หน้าเว็บ

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

Fiction : จันทร์เสี้ยว・กระเรียนขาว・สองจิ้งจอก - บทที่ ๑๔ งานฉลอง (MikaTsuru / KogiNaki)

บทที่ ๑๔
『祝宴』
งานฉลอง


หลังแยกจากพวกมิคาสึกิ โคกิทสึเนะมารุก็จับมือพานาคิกิทสึเนะเดินเข้าป่าลึก เด็กสาวเหม่อลอยเล็กน้อยเมื่อนึกถึงท่านพ่อผู้มีร่างกายไม่แข็งแรงนัก ป่านนี้ท่านจะเป็นเช่นไร มิห่วงนางจนร่างกายยิ่งทรุดไปอีกหรือ หากแต่เมื่อมองเจ้าของมือใหญ่ที่จับมือนางไว้ ใจของเด็กสาวก็ไม่นึกอยากแยกจากเขาไปเลยแม้แต่นิด


“เจ้าช้านะ?” ชายหนุ่มหันกลับมายามรู้สึกว่าฝีเท้าของเด็กสาวช้าลงอีก


“ข้าขอโทษ...ข้าเพียงห่วงท่านพ่อ” นาคิกิทสึเนะก้มหน้าเอ่ยเสียงเบา โคกิทสึเนะมารุพ่นลมหายใจน้อย ๆ แล้วโน้มตัวลงช้อนอุ้มร่างบอบบางขึ้นมากอดแนบอก


“อย่ามองโลกในแง่ร้ายสินาคิ ท่านพ่อเจ้าจะต้องปลอดภัย ถ้าหากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นจริง พวกมิคาสึกิก็ต้องบอกแล้วมิใช่หรือ?”  เอ่ยพลางก้มลงจุมพิตบนหน้าผากมนเบา ๆ นาคิกิทสึเนะพยักหน้า “เอาน่า...ไปเล่นน้ำตกเสียหน่อย ทำใจให้สบายเถอะ”


เด็กสาวเงยหน้าขึ้น ลืมความกังวลไปชั่วขณะเมื่อได้ยินเรื่องน้ำตก นางผงกหัวแล้วกระชับกอด เห็นเช่นนั้นโคกิทสึเนะมารุก็ยิ้มบาง ๆ พอคลายใจลงบ้างแล้วอุ้มเมียรักเดินตรงไปยังน้ำตกที่อยู่ลึกเข้าไปในป่า ดวงตาเรียวงามของนาคิกิทสึเนะเป็นประกายขึ้นนิด ๆ ยามชายหนุ่มก้าวเข้ามาหยุดอยู่ด้านหน้าน้ำตกแสนงดงาม


“สวยใช่ไหม?” ร่างสูงยิ้มพลางค่อย ๆ วางนางลงบนโขดหินริมสระน้ำด้านล่างน้ำตก เด็กสาวที่ยังดูตื่นเต้นไม่ตอบอะไรเพียงแค่พยักหน้าหงึกทั้งดวงตาเป็นประกายไม่หาย โคกิทสึเนะมารุหัวเราะแล้วก้มลงจูบกระหม่อมนางอย่างแผ่วเบา นาคิกิทสึเนะเงยหน้ายิ้มบางให้เขาก่อนจะถอดหน้ากากออกสูดหายใจลึกอย่างสดชื่น


“อา...ชักร้อนแล้วสิ เดินทางไปมาเหนื่อยจะแย่ เจ้าอยากว่ายน้ำไหมนาคิ?” โคกิทสึเนะมารุเอ่ยถาม ท่านหญิงน้อยสั่นหัวนิด ๆ


“ข้า...ว่ายน้ำไม่เป็น เจ้าลงเถอะ”


“หืม? เจ้าว่ายน้ำไม่เป็นรึ?” ได้ยินเช่นนั้นโคกิทสึเนะมารุก็ต้องเลิกคิ้วน้อย ๆ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่านางเคยเป็นนกน้อยในกรงทอง ไม่เคยแม้แต่จะออกไปสัมผัสโลกก็คงไม่แปลกอันใดที่จะเล่นซุกซนเช่นนี้ไม่เป็น “น่าเสียดายนะ…”


“เสียดาย...คงได้แต่นั่งมองเจ้า” เด็กสาวก้มหน้า ยิ้มอย่างเสียดาย ชายหนุ่มเกาหัวนิด ๆ แล้วนั่งยองลงตรงหน้านาง มือใหญ่เลื่อนไปเกลี่ยเก็บเส้นผมสีเงินยาวสลวยที่ปรกอยู่ข้างแก้มนวลอย่างอ่อนโยน


“อย่าทำหน้าเช่นนั้นสิ...เจ้านั่งหย่อนขาเล่นก็ได้ ยังไงข้าก็ไม่ปล่อยให้เจ้าเบื่อหน่ายแน่ นาคิ”


“อื้ม…เจ้าลงเล่นน้ำเถอะ” ได้ยินเช่นนั้นนาคิกิทสึเนะก็ยิ้มออก ริมฝีปากบางประทับจูบข้างแก้มชายหนุ่มอย่างแผ่วเบา โคกิทสึเนะมารุจูบหน้าผากนางตอบก่อนจะรวบร่างเล็กมากอดแน่นอย่างหมั่นเขี้ยว เมื่อพอใจแล้วจึงลุกขึ้นยืนเปลื้องผ้าที่สวมอยู่ออก


“รอข้าตรงนี้นะ อย่าหนีไปไหนล่ะ เข้าใจใช่ไหมนาคิ?” เอ่ยพลางส่งชุดให้นาคิกิทสึเนะรับไปแล้วใช้เชือกรวบผมเอาไว้ เด็กสาวผงกหัวรับคำ ชายหนุ่มยิ้มมอง ใช้สองมือประคองแก้มเด็กสาวให้เงยหน้าขึ้นมาจุมพิตเบา ๆ อย่างรักใคร่ “ถ้าข้าหาไม่เจอ เจ้าจะโดนทำโทษนะ?”


“อื้ม…” แก้มนวลขาวแดงเรื่อเพราะรู้ดีว่าการ ‘ทำโทษ’ ของชายหนุ่มเป็นเช่นไร โคกิทสึเนะมารุหัวเราะก่อนจะหันมองรอบกายว่าปลอดภัยพอที่จะปล่อยให้นาคิกิทสึเนะอยู่คนเดียวได้แล้วจึงหันหลังเดินลงไปในสระ


เด็กสาวขยับกายนั่งให้สบายพลางมองร่างแกร่งที่ค่อย ๆ กลืนหายไปกับสายน้ำ นางจัดแจงพับชุดของสามีแล้วลุกเดินมาริมสระ มือเรียวจับรวบชายผ้าขึ้นนิด ๆ หย่อนขาขาวนวลลงในน้ำเย็นอย่างสบายใจ ดวงตาสีทองเริ่มกวาดมองหาโคกิทสึเนะมารุที่คล้ายจะหายไปนานผิดสังเกต


ทว่าทันใดนั้นเอง ที่นางรู้สึกถึงอะไรที่คว้าจับลงมาบนข้อเท้า หากแต่ยังไม่ทันจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรร่างบอบบางก็พลันถูกดึงพรวดลงในน้ำอย่างไม่ตั้งตัว


นาคิกิทสึเนะตื่นตระหนก ก่อนที่วงแขนแกร่งจะโอบกอดรอบกายแน่น รั้งไม่ให้จมลึกลงถึงจมูก เด็กสาวหอบหายใจเมื่อพ้นน้ำในที่สุดแล้วจึงเงยหน้ามองค้อนคนขี้แกล้งที่อมยิ้มสบายใจ


“ไม่ต้องกลัวไปหรอกนาคิ ข้าอยู่กับเจ้านี่ไง ข้าไม่ให้เมียข้าเป็นอะไรไปหรอกน่ะ” โคกิทสึเนะมารุหัวเราะ จุมพิตหน้าผากมนอย่างอ่อนโยน


“เจ้าแกล้งข้า…” นาคิกิทสึเนะเอ่ยเสียงเบายังตกใจไม่หาย


“เปล่าสักหน่อย...ให้ข้าเล่นน้ำอยู่คนเดียวไม่ใจร้ายไปหน่อยรึ องค์หญิง?” จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ฉีกยิ้มจนเห็นเขี้ยว ปลายจมูกโน้มลงคลอเคลียเรือนผมกรุ่นหอมพลางถีบตัวไปตรงน้ำที่ลึกลงไปอีกนิด ทำให้แขนเรียวของเด็กสาวยิ่งโอบรัดรอบกายเขาแน่นขึ้นด้วยความกลัวเมื่อขาไม่ติดพื้น “ไม่ต้องกลัว...เจ้าจะปลอดภัย ข้าให้สัญญา”


เด็กสาวผงกหัว หน้าแดงนิด ๆ ยามเมื่อรู้สึกถึงทรวงอกใต้อาภรณ์เปียกโชกที่แนบสนิทกับแผงอกเปลือยเปล่า โคกิทสึเนะมารุหลุบตาลงมองแก้มสีเรื่อพลางยิ้มนิด ๆ ก่อนจะก้มลงกดจูบลงบนริมฝีปากอิ่มอย่างแผ่วเบา ท่านหญิงน้อยที่เขินอายเงยหน้าขึ้นรับสัมผัสโดยไม่ต้องบอก ยังความพอใจให้แก่ชายหนุ่มจนต้องกดแรงย้ำลงแนบแน่นอีกและงับดึงริมฝีปากนุ่มนิ่มกระตุ้นอารมณ์


วงแขนเรียวเล็กยกโอบกระชับรอบคอเขา ขณะมือใหญ่เลื่อนกระชับกอด เคล้นคลึงร่างอวบอิ่มใต้อาภรณ์เร่งเร้าอารมณ์กระสันให้ตื่นขึ้นมาจนนาคิกิทสึเนะต้องครางลอดออกมาเบา ๆ กระทั่งพอใจแล้ว โคกิทสึเนะมารุจึงยอมถอนปากแล้วแนบหน้าผากกับนางแผ่วเบา


“อ้อนข้ารึ?” ได้ยินเช่นนั้นเด็กสาวที่หอบหายใจนิด ๆ ก็ต้องก้มใบหน้าแดงเรื่อลงด้วยความเขินอาย ทำเอาชายหนุ่มเผลอหลุดหัวเราะนิด ๆ ด้วยความเอ็นดู “จะมัวเขินอายไปทำไมเล่า เราเป็นผัวเมียกันแล้วนะ?”


จิ้งจอกหนุ่มอมยิ้ม โอบกอดกระชับร่างบอบบางแน่นแล้วพาว่ายขึ้นจากสระ มือใหญ่คว้าเอาชุดคลุมของตนมาปูไว้บนพื้นหญ้าแล้วประคองเมียรักลงนอนพร้อมกับปลดอาภรณ์ที่เปียกโชกออกอย่างรวดเร็วจนเห็นยอดอกสีหวานที่ชูชันราวกับจะเรียกร้องให้สัมผัส ลิ้นร้อนตวัดลงอย่างไม่รีรอขณะนิ้วก็เลื่อนลงสอดแทรกเข้าในกลีบช่องทางนุ่มร้อนเพื่อเตรียมพร้อมรอรับสิ่งที่ใหญ่กว่า


นาคิกิทสึเนะส่งเสียงคราง มือเรียวกำเส้นผมสีเงินของชายหนุ่มไว้หลวม ๆ ขณะบิดร่างไปมาด้วยความเสียวซ่าน โคกิทสึเนะมารุผละริมฝีปาก เลื่อนขึ้นไปจูบแก้มนิ่มอย่างเอ็นดู


“เจ้าหนาวไหม?” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถามพลางขยับลงแนบจุมพิตบนลำคอเรียวระหง แล้วตวัดปลายลิ้นเลียกระตุ้นอารมณ์วาบหวาม นาคิกิทสึเนะส่ายหน้า กระชับกอดแน่นมากขึ้นจนปลายเล็บจิกลงกับแผ่นหลังแกร่งอย่างไม่ตั้งใจ ก่อนจะขยับขาแยกออกให้ชายหนุ่มนิด ๆ ให้นิ้วยาวขยับได้สะดวกขึ้น


“ข้า...ต้องการเจ้า…” ดวงตาสีทองปรือเปิด ครางปนหอบมองอีกฝ่ายอย่างอ้อนวอน โคกิทสึเนะมารุแย้มยิ้มกรุ้มกริ่ม เอ่ยกระซิบเสียงเบาข้างหูนาง


“หืม...ไหนพูดสิว่าข้าเป็นอะไรกับเจ้า?”


“เจ้า...เป็นสามีข้า…” เสียงหวานครางเครือตอบ ก่อนจะได้รางวัลมาเป็นนิ้วยาวที่ดันแทรกลึกเข้าในช่องทาง บดขยี้จุดอ่อนไหวจนนางต้องดิ้นพราดไปมา โคกิทสึเนะมารุพรมจูบบนใบหน้างดงามที่ปราศจากหน้ากากปกปิดพลางขยับตัวให้ดี ๆ แล้วจึงแทรกความเป็นชายเข้าในช่องทางที่ร้อนผ่าวจนนาคิกิทสึเนะต้องแอ่นกายรับทันที


ชายหนุ่มรั้งร่างนางโอบกอดไว้แนบแน่นจนทุกส่วนแนบชิดสนิทกัน นาคิกิทสึเนะหายใจเฮือก ซุกลงกับไหล่กว้างรับแรงที่ขยับเข้ามาในร่าง


“โค...โคกิทสึเนะมารุ...ข้าอยาก...ทำอะไรบ้าง”


“เจ้าอยากทำรึ?” โคกิทสึเนะมารุชะงักแรงนิด ๆ ยามได้ยินเสียงหวานเอ่ย ดวงตาสีแดงหลุบมองเมียรักด้วยความประหลาดใจว่าตนหูฝาดหรือกระไร แต่ก็หัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นหน้าแดงก่ำจึงรู้ว่าไม่ได้ฟังผิดไปแต่อย่างใด “เมียข้าช่าง...ลามกเสียจริง”


“อื้ม…” นาคิกิทสึเนะก้มหน้างุดเอ่ยเสียงเบา “ข้าอยากทำให้เจ้ามีความสุขบ้าง...เพราะที่ผ่านมา ข้ามีแต่รับจากเจ้ามาตลอดเลยนี่นา”


“เช่นนั้นเองรึ?” ชายหนุ่มยิ้มอ่อนโยน ริมฝีปากประทับจูบแก้มนวลนิ่มแล้วพลิกกายลงนอน มือจับประคองเอวบางของนาคิกิทสึเนะให้นั่งคร่อมบนตักดี ๆ “เจ้าต้องทำให้ข้ามีความสุขได้แน่นอน นาคิเอ๋ย”


เด็กสาวยิ้มบางเมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้ววางมือทาบบนอกชายหนุ่มไว้ “สอนข้าด้วย…”


“นาคิ...เจ้านี่นะ” ได้ยินดังนั้นโคกิทสึเนะมารุก็ต้องเลิกคิ้วน้อย ๆ แล้วหัวเราะอย่างนึกเอ็นดูคนอยากลองแต่กลับทำไม่เป็น ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นนั่งพลางเท้าแขนค้ำกับพื้นด้านหลังไว้ “เอ้า ลองขยับเอวดูซิ”


นาคิกิทสึเนะผงกหัวแล้วค่อย ๆ ขยับเอวอย่างช้า ๆ โดยมีมือใหญ่ช่วยประคองไม่ให้หงายล้มไป ชายหนุ่มส่งเสียงครางต่ำในลำคอ ยามสัมผัสได้ถึงแรงเสียดสีที่บนกายแกร่ง ดวงตาสีแดงเหลือบขึ้นมองใบหน้างดงามของเมียรักที่ขึ้นสีเรื่อจาง ริมฝีปากเล็กเผยอครางหอบแผ่ว ๆ ช่างน่าเอ็นดูเสียจนอดไม่ได้


“นาคิของข้า…” โคกิทสึเนะมารุคำรามต่ำ รวบร่างบอบบางเข้ามากอดแน่นก่อนจะขยับกายเสือกสวนขึ้นไปอย่างอดรนทนไม่ไหว นาคิกิทสึเนะสะดุ้งเฮือก ผวากอดรัดเขาไว้แน่นด้วยความไม่ตั้งตัว ชายหนุ่มแนบริมฝีปากงับเล่นข้างใบหูนิ่ม ๆ พลางกระซิบเสียงพร่าตามจังหวะขยับกาย “เจ้าน่ารักเช่นนี้…จะให้ข้าทนมองเฉย ๆ ได้อย่างไรกัน หืม…”


พวงแก้มนวลพลันแดงจัดขึ้นมาอีกยามได้ยินเช่นนั้น นางซุกหน้าลงกับไหล่กว้าง กระชับวงแขนเรียวเล็กกอดรัดร่างแกร่งของชายหนุ่ม โคกิทสึเนะมารุหัวเราะน้อย ๆ ด้วยความพึงพอใจก่อนจะพลิกร่างนางลงนอน กระแทกกายมอบความเปรมปรีดิ์ให้สาวน้อยอย่างหนักหน่วงไม่หยุดยั้ง


จิ้งจอกเจ้าเล่ห์หลุบสายตามองใบหน้าสีเรื่อที่ชื้นเปียกด้วยหยาดเหงื่อ เพียงได้ยินจังหวะหอบหายใจ เขาก็รู้ดีว่านางชอบมันเพียงไร ยิ่งเพิ่มแรง นาคิกิทสึเนะก็ยิ่งส่งเสียงหวาน ๆ ออกมามากขึ้นเท่านั้น


อิจิโกะ ฮิโตฟุริ เจ้าชายองค์โตผู้แสนอ่อนโยนแห่งอาวาตะงุจิหรือจะสนองความต้องการเบื้องลึกสุดของนาคิกิทสึเนะได้?


คำตอบนั้นหรือ...ไม่มีทางเสียหรอก


โคกิทสึเนะมารุแสยะรอยยิ้ม ก่อนจะอ้าปากกัดเข้าที่ต้นคอนวลขาวที่ยั่วยวนสายตาเขามิรู้เลิกมานาน นาคิกิทสึเนะสะดุ้งจนสุดตัวด้วยความเจ็บยามถูกเขี้ยวคมฝังลึกลงกับเนื้อ ก่อนที่มันจะถูกผ่อนประโลมด้วยลิ้นร้อน ๆ ที่ลากเลียผ่าน มือใหญ่ร้อนจับยกเอวบางขึ้น ขยับกายเข้าใส่ไม่ยั้งแรงด้วยความปรารถนาที่ไม่อาจเก็บงำได้อีกต่อไป ได้แต่ปล่อยให้ร่างขยับเคลื่อนไปตามอารมณ์ที่ชักนำจนเกินจะอดกลั้น จังหวะสอดประสานหนักหน่วงขึ้นทุกการเสียดสี อุณหภูมิจากสองเรือนกายเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนจะกระตุกเฮือกขึ้นยามถึงจุดสุดยอด จนต่างฝ่ายต่างปลดเปลื้องอารมณ์ใคร่ เติมเต็มกันและกันจนปริ่มล้น


“โคกิ...โคกิทสึเนะมารุ” นาคิกิทสึเนะครางเสียงหวานสั่นพร่า กอดเขาไว้แน่นยามปลดปล่อย โคกิทสึเนะมารุหอบหายใจ พรมจูบบนใบหน้าหวานซ้ำไปมาอย่างมิรู้เบื่อ ก่อนจะก้มลงซุกนิ่งอยู่ที่ลาดไหล่เล็กบาง


“นาคิ...เจ้าเป็นเมียข้า...ข้าสัญญาจะไม่มีวันยอมให้ใครมาพรากเจ้าไปจากอก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามที”


เด็กสาวเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยยามเมื่อสัมผัสได้ว่าเสียงกระซิบของชายหนุ่มสั่นเครือ มือเรียวยกขึ้นลูบผมชื้นเปียกของเขาเบา ๆ อย่างปลอบโยน


“ข้าก็จะไม่ยอมห่างจากเจ้า…” เอ่ยพลางกดจุมพิตแนบลงข้างขมับเขาอย่างแผ่วเบา “อย่าได้กลัวไปเลย…”


ได้ยินเช่นนั้นโคกิทสึเนะมารุก็สูดหายใจลึก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบสายตานางแล้วยิ้มบางพลางประคองร่างเล็กให้ลุกขึ้นนั่งบนตัก “จริง ๆ เลย...โจรป่าผู้เป็นที่เล่าลือเช่นข้า ยามนี้กลับมาทำตัวเป็นเด็กเล็ก ๆ ให้สาวน้อยเช่นเจ้าปลอบ”


“ไม่เป็นไรหรอก...ก็ข้าเป็นเมียเจ้านี่” นาคิกิทสึเนะแย้มยิ้มอ่อนหวาน ลูบแก้มเขาให้คลายความกังวลใจ โคกิทสึเนะมารุพยักหน้านิด ๆ แล้วกระชับกอดร่างบอบบางแนบอก


“ข้ารักเจ้า...นาคิกิทสึเนะ”


“ข้าก็รักเจ้า…” เด็กสาวยิ้ม กอดตอบเขาแน่นด้วยความรักและโหยหามิต่างกัน ก่อนที่นางจะพลันนึกได้ถึงบางสิ่งที่ทมโบะกิริให้มาพูดจึงเงยหน้าขึ้น


“ฮัดชิ้ว!”


ทว่ายังไม่ทันจะออกปากก็กลับจามออกมาเสียก่อนนี่ จิ้งจอกหนุ่มหัวเราะร่าเมื่อเห็นท่าทางน่ารักของนาง แล้วจึงยอมถอดถอนกายออกมาจากร่างบาง พลางหยิบชุดคลุมมาสวมให้


“ขอโทษทีนาคิ...ข้าก็เผลอลืมไปว่าเจ้าคงหนาวแย่แล้ว” เอ่ยทั้งรอยยิ้มแล้วจุมพิตบนหน้าผากมนอย่างอ่อนโยน นาคิกิทสึเนะถูจมูกนิด ๆ ด้วยความเขินอาย มือกระชับชุดหนาคลุมกายให้อบอุ่นก่อนจะเอ่ยปากต่อจากที่ค้างไว้


“โคกิทสึเนะมารุ...พวกทมโบะกิริถามข้าว่า...จะมีลูกเมื่อไร?”


“หืม…” กลายเป็นโคกิทสึเนะมารุที่ชะงักไปแทน ชายหนุ่มเบิกตานิด ๆ ก้มมองเมียรักที่ถามออกมาอย่างตรงไปตรงมา หากแต่เมื่อเห็นแววตาใสซื่อของนาง เขาก็รับรู้ได้ว่านางเพียงออกปากในสิ่งที่ได้ยินมาจริง ๆ เท่านั้นโดยไม่มีความนัยแอบแฝง ถ้าจะมีอะไรแอบแฝง ก็ไอ้พวกลูกน้องตัวดีของเขานั่นล่ะ…


“ข้าก็เติมเต็มใส่ในตัวเจ้าทุกครั้งเสียด้วยสิ” ชายหนุ่มกลอกตานิด ๆ อย่างลำบากใจเมื่อเห็นนาคิกิทสึเนะเอียงคอสงสัย “พักนี้ร่างกายเจ้าปกติหรือเปล่า?”


“เอ…” เด็กสาวหลุบตาลงครุ่นคิด “ข้าไม่มีรอบเดือน...มาสองสามเดือนแล้ว และบางทีก็พะอืดพะอมเพราะกลิ่นอาหารน่ะ กินได้สักหน่อยก็อาเจียนออก ผิดปกติหรือ?”


โคกิทสึเนะมารุกะพริบตาที่เบิกโตนิด ๆ เหมือนจะกำลังตั้งสติและรวบรวมความคิด ดวงตาสีแดงหลุบลงมองหน้าท้องที่นูนขึ้นมาเล็กน้อย แน่นอนว่าหากไม่เพ่งพินิจดี ๆ จะไม่มีทางสังเกตเห็นเพราะเมียรักตัวเล็กผอมเสียเหลือเกิน


มิน่าเล่า...โซวสะถึงได้ย้ำกับเขาก่อนจะออกจากบ้านครอบครัวซามอนจิมาหนักหนาว่าให้ดูแลนาคิกิทสึเนะดี ๆ พอเขาเถียงไปว่าต้องทำแบบนั้นแน่อยู่แล้ว นางก็ยิ้มตอบกลับมาว่าจะต้องดูแลให้ดีกว่าก่อน


“ข้าว่าบางที...เจ้าคงตั้งท้องเสียแล้ว”


“เอ๋…”


ครานี้นาคิกิทสึเนะเป็นฝ่ายกะพริบตาปริบ ๆ ก้มลงมองหน้าท้องตนแทนบ้าง


“จริงหรือนี่...เจ้ากำลังจะมีลูกให้กับข้าจริง ๆ หรือนาคิ!” ดวงตาที่ตะลึงงันของชายหนุ่มกลับแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นเต้นยินดีเมื่อรู้ว่าเมียรักตั้งครรภ์ก่อนจะโผกอดนางแน่น นาคิกิทสึเนะที่เริ่มได้สติก็ตาเป็นประกายไม่ต่างกัน


โคกิทสึเนะมารุหัวเราะ คลอเคลียแก้มไปกับเรือนผมอ่อนนุ่ม “อา...ข้าตื่นเต้นจริง ๆ นะ...นาคิของข้า ไม่เคยดีใจเท่านี้เลย”


“ข้าก็ด้วย…” นาคิกิทสึเนะหัวเราะน้อย ๆ นางไม่คุ้นชินกับการแสดงออกนัก หากแต่ก็รู้สึกราวกับว่าหัวใจพองโตมากเพียงไร นี่อาจเป็นครั้งแรกที่นางตื่นเต้นดีใจถึงเพียงนี้


“ข้าจะไปบอกข่าวดีกับทุกคน เจ้าพวกนั้นต้องตกใจแน่” โคกิทสึเนะมารุยิ้มบาง มือใหญ่ลูบแก้มเนียนนุ่มของเด็กสาวอย่างอ่อนโยนก่อนจะประคองนางขึ้นอย่างระมัดระวังและช่วยจัดแจงแต่งตัวให้เรียบร้อย


“อื้อ...ทุกคนคงแปลกใจ” ท่านหญิงน้อยหัวเราะ หมุนตัวให้ชายหนุ่มช่วยแต่งชุดได้สะดวก “แล้ว...ท่านพ่อของข้าล่ะ?”


“พ่อของเจ้าจะไม่ดีใจที่จะมีหลานหรือ?” โคกิทสึเนะมารุเงยหน้ามองด้วยความฉงน มือก็ผูกโอบิหลวม ๆ มิให้รัดหน้าท้องนางแน่นเกินไปนักแล้วจึงลุกขึ้นแต่งตัวบ้าง นาคิกิทสึเนะส่ายหัวนิด ๆ


“ท่านพ่อคงไม่รู้ว่าข้าอยู่กินกับเจ้า...ท่านรู้เพียงข้าจะต้องแต่งงานกับอิจิโกะ”


“อีกไม่นานพ่อเจ้าคงทราบเรื่อง” ชายหนุ่มยิ้มพลางก้มลงจุมพิตกระหม่อมนางเบา ๆ พร้อมกับส่งหน้ากากให้สวม ก่อนจะรวบอุ้มร่างเล็กขึ้นมาให้ถนัด “ถึงข้าจะหนีออกจากบ้านมานาน แต่เชื่อว่าน้องชายคงไม่ทอดทิ้งกันเสียหรอก”


“จะไม่เป็นไรใช่ไหม…”


“ไม่เป็นไร...ข้ารับรองได้” โคกิทสึเนะมารุเอ่ยอย่างอ่อนโยนก่อนจะกระชับอ้อมกอด พานางเดินผ่านแนวป่า ตรงกลับไปยังที่ตั้งค่ายลับ เด็กสาวผงกหัวแล้วซุกลงแนบอกเขาพอโล่งใจ มือเรียวลูบหน้าท้องตนอย่างแผ่วเบา


ชายหนุ่มยิ้มบางเมื่อเห็นท่าทางน่าเอ็นดู เขากดจุมพิตลงแนบเรือนผมกรุ่นหอมที่ยังชื้นด้วยเหงื่อและน้ำอยู่จาง ๆ สองเท้าสืบก้าวยาวด้วยเพราะความตื่นเต้นที่จะบอกเล่าข่าวดีกับพวกพ้องของตน นาคิกิทสึเนะทำจมูกฟุดฟิดเล็กน้อยยามได้กลิ่นหอม ๆ โชยมาจากทิศทางที่ตั้งค่าย


“โอ้ กลับมากันแล้ว!” โอเทกิเนะเป็นคนแรกที่ส่งเสียงทักทาย ในขณะทุกคนกำลังก่อไฟย่างไก่ป่าเตรียมมื้อเย็นกันอยู่ “อ้าว ทำไมน้องหญิงเปียกแบบนั้นเล่าลูกพี่!”


“พอดีพวกข้าไปเล่นน้ำกันมาน่ะ” โคกิทสึเนะมารุหัวเราะน้อย ๆ แล้วกระชับอ้อมกอดที่โอบอุ้มเมียรักอยู่แนบแน่น “แต่ว่า...มีข่าวดีกว่านั้น ใช่ไหม นาคิของข้า?”


“อื้ม…” นาคิกิทสึเนะพยักหน้าทั้งรอยยิ้มบาง ๆ เมื่อพวกพ้องโจรป่าได้ยินเช่นนั้นก็ละมือจากการเตรียมอาหาร หันมารอฟังด้วยท่าทางตื่นเต้นไม่ต่างกัน โคกิทสึเนะมารุมองสบตาเด็กสาวก่อนจะประกาศด้วยความภาคภูมิใจ


“นาคิของข้ากำลังมีลูกในท้องล่ะ!”


“โอ้วววว!! จริงเรอะ!?”


“จริงน่ะสิ! พวกเจ้าคิดว่าข้าโกหกหรือไร...นาคิกำลังตั้งท้องอ่อน ๆ น่ารักเสียจริง ๆ” หัวหน้ากลุ่มโจรหัวเราะร่าพลางถูไถคลอเคลียเรือนผมนุ่มนิ่มของเมียรักอย่างมีความสุข ทุกคนเบิกตากว้างก่อนจะส่งเสียงเฮลั่นด้วยความดีใจ


“ยอดไปเลยย! แบบนี้ต้องฉลองเสียหน่อยแล้ว! นิฮงโก! เหล้าของเจ้าล่ะ!”


นาคิกิทสึเนะหัวเราะน้อย ๆ เมื่อเห็นทุกคนกระวีกระวาดไปเตรียมงานฉลอง นางมีความสุขเหลือเกินเมื่ออยู่ที่นี่ ที่ซึ่งทุกคนรักและเอ็นดูนางเสมือนน้องสาว ไม่มีการปฏิบัติที่ยกย่องเป็นท่านหญิงจนดูเหินห่างเหมือนเช่นที่ปราสาท หากแต่กระนั้นก็ให้เกียรตินางอยู่เสมอ


“น้องหญิงอยากกินอะไรรึ?” ทมโบะกิริยิ้มถามอย่างอ่อนโยน ได้ยินเช่นนั้นนาคิกิทสึเนะก็หลุบตาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบ


“ข้าอยากกิน...ไก่แบบที่กินวันก่อน”


“พวกเจ้าได้ยินที่เมียข้าพูดไหม นางอยากกินไก่ หาให้นางกินด้วยล่ะ!” โคกิทสึเนะมารุหัวเราะร่วนแล้วจูบหน้าผากเมียรักเบา ๆ พลางกระชับกอดพานางเข้าไปในกระโจมโดยมีเสียงโห่แซวไล่หลังมาว่าอย่ามัวแต่กกนาคิกิทสึเนะทั้งคืน ให้พานางออกมาฉลองเสียด้วย


ชายหนุ่มประคองร่างบอบบางลงนั่งบนฟูกแล้วก้มลงถอดเสื้อผ้าที่เปียกออกมา นาคิกิทสึเนะหลุบตาลงมองร่างกายเปลือยเปล่าแล้วลูบหน้าท้องที่นูนขึ้นมาเพียงเล็กน้อยเบา ๆ เห็นเช่นนั้นโคกิทสึเนะมารุก็อดยิ้มด้วยความเอ็นดูไม่ได้ ริมฝีปากอุ่นกดจุมพิตบนหน้าผากมน


“เจ้าเช็ดตัวให้แห้งแล้วเปลี่ยนชุดเถอะ ประเดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้ ข้าจะเอาผ้าไปตากก่อน” เอ่ยพลางลูบหัวเมียรักเบา ๆ ก่อนจะเดินออกไปข้างนอกเมื่อนาคิกิทสึเนะพยักหน้ารับ


เมื่อจัดแจงผึ่งผ้าผ่อนที่เปียกโชกเรียบร้อย ร่างสูงก็นึกสนุกแอบย่องกลับเข้ามาในกระโจมที่นาคิกิทสึเนะกำลังเปลี่ยนชุดก่อนจะเข้าไปสวมกอดร่างบอบบางจากด้านหลังแน่นทำเอาเด็กสาวสะดุ้งเฮือกขึ้นจนสุดตัว เรียกเสียงหัวเราะจากคนขี้แกล้งที่ได้เห็นปฏิกิริยาดังหวังได้เป็นอย่างดี


“ทำโอบิหลุดมือเชียวหรือ น้องหญิง?” โคกิทสึเนะมารุหัวเราะแซวแล้วหยิบโอบิที่หล่นพื้นขึ้นมาผูกให้เมียรัก ซึ่งนาคิกิทสึเนะก็ส่งสายตาค้อนเขียวใส่เขาที่มาแกล้งให้ตกใจ “หืมม? เดี๋ยวนี้หัดทำค้อนใส่ข้าแล้วรึ ร้ายนะ ประเดี๋ยวจะโดนมิใช่น้อย”


พอหยอกทีเล่นทีจริงเช่นนั้นท่านหญิงน้อยก็สะดุ้งเม้มปากทันที ชายหนุ่มยิ้มบางแล้วยืดตัวขึ้นจูบแก้มนางเมื่อผูกโอบิเรียบร้อย นาคิกิทสึเนะลูบแก้มตนเองพลางทำจมูกฟุดฟิด


“ข้างนอก...หอมจัง”


“อืม เจ้าพวกนั้นคงกำลังใจตั้งทำมื้อฉลองให้กับเจ้าอยู่แน่” โคกิทสึเนะมารุเอ่ยยิ้ม ๆ เด็กสาวหัวเราะเบา ๆ แล้วเงยหน้ามองเขา


“ทุกคนใจดีมาก…” ริมฝีปากเล็กภายใต้หน้ากากขยับแย้มเป็นรอยยิ้มแสนหวาน “ข้าดีใจที่ได้พบพวกเจ้า”


“ให้ตายสิ...เมียข้าน่ารักอีกแล้ว” โจรหนุ่มหัวเราะ ก้มลงคลอเคลียเรือนผมอ่อนนุ่มไปมาด้วยความรักใคร่ “ทำเอาข้าอยากกินเจ้าขึ้นมาเลยเชียว…”


นาคิกิทสึเนะสะดุ้งถอยกรูดทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น


“ยิ่งหนีแบบนั้นยิ่งทำข้าอยาก...เจ้าก็น่าจะรู้นี่นา ใช่ไหมเล่า? นาคิกิทสึเนะ คุนิโยชิ” โคกิทสึเนะมารุหัวเราะร่า ก้าวเข้าไปหมายจะจับตัวเด็กสาวที่หน้าซีดเผือดเตรียมหาลู่ทางหนี


“ลูกพี่...จะกินข้าวเลยหรือจะรอให้เย็นชืด หืม?” เสียงของทมโบะกิริดังขึ้นราวสวรรค์ช่วย นาคิกิทสึเนะรีบมุดใต้ท่อนแขนกำยำที่กำลังจะสวมกอด โผไปหลบหลังร่างสูงใหญ่ที่ยืนยิ้มอยู่หน้ากระโจมพร้อมกับคนอื่น ๆ จนโคกิทสึเนะมารุต้องมุ่ยหน้าน้อย ๆ


“โฮ่ย...ข้ากำลังจู๋จี๋กับเมีย พวกเจ้าก็ชอบมาขัดเสียจริง”


“ก็จู๋จี๋กันทุกเวลาไม่ใช่เหรอ! ไปเถอะ...น้องหญิงหิวแย่แล้วกระมังนี่” ทมโบะกิริหัวเราะเสียงดังแล้วโอบไหล่นาคิกิทสึเนะไปนั่งบนขอนไม้ ล้อมวงรอบกองไฟด้วยกันโดยมีโคกิทสึเนะมารุเดินตามมาด้วยท่าทางเบื่อหน่ายก่อนจะนั่งลงตรงข้างกายท่านหญิงน้อย


“เอาล่ะ ฉลองให้ลูกพี่ น้องหญิง แล้วก็เจ้าหนูในท้องนะ!” โอเทกิเนะหัวเราะแล้วส่งไก่ย่างให้นาคิกิทสึเนะ เด็กสาวค้อมหัวขอบคุณพลางรับมันมาฉีกกินช้า ๆ


“ป้อนข้าด้วยสิ” โคกิทสึเนะมารุเอียงหัวซบลงกับไหล่บางพลางเอ่ยเสียงออดอ้อน นาคิกิทสึเนะยิ้มนิด ๆ แล้วฉีกเนื้อไก่ป้อนใส่ปากเขาอย่างว่าง่าย


“กินเองสิลูกพี่ก็...” โดดานุกิว่า ก่อนจะถูกโคกิทสึเนะเหลือบมองตาขวางจนต้องสะดุ้งรีบหันหน้าไปอีกทาง


“พวกเจ้านี่มัน...แซวได้แซวดีจริง” หัวหน้ากลุ่มโจรส่งเสียงปนรำคาญแต่ก็กลั้วเสียงหัวเราะในลำคอ พลางฉีกเนื้อไก่ป้อนเมียรักที่อ้าปากงับกินอย่างว่าง่ายบ้าง


“แหม...ลูกพี่ ก็พวกข้ามันตัวคนเดียว เห็นลูกพี่อยู่กินกับเมียมันก็มีอิจฉาบ้างสิ” โอเทกิเนะหัวเราะร่วน


“งั้นพวกเจ้าก็ไปหาสักคนสิ จะได้เลิกมาแซวข้าเสียที” โคกิทสึเนะมารุเอ่ยพลางยักไหล่ไม่ยี่หระแล้วหันไปจุมพิตหน้าผากมนและคลอเคลียร่างบอบบางข้างกายไปมา “ใช่ไหม...นาคิ?”


นาคิกิทสึเนะพยักหน้าแล้วหันไปหาพวกพ้องด้วยใบหน้าใสซื่อ “ไม่ต้องเหงานะ…”


“พูดง่ายแต่ทำยากนะ...ลูกพี่นี่ใจร้ายชะมัด ได้เมียน่ารักแบบนี้” ได้ยินเช่นนั้นเหล่าชายหนุ่มก็พลันน้ำตาตกใน หากแต่ก็ต้องกล้ำกลืนความเจ็บปวดและอิจฉาริษยาเอาไว้ภายในเพื่อยิ้มตอบน้องหญิงของพวกตน


เด็กสาวเอียงคอสงสัยเมื่อเห็นท่าทางแต่ละคนดูแปลก ๆ แต่ยังไม่ทันจะเอ่ยถามอะไรก็พลันสะดุ้งแล้วรีบลุกวิ่งไปหลังต้นไม้ โคกิทสึเนะมารุพลอยตกใจรีบคว้ากระบอกน้ำเดินตามไปดูแลลูบหลังลูบไหล่เมียรักที่กำลังอาเจียนอยู่


“เจ้าไหวหรือเปล่า เมียข้า? เอ้านี่น้ำ” ชายหนุ่มถามด้วยความห่วงใย ประคองนาคิกิทสึเนะที่อาเจียนจนหมดมาแนบอกแล้วส่งกระบอกน้ำในมือให้นางก่อนจะโอบร่างเล็กช้อนอุ้มขึ้นมา “แพ้ท้องหนักอยู่มิใช่รึนี่? นาคิ ข้าเกรงเจ้าจะกินอะไรไม่ได้เลย”


“พอกินได้บ้าง...ไม่กินเลยคงไม่ไหว” นาคิกิทสึเนะส่ายหัวน้อย ๆ พลางสวมหน้ากากคืนเหมือนเดิม “ตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้ว น่าจะพอกินต่อได้”


ชายหนุ่มมองใบหน้าหวานที่พยายามยิ้มบอกเขาอย่างเป็นห่วงแล้วจึงอุ้มนางกลับมานั่งที่เดิมโดยมีคนอื่น ๆ ถามไถ่ด้วยความห่วงใยไม่ต่างกัน ซึ่งเด็กสาวก็ส่ายหน้าเชิงตอบว่าไม่ได้เป็นอะไร


นาคิกิทสึเนะเอนกายพิงสามีผู้เป็นที่รัก งับกินเนื้อไก่ที่เขาฉีกป้อนให้อย่างเอาใจใส่ ดวงตาสีทองเฝ้าจับจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาชวนฝันแล้วยิ้มบาง ๆ กับตนเอง บรรยากาศรอบกายที่ทุกคนคุยเล่นกันนั้นช่างอบอวลด้วยความสุขสนุกสนานและความอบอุ่นอันเหลือล้น เป็นคราแรกที่นางได้มี ‘ครอบครัว’ อื่นที่นอกเหนือจากท่านพ่อและสึรุมารุ


หากแต่เมื่อนึกถึงอิจิโกะที่ยังตามหาตนอยู่...เด็กสาวก็อดหวาดกลัวขึ้นมาไม่ได้ แม้โคกิทสึเนะมารุจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่นางก็ยังอดห่วงไม่ได้อยู่ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวนี้หรือไม่

เด็กสาวหลับตาลง ภาวนาในใจอย่างเงียบงัน…ว่าขออย่าให้เกิดเรื่องร้ายใด ๆ ขึ้นเลย

One Shot : ช็อคโกแลต (Valentine Special) (IchiYagen)

Title : ช็อคโกแลต (Valentine Special)
Pairing : อิจิโกะ ฮิโตฟุริ x ยะเก็น โทชิโร่
Rate : ทั่วไป
Note : วาเลนไทน์ฟิค / ออริจินอลซานิวะ



“ทำอะไรกันอยู่น่ะ”

ยะเก็นร้องถามเมื่อเดินผ่านหน้าห้องครัวได้กลิ่นหอมแปลกประหลาด เพราะความไม่คุ้นเคยจึงอดไม่ได้ต้องชะโงกเข้ามาดู เห็นซานิวะตัวน้อยและสหายดาบทั้งหลาย ทั้งพวกน้อง ๆ และเด็ก ๆ มีดสั้น สึรุมารุ นาคิกิทสึเนะ รวมไปถึงโชคุไดคิริกำลังวุ่นวายกับบางสิ่งอยู่หน้าเตา

“อ๊ะ พี่ยะเก็น!” อาคิตะส่งเสียงร้องทักเป็นคนแรก พลอยทำให้นายท่านและพี่น้องหันกลับมา และวิ่งเข้ามาหาเขาทันที “พี่ยะเก็น ดูสิ ๆ กำลังทำช็อคโกแลตล่ะครับ!”

“ช็อคโกแลต...เพื่ออะไรน่ะ?” พี่ชายเลิกคิ้วประหลาดใจ ทำไมจู่ ๆ นึกครึ้มอยากทำช็อคโกแลตกันเนี่ย

“พรุ่งนี้วันวาเลนไทน์แล้ว...หนูอยากทำช็อคโกแลตให้คุณฮาเซเบะ ก็เลยให้คุณมิทสึทาดะสอน แล้วก็ชวนทุกคนมาทำด้วยกันน่ะค่ะ” เห็นอารุจิตัวน้อยยิ้มเอ่ยทั้งแก้มเรื่อแดงเขินอายเช่นนั้น ยะเก็นก็ถึงบางอ้อ คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยได้ยินมิดาเระเคลิ้มให้ฟังเกี่ยวกับวันแห่งความรักอะไรสักอย่างที่จะต้องมอบช็อคโกแลตให้คนที่ชอบอยู่เหมือนกัน

แต่นึกภาพฮาเซเบะตอนได้รับช็อคโกแลตจากนายท่านแล้วก็หมั่นไส้อยู่ไม่เบาแฮะ...

“ยะเก็นก็มาทำช็อคโกแลตด้วยกันสิ! ถ้าพี่อิจิได้ช็อคโกแลตจากยะเก็นจะต้องดีใจแน่ ๆ” มิดาเระร้องชวน ยะเก็นสั่นหัววืดแทบไม่เสียเวลาคิด

“ช็อคโกแลตวาเลนไทน์นี่ต้องทำให้คนที่ชอบไม่ใช่หรือไง? อีกอย่างข้าไม่เหมาะกับการทำอะไรแบบนั้นหรอกน่า พี่อิจิได้ช็อคโกแลตจากพวกเจ้าก็ดีใจแล้ว” มือใต้ถุงมือสีดำโบกไปมาเป็นเชิงว่าให้ตายก็ไม่ทำหรอก ทว่ามิดาเระกลับยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์

“ก็ชวนมาทำช็อคโกแลตให้คนที่ชอบนี่ไง” เหล่าน้องชายหันกลับไปมองคนพูดตาปริบ ๆ จึงไม่ทันเห็นใบหน้าที่แดงเรื่อขึ้นมาของยะเก็นและเจ้าตัวก็รีบกระแอมปกปิดความเขินทันก่อนเด็ก ๆ จะหันกลับมา

“ไม่ล่ะ...พวกเจ้าทำเถอะ ยังมีธุระต้องทำอีกเยอะน่ะ” ว่าแล้วก็ลอบถลึงตาใส่มิดาเระที่แอบหัวเราะคิกคักไปทีหนึ่ง พลางมือก็ขยี้ผมพวกน้องชายเบา ๆ ก่อนจะรีบเดินออกมา

ช็อคโกแลตให้คนที่ชอบหรือ...จะให้ทำต่อหน้าน้อง ๆ ได้อย่างไรกัน

ยะเก็นรู้มาว่ามีช็อคโกแลตสองประเภทที่จะให้กันในวันวาเลนไทน์ และที่พวกน้อง ๆ กำลังทำอยู่คงจะเป็นช็อคโกแลตตามธรรมเนียมให้กับพี่ชายอย่างอิจิโกะ แต่ในฐานะพี่ เขาไม่ค่อยอยากจะให้เหล่าเด็กน้อยเห็นตอนตนทำช็อคโกแลตสักเท่าไร...คงดูไม่จืดพิกล

จะไม่ให้อะไรกับพี่อิจิเลยก็คงไม่ได้สินะ…

เด็กหนุ่มหยุดยืนครุ่นคิด ถึงน้อง ๆ และไทโชจะบอกว่าเขาเก่งไปเสียทุกอย่าง แต่ยะเก็นก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเรื่องเดียวที่ตนเชี่ยวชาญคือเรื่องทางการแพทย์ ฝีมือทำขนมหรือก็มิได้เลิศเลอ เวรห้องครัวก็ไม่เคยเข้าเพราะต้องประจำแต่ที่ห้องพยาบาล

เกิดทำช็อคโกแลตให้พี่อิจิ...กินแล้วตายจะทำอย่างไร จะปรุงยาแก้ทันไหมนี่?

“อืออ…” อดไม่ได้จนต้องเอามือขยี้ผมตนเองให้เลิกคิดมาก เขาไม่กล้าอยู่แล้วที่จะไปขอให้โชคุไดคิริสอนทำช็อคโกแลต ไม่ได้เหมือนสาวน้อยวัยแรกรุ่นเสียหน่อย

เอาเถอะ...ยังไงก็ต้องหาอะไรให้พี่อิจิเป็นของขวัญด้วยล่ะนะ

-

วันวาเลนไทน์มาถึงฮงมารุในที่สุด บรรยากาศในเรือนยามสายค่อนข้างจะคึกคักเมื่อถึงเวลาให้ช็อคโกแลตตามที่นายท่านตัวน้อยกำหนด แต่ละคนโดยเฉพาะคนมีคู่ต่างก็มอบช็อคโกแลตที่ซุ่มทำกันอยู่กับโชคุไดคิริให้แก่ครอบครัวและคนที่ตนรัก แน่นอนว่าผู้ที่ได้ช็อคโกแลตมากที่สุด คืออิจิโกะ ฮิโตฟุริ ผู้มีน้องชายกว่าสิบคน (และอาอีกหนึ่ง)

แน่ล่ะ อิจิโกะมีความสุข แต่เขาก็ยังรู้สึกราวกับขาดบางสิ่งไป โดยเฉพาะเมื่อไม่เห็นยะเก็นอยู่ในสายตาตลอดวัน

คงไม่มีช็อคโกแลตให้สินะ...นั่นสิ ก็อีกฝ่ายคือยะเก็นนี่นา

คนเป็นพี่ชายได้แต่กล้ำกลืนน้ำตาและฝืนยิ้มด้วยความอิจฉาใครหลาย ๆ คนในเรือนที่ได้ช็อคโกแลตจากคนรัก...เขาก็มีคนรักแล้วเหมือนกันแท้ ๆ ถึงจะเป็นความลับก็เถอะ...

หากไม่รวมเฮชิคิริ ฮาเซเบะที่อารมณ์ดีเป็นพิเศษด้วยพลังของช็อคโกแลตจากนายท่าน วันนั้นก็ผ่านไปโดยไม่มีอะไรต่างไปจากปกติ หลังจากให้ช็อคโกแลต นั่งเล่นพูดคุยกัน ทุกคนก็แยกย้ายไปทำงาน อิจิโกะนึกอยากจะคุย อยากจะอ้อนยะเก็นเสียหน่อย แต่ไม่มีโอกาสสักที เพราะตัวเขาเองก็มีภาระหน้าที่ต้องทำ และน้องชายก็หายหน้าไปตั้งแต่หลังมื้อเช้า

เอาเถอะ...ตอนค่ำคงไม่สาย

อิจิโกะถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำอีก จนทาโร่ทาจิที่ทำงานเลี้ยงม้าด้วยกันถึงกับต้องออกปากถามด้วยความเป็นห่วง

“ท่านทาโร่ทาจิได้รับช็อคโกแลตจากท่านจิโร่ทาจิหรือเปล่าขอรับ?” อีกฝ่ายเลิกคิ้วเมื่อเขาตอบด้วยคำถามไปเช่นนั้น หากแต่ก็พยักหน้ารับ

“ออกจะน่าแปลกใจอยู่ไม่น้อย แต่จิโร่ทาจิก็มอบสิ่งที่เรียกว่าช็อคโกแลตให้ข้าขอรับ” ทาโร่ทาจิเอ่ยตอบ “ท่านอิจิโกะก็ได้รับช็อคโกแลตจากน้องชายมากมายมิใช่หรือขอรับ? เหตุใดทำสีหน้าเศร้าสร้อยเช่นนั้น...”

อิจิโกะยิ้มบางอย่างติดความเศร้าเล็กน้อย “แต่ว่า...คนข้าอยากได้ช็อคโกแลตจากเขามากที่สุด ไม่ได้มอบให้น่ะขอรับ”

“อย่าเสียใจไปเลยขอรับ” โอดาจิร่างสูงว่า เอื้อมมือมาบีบที่บ่าของเขาเบา ๆ คล้ายจะเป็นการปลอบโยน “ข้าว่าคนผู้นั้นคงไม่ใจร้ายกับท่านถึงเพียงนั้นเป็นแน่ขอรับ”

พี่คนโตของบ้านอาวาะงุจิได้ยินดังนั้นก็ทำได้เพียงยิ้มแหยตอบ

เมื่อตะวันลับขอบฟ้า ดวงจันทร์เคลื่อนสูง อิจิโกะที่ส่งเหล่าน้องชายเข้านอนเรียบร้อยแล้วก็รีบตรงกลับห้องตัวเอง ทำอย่างไรได้ ในเมื่อเขาจะกลั้นความรู้สึกอยากงอแงไม่ไหวแล้วเมื่อยะเก็นไม่มาสนใจ แม้จะยังคงพยายามทำหน้าที่พี่ชายที่สมบูรณ์จนแล้วเสร็จได้ด้วยดี แต่มันก็เจ็บปวดใจเหมือนกันนะ!

เฮ้อ...คงไม่มีจริง ๆ นั่นล่ะ เผลอตัวหวังลม ๆ แล้ง ๆ มาทั้งวันเสียได้

จิตวิญญาณทาจิเพียงหนึ่งเดียวของโยชิมิทสึล้มตัวลงนอนบนฟูก ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมหน้า ตั้งใจจะอยู่เงียบ ๆ แบบนั้นไปจนกว่าจะหลับ…

……
..

ทว่า จนแล้วจนรอดก็ยังตาสว่างไม่หลับเสียที มัวแต่นึกถึงยะเก็นกับช็อคโกแลตที่ไม่ได้มาไม่เลิกราอยู่นั่นล่ะ…ถ้าไม่ติดว่านี่ดึกแล้วเขาก็อยากจะรีบไปหาน้องชายแล้วกอดแน่น ๆ สักทีเหลือเกิน

ครืดด…

เสียงเลื่อนประตูที่ดังขึ้นอย่างแผ่วเบาทำให้อิจิโกะที่คลุมโปงอยู่สะดุ้งน้อย ๆ ...ก็เคยได้ยินจากน้อง ๆ กับนายท่านว่าในเรือนอาจมีวิญญาณสิงสู่อยู่หรอก

แต่ว่า...ไหงคืนนี้มันนึกครึ้มมาหาเขาได้

ถึงจะไม่ได้กลัวจนต้องหนีเปิงอะไรขนาดนั้น ก็อดขนลุกเกรียวหน่อย ๆ ไม่ได้...มือค่อย ๆ ร่นเอาผ้าห่มลงอย่างเชื่องช้าจนเห็นเงาตะคุ่มที่ข้างหัวนอน

เงาที่แสนคุ้นตา

ชายหนุ่มเบิกตา หัวใจเต้นรัวแรง ปากไม่ทันจะทำงาน มือก็เอื้อมไปคว้าข้อมือของเงานั้นไว้ราวกับควบคุมไม่ได้ อีกฝ่ายสะดุ้งเฮือก หันขวับมาทำให้เขาเห็นใบหน้าที่อยู่กลางแสงจันทร์ได้อย่างชัดเจน

“หวา…!?” ไม่ปล่อยให้คนผู้นั้นออกปากคำใด ๆ อิจิโกะดึงร่างผอมบางให้ล้มลงมาทับบนตัว โอบแขนกอดเอวเพรียวไว้แน่น พลางซุกใบหน้าหมดจดลงข้างไหล่กลมมนด้วยความคิดถึงจนสุดหัวใจ

“นึกว่าจะไม่มาซะแล้ว…” ส่งเสียงงอแงไปอย่างทนไม่ไหว ถูไถคลอเคลียใบหน้าออดอ้อนไปมา จนเรียกเสียงถอนหายใจเบา ๆ จากน้องชายที่นอนอยู่บนร่างได้เป็นอย่างดี

“ไม่มาก็จะเป็นหนักกว่านี้เอาน่ะสิ?” ยะเก็นหัวเราะน้อย กดจุมพิตลงบนหน้าผากเขา ก่อนจะยกของในมือที่ยังไม่ทันวางไว้ข้างฟูกขึ้นมา “ข้าทำอาหารไม่เก่ง...ก็เลยคิดว่าทำแบบนี้ให้พี่อิจิดีกว่า”

“หืม...นี่มัน?” อิจิโกะกะพริบตาปริบ มองถุงเครื่องรางล็ก ๆ ด้วยความงุนงง ยะเก็นอมยิ้มมุมปากแล้วเลื่อนมันมาอังหน้าจมูกเขา จนได้กลิ่นหอม ๆ กลิ่นเดียวกับที่ฟุ้งอยู่ทั่วเรือนวันนี้

กลิ่นช็อคโกแลต?

“ข้าเย็บถุงเครื่องรางแล้วอบกลิ่นช็อคโกแลตลงไป...กว่าจะทำสำเร็จ แต่ก็ไม่แน่ใจนะว่ากลิ่นจะติดนานแค่ไหน” เด็กหนุ่มว่า ปล่อยมือให้พี่ชายรับถุงเครื่องรางไปกำไว้แน่น แล้วสอดแขนโอบกอดไว้หลวม ๆ คล้ายปลอบโยน “โทษทีนะพี่อิจิ ที่วันนี้ไม่ค่อยได้คุยเพราะข้ามัวคิดวิธีทำเจ้านี่อยู่ สาหัสกว่าที่คิด”

“พี่ใจหายนึกว่าจะไม่ได้ช็อคโกแลตจากยะเก็นแล้วซะอีก...จริง ๆ เลย” พี่ชายยิ้มบาง กดจุมพิตลงบนถุงเครื่องรางนั้นเบา ๆ แล้ววางมันลงตรงข้างหัวนอน ก่อนจะโอบกอดยะเก็นพลิกร่างขึ้นมาคร่อมไว้แทน

ทำเอาฝ่ายโดนพลิกถึงกับชะงัก

“ดะ...เดี๋ยวสิ พี่อิจิ”

เจ้าชายของฮงมารุคลี่ยิ้มอ่อนหวาน แต่ยะเก็นกลับเห็นมันเป