หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2560

Fiction : จันทร์เสี้ยว・กระเรียนขาว・สองจิ้งจอก - บทที่ ๑๒ กระท่อมบนเขา (MikaTsuru / KogiNaki)

บทที่ ๑๒
『山小屋』
กระท่อมบนเขา

หญิงสาวกำลังตักน้ำจากถังไม้รดผักในแปลงตอนที่เหลือบเห็นสองร่างใหญ่เล็กที่กำลังเดินผ่านแนวต้นไม้ของชายป่าด้านล่างขึ้นเนินมาอย่างช้า ๆ เมื่อเพ่งสายตาจนเห็นชัดว่าผู้มาเยือนคือใคร นางก็หันไปหาลูกชายที่กำลังช่วยพรวนดินเตรียมลงเมล็ดในแปลงใกล้ ๆ อย่างแข็งขันอยู่

“โอซาโยะ...ไปตามท่านพ่อ บอกว่ามีแขกมาหา” เด็กชายวัยเจ็ดขวบเงยหน้ามองแล้วผงกหัวรับคำก่อนจะลุกขึ้นวิ่งเข้าไปในตัวบ้านซึ่งเป็นเรือนกลางเก่ากลางใหม่ขนาดไม่ใหญ่นัก หญิงสาวมองตามหลังลูกน้อยไปแล้วเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนก่อนจะเดินออกไปต้อนรับแขกของบ้าน

“ไง...โซวสะ ไม่เจอกันนานเลยนะ เอ้านี่ ข้าเก็บผลไม้มาฝาก” ชายหนุ่มผู้มาเยือนเป็นฝ่ายทักทายก่อนเมื่อเห็นนางพร้อมกับยื่นห่อผ้าให้ โซวสะแย้มยิ้มแล้วโค้งตัวน้อย ๆ รับมันมา

“ไม่จำเป็นต้องลำบาก ไม่ได้พบกันนานเลยนะเจ้าคะ ท่านโคกิทสึเนะมารุ...แล้ว…” เอ่ยพลางมองเด็กสาวข้างกายคนคุ้นเคยโดยระวังไม่ให้เสียมารยาทมากไปนัก โคกิทสึเนะมารุโอบไหล่ร่างเล็กไว้และเอ่ยตอบ

“นี่นาคิกิทสึเนะ เมียข้าเอง...นาคิ นางเป็นเมียของเพื่อนข้า ชื่อโซวสะ” นาคิกิทสึเนะพยักหน้าแล้วโค้งหัวนิด ๆ ทักทายคนที่น่าจะอายุมากกว่าตนเองแน่ ๆ หญิงสาวเจ้าของบ้านผู้ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการมองสำรวจยิ้มบางรับรู้

“โซวสะ ซามอนจิ ยินดีที่ได้พบเจ้าค่ะ คุณหนูนาคิกิทสึเนะ...ข้าให้ลูกไปตามท่านพี่แล้ว เชิญด้านในก่อนเถอะเจ้าค่ะ พวกท่านเดินทางมาคงเหนื่อย นั่งพักดื่มน้ำทานขนมเสียหน่อยนะเจ้าคะ” โซวสะเอ่ยแล้วผายมือเชิญให้ทั้งสองตามเข้าไปในเขตตัวบ้านที่อยู่ถัดเข้าไปจากแปลงผักสวนครัว

นาคิกิทสึเนะกอดแขนโคกิทสึเนะมารุแน่นขณะมองแปลงผักและบรรยากาศเงียบสงบรอบ ๆ กายด้วยความสนใจ จนกระทั่งเข้าใกล้เขตตัวบ้าน นางจึงเห็นสองร่างที่คอยอยู่ตรงชานเรือน เป็นเด็กชายตัวน้อยดูขี้อายพยายามแอบกายอยู่หลังชายหนุ่มในชุดนักบวชที่นั่งหลับตา ท่าทางสงบนิ่งน่าเลื่อมใส

“ไม่ได้พบกันนานเลยมิใช่หรือ...โคกิทสึเนะมารุ” ชายหนุ่มลืมตาขึ้นช้า ๆ แล้วเอ่ยทักทายด้วยเสียงเรียบเย็นเมื่อโคกิทสึเนะมารุและนาคิกิทสึเนะนั่งลงตรงชานเรือน โซวสะขอตัวไปเตรียมของรับแขกโดยมีลูกชายตัวน้อยลุกตามไปช่วยด้วยอีกแรง

“อา...ไม่ได้พบกันนาน ได้มาเห็นครอบครัวของเจ้าสุขสบายแข็งแรงข้าก็ยินดี...โคเซ็ตสึ” โคกิทสึเนะมารุเอ่ย แอบหัวเราะในใจนิด ๆ เมื่อเห็นสหายเก่าแก่ของตนและเมียรักมองกันอยู่ด้วยความสงสัย “นี่เมียข้า...นาคิกิทสึเนะ”

“โคเซ็ตสึ ซามอนจิ ยินดีที่ได้พบ…” โคเซ็ตสึเอ่ย นาคิกิทสึเนะขานรับเบา ๆ ด้วยความเขินอายไม่คุ้นคนแล้วนั่งก้มหน้างุดเหมือนเช่นเคย ขณะที่ชายหนุ่มเจ้าของบ้านหันไปสนทนากับโคกิทสึเนะมารุ “ลมอะไรพัดมาไกลถึงนี่รึ?”

“ก็แค่ไม่ได้มานานแล้ว เลยแวะมาเยี่ยมเยียนครอบครัวสหายเก่า แปลกรึ?” โคกิทสึเนะมารุถามย้อน เมื่อก่อนนั้นเขาไปมาหาสู่กับบ้านซามอนจิแห่งนี้อยู่เสมอ เพราะเขาและโคเซ็ตสึก็เป็นสหายคบหากันมานาน ทว่าก็ไม่ปฏิเสธว่าตั้งแต่พบนาคิ เขาก็ไม่มีโอกาสได้แวะมาที่นี่เลย

โคเซ็ตสึหรี่ตาลงน้อย ๆ เมื่อได้ยินคำตอบนั้น แต่ก็ยังไม่ได้ออกปากถามอะไรเพราะเห็นว่าภรรยาและลูกชายยกน้ำและขนมมารับแขกแล้ว “เชิญพักผ่อนตามสบายก่อน แล้วค่อยคุยกันเถอะ”

โคกิทสึเนะมารุกล่าวขอบคุณและรับถ้วยชามาดื่มขณะถามไถ่พูดคุยเรื่องสัพเพเหระกับโคเซ็ตสึไปตามประสาสหายที่ไม่ได้พบกันนาน นาคิกิทสึเนะโค้งหัวน้อย ๆ รับขนมมาจากโซวสะพลางนั่งมองบรรยากาศรอบเรือนที่แสนเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมพัดยอดไม้กระทบกันและเสียงสัตว์น้อยใหญ่ดังแว่วอยู่ “ที่นี่...สวยมาก”

“ข้าเองก็คิดเช่นนั้นเจ้าค่ะ” โซวสะยิ้มรับ มือเรียวลูบหัวลูกน้อยที่กอดแขนซุกอยู่ข้างกายเบา ๆ “เป็นสถานที่ที่สงบเงียบ...เหมาะแก่การใช้ชีวิตอยู่นัก หากว่าท่านชอบ...ก็แวะมาเยี่ยมได้บ่อย ๆ นะเจ้าคะ พวกข้ายินดีต้อนรับเสมอ”

“ขอบคุณมากนะ…” นาคิกิทสึเนะยิ้มบาง แล้วมองเด็กชายตัวน้อยที่แอบกายอยู่หลังโซวสะทั้งแววตาอ่อนโยนจนคนถูกมองหน้าแดงเรื่อรีบผลุบหายเข้าไปหลังไหล่บางของมารดาทันที โซวสะหัวเราะน้อย ๆ พลางดันหลังลูกชายออกมา

“โอซาโยะ...ไม่เอาสิจ๊ะ ทักทายพี่สาวหน่อยนะ”

“ชื่อซาโยะเหรอ…” เด็กสาวขยับเข้าไปใกล้อีกนิด แต่เด็กชายกลับยิ่งขยับหลบ เห็นดังนั้นนาคิกิทสึเนะจึงนึกได้ นางวางขนมลง แล้วเลื่อนมือไปปลดเชือกที่ผูกร้อยหน้ากากถอดออกช้า ๆ ซาโยะน้อยเบิกตานิด ๆ ยามเห็นใบหน้างดงามที่ปราศจากสิ่งใดปิดบังและรอยยิ้มอ่อนหวานที่ส่งมาให้ “ไม่ต้องกลัวนะ…”

“อะ...อื้อ…” เด็กชายขานรับเสียงเบา

“เดี๋ยวเถอะนาคิ...กับข้านี่กว่าเจ้าจะยอมให้ถอดหน้ากาก พอเป็นซาโยะแล้วยอมเผยใบหน้าให้เห็นง่าย ๆ เลยรึ?” โคกิทสึเนะมารุส่งเสียงแซวยิ้ม ๆ ขณะยกชาขึ้นจิบ นาคิกิทสึเนะหัวเราะไม่โต้เถียงแล้วสวมหน้ากากกลับคืนเหมือนเช่นเดิม

โคเซ็ตสึนั่งมองการสนทนาเบื้องหน้าอย่างเงียบ ๆ ไฉนเลยเขาจะไม่รู้ว่าโคกิทสึเนะมารุมีบางอย่างในใจ มิเช่นนั้นคงไม่โผล่มาให้เห็นหน้าอย่างกะทันหันเยี่ยงนี้เป็นแน่ แต่เมื่อทุกคนยังเพลิดเพลินกันอยู่จึงยังไม่อยากขัดบรรยากาศ กระทั่งดื่มชาทานขนมกันเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มจึงหันไปหาภรรยาสาว

“โซวสะ...เจ้าช่วยพาคุณหนูนาคิกิทสึเนะไปที่แปลง และช่วยนางเลือกพืชผักดี ๆ สักจำนวนหนึ่งเป็นของติดมือกลับไปที” โซวสะหันกลับมาเมื่อได้ยินเช่นนั้น นางเลิกคิ้วเล็กน้อย หากแต่เมื่อสบสายตากับสามีก็เข้าใจเจตนาของเขาได้อย่างรวดเร็ว หญิงสาวโค้งหัวรับคำแล้วลุกขึ้นจากชานบ้าน

“คุณหนูนาคิกิทสึเนะ เชิญนะเจ้าคะ...โอซาโยะ มากับแม่มา” ซาโยะขานรับแล้วรีบลงจากเรือนเข้าไปจับมือมารดาไว้แน่น นาคิกิทสึเนะหันไปหาโคกิทสึเนะมารุอย่างลังเล

“ไปเถอะนาคิ...เลือกพืชผักดี ๆ กลับไปฝากพวกทมโบะกิริด้วยนะ” ชายหนุ่มหัวเราะลูบหัวนางเบา ๆ เห็นดังนั้นเด็กสาวจึงพยักหน้าอย่างว่าง่ายลุกตามโซวสะกับซาโยะตรงไปยังแปลงผักสวนครัว เมื่อเมียรักเดินห่างจากสายตาไป สีหน้ายิ้มแย้มของโคกิทสึเนะมารุจึงเปลี่ยนกลับมาเป็นนิ่งขรึมเช่นเดิม

“ตกลงว่ามีเรื่องอะไรถึงมาที่นี่รึ?” โคเซ็ตสึเอ่ยถามขณะทอดสายตามองสามร่างที่กำลังก้ม ๆ เงย ๆ เลือกสรรพืชผักอยู่ในแปลง “เรื่องของสาวน้อยคนนั้นใช่ไหม?”

