเทศน์กันตอนนี้จะได้ไหม?” โคกิทสึเนะมารุยิ้มกระตุกนิด ๆ คู่สนทนาลืมตาขึ้นและหันมาหาเขา
“แล้วข้าสามารถช่วยเหลืออะไรเจ้าได้…” เสียงเรียบทุ้มเอ่ยถาม “ข้ารู้ว่าเราเป็นสหายกัน และไม่ควรมีเรื่องติดค้าง หากแต่ข้ากลับยังรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณเจ้าอยู่เสมอ...ที่ทำให้ข้าได้มีครอบครัวที่แสนสุขเช่นนี้”
“ข้าดีใจที่ได้ยินเช่นนั้น แต่ข้าก็ทำไปด้วยความเต็มใจเช่นกัน…” จิ้งจอกหนุ่มเอ่ยยิ้ม ๆ ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้ากลับเป็นจริงจังอีกครั้ง “ที่ข้าอยากให้เจ้าช่วยเหลือ...โคเซ็ตสึ คืออยากจะฝากนาคิกิทสึเนะไว้กับเจ้าจนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ให้เจ้าช่วยดูแลและปกป้องนาง หากข้าเป็นอะไรไป”
“หากเป็นเรื่องนั้นข้าไม่เดือดร้อนและเต็มใจช่วย เชื่อว่าลูกเมียข้าก็เช่นกัน...แต่เจ้าถามนาคิกิทสึเนะแล้วหรือว่านางอยากหรือไม่อยากแยกจากเจ้า” โคเซ็ตสึว่า ได้ยินเช่นนั้นโคกิทสึเนะมารุก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วมองเมียรักที่กำลังเพลิดเพลินกับการเลือกพืชผักโดยมีโซวสะคอยแนะนำ
“ถ้าข้าพูดนางคงยอมฟัง…” มือใหญ่บีบประสานกันแน่นอย่างหนักใจ “ข้าไม่อยากแยกห่างจากนางหรอก ข้าอยากอยู่ใกล้ชิดนางทุกเวลา แต่ข้าก็ห่วงหากว่าเกิดเรื่องอันตรายขึ้น”
“ข้าเข้าใจเจ้าดีเรื่องนั้น...แต่คุยกับนางเสียก่อนเถอะ หากนางยินดีจะอยู่ที่นี่ ครอบครัวของข้าก็จะคอยดูแลให้เป็นอย่างดี” นักบวชหนุ่มเอ่ยพลางหลับตาลงช้า ๆ โคกิทสึเนะมารุพยักหน้าแล้วยิ้มบาง ๆ เมื่อนาคิกิทสึเนะและสองแม่ลูกซามอนจิเดินกลับมาที่เรือน
“เป็นอย่างไรเมียข้า...สนุกไหม?” ชายหนุ่มยิ้มถาม โอบเอวเมียรักให้นั่งลงข้างกายเมื่อนางก้าวเข้ามาพร้อมกระจาดที่อุดมไปด้วยพืชผักสวยงามหลากหลายพันธุ์ นาคิกิทสึเนะพยักหน้า แม้จะสวมหน้ากากอยู่เห็นไม่ชัด หากแต่เขาก็มองออกว่านางกำลังตื่นเต้นอยู่มากทีเดียว โซวสะหัวเราะน้อย ๆ พลางอุ้มลูกน้อยขึ้นนั่งบนชานเรือน
“คุณหนูนาคิกิทสึเนะคล่องแคล่วไม่น้อยเรื่องการเลือกสรรพืชผลนะเจ้าคะ” หญิงสาวเอ่ยขณะมือเรียวลูบหัวซาโยะน้อยเบา ๆ “เดี๋ยวข้าล้างให้นะเจ้าคะ?”
“รบกวนด้วยนะ” นาคิกิทสึเนะโค้งหัวนิด ๆ แล้วส่งกระจาดผักในมือให้นาง โคเซ็ตสึเหลือบตามองโคกิทสึเนะมารุคล้ายจะส่งสัญญาณให้พูดคุยกับนาคิกิทสึเนะเสีย จิ้งจอกหนุ่มจึงได้แต่ถอนหายใจช้า ๆ
“นาคิ...มาด้วยกันเดี๋ยวสิ ข้ามีเรื่องอยากจะคุยด้วย” ชายหนุ่มเอ่ยพลางจับมือเมียรักไว้ นาคิกิทสึเนะเลิกคิ้วสงสัยแต่ก็ผงกหัวและลุกตามไปแต่โดยดี
“ถามอะไรเจ้าอย่างได้หรือไม่เมียข้า” โคกิทสึเนะมารุจูงมือนางเดินไปในจุดที่ห่างออกไปเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมาหา ท่านหญิงน้อยกะพริบตางุนงง หากแต่ตอนนั้นเองที่บางสิ่งที่ติดค้างในใจนางมาเนิ่นนานเริ่มแย้มกายออกมาอีกครั้ง บางทีนางอาจจะได้ล่วงรู้สิ่งที่ทำให้สามีกังวลอยู่จนทุกวันนี้ในตอนนี้ก็ได้
“อะไรหรือ?” เสียงหวานถามพลางกุมมือของชายหนุ่มไว้ ดวงตาสีแดงของโคกิทสึเนะมารุเหลือบมองทางอื่นชั่วขณะแล้วจึงหันกลับมาสบตานางอีกครั้ง
“ข้าต้องการให้เจ้าพักอยู่ที่บ้านซามอนจิแห่งนี้สักระยะ รอให้ข้าจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจะมารับเจ้ากลับไปอยู่ด้วยกัน...ตกลงนะ?”
หัวใจของนาคิกิทสึเนะหล่นวูบยามได้ยินเช่นนั้น คาดไม่ถึงว่าสิ่งที่นางไม่สบายใจมาตลอดจะเปิดเผยออกมาในลักษณะเช่นนี้ ตลอดหลายเดือนนางแทบมิเคยห่างกายเขา แล้วการต้องมาถูกผลักไสเอาในยามนี้ ท่านหญิงน้อยก็ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
“ไม่เอา!” นางโผเข้ากอดร่างสูงที่สะดุ้งน้อย ๆ ไม่ทันตั้งตัวไว้แน่น รู้ว่าในตอนนี้ตนทำได้เพียงเท่านี้ “ข้า...ข้าไม่อยากแยกห่างจากเจ้า ขอร้อง...ให้ข้าอยู่กับเจ้าเถอะนะ?”
โคกิทสึเนะมารุเม้มปากแน่นแล้วยกแขนขึ้นกอดตอบนางไว้หลวม ๆ ร้าวรวดในอกมิต่างกันยามได้เห็นดวงตาสีทองไหววูบและร่างกายกรุ่นหอมที่สั่นระริก มือใหญ่ลูบหัวปลอบนางเบา ๆ
“ข้าก็ไม่อยากแยกจากเจ้า เมียรักของข้า แต่ข้าเป็นกังวลอยู่ทุกคืนวัน หากคู่หมั้นเจ้ามาทวงคืนเจ้า และเกิดอันตรายขึ้นกับเจ้า ข้าจะทำเช่นไร...ข้าขอให้เจ้ามาอยู่กับโคเซ็ตสึนั่นก็เพื่อความปลอดภัยของตัวเจ้าเองนะนาคิ” ชายหนุ่มพยายามเกลี้ยกล่อม แต่นาคิกิทสึเนะก็เอาแต่ส่ายหน้าไม่ยอมรับฟัง วงแขนเรียวเล็กกระชับกอดแน่นมากขึ้นอีกเป็นการบอกว่านางจะไม่ขอยอมแยกจากเขาเป็นอันขาด
“ไม่เอานะ...ข้าไม่กลัวอะไรทั้งนั้น...ขอแค่...ให้ข้าได้อยู่กับเจ้า โคกิทสึเนะมารุ”
“นาคิกิทสึเนะ ข้าเป็นห่วงเจ้านะ...ฟังกันหน่อยสิ” โคกิทสึเนะมารุเริ่มขมวดคิ้ว ครุ่นคิดว่าควรจะทำเช่นไรดีเพื่อให้นางยอมฟัง แต่ดูเหมือนนี่จะเป็นครั้งแรกที่นาคิกิทสึเนะดื้อดึงกับเขา ทั้งที่โดยปกติแล้วนางเป็นเด็กว่าง่ายแท้ ๆ
“ข้าไม่อยากห่างจากเจ้า…” เสียงเล็ก ๆ ยังคงเฝ้าย้ำยืนยันคำเดิมจากหัวใจของนางไม่เลิกรา ชายหนุ่มถอนหายใจแล้วกระชับกอดนางตอบแน่น ๆ
“ข้ารักเจ้า ห่วงเจ้า...จึงไม่อยากให้เจ้าเสี่ยงอันตราย ข้าไม่รู้ว่าหากคู่หมั้นเจ้าตามมาเจอ เขาจะทำอะไรเจ้าหรือไม่ เจ้าไม่เข้าใจเจตนาของข้าหรือ? ข้าไม่อยากดุเจ้านะ” โคกิทสึเนะมารุเอ่ยเสียงอ่อน หว่านล้อมให้นางยอมเชื่อฟัง ทว่านาคิกิทสึเนะที่หัวรั้นผิดธรรมดาก็ยังไม่คล้อยตามง่าย ๆ ทำให้คนตัวสูงกว่าเริ่มหงุดหงิด มือใหญ่จับไหล่นางดันออกห่างแล้วตวาดเสียงเข้มอย่างหมดความอดทน
“พอที! อย่าให้ข้าต้องพูดซ้ำซาก! เจ้าอยู่ที่บ้านซามอนจินี่เสียเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ไม่ต้องเถียงไม่ต้องโต้แย้งอะไรทั้งนั้น! เข้าใจไหมนาคิกิทสึเนะ!”
นาคิกิทสึเนะสะดุ้งมองเขาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ก่อนที่ร่างเล็ก ๆ จะเริ่มสั่น น้ำตาซึมไหลออกมาจากขอบตา โคกิทสึเนะมารุชะงัก หัวใจกระตุกวูบ...ภาพตรงหน้าเตือนให้เขานึกได้ว่าเมื่อครู่เผลอตัวทำอะไรลงไป
“นะ...นาคิ...ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจ” โจรหนุ่มลนลาน รีบดึงเมียรักเข้ามากอดไว้แน่นทันที มือใหญ่ที่ผลักไสนางเมื่อครู่ลูบผมอ่อนนุ่มปลอบโยน “ข้าเป็นห่วงเจ้าจริง ๆ ...อยู่กับข้าเจ้าอาจต้องเผชิญอันตราย และยิ่งหากเจ้าถูกพรากไป ข้าคงไม่อาจทนได้เป็นแน่”
“ข้ารู้...ว่าเจ้าเป็นห่วง” แขนเรียวเล็กโอบกอดเขาตอบแน่น เสียงหวานของนางเอ่ยเจือสะอื้นแผ่ว “แต่ข้าไม่อยากห่างจากเจ้าไปไหน...ได้โปรด ข้าเป็นเมียเจ้า ข้าพร้อมร่วมทุกข์ร่วมสุข เผชิญอันตรายไปกับเจ้า...อย่าผลักไสข้าเลย”
โคกิทสึเนะมารุเม้มปากแน่นแล้วก้มลงจูบกระหม่อมนางเบา ๆ “ก็ได้...ข้ายอมเจ้าแล้ว แต่ว่านาคิ...หากเกิดอะไรขึ้นเจ้าต้องฟังข้า และหนีมาที่นี่ให้เร็วที่สุด เข้าใจไหม? โคเซ็ตสึจะช่วยดูแลเจ้าให้ปลอดภัย”
“อื้อ…” เด็กสาวเงยหน้าขึ้น ยิ้มบาง ๆ ให้กับเขา โคกิทสึเนะมารุได้แต่ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้แล้วใช้นิ้วเกลี่ยน้ำตาให้นาง
“ไม่นึกไม่ฝันว่าข้าจะทำเจ้าร้องไห้...เมียรัก ข้าขอโทษจริง ๆ” เอ่ยพลางก้มลงจูบหน้าผากมนอย่างแผ่วเบา “ข้าจะคุยกับพวกโคเซ็ตสึ ให้ช่วยเหลือเจ้าหากเกิดอะไรขึ้น เจ้าเป็นเมียข้า ข้ายอมแยกห่างเจ้าได้ชั่วครู่คราว แต่จะไม่ยอมให้ใครเอาตัวเจ้าไปอย่างเด็ดขาด”
“อื้ม…” นาคิกิทสึเนะยิ้มบาง กระชับอ้อมแขนกอดเขาไว้แน่นพลางหลับตาพริ้มด้วยความโล่งใจ