“อืม…” จิ้งจอกหนุ่มตอบเสียงเบา “ข้ามานี่...เพราะมีเรื่องอยากขอให้เจ้าช่วย”

“เรื่องอะไรหรือ...?” ดวงตาเรียบเฉยของโคเซ็ตสึเหลือบมอง โคกิทสึเนะมารุผ่อนลมหายใจช้า ๆ แล้วโน้มตัวลงมองพื้นดินอย่างไม่สู้สบายใจนัก มือใหญ่กำประสานกันไว้แน่น

“ข้าชิงตัวนางมา...จากขบวนเจ้าสาว” นักบวชหนุ่มเลิกคิ้วน้อย ๆ แต่กระนั้นก็ไม่ซักไซ้ เพียงแค่คอยให้สหายตนเล่าออกมาเอง “ในตอนนี้...ข้ารักนาง และนางก็รักข้าจริง แต่ข้ายังกังวลอยู่ทุกคืนวันว่าเจ้าบ่าวของนางจะมาทวงสิทธิ์ในตัวนาง ซึ่งไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ไม่มีวันยอมยกเมียรักของข้าคืนให้อย่างแน่นอน...หากเกิดการต่อสู้ขึ้น ลำพังตัวข้าและพวกทมโบะกิริมิได้มีปัญหาแต่อย่างใด แต่ข้าห่วงความปลอดภัยของนาง”

“สิ่งที่เจ้าทำนั้นไม่ถูกต้อง” โคเซ็ตสึหลับตาลงช้า ๆ “เจ้าพรากนางมาจากเจ้าบ่าว มิได้แปลกอันใดที่เจ้าจะร้อนรุ่มกังวลเพราะความผิดที่เจ้ากระทำไว้ แม้ความรักของพวกเจ้าจะเป็นสิ่งจริงแท้ก็ตาม”

“ฮ่ะ ๆ ขอล่ะโคเซ็ตสึ...อย่าเพิ่งเทศน์กันตอนนี้จะได้ไหม?” โคกิทสึเนะมารุยิ้มกระตุกนิด ๆ คู่สนทนาลืมตาขึ้นและหันมาหาเขา

“แล้วข้าสามารถช่วยเหลืออะไรเจ้าได้…” เสียงเรียบทุ้มเอ่ยถาม “ข้ารู้ว่าเราเป็นสหายกัน และไม่ควรมีเรื่องติดค้าง หากแต่ข้ากลับยังรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณเจ้าอยู่เสมอ...ที่ทำให้ข้าได้มีครอบครัวที่แสนสุขเช่นนี้”

“ข้าดีใจที่ได้ยินเช่นนั้น แต่ข้าก็ทำไปด้วยความเต็มใจเช่นกัน…” จิ้งจอกหนุ่มเอ่ยยิ้ม ๆ ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้ากลับเป็นจริงจังอีกครั้ง “ที่ข้าอยากให้เจ้าช่วยเหลือ...โคเซ็ตสึ คืออยากจะฝากนาคิกิทสึเนะไว้กับเจ้าจนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ให้เจ้าช่วยดูแลและปกป้องนาง หากข้าเป็นอะไรไป”

“หากเป็นเรื่องนั้นข้าไม่เดือดร้อนและเต็มใจช่วย เชื่อว่าลูกเมียข้าก็เช่นกัน...แต่เจ้าถามนาคิกิทสึเนะแล้วหรือว่านางอยากหรือไม่อยากแยกจากเจ้า” โคเซ็ตสึว่า ได้ยินเช่นนั้นโคกิทสึเนะมารุก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วมองเมียรักที่กำลังเพลิดเพลินกับการเลือกพืชผักโดยมีโซวสะคอยแนะนำ

“ถ้าข้าพูดนางคงยอมฟัง…” มือใหญ่บีบประสานกันแน่นอย่างหนักใจ “ข้าไม่อยากแยกห่างจากนางหรอก ข้าอยากอยู่ใกล้ชิดนางทุกเวลา แต่ข้าก็ห่วงหากว่าเกิดเรื่องอันตรายขึ้น”

“ข้าเข้าใจเจ้าดีเรื่องนั้น...แต่คุยกับนางเสียก่อนเถอะ หากนางยินดีจะอยู่ที่นี่ ครอบครัวของข้าก็จะคอยดูแลให้เป็นอย่างดี” นักบวชหนุ่มเอ่ยพลางหลับตาลงช้า ๆ โคกิทสึเนะมารุพยักหน้าแล้วยิ้มบาง ๆ เมื่อนาคิกิทสึเนะและสองแม่ลูกซามอนจิเดินกลับมาที่เรือน

“เป็นอย่างไรเมียข้า...สนุกไหม?” ชายหนุ่มยิ้มถาม โอบเอวเมียรักให้นั่งลงข้างกายเมื่อนางก้าวเข้ามาพร้อมกระจาดที่อุดมไปด้วยพืชผักสวยงามหลากหลายพันธุ์ นาคิกิทสึเนะพยักหน้า แม้จะสวมหน้ากากอยู่เห็นไม่ชัด หากแต่เขาก็มองออกว่านางกำลังตื่นเต้นอยู่มากทีเดียว โซวสะหัวเราะน้อย ๆ พลางอุ้มลูกน้อยขึ้นนั่งบนชานเรือน

“คุณหนูนาคิกิทสึเนะคล่องแคล่วไม่น้อยเรื่องการเลือกสรรพืชผลนะเจ้าคะ” หญิงสาวเอ่ยขณะมือเรียวลูบหัวซาโยะน้อยเบา ๆ “เดี๋ยวข้าล้างให้นะเจ้าคะ?”

“รบกวนด้วยนะ” นาคิกิทสึเนะโค้งหัวนิด ๆ แล้วส่งกระจาดผักในมือให้นาง โคเซ็ตสึเหลือบตามองโคกิทสึเนะมารุคล้ายจะส่งสัญญาณให้พูดคุยกับนาคิกิทสึเนะเสีย จิ้งจอกหนุ่มจึงได้แต่ถอนหายใจช้า ๆ

“นาคิ...มาด้วยกันเดี๋ยวสิ ข้ามีเรื่องอยากจะคุยด้วย” ชายหนุ่มเอ่ยพลางจับมือเมียรักไว้ นาคิกิทสึเนะเลิกคิ้วสงสัยแต่ก็ผงกหัวและลุกตามไปแต่โดยดี

“ถามอะไรเจ้าอย่างได้หรือไม่เมียข้า” โคกิทสึเนะมารุจูงมือนางเดินไปในจุดที่ห่างออกไปเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมาหา ท่านหญิงน้อยกะพริบตางุนงง หากแต่ตอนนั้นเองที่บางสิ่งที่ติดค้างในใจนางมาเนิ่นนานเริ่มแย้มกายออกมาอีกครั้ง บางทีนางอาจจะได้ล่วงรู้สิ่งที่ทำให้สามีกังวลอยู่จนทุกวันนี้ในตอนนี้ก็ได้

“อะไรหรือ?” เสียงหวานถามพลางกุมมือของชายหนุ่มไว้ ดวงตาสีแดงของโคกิทสึเนะมารุเหลือบมองทางอื่นชั่วขณะแล้วจึงหันกลับมาสบตานางอีกครั้ง

“ข้าต้องการให้เจ้าพักอยู่ที่บ้านซามอนจิแห่งนี้สักระยะ รอให้ข้าจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจะมารับเจ้ากลับไปอยู่ด้วยกัน...ตกลงนะ?”

หัวใจของนาคิกิทสึเนะหล่นวูบยามได้ยินเช่นนั้น คาดไม่ถึงว่าสิ่งที่นางไม่สบายใจมาตลอดจะเปิดเผยออกมาในลักษณะเช่นนี้ ตลอดหลายเดือนนางแทบมิเคยห่างกายเขา แล้วการต้องมาถูกผลักไสเอาในยามนี้ ท่านหญิงน้อยก็ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ

“ไม่เอา!” นางโผเข้ากอดร่างสูงที่สะดุ้งน้อย ๆ ไม่ทันตั้งตัวไว้แน่น รู้ว่าในตอนนี้ตนทำได้เพียงเท่านี้ “ข้า...ข้าไม่อยากแยกห่างจากเจ้า ขอร้อง...ให้ข้าอยู่กับเจ้าเถอะนะ?”

โคกิทสึเนะมารุเม้มปากแน่นแล้วยกแขนขึ้นกอดตอบนางไว้หลวม ๆ ร้าวรวดในอกมิต่างกันยามได้เห็นดวงตาสีทองไหววูบและร่างกายกรุ่นหอมที่สั่นระริก มือใหญ่ลูบหัวปลอบนางเบา ๆ

“ข้าก็ไม่อยากแยกจากเจ้า เมียรักของข้า แต่ข้าเป็นกังวลอยู่ทุกคืนวัน หากคู่หมั้นเจ้ามาทวงคืนเจ้า และเกิดอันตรายขึ้นกับเจ้า ข้าจะทำเช่นไร...ข้าขอให้เจ้ามาอยู่กับโคเซ็ตสึนั่นก็เพื่อความปลอดภัยของตัวเจ้าเองนะนาคิ” ชายหนุ่มพยายามเกลี้ยกล่อม แต่นาคิกิทสึเนะก็เอาแต่ส่ายหน้าไม่ยอมรับฟัง วงแขนเรียวเล็กกระชับกอดแน่นมากขึ้นอีกเป็นการบอกว่านางจะไม่ขอยอมแยกจากเขาเป็นอันขาด

“ไม่เอานะ...ข้าไม่กลัวอะไรทั้งนั้น...ขอแค่...ให้ข้าได้อยู่กับเจ้า โคกิทสึเนะมารุ”

“นาคิกิทสึเนะ ข้าเป็นห่วงเจ้านะ...ฟังกันหน่อยสิ” โคกิทสึเนะมารุเริ่มขมวดคิ้ว ครุ่นคิดว่าควรจะทำเช่นไรดีเพื่อให้นางยอมฟัง แต่ดูเหมือนนี่จะเป็นครั้งแรกที่นาคิกิทสึเนะดื้อดึงกับเขา ทั้งที่โดยปกติแล้วนางเป็นเด็กว่าง่ายแท้ ๆ

“ข้าไม่อยากห่างจากเจ้า…”  เสียงเล็ก ๆ ยังคงเฝ้าย้ำยืนยันคำเดิมจากหัวใจของนางไม่เลิกรา ชายหนุ่มถอนหายใจแล้วกระชับกอดนางตอบแน่น ๆ

“ข้ารักเจ้า ห่วงเจ้า...จึงไม่อยากให้เจ้าเสี่ยงอันตราย ข้าไม่รู้ว่าหากคู่หมั้นเจ้าตามมาเจอ เขาจะทำอะไรเจ้าหรือไม่ เจ้าไม่เข้าใจเจตนาของข้าหรือ? ข้าไม่อยากดุเจ้านะ” โคกิทสึเนะมารุเอ่ยเสียงอ่อน หว่านล้อมให้นางยอมเชื่อฟัง ทว่านาคิกิทสึเนะที่หัวรั้นผิดธรรมดาก็ยังไม่คล้อยตามง่าย ๆ ทำให้คนตัวสูงกว่าเริ่มหงุดหงิด มือใหญ่จับไหล่นางดันออกห่างแล้วตวาดเสียงเข้มอย่างหมดความอดทน

“พอที! อย่าให้ข้าต้องพูดซ้ำซาก! เจ้าอยู่ที่บ้านซามอนจินี่เสียเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ไม่ต้องเถียงไม่ต้องโต้แย้งอะไรทั้งนั้น! เข้าใจไหมนาคิกิทสึเนะ!”

นาคิกิทสึเนะสะดุ้งมองเขาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ก่อนที่ร่างเล็ก ๆ จะเริ่มสั่น น้ำตาซึมไหลออกมาจากขอบตา โคกิทสึเนะมารุชะงัก หัวใจกระตุกวูบ...ภาพตรงหน้าเตือนให้เขานึกได้ว่าเมื่อครู่เผลอตัวทำอะไรลงไป

“นะ...นาคิ...ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจ” โจรหนุ่มลนลาน รีบดึงเมียรักเข้ามากอดไว้แน่นทันที มือใหญ่ที่ผลักไสนางเมื่อครู่ลูบผมอ่อนนุ่มปลอบโยน “ข้าเป็นห่วงเจ้าจริง ๆ ...อยู่กับข้าเจ้าอาจต้องเผชิญอันตราย และยิ่งหากเจ้าถูกพรากไป ข้าคงไม่อาจทนได้เป็นแน่”

“ข้ารู้...ว่าเจ้าเป็นห่วง” แขนเรียวเล็กโอบกอดเขาตอบแน่น เสียงหวานของนางเอ่ยเจือสะอื้นแผ่ว “แต่ข้าไม่อยากห่างจากเจ้าไปไหน...ได้โปรด ข้าเป็นเมียเจ้า ข้าพร้อมร่วมทุกข์ร่วมสุข เผชิญอันตรายไปกับเจ้า...อย่าผลักไสข้าเลย”

โคกิทสึเนะมารุเม้มปากแน่นแล้วก้มลงจูบกระหม่อมนางเบา ๆ “ก็ได้...ข้ายอมเจ้าแล้ว แต่ว่านาคิ...หากเกิดอะไรขึ้นเจ้าต้องฟังข้า และหนีมาที่นี่ให้เร็วที่สุด เข้าใจไหม? โคเซ็ตสึจะช่วยดูแลเจ้าให้ปลอดภัย”

“อื้อ…” เด็กสาวเงยหน้าขึ้น ยิ้มบาง ๆ ให้กับเขา โคกิทสึเนะมารุได้แต่ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้แล้วใช้นิ้วเกลี่ยน้ำตาให้นาง

“ไม่นึกไม่ฝันว่าข้าจะทำเจ้าร้องไห้...เมียรัก ข้าขอโทษจริง ๆ” เอ่ยพลางก้มลงจูบหน้าผากมนอย่างแผ่วเบา “ข้าจะคุยกับพวกโคเซ็ตสึ ให้ช่วยเหลือเจ้าหากเกิดอะไรขึ้น เจ้าเป็นเมียข้า ข้ายอมแยกห่างเจ้าได้ชั่วครู่คราว แต่จะไม่ยอมให้ใครเอาตัวเจ้าไปอย่างเด็ดขาด”

“อื้ม…” นาคิกิทสึเนะยิ้มบาง กระชับอ้อมแขนกอดเขาไว้แน่นพลางหลับตาพริ้มด้วยความโล่งใจ

Fiction : จันทร์เสี้ยว・กระเรียนขาว・สองจิ้งจอก - บทที่ ๑๑ สารลับถึงซังโจ (MikaTsuru / KogiNaki)

บทที่ ๑๑
『三条に私信』
สารลับถึงซังโจ

“อารมณ์ดีจริง ๆ เลยนะ”

อิชิคิริมารุเปรยขึ้นมาโดยไม่เงยหน้าจากกองงานที่ทำอยู่ หากแต่ริมฝีปากก็คลี่ยิ้มน้อย ๆ ยามเห็นมิคาสึกิดูตั้งใจทำงานดีกว่าทุกที จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจที่ฮัมเพลงเบา ๆ อยู่หัวเราะไม่ได้โต้ตอบอันใด

เพราะในยามนี้เขามีสึรุมารุผู้เป็นที่รักคอยเป็นแรงผลักดัน ประกอบกับเรื่องราวเมื่อตอนกบฏชาวนาที่ทำให้รู้ว่าตนไม่มีความรู้เรื่องบ้านเมืองใด ๆ เลย จึงหันมาตั้งใจศึกษาตำราและฝึกหัดทำงานใหม่อีกครั้ง ซึ่งที่ปรึกษาประจำแคว้นก็สุดแสนจะยินดีที่จะได้สอนสั่งแนะนำหลังจากที่ต้องคอยอ้อนวอนแกมบังคับ (อย่างไม่เป็นผล) มานานแรมปีเพื่อให้เจ้าครองแคว้นตนยอมทำงาน

หลังจากเกิดเรื่องกบฏชาวนาในคราวนั้นก็ราวสามเดือนแล้ว บาดแผลของมิคาสึกิหายสนิทดี และความสัมพันธ์กับสึรุมารุก็คืบหน้าอย่างรวดเร็ว ตามที่ตกลงกันเอาไว้ งานแต่งงานจะจัดขึ้นในอีกไม่กี่วัน และทั้งสองคน แม้แต่สึรุมารุที่ไม่เคยคิดเรื่องชีวิตคู่ก็ดูจะตื่นเต้นอย่างมาก นางพูดคุยกับนิคคาริเรื่องนี้แทบทุกวัน จนมิคาสึกิอดจะอารมณ์ดีตามไปไม่ได้

“การเตรียมการเรื่องงานแต่งถึงไหนแล้วหรือ?” มิคาสึกิเอ่ยถาม สายตาก็กวาดอ่านสารที่ส่งมาถึงผู้ครองแคว้น ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นรายงานจากหัวเมืองต่าง ๆ และจดหมายขออนุญาตทำการค้า เขายังไม่คล่องแคล่วนัก จึงมีหน้าที่คอยอ่าน ศึกษา และประทับตรา โดยมีอิชิคิริมารุช่วยตัดสินใจอีกที

“เรียบร้อยแล้วล่ะ ไม่ต้องห่วง แขกตอบตกลงมาแล้ว ส่วนเรื่องงานก็วางแผนเตรียมการไว้เรียบร้อย...” ที่ปรึกษาวัยค่อนกลางคนเอ่ย ทว่าปลายเสียงกลับขาดหายไปเล็กน้อยเมื่อประตูห้องถูกเปิดออกก่อนคนรับใช้จะเอ่ยขออนุญาตพร้อมโค้งหัวนิด ๆ แล้วยื่นพับกระดาษให้อิชิคิริมารุที่รับมาเปิดดู

“มีอะไรรึ?” ผู้ครองแคว้นซังโจเอ่ยถาม พลางมือก็ประทับตราประจำตัวลงบนเอกสาร อิชิคิริมารุมุ่นคิ้วเพ่งอ่านข้อความในสารที่ถูกส่งมา

“มิคาสึกิ...แย่หน่อย ดูเหมือนเราจะต้องเลื่อนงานแต่งงานออกไปก่อน”

มิคาสึกิหันไปมองทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น แม้จะยังไม่ได้ออกปากอะไร ทว่าอิชิคิริมารุเห็นสีหน้าซีดเผือดก็เดาได้ว่าเจ้าตัวคงกำลังร้องงอแงอยู่ในใจแล้วเป็นแน่...แต่การไม่โวยวายออกมาแบบนี้ แสดงว่ามิคาสึกิเป็นผู้ใหญ่แล้วงั้นสินะ?

“นี่เป็นสารลับ ลองอ่านดู...เรื่องนี้เจ้าควรตัดสินใจ” ที่ปรึกษาแห่งซังโจยื่นจดหมายสารในมือให้ ผู้ครองแคว้นรับไปอ่านดูอย่างว่าง่ายพลางขมวดคิ้วน้อย ๆ เหมือนจะแปลกใจและตกใจอยู่ไม่ต่างกัน “ว่ายังไงมิคาสึกิ...อนุญาตไหม?”

มิคาสึกิสูดหายใจลึกคล้ายจะกำลังครุ่นคิด เพราะแม้จะพอได้ยินเรื่องมาบ้าง แต่ก็ไม่นึกเช่นกันว่าเรื่องมันจะลามมาถึงแคว้นของตนด้วย

“อนุญาตไปเถอะ...อย่างไรเสียก็ถือสัญญาพันธมิตรกันอยู่ ทั้งฝ่ายเราฝ่ายเขาต่างก็มีอำนาจและกำลังรบมาก คงไม่ดีแน่หากจะมีเรื่องแคลงใจต้องทำสงครามกัน” ผู้ครองแคว้นซังโจเอ่ยแล้วจับพู่กันลงนาม และหยิบตรามาประทับ อิชิคิริมารุพยักหน้าน้อย ๆ รับการตัดสินใจแล้วรับสารฉบับนั้นมาพับให้เรียบร้อย ส่งให้คนรับใช้หนุ่มนำไปแจ้งต้นทาง

“ข้าจะแจ้งข่าวไปยังแคว้นต่าง ๆ ...จนกว่าจะจัดการเรื่องนี้เรียบร้อย เราคงจะไม่สะดวกจัดงานฉลองนัก” ที่ปรึกษาว่าพลางมองมิคาสึกิที่ทอดกายกับหมอนอิงถอนหายใจยาว

“ไม่เป็นไร...ข้าคิดว่าความอยากเห็นสึรุมารุในชุดเจ้าสาวเต็มตัวยังพอทนได้อีกสักพัก” จันทร์เสี้ยวแย้มยิ้มบางพลางนวดขมับตนหน่อย ๆ อิชิคิริมารุมองเด็กน้อยตัวโตตรงหน้าที่คล้ายจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาไม่น้อยอย่างโล่งใจ ความรักของมิคาสึกิที่มีต่อสึรุมารุเปลี่ยนแปลงอะไร ๆ หลายอย่างจริง ๆ

“มิคาสึกิ!!” เสียงหวานใสดังขึ้นพร้อมกับประตูที่ถูกเปิดออก สึรุมารุวิ่งเข้ามาในห้องอย่างร่าเริง ทำให้มิคาสึกิที่นั่งเครียดอยู่เงยหน้าขึ้นยิ้มอย่างเป็นปกติทันที

“ว่าไง ยอดรักของข้า” เสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างอ่อนหวาน ขณะที่สึรุมารุยกไม้ตีลูกขนไก่ในมือขึ้นมาด้วยท่าทางระริกระรี้ ความสดใสของนางช่วยเพิ่มสีสันให้กับปราสาทซังโจแห่งนี้ไม่น้อยทีเดียว

“เล่นนี่กันเถอะ!”

“เจ้านี่ก็นะ...ให้มิคาสึกิทำงานให้เสร็จเรียบร้อยก่อนไม่ได้หรือไงกัน?” อิชิคิริมารุส่ายหน้าเอ่ยยิ้ม ๆ สึรุมารุนั่งคุกเข่าลงแล้วมองเขาด้วยสายตาออดอ้อน

“นะ ๆ ...ข้าอยากเล่นนี่นา ลูก ๆ เจ้าก็ไม่ว่างมาเล่นกับข้าด้วย” เสียงหวานร้อง ขณะที่มิคาสึกิก็หัวเราะหันไปมองที่ปรึกษาคู่ใจด้วยสายตาแบบเดียวกันจนอิชิคิริมารุต้องนวดขมับอย่างเหนื่อยจิต

“ก็ได้...วันนี้ไม่มีงานด่วน พักเท่านี้แล้วกัน” บางทีอาจจะดีกว่าก็ได้หากปล่อยให้มิคาสึกิได้พักผ่อนจากการคิดเรื่องสารนั่นบ้าง แม้จะยังไม่รู้เรื่องแน่ชัด หากแต่คล้ายว่าตอนนี้แคว้นซังโจถูกดึงเข้าไปข้องเกี่ยวกับปัญหาเสียแล้ว

“ดีจังเลยนะ เช่นนั้นเจ้าเองก็ไปพักผ่อนเสียบ้างล่ะ อย่าฝืนนัก ฮะฮะฮะฮะ” มิคาสึกิหัวเราะแล้วลุกขึ้นเดินไปหาสึรุมารุที่กล่าวขอบคุณอิชิคิริมารุอย่างลวก ๆ แล้วจับมือเขาลากออกไปทันที

ชายหนุ่มเดินตามร่างบางในชุดกิโมโนสีนวลพลางยิ้มน้อย ๆ หลังจากมาอยู่ที่ปราสาทซังโจ สึรุมารุที่เคยใส่แต่กิโมโนขาวก็เริ่มเปลี่ยนมาใส่สีอื่นมากขึ้น และดูจะสนุกกับการเลือกเสื้อผ้ากับอาโอเอะไม่น้อยทีเดียว มิคาสึกิไม่เคยถาม หากแต่ก็แอบคิดไปว่าเป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงในใจนางที่มีความสุขมากขึ้น...หรือเปล่านะ?

“ข้าไม่เคยเล่นเลยล่ะ...ตื่นเต้นขึ้นมาเลยเชียว” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจเอ่ยยิ้ม ๆ ใบหน้านวลงามของสึรุมารุหันกลับมาและเรียวคิ้วก็เลิกขึ้นน้อย ๆ

“ไม่เคยรึ?” นางดึงเขามาถึงสวนแล้วหยุดยืนก่อนจะหมุนตัวกลับมาหาทั้งรอยยิ้ม “ตีลูกขนไก่เล่นไม่ยากหรอก ข้าจะสอนให้เองนะ!”

มิคาสึกิมองรอยยิ้มของนางด้วยแววตาอบอุ่นอาทรแล้วพยักหน้าน้อย ๆ “เอาสิ...รบกวนเจ้าด้วยนะ กระเรียนคนงามของข้า”

“อื้อ! ไว้ใจได้เลย” มือเรียวส่งไม้ให้เขา ส่วนนางก็ขยับถอยไปยืนอีกฝั่งพร้อมกับยกไม้ขึ้น “เอาล่ะ ที่ต้องทำก็แบบนี้” เอ่ยพร้อมกับตีส่งลูกไปทางชายหนุ่มทันที มิคาสึกิร้องเบา ๆ แล้วรีบยกไม้ในมือตีโต้กลับไปอย่างรวดเร็ว

“โอ๊ะ ใช้ได้นี่” สึรุมารุหัวเราะพลางยกไม้ในมือตีลูกขนไก่กลับ มิคาสึกิยิ้มบางเมื่อเริ่มคล่องมือแล้วตีโต้ไปไม่ยอมแพ้ หญิงสาวเหวี่ยงแขนไปพลาง หัวก็คิดเรื่องซุกซนขึ้นมาได้ “ถ้างั้น...มาลองพนันกันไหม?”

“หืม? พนันอะไรงั้นหรือ?” ชายหนุ่มเลิกคิ้วถาม

“ก็ตีโต้กันไปมาเรื่อย ๆ แบบนี้” แขนขาววาดโต้ลูกขนไก่กลับ ริมฝีปากสีระเรื่อผุดรอยยิ้มร่าเริงตามแบบฉบับของเจ้าตัว “แล้วใครแพ้ ก็ต้องโดนผู้ชนะลงโทษ!”

“เอ๋...น่าสนใจดีนี่นา” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจหัวเราะน้อย ๆ แล้วตีตอบโต้กลับไปให้เร็วขึ้นขณะเป่าปากเรียกกำลังใจ “ฮะฮะฮะฮะ ข้าอยากลงโทษสึรุ จะไม่ยอมแพ้เหมือนกันนะ!”

“โอ๊ะ น่าตกใจจริง ๆ ช่างเป็นแรงจูงใจที่น่ากลัวดีจริงนะ” สึรุมารุหัวเราะเสียงใสแล้วขยับตัวตีโต้กลับไป มิคาสึกิอมยิ้มน้อย ๆ อย่างไม่ใส่ใจแล้วตั้งใจตอบโต้นางกลับไปอีก ทั้งสองต่างก็ตั้งใจเล่นไม่ยอมแพ้ จนกระทั่งหญิงสาวสะดุดรองเท้าตัวเองเซถลาล้มก้นจ้ำเบ้ากับพื้นจนรับลูกขนไก่ไม่ทัน

“โอ้…” ชายหนุ่มที่ตกใจเพราะเห็นนางที่รักสะดุดล้มหัวเราะน้อย ๆ ขณะหญิงสาวทำตาปริบ ๆ ถูกลูกขนไก่หล่นใส่หัวแล้วหลุดหัวเราะร่า

“แพ้มิกะซะได้!”

“ฮะฮะฮะ สึรุไม่เป็นอะไรนะ?” มิคาสึกิยิ้มบางพลางเดินเข้าไปดึงมือนางให้ลุกขึ้นมา สึรุมารุพยักหน้าพลางปัด ๆ รอยเปื้อนตามเสื้อผ้าอย่างอารมณ์ดี

“เจ็บนิดหน่อย...โชคดีนะที่วันนี้ไม่ได้ใส่สีขาว”

“สึรุใส่สีอะไรก็งดงามทั้งนั้น” ชายหนุ่มเอ่ยแล้วจูบแก้มนางอย่างอ่อนโยน พลางเอื้อมมือไปช่วยปัดรอยเปื้อนตามบั้นท้ายกลมกลึงให้อย่างแผ่วเบา โดยก็ไม่พลาดลอบลูบคลำเนินเนื้อนุ่มไปด้วยจนถูกสึรุมารุมองค้อนเข้าให้

“แล้วเจ้าชอบข้าใส่ชุดไหนที่สุดหรือ?”

“เห...เป็นคำถามที่ตอบได้ยากเสียจริง” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจทำคิ้วขมวดมุ่นพลางยกมือขึ้นแตะปลายคางครุ่นคิด สึรุมารุหัวเราะพลางเอียงคอสงสัยรอคำตอบ มิคาสึกิหันมองดวงตาสีทองคู่งามแล้วรวบร่างบอบบางอุ้มขึ้นมา “ข้าอยากเห็นเจ้าใส่ชุดแต่งงาน”

“โอ๊ะ...ฮะ ๆ หากทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว...ข้าก็อยากจะสวมชุดแต่งงานที่เจ้าเตรียมเอาไว้ให้นะ” สึรุมารุหัวเราะพลางโอบรอบคอชายหนุ่มไว้ “แล้วเจ้าจะลงโทษอะไรข้ารึ?”

“อืม...ฮะฮะฮะฮะ ขอข้าคิดก่อนนะ” มิคาสึกิยิ้มหวานพลางหอมแก้มนางเบา ๆ ก่อนจะอุ้มร่างขาวสะอาดในอ้อมแขนเข้าไปในตัวเรือน สองขายาว ๆ สลับก้าวตรงไปยังห้องที่อยู่ชั้นสองโดยคลอเคลียกับสาวงามไม่ห่างแล้วจึงค่อย ๆ วางนางลง เลื่อนประตูเปิดออกก่อนจะโอบไหล่บางเข้าไปในห้อง

“เอ๋? นี่คือการลงโทษรึ?” สึรุมารุหัวเราะคิกคัก กุมมือเขาที่โอบไหล่ไว้ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นกิโมโนสีขาวพิสุทธิ์ที่แขวนรออยู่หลังฉากเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้อง ดวงตาสีทองเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ นางเดินเข้าไปใกล้ ๆ เอื้อมมือสัมผัสเนื้อผ้าอ่อนนุ่มชั้นดีราวกับถูกสะกด “สวย...จัง”

มิคาสึกิยิ้มบางขณะเดินเข้ามาสวมกอดรอบเอวเล็กเพรียวไว้แน่น “เจ้าชอบไหม?”

ใบหน้างดงามแดงเรื่อขึ้นยามรู้สึกได้ถึงไออุ่นจากร่างสูงโปร่งที่แนบชิดกาย หากแต่ก็ยิ้มบางออกมาแล้วเงยขึ้นมองคนด้านหลัง “ข้าชอบมาก”

“เพื่อเจ้า...ยอดรัก ข้ายินดีมอบให้” มิคาสึกิยิ้มอ่อนหวาน ก้มลงจูบประทับบนสันจมูกนางเบา ๆ ขณะที่สึรุมารุหัวเราะน้อย ๆ “เช่นนั้น...บทลงโทษของเจ้าคือการใส่ชุดนี้ด้วยตัวเองนะ?”

“ขะ...ข้าใส่ชุดยุ่งยากแบบนี้ไม่เป็นหรอกนะ!” หญิงสาวร้องลั่น

“ฮะฮะฮะฮะ เพราะแบบนั้นถึงเป็นการลงโทษอย่างไรเล่าคนงาม” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจเอ่ยพลางโอบไหล่นางไปหยุดอยู่ตรงหน้าชุดขาวสะอาด  มือใหญ่ปลดเปลื้องโอบิที่นางสวมอยู่ช้า ๆ พลางถือโอกาสคลอเคลียริมฝีปากไปกับซอกคอนวลขาว สึรุมารุมุ่ยหน้าแล้วถอดชุดชั้นนอกออก

มิคาสึกิอมยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะกระชับกอดแน่น มองร่างเล็กกว่าที่กำลังทำหน้ายุ่งกับการแต่งตัว สึรุยามดูวุ่นวายยุ่งเหยิงเช่นนี้น่ารักเสียจริง แล้วชายหนุ่มก็อดไม่ได้ต้องพรมจุมพิตบนแก้มนวลนุ่มหลาย ๆ ทีจนหญิงสาวต้องหันมาร้องโวยวายเพราะทำให้นางแต่งตัวยากขึ้นกว่าเดิม

มือใหญ่เลื่อนไปจับโอบิที่ยังผูกไม่เรียบร้อยแล้วค่อย ๆ คลายมันทิ้งลงกับพื้นพร้อมกับกิโมโนเจ้าสาวตัวงาม สึรุมารุสะดุ้งรีบจับคว้ามือเขาไว้เป็นพัลวันขณะที่มิคาสึกิดึงเชือกที่รัดนางะจุบันออก โดยที่ริมฝีปากไม่ขยับห่างไปจากซอกคอหอมกรุ่น

“มิกะ...ปล่อยสิ มันแต่งยากนะ” สึรุมารุว่าอย่างอ่อนใจ ขณะมือเรียวพยายามปัดป้องมือซุกซนที่ซอนไซ้เข้ามาผ่านเนื้อผ้า สัมผัสกับผิวกายขาวเนียนจนนางเริ่มรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาเสียเอง

“หืมม...ไม่เอาซี่ ข้าไม่อยากห่างจากเจ้านะ สึรุ” มิคาสึกิหัวเราะน้อย ๆ ก่อนจะรวบร่างนางอุ้มลอยขึ้น ริมฝีปากประกบแนบกับริมฝีปากนุ่ม บดเบียดเข้าหากระตุ้นเร้าอารมณ์กระสันอยากให้แตกซ่าน สึรุมารุอ่อนระทวยลงแทบจะทันทีภายใต้สัมผัสจุมพิตที่ตราตรึง จนเผลอปล่อยให้เขาพาตรงไปที่ฟูก ลืมเลือนเรื่องชุดเจ้าสาวที่อยากเห็นนางสวมใส่ประดับกายนักหนาไปเสียแล้ว

-

อิชิคิริมารุเพิ่งเสร็จจากการพูดคุยกับเหล่าบาทบริจาริกาของมิคาสึกิด้วยเรื่องที่ผู้ครองแคว้นของตนตั้งใจเอาไว้ พวกนางบางส่วนยินดีที่จะกลับสู่แคว้นของตน โดยที่ยังถือสัญญาพันธมิตรกันอยู่ แต่ก็มีบ้างเช่นกันที่ดูเหมือนจะติดบ่วงลุ่มหลงในเสน่ห์ความงามของจันทร์เสี้ยวแห่งซังโจและปฏิเสธการกลับบ้าน ซึ่งอิชิคิริมารุยังคิดไม่ตกว่าจะทำเช่นไร

มิคาสึกิไม่ต้องการให้สึรุมารุลำบากใจเรื่องพวกนาง หากแต่ด้วยฐานะของเขา หรือกระทั่งต่อให้เป็นผู้ครองแคว้นเองก็ตาม การบังคับฝืนใจคุณหนูเหล่านั้นก็คงทำได้ยากเกิน ดีไม่ดีจะยิ่งพาลเกิดเรื่องวุ่นวายเกินคาดคิดเข้าไปใหญ่

“ทำหน้าเครียดเหมือนเคยเลยนะ” อิชิคิริมารุเงยหน้าขึ้นตามเสียงทักก่อนจะยิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นว่าเป็นภรรยาสุดที่รัก นิคคาริเดินเข้ามาใกล้แล้วยื่นมือมาปัดผมที่ไม่เป็นทรงของเขาเสียให้เข้าที่ “ข้าแวะไปที่ห้องนอนชั้นสองมา...ดูเหมือนว่าวันนี้คงจะยังไม่ได้จัดการเรื่องแก้ชุดแต่งงานสึรุมารุแล้วล่ะ”

“อา…” ชายหนุ่มหัวเราะอ่อนใจ เดาได้ไม่ยากว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องนอนชั้นสอง “ไม่เป็นไรหรอก...เพราะอย่างไรเสียก็คงจะยังอีกนานกว่าจะได้ใช้ชุดนั่น จะช้าไปอีกวันสองวันก็คงแก้ได้ทัน”

“แล้วทางท่านเป็นอย่างไรบ้าง?” นิคคาริเอ่ยถาม

“ก็...ส่วนใหญ่ก็ตอบรับดีน่ะนะ พวกนางคงจะคิดถึงบ้าน ถึงจะมีเสียดายความงามของมิคาสึกิบ้างก็เถอะ” ที่ปรึกษาแห่งซังโจยิ้มบางตอบ ก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนไปเป็นความไม่สบายใจเล็กน้อย “แต่บางคนนี่สิ...ไม่ว่าจะเกลี้ยกล่อมอย่างไรก็ไม่ยอมท่าเดียว ไม่รู้ว่าหลงใหลมิคาสึกินักหนาหรือว่ากระไร...เป็นไปได้ว่าหลังแต่งงาน มิคาสึกิคงไม่ยุ่งเกี่ยวกับพวกนางอีกเลย หากเป็นเช่นนั้น...พวกนางคงจะไม่พอใจ แล้วจะเกิดเรื่องเกิดราวขึ้นหรือไม่ นี่ล่ะที่ข้ากังวลนัก”

นิคคาริเงยหน้ามองใบหน้าเคร่งเครียดของสามี ก่อนจะยกมือขึ้นใช้แขนเสื้อซับเหงื่อตามขมับเขาเบา ๆ แล้วประคองให้หันมา ดวงตาข้างที่มิได้ถูกปกปิดด้วยเส้นผมกวาดมองตามร่องรอยที่ความอ่อนล้าและความเคร่งเครียดจากหน้าที่การงานทิ้งเอาไว้เป็นของขวัญแห่งยศฐาให้กับเขา

นางอาจเป็นคนเดียวในโลกใบนี้ที่รู้ว่าเขาเหน็ดเหนื่อยเพียงไหน เป็นคนเดียวที่รู้ว่าไม่มีคำว่าหยุดพักสำหรับอิชิคิริมารุ เสร็จจากภาระการเป็นที่ปรึกษาของผู้ครองแคว้นยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า เขายังมีภาระที่หนักหนายิ่งกว่าอื่นใดทั้งหมดรอคอยอยู่...คือการเป็นสามีของนาง และเป็นพ่อของลูกชายทั้งสองคน

อิชิคิริมารุหาได้เคยบกพร่องไม่ว่าในหน้าที่ใด ๆ เขาเป็นทั้งที่ปรึกษาผู้ชาญฉลาด สามีที่แสนดี และพ่อผู้อ่อนโยน

นับตั้งแต่ที่รักเขา จนกระทั่งแต่งงาน มีลูกด้วยกัน ล่วงเลยมากว่ายี่สิบปี...ไม่เคยมีวันใดเลยที่นิคคาริไม่นึกภูมิใจที่ได้เป็นภรรยาของเขา...เป็น ‘ภรรยาท่านที่ปรึกษา’ แห่งแคว้นซังโจ

“ค่อย ๆ คิดก็ได้...หากมันหนักหนามากไปก็พักเสียบ้าง” นิคคาริเขย่งตัวจูบแก้มเขาเบา ๆ แล้วแย้มยิ้มบาง “ตักข้ายังพร้อมให้ท่านหนุนนอนเสมอนะ”

อิชิคิริมารุเบิกตาแล้วหัวเราะเบา ๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้นก่อนจะคว้านางมาสวมกอดไว้แนบแน่น

“วันนี้มิคาสึกิคงไม่ทำงานแล้ว...กลับบ้านกันเดี๋ยวนี้เลยไหม? ข้าอยากนอนหนุนตักเจ้าจะแย่”

-

มิคาสึกิเลื่อนเปิดประตูห้องหลังจากไปทำธุระที่ห้องน้ำมา พลางยิ้มมองร่างขาวนวลที่นอนอยู่ในฟูกด้วยความอ่อนเพลียจากการมีอะไรกันตลอดบ่ายจนล่วงค่ำ นางแง่งอนเขาอยู่บ่อยไปเรื่องได้คืบจะเอาศอก ได้ทำครั้งหนึ่งจะต้องมีสองและสามตามติดมาทุกคราไป เหมือนดังเช่นในวันนี้

จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจหัวเราะเบา ๆ ยามนึกถึงความน่ารักของสึรุมารุก่อนจะแทรกกายเข้าไปในผ้าห่มผืนเดียวกับนาง ร่างสูงโปร่งพลิกตัวหนุนแขนตนเองทอดสายตามองใบหน้างดงามที่แสนพริ้มเพรายามนิทราของกระเรียนสาว มือใหญ่เลื่อนไปเกลี่ยเส้นผมขาวสะอาดนุ่มดังเส้นไหมที่เคลียระอยู่ตามนวลปราง ก่อนจะกดจุมพิตลงบนหน้าผากนางอย่างแผ่วเบา

“อือ...มิคาสึกิ” เสียงหวานครางขึ้นอย่างงัวเงีย มิคาสึกิผละออกมาช้า ๆ ก้มลงมองสาวงามข้างกายที่ตื่นขึ้นจากการหลับใหลด้วยความเอ็นดู

“ขออภัยยอดรัก...ข้าไม่ได้ตั้งใจจะปลุกเจ้าเลย” สึรุมารุเงยหน้าขึ้นมองสบดวงตาจันทร์เสี้ยวแล้วส่ายหน้าไปมาช้า ๆ พลางขยับกายเข้าซุกร่างอุ่นที่อยู่แนบข้าง เมื่อเห็นว่าได้ที่แล้วมิคาสึกิจึงโอบแขนกอดนางเอาไว้แน่น

“มิคาสึกิ...แคว้นของเจ้าเป็นเช่นไร?” หญิงสาวกระซิบถาม เรียกความสนใจให้ผู้ครองแคว้นซังโจที่กำลังคลอเคลียปลายจมูกกับศีรษะนางต้องหลุบตาลงมอง  “ตั้งแต่มาอยู่ที่ซังโจนี่...ข้ายังไม่เคยออกไปเที่ยวเล่นนอกปราสาทเลย อาศัยแต่ถามจากอาโอเอะกับลูก ๆ ของนางเอา ข้าอยากรู้ว่าเมืองของเจ้าเป็นอย่างไร...ผู้คน ร้านรวง สถานที่...ข้าอยากจะไปเห็น”

“หากเจ้าอยากรู้...พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปเปิดหูเปิดตาเองนะ” มิคาสึกิอมยิ้มน้อย ๆ แล้วกดจุมพิตลงบนเรือนผมหอมอ่อนนุ่ม สึรุมารุเงยหน้าขึ้นทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ดวงตาสีทองของนางทอประกายราวกับเด็กน้อยที่ตื่นเต้นยามได้ของเล่นชิ้นใหม่ก่อนที่จะพยักหน้ารัวเร็ว

“ข้าอดใจรอไม่ไหวแล้ว!”

จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจหัวเราะร่าเมื่อได้ยินเสียงหวานเจื้อยแจ้ว ภาพของสึรุมารุที่ตื่นเต้นกับอะไร ๆ รอบกายนั้นช่างดูสดใส ฉาดฉายแสงประกายให้กับชีวิตจืดชืดแสนเปล่าเปลี่ยวของเขาจนกลับมาเจิดจ้าได้อีกครั้ง ชายหนุ่มกระชับอ้อมกอด นึกยินดีกับตัวเองยามที่รู้สึกได้ว่า...นางนี่ล่ะคือสิ่งที่เขาค้นหามาเนิ่นนาน

“แล้วแต่ละวันของเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง คนงาม...ได้ยินว่าเจ้าเล่นสนุกกับลูก ๆ ของอิชิคิริมารุอยู่เสมอเลยมิใช่รึ?” มิคาสึกิยิ้มถาม ไล้หลังมือเกลี่ยแก้มนุ่มเนียนอย่างแผ่วเบา

“อื้ม” สึรุมารุหัวเราะ ความตื่นเต้นทำเอาความง่วงงุนสลายหายเป็นปลิดทิ้ง “สองพี่น้องนั่นน่ารักมาก อิมะโนะสึรุงิน่ะซุกซนนัก เล่นซ่อนแอบกันสนุกเชียวล่ะ ส่วนอิวาโทชิก็ช่วยเก็บผลไม้ให้ข้าด้วย เด็กคนนั้นตัวสูงจนน่ากลัวเลยเชียว”

“ฮะฮะฮะฮะ จริง ๆ เลยนะ...ซุกซนกันถึงขนาดนี้มือไม้เมียข้าถลอกหรือเปล่านี่” ชายหนุ่มหัวเราะพลางจับมือนุ่มมาจุมพิตเบา ๆ ด้วยความรักใคร่เอ็นดู

“ไม่หรอกน่า…” กระเรียนขาวอมยิ้มมองใบหน้างดงามที่ซุกเคลียฝ่ามืออยู่ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้เพราะพูดถึงลูก ๆ ของอิชิคิริมารุ “เจ้ามีพี่น้องไหม?”

“อืม...มีสิ มีพี่ชาย” มิคาสึกิผละจากมือขาวนวลแล้วขยับไปสวมกอดนางไว้แน่น ๆ แนบปลายจมูกกับหน้าผากกลมมนน่าเอ็นดู “...แต่ต่างแม่กันน่ะนะ”

“เอ๋?” สึรุมารุเอียงคอ ดวงตาสีทองคู่งามเต็มไปด้วยประกายความสนใจยามได้ยินเช่นนั้น “ทำไมข้าไม่เคยพบเลยล่ะ? เขาอยู่ที่ไหน คงไม่ใช่อิชิคิริมารุนะ?”

“ฮะฮะฮะ...เจ้าจะพบได้อย่างไรล่ะ ในเมื่อเขาไม่ได้อยู่ที่นี่” จันทร์เสี้ยวผู้งดงามยิ้มบาง ๆ พลางจูบหน้าผากนางที่กำลังทำหน้าเหมือนจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น วงแขนแกร่งกระชับอ้อมกอดแนบชิด “พี่ชายข้า...เป็นคนรักสันโดษ เกลียดการอยู่ในกฎระเบียบ และไม่เคยสนใจเรื่องอำนาจ...เขาหายตัวไปจากปราสาทได้หลายปีแล้วล่ะ แล้วก็กลายเป็นข้าที่ต้องรับช่วงต่อตำแหน่งของท่านพ่อ”

“คงจะเป็นคนดีสินะ...พี่ชายของเจ้า?” สึรุมารุมองใบหน้าของชายผู้เป็นที่รักก่อนจะจูบปลายคางเขาเบา ๆ “แล้วต้องแบกรับภาระทุกอย่างคนเดียวเช่นนี้...เจ้าเหนื่อยหรือเปล่า? เคยนึกโกรธพี่ชายเจ้าบ้างหรือเปล่า?”

“ฮะฮะ จะว่าเช่นนั้นก็ได้” มิคาสึกิแย้มยิ้มพลางแนบหน้าผากกับหน้าผากมน สองมือกุมแก้มนิ่มของนางไว้อย่างอ่อนโยน “ข้าไม่เคยคิดโกรธเคืองอะไรพี่ชายข้า อีกอย่าง...ถึงจะเป็นคนที่รับตำแหน่งมา แต่ข้าก็แทบไม่ได้เป็นคนจัดการอะไร หากจะมีใครโกรธ ก็คงเป็นอิชิคิริมารุเสียมากกว่าที่โกรธทั้งข้าทั้งพี่ เพราะเขาต้องทำงานคนเดียวทั้งหมด”

“ข้าก็คิดแบบนั้น” หญิงสาวหัวเราะพลางจูบปลายจมูกได้รูป จันทร์เสี้ยวอมยิ้มแล้วจูบปลายคางนางตอบ “ข้าไม่มีพี่น้อง...แต่นาคิกิทสึเนะ ลูกสาวของนายท่านก็เป็นเหมือนน้องสาวของข้า เราอยู่ด้วยกันมาหลายปี นางเป็นเด็กน่ารักน่าเอ็นดู ข้ารักนางมาก…”

มิคาสึกิขมวดคิ้วแล้วผละออกมานิด ๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้น สึรุมารุเงยหน้ามองสงสัย เห็นสีหน้าที่อ่อนละมุนอยู่เมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย ชายหนุ่มมีท่าทีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ในที่สุดก็ยอมออกปาก “ข้ายังมิได้บอกเจ้าเรื่องนาคิกิทสึเนะ”

“เอ๋? อะไรหรือ? นาคิเป็นอะไร?” หัวใจของกระเรียนสาวหล่นวูบ หากแต่ยังพยายามตั้งสติเอ่ยถาม

“นาคิกิทสึเนะ...นางหายตัวไป ข้าเพิ่งได้รับการยืนยันมานี่ล่ะ”

“อะไรนะ!?” สึรุมารุตกใจจนผุดลุกขึ้นนั่ง ใบหน้าขาวนวลซีดเผือดลง เพราะความที่อยู่แต่ในปราสาทตลอดเวลา และไม่เคยสนใจอยากจะถามข่าวสารภายนอกจากอาโอเอะเลย นางจึงไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน “ข้าหลงนึกว่า...นางได้แต่งงานกับอิจิโกะ ฮิโตฟุริไปแล้วเสียอีก!”

“จากที่ข้าทราบ...นางหายตัวไปในวันที่เดินทางไปยังอาวาตะงุจิ แต่ไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร หรือที่ไหน คนในขบวนของนางกลับถึงแคว้นคุนิโยชิโดยที่จำอะไรไม่ได้เลย ทางฝั่งอาวาตะงุจิก็พยายามเต็มที่เพื่อค้นหานางมาตลอดสามเดือน แต่ก็ไม่พบ”

“เป็นไปได้ยังไง…” สึรุมารุกายสั่นเทา โผเข้าหามิคาสึกิที่รีบรับนางเอาไว้ทันที “นาคิหายตัวไปได้ยังไง แล้วถ้านายท่านที่ป่วยอยู่รู้ข่าวจะเป็นยังไง...มิคาสึกิ ขอร้องล่ะ! เจ้าต้องตามหานาคินะ!!”

“สึรุ...เจ้าใจเย็นก่อน” มิคาสึกิเอ่ยอย่างอ่อนหวาน ดึงนางเข้ามากอดไว้แน่นพลางขยับมือลูบหัวปลอบให้ผ่อนคลายลง ทั้งที่ในใจเขาก็เป็นกังวลไม่ต่างกันยามเห็นสีหน้าหวาดหวั่นของสึรุมารุ “อาวาตะงุจิได้ส่งสารมา เพื่อขออนุญาตผ่านทางเข้ามาค้นหาในป่าอินาริที่เป็นเขตแดนของแคว้นเรา ข้าเองก็จะส่งกำลังคนออกช่วยคนหาอีกแรง...นางเป็นคนสำคัญของเจ้า ข้าจะไม่ยอมให้นางเป็นอะไรไปอย่างเด็ดขาด ยอดรัก”

“อื้ม…” เสียงหวานขานรับขณะที่วงแขนเรียวเล็กกอดเขาไว้แน่น ใบหน้างดงามซุกลงกับอกอุ่นกว้าง “ขอร้องล่ะ...ช่วยหานางให้เจอที นางเป็นน้องสาวคนสำคัญของข้า ข้าเป็นห่วงนาง”

“ข้าจะรีบหานางให้พบโดยไว สึรุที่รักของข้า อย่าได้เป็นห่วงไปเลย” มือใหญ่ลูบเส้นผมสีขาวอ่อนนุ่มปลอบประโลมแล้วกระชับกอดตอบนางแน่น “คืนนี้หลับให้สบายเสียก่อนเถิด...พรุ่งนี้เราจะเริ่มกันใหม่อีกครั้ง คนดีของข้า”

“เข้าใจแล้ว…” ได้รับความอบอุ่นอ่อนโยนเช่นนั้น จิตใจของสึรุมารุก็พลันกลับสู่ความสงบ นางแอบกายอิงแนบร่างสูง ราวกับนกน้อยพลัดรังที่ได้หวนคืนสู่อ้อมอกผู้เป็นที่รักอีกครั้ง “ขอบคุณนะ...มิคาสึกิ”

“ด้วยความยินดียิ่ง...เจ้าสาวของข้า”

One Shot : คุณซานต้า (X'Mas Special) (MikaTsuru / KogiNaki)

Title : คุณซานต้า (X'Mas Special)
Pairing : มิคาสึกิ มุเนะจิกะ x สึรุมารุ คุนินากะ / โคกิทสึเนะมารุ x นาคิกิทสึเนะ
Rate : ทั่วไป
Note : คริสต์มาสฟิค / ออริจินอลซานิวะ



คืนก่อนวันคริสต์มาสอีฟ :

"แล้วไอ้...คุริอะไรนี่มันเป็นยังไงกันล่ะ? อร่อยเหมือนเกาลัดไหม?"

เสียงเจื้อยแจ้วของสึรุมารุทำให้อารุจิตัวน้อยหัวเราะเสียงใส หลังจากเล่าเรื่องงานฉลองคริสต์มาสให้สมาชิกในฮงมารุฟังแล้ว ดูเหมือนทุกคนจะตื่นเต้นมากทีเดียว

"คริสต์มาสค่ะ คุณสึรุมารุ ถ้าเป็นที่โลกของหนูล่ะก็ วันคริสต์มาสจะเป็นวันที่เด็กดีทั่วโลกได้รับของขวัญจากคุณซานต้าด้วยล่ะค่ะ!" เด็กหญิงยิ้มหวาน เหล่าทันโตวตัวน้อย ๆ ส่งเสียงฮือฮา

"คะ...คุณซานต้าใจดีจังเลยนะครับ เป็นคนแบบไหนเหรอครับ" โกโคไทถามเสียงเบา แต่สีหน้าก็แสดงออกว่าสนใจมากทีเดียว

"อืม...เห็นว่าเป็นคุณลุงใส่ชุดสีแดง แล้วก็หัวเราะ โฮ่โฮ่โฮ่ นะคะ...คุณซานต้าจะขับรถเลื่อนที่มีคุณกวางเรนเดียร์ลากไปทั่วโลก เพื่อแจกของขวัญให้เด็กดีในคืนก่อนวันคริสต์มาสค่ะ! แต่หนูก็ไม่เคยเห็นคุณซานต้าเหมือนกัน..." ซานิวะวัยเยาว์เกาแก้มยิ้มแหย ๆ เหล่าเด็กน้อย (รวมถึงดาบผู้ใหญ่บางเล่ม) ทำตาโตเป็นประกาย พูดคุยกันจ้อกแจ้กเรื่องคุณลุงใจดีที่เพิ่งได้ฟังกันไป

"อารุจิก็ได้ของขวัญจากคุณซานต้าด้วยใช่ไหมขอรับ?" มาเอดะหันมาถามด้วยสีหน้าจริงจัง อารุจิตัวน้อยยกมือที่อยู่ใต้โซเดะยาวลากพื้นขึ้นแตะปลายคางคิดแล้วพยักหน้าหงึก

"คิดว่า...นะคะ!"

"เอ้า ๆ พวกเจ้า เลิกกวนอารุจิได้แล้ว ดึกแล้ว ถึงเวลาเข้านอน อารุจิก็ต้องนอนด้วยเหมือนกัน" ฮาเซเบะที่โผล่หน้าเข้ามาในห้องโถงพร้อมอิจิโกะผู้เป็นพี่ใหญ่บ้านอาวาตะงุจิส่งเสียงเรียก เด็ก ๆ ต่างร้องด้วยความผิดหวัง บ้างก็ทำหน้าม่อยคอตก

"ทุกคนจะมาจัดงานฉลองคริสต์มาสกับอารุจิตอนเช้าไม่ใช่เหรอ? รีบนอนเอาแรงดีกว่านะ" อิจิโกะยิ้มอย่างอ่อนโยน เหล่าน้องชายได้ยินเช่นนั้นก็ยอมเชื่อฟัง หันมาบอกราตรีสวัสดิ์อารุจิที่ฮาเซเบะอุ้มขึ้นจากเบาะรองนั่ง

"อารุจิ เข้านอนได้แล้วขอรับ ดึกแล้ว...ฮาเซเบะจะไปส่งที่ห้องนะขอรับ" เสียงดุในทีแรกของฮาเซเบะเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลขึ้นทันทีเมื่อพูดกับอารุจิตัวน้อยในอ้อมแขนที่พยักหน้าหงึก จนสึรุมารุอดไม่ได้ต้องออกปากแซวสักที

"เจ้านี่...สร้างภาพแสนดีแค่ต่อหน้าอารุจิเหรอ" ตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะแบบที่ทำให้คุณดาบผู้ช่วยต้องหันมาแยกเขี้ยวใส่

"เจ้าก็ไปนอนได้แล้วสึรุมารุ!" ว่าแค่นั้นก่อนจะอุ้มอารุจิออกไปจากห้องขณะที่ทุกคนเริ่มขยับทยอยกลับห้องของตัวเอง

"ท่านสึรุมารุ! ยังไม่ไปหรือขอรับ?" จิ้งจอกน้อยของนาคิกิทสึเนะถามเสียงแจ้วยามเห็นจิตวิญญาณดาบกระเรียนขาวยังนั่งกุมคางนิ่งทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่ที่เดิม

"สึรุมารุ" นาคิกิทสึเนะเรียกซ้ำด้วยความสงสัยเมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ตอบรับคู่หูตน คนแก่ขี้แกล้งสะดุ้งขึ้นนิด ๆ แล้วหันมา

"เรียกข้ารึ? โทษที ๆ กำลังคิดน่ะ" เอ่ยพลางยิ้มแห้ง นาคิกิทสึเนะเลิกคิ้วคล้ายจะถามว่าคิดอะไรอยู่ "แบบว่า...อารุจิแล้วก็พวกเด็ก ๆ ดูจะชอบคุณซานต้าอะไรนั่นมากเลย ข้าเลยคิดว่า...ถ้าทำตัวเป็นซานต้า แล้วเอาของขวัญไปให้เจ้าพวกนั้น หลาน ๆ เจ้า ซาโยะ ไอเซ็นกับโฮตารุมารุ จะน่าตกใจแค่ไหนกันน้า...น่ะ"

ดวงตาสีทองของนาคิกิทสึเนะกะพริบปริบ ก่อนที่เจ้าตัวจะทรุดกายนั่งลงตรงเบื้องหน้า พลอยทำให้สึรุมารุชะงักไปนิด ๆ แล้วจึงคลี่ยิ้มซุกซนออกมา

"น่าตกใจจริง ๆ ...ทำสีหน้าเช่นนั้น ข้าจะแปลความหมายว่าเจ้าอยากเข้าร่วมแผนการกับข้านะ?" จิตวิญญาณดาบในร่างเด็กหนุ่มพยักหน้ารับหงึก ดาบโกโจหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะขยับเข้าไปกระซิบแผนการตนให้ฟัง

-

เช้าวันคริสต์มาสอีฟ :

"คุณสึรุ...จะไปไหนน่ะ ไม่ไปช่วยตกแต่งห้องเหรอ?" โชคุไดคิริที่เดินสวนกับดาบกระเรียนขาวเอ่ยถาม ขณะมือถือกล่องข้าวของสำหรับตกแต่งต้นคริสต์มาสตามที่อารุจิบอก เพราะว่าหลังจากอารุจิออกปากเรื่องวันคริสต์มาสแล้ว พวกเด็ก ๆ (และผู้ใหญ่บางคน) เกิดตื่นเต้นสนใจ จึงมีการลงมติว่าวันนี้ทั้งวันจะไม่มีการออกรบ และให้ทุกคนช่วยกันตกแต่งสถานที่ เตรียมจัดงานเลี้ยงฉลองคริสต์มาสกันตามแบบหนังสือที่อารุจิเอาให้ดู

"โอ้...ข้ามีธุระต้องทำน่ะ ไว้จะรีบไปช่วยนะเจ้าหนูมิทสึ" สึรุมารุหัวเราะร่าแล้วรีบวิ่งหายไปอีกทาง ทิ้งให้อดีตดาบร่วมนายได้แต่กะพริบตางุนงง จิตวิญญาณดาบกระเรียนขาวสาวเท้าตรงไปยังห้องว่างหนึ่งแล้วมองซ้ายขวา ก่อนจะเปิดประตูเข้าไป "มาแล้ว นาคิกิทสึเนะ"

นาคิกิทสึเนะหันมาทำมือจิ้งจอกตอบรับขณะสึรุมารุก้าวไปหา "ได้มาไหม?" จิตวิญญาณดาบจิ้งจอกครวญพยักหน้า พลางดันกล่องข้าวของออกมาให้ดู ฝ่ายสูงวัยกว่าก้มลงพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งแล้วฉีกยิ้มกว้าง

"แบบนี้ใช้ได้แน่! แต่ต้องรีบลงมือหน่อยแล้ว!"

"ลงมืออะไรหรือขอรับ?"

"แว๊กก!?"

อิจิโกะที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาในห้องสะดุ้งเฮือกเพราะเสียงร้องประหลาดของสึรุมารุ จิ้งจอกน้อยคู่หูนาคิกิทสึเนะกระโดดเข้ามาในห้องพลางทำหางลู่

"ขออภัยขอรับท่านสึรุมารุ ท่านอิจิโกะถามหานาคิกิทสึเนะ ข้าน้อยจึงพามาขอรับ" เสียงเจื้อยแจ้วเอ่ยบอกกระเรียนขาวที่กำลังหอบหายใจเฮือก

"เจ้านี่...เข้ามาไม่ให้สุ้มให้เสียง" อิจิโกะกะพริบตาคล้ายกำลังคิดว่าก็ให้สุ้มให้เสียงแล้วมิใช่หรือ ดวงตาสีทองกวาดมองข้าวของที่วางอยู่บนพื้นด้วยความประหลาดใจ

"ทำอะไรกันหรือขอรับ?"

"ซานต้า" นาคิกิทสึเนะตอบเสียงเรียบ แต่กลับทำให้หลานชายต้องเบิกตานิด ๆ

"ซานต้าที่ว่านี่...ที่อารุจิบอก?" เอ่ยถามอย่างไม่มั่นใจนัก หากแต่เมื่อเห็นท่านอาของตนผงกหัว มีจิ้งจอกน้อยคู่หูพูดสำทับให้อีกว่า 'ตั้งใจจะทำให้กับเด็ก ๆ ทันโตวขอรับ' ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมานิด ๆ "ข้า...ขอช่วยด้วยอีกแรงได้ไหมขอรับ ข้าเองก็อยากทำของขวัญให้กับพวกน้อง ๆ เหมือนกัน"

นาคิกิทสึเนะหันไปหาสึรุมารุเป็นเชิงขอความเห็นกึ่งจะบังคับ (?) ให้ยอมให้อิจิโกะมาเข้าร่วมในแผนการอีกคน ดาบอาวุโสเกาหัวอย่างหน่าย ๆ หลังจากครุ่นคิดข้อดีข้อเสียอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงยอมพยักหน้า "แต่เจ้าห้ามเอาไปบอกพวกน้อง ๆ เด็ดขาดเลยนะ! ของขวัญจะต้องเสร็จในคืนนี้ เพราะงั้นต้องรีบลงมือแล้ว"

-

คืนวันคริสต์มาสอีฟ :

สึรุมารุและนาคิกิทสึเนะใช้เวลาเกือบทั้งวันหมดไปกับการทำของขวัญเพื่อไปแจกพวกเด็ก ๆ ในเรือนตามแผนการ แม้อิจิโกะที่ในทีแรกตั้งใจจะมาช่วยทำของขวัญเต็มที่ต้องคอยออกไปที่ห้องจัดงานเลี้ยงเพราะพวกน้อง ๆ กระจองอแงยามไม่เห็นเขา แต่ก็ช่วยกระซิบข่าวให้ดาบผู้ใหญ่เล่มอื่น ๆ ในเรือนได้รู้ จึงมีหลายคน เช่น โชคุไดคิริ อิชิคิริมารุ สามพี่น้องคุนิฮิโระ คะเซ็น ทมโบะกิริและโอเทกิเนะ รวมไปถึงทาโร่ทาจิและจิโร่ทาจิที่แวะเวียนผลัดเปลี่ยนกันมาช่วยงานอย่างลับ ๆ และสลับกันไปช่วยจัดตกแต่งสถานที่ไม่ให้พวกเด็กน้อยผิดสังเกต

หลังจากตรากตรำกันเสียจนปวดหลังปวดเอวไปตามระเบียบ ในที่สุดของขวัญที่ตั้งใจเอาไว้ก็เสร็จเรียบร้อย แถมโชคุไดคิริยังมีเรื่องประหลาดใจเป็นของแถมให้อีกด้วย

"เจ้าหนูมิทสึ...นี่มันนน!!" ดวงตาของสึรุมารุเป็นประกายยามเห็นสิ่งนั้น (นาคิกิทสึเนะก็เช่นกัน เพียงแต่ไม่แสดงอาการเท่า) โชคุไดคิริอมยิ้มน้อย ๆ

"จะสร้างเรื่องน่าประหลาดใจทั้งที...ก็ต้องทำให้มันสุดทางสิ คุณสึรุ"

กลางดึกคืนนั้น สึรุมารุและนาคิกิทสึเนะช่วยกันลอบนำของขวัญไปวางไว้ข้างฟูกของอารุจิและเหล่าทันโตวตัวน้อย เกือบแย่ไปเหมือนกันเพราะสะดุ้งสุดตัวไปหน่อยตอนที่ยะเก็น โทชิโร่ลืมตาโพลงขึ้นมา แต่มองเพดานนิ่งอยู่เพียงไม่นานก็ผล็อยหลับไปเหมือนเดิมโดยไม่มีปฏิกิริยาอื่นใด จึงสรุปความได้ว่าคงจะละเมอ

หลังจากจัดการตามแผนเรียบร้อย ทั้งสองก็ออกไปนั่งพักเหนื่อยกันตรงชานเรือน

คืนนี้เป็นคืนเดือนดับเกือบสนิทแล้ว มีเพียงแสงจากโคมไฟในมือนาคิกิทสึเนะส่องให้ทาง สึรุมารุทอดถอนลมหายใจยาวยามมองฟากฟ้าไร้เมฆ จนคนที่นั่งอยู่เคียงข้างต้องหันมามอง

"เป็นอะไรหรือ?" ไม่บ่อยครั้งที่นาคิกิทสึเนะจะปล่อยให้จิ้งจอกน้อยคู่หูอยู่ห่างกาย จึงไม่บ่อยครั้งที่เจ้าตัวจะออกปากพูดด้วยตนเอง สึรุมารุหัวเราะในลำคอพลางยิ้มบาง

"มีแต่เด็กดีเท่านั้นสินะ...ที่จะได้ของขวัญจากคุณซานต้า" เสียงทุ้มนุ่มเปรยออกมาเช่นนั้น ทำให้ดาบอ่อนอาวุโสกว่าเลิกคิ้วน้อย ๆ

"เจ้าอยากได้ของขวัญหรือ?" เด็กหนุ่มเอ่ยถาม เรียกเสียงหัวเราะจากจิตวิญญาณดาบกระเรียนขาวได้เป็นอย่างดี

"ข้าเป็นเด็กดื้อ...ต่อให้หวังไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอกกระมัง"

นาคิกิทสึเนะกะพริบตาช้า ๆ ยามได้ยินเช่นนั้น ก่อนจะหลุบลง "...ข้าก็อยากได้ของขวัญเหมือนกัน"

"เจ้าเป็นเด็กดีนะ นาคิกิทสึเนะ" สึรุมารุคลี่ยิ้มบาง เอื้อมมือมายีผมสีเงินของดาบอ่อนวัยกว่าด้วยความเอ็นดูเสมือนหนึ่งน้องชาย "ของขวัญที่เจ้าอยากได้...คุณซานต้าคงจะมอบให้เจ้าเป็นแน่แท้"

-

เช้าวันคริสต์มาส :

"อารุจิคร้าบบบ!!"

เสียงใสของเหล่าทันโตวที่ดังขึ้นในยามเช้าตรู่ปลุกให้อารุจิตัวน้อยลืมตาตื่นขึ้นจากฝันดีของนาง เด็กหญิงลุกขึ้นนั่งบนฟูกนุ่มพลางขยี้ตาอย่างงัวเงียคล้ายกำลังเรียกสติก่อนจะหันไปมองทางประตู ทว่าตอนนั้นเองที่นางเหลือบเห็นสิ่งแปลกปลอมที่วางอยู่ตรงหัวนอน ดวงตากลมโตก็พลันเบิกกว้างขึ้น มือเล็กฉวยคว้ามันมาแล้วรีบถลาไปเปิดประตูทันที

"คุณซานต้า!!"

เสียงของเด็กหญิงและเหล่ามีดสั้นประสานเป็นเสียงเดียว ต่างคนต่างถือของขวัญกล่องเล็ก ๆ แบบในหนังสืออยู่ในมือ แววตาทั้งตื่นเต้นและประหลาดใจในคราวเดียว

"อะไรกันน่ะพวกเจ้า เสียงดังรบกวนเวลานอนของอารุจินะ! อารุจิ! บอกแล้วไม่ใช่หรือขอรับว่าให้แต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนออกจากห้อง--"

"คุณฮาเซเบะ! คุณซานต้ามาล่ะค่ะ!" ฮาเซเบะยังดุไม่ทันจบ อารุจิและเหล่าทันโตวตัวน้อยก็รีบถลาเข้าไปอวดของขวัญที่ตัวเองได้มา ทำให้ดาบผู้ช่วยได้แต่หันมองไปมาอย่างสับสนเพราะเสียงจ้อกแจ้กงุ้งงิ้งที่ดังขึ้นพร้อมกันจากคนละทิศละทาง

"อย่าแย่งกันพูดสิพวกเจ้านี่! แล้วอีกอย่าง ซานต้าน่ะ..."

"โฮ่โฮ่โฮ่..."

เด็ก ๆ เงียบกริบลงในพริบตาเมื่อเสียงหัวเราะที่ไม่คุ้นหูดังขึ้น ก่อนที่ฮิราโนะจะร้องออกมาเป็นคนแรก

"นะ...นั่น..."

ชายคนหนึ่งในชุดสีแดงแบบ 'คุณซานต้า' ในหนังสือของอารุจิยืนอยู่ตรงนั้น มือลูบหนวดเคราสีขาวราวปุยหิมะของตน มองมาทางทุกคนที่เบิกตาด้วยความประหลาดใจด้วยสายตาอ่อนโยน

รวมไปถึงสึรุมารุและนาคิกิทสึเนะที่หยุดยืนเหนื่อยหอบอยู่ด้านหลังกลุ่มเด็ก ๆ

"นี่รึเหล่าเด็กดีที่ควรได้รับของขวัญจากคุณซานต้า..." แววตาเรียวคมหรี่ลงเล็กน้อย บอกให้รู้ว่าเขากำลังยิ้มอยู่ สึรุมารุขมวดคิ้วด้วยความสับสน นั่นมันชุดที่เจ้าหนูมิทสึทำให้เขามิใช่หรือ เหตุใดจึงถูกคนอื่นนำไปใส่ก่อนเสียได้ แถมคนทำชุดพอถูกถามก็ยิ้มทำไม่รู้ไม่ชี้อีก

"เล่นสนุกพอแล้วกระมังขอรับ..." เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง ครั้งนี้นาคิกิทสึเนะเป็นฝ่ายเบิกตากว้างแทนเมื่อร่างนั้นก้าวมาอยู่ข้างกาย 'คุณซานต้า' ที่หัวเราะน้อย ๆ

"ข้ากำลังสนุกอยู่เลยเชียว...โคกิทสึเนะมารุเอ๋ย"

"คะ...คุณโคกิทสึเนะมารุ...เหรอคะ?" อารุจิตัวน้อยเอ่ยขึ้นอย่างไม่มั่นใจ แต่ชายหนุ่มร่างสูงเจ้าของเรือนผมสีเงินยาวสลวยก็หันมาแย้มยิ้มให้และโค้งหัวอย่างนอบน้อม

"แม้ว่าจะตัวใหญ่หากแต่นามก็คือโคกิทสึเนะมารุ ไม่เลย ข้ามิได้ล้อเล่นนะ แล้วก็มิใช่ของปลอมด้วย ข้านั้นเล็ก! แม้จะใหญ่ก็ตาม! ยินดีที่ได้พบขอรับ...นุชิซามะ และสหายทุกท่าน" เอ่ยพลางดวงตาสีแดงคมก็เหลือบมองนาคิกิทสึเนะที่สะดุ้งน้อย ๆ

"อย่าบอกนะว่า..." แววตาของสึรุมารุสั่นระริกยามจดจ้องมอง 'คุณซานต้า' ที่หัวเราะอารมณ์ดีก่อนจะถอดหนวดเคราและผมปลอมที่ตนสวมอยู่ออก ทุกคนในที่นั้นเบิกตากว้าง

"ข้ามิคาสึกิ มุเนะจิกะ ด้วยลวดลายที่ถูกตีสลักบนใบดาบ จึงถูกเรียกขานว่าจันทร์เสี้ยว ฝากตัวด้วยนะ ฮะฮะฮะ"

ใช่เขาจริง ๆ ...สึรุมารุเผลอกลั้นหายใจเมื่อสบตากับ 'มิคาสึกิ มุเนะจิกะ' ที่อยู่ตรงหน้า

พวกเด็ก ๆ ต่างก็ร้องลั่นด้วยความดีใจ โผเข้าไปทักทายต้อนรับทั้งคู่ เพราะเหลือเพียงมิคาสึกิและโคกิทสึเนะมารุเท่านั้นที่เรือนไม่มี ใครจะนึกเล่าว่าทั้งสองจะปรากฏตัวออกมาพร้อมกันในเช้าวันคริสต์มาสเช่นนี้

...หรือบางที?

-

คืนวันคริสต์มาส :

บรรยากาศงานฉลองคริสต์มาสครึกครื้นตลอดวัน ดาบผู้ใหญ่ดื่มเหล้าพูดคุยกัน ขณะที่เมื่ออารุจิและเหล่าเด็กน้อยแกะของขวัญ และชอบใจกันไปเรียบร้อยก็พากันคิดสรรการละเล่นมาสนุกสนานกันจนลืมเวลา จนล่วงค่ำ จึงเป็นมื้ออาหารสุดท้ายของคืนคริสต์มาสร่วมกันในห้องใหญ่

หลังจากดื่มสังสรรค์ไปเล็กน้อย ทานอาหารจนอิ่มหนำ อารุจิและเด็ก ๆ ทันโตวเข้านอนกันแล้วดาบผู้ใหญ่ก็ยังคงฉลองกันจนดึกดื่นเช่นเคย สึรุมารุและนาคิกิทสึเนะผละจากบรรยากาศเฮฮาในห้อง ออกมานั่งดูดาวด้วยกันชานเรือน ต่างคนต่างปิดปากเงียบ เพราะยังประหลาดใจกับการมาถึงของสหายใหม่ทั้งสองเล่มไม่หาย

"ออกมานั่งอยู่เช่นนี้ไม่หนาวกันรึ?" เสียงทักดังขึ้นจากเบื้องหลัง พลอยทำให้ทั้งดาบกระเรียนและดาบจิ้งจอกสะดุ้งเฮือก มิคาสึกิอมยิ้มบางแล้ววางขวดสาเกลงขณะนั่งลงเคียงข้างสึรุมารุ ส่วนโคกิทสึเนะมารุหัวเราะน้อย ๆ พลางนั่งลงข้างนาคิกิทสึเนะ

"พวกข้ายังไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่วันนี้เป็นวันที่จะมอบของขวัญให้กันใช่ไหมเล่า พวกเจ้าได้ของขวัญที่อยากได้กันหรือยัง?" ดาบจิ้งจอกน้อยเอ่ยถามนาคิกิทสึเนะที่ก้มหน้างุดทันที

"สึรุมารุ...ได้ยินว่าเจ้าเป็นคนต้นคิดเรื่องการทำของขวัญให้เด็ก ๆ ใช่ไหม" สึรุมารุเงยหน้ามองสบกับดวงตาจันทร์เสี้ยวที่ทอดมองตอบกลับมาอย่างอ่อนโยนแล้วพยักหน้า "เจ้าเป็นเด็กดีมากเลยรู้ไหม...เป็นเด็กดีเหมือนครั้งนั้นที่เราได้พบกัน"

กระเรียนขาวเบิกตาขึ้นนิด ๆ คล้ายจะแปลกใจ เพราะตนจดจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยพบกับมิคาสึกิมาก่อนหรือ ทว่าจอมดาบจันทร์เสี้ยวก็เพียงแค่ปิดปากหัวเราะตามแบบตน มือใต้โซเดะสีน้ำเงินเอื้อมมาลูบหัวเขาอย่างแผ่วเบา

"เด็กดีของข้า...ข้าอยากให้เจ้าได้รับของขวัญจาก 'คุณซานต้า' บ้างเสียจริง"

"ข้าได้มาแล้ว...นาคิกิทสึเนะก็ด้วย..." สึรุมารุเอ่ย หยีตานิด ๆ เมื่อโดนลูบหัวแล้วหันไปมองนาคิกิทสึเนะที่ยังก้มหน้างุด เห็นผิวแดงเรื่อภายใต้หน้ากากอยู่จาง ๆ มิคาสึกิและโคกิทสึเนะมารุเลิกคิ้วน้อย ๆ ทำให้ดาบโกโจอดไม่ได้ต้องหัวเราะเบา ๆ

"ของขวัญจากคุณซานต้าน่ะ...อยู่ตรงข้าง ๆ พวกข้าแล้วนี่ไง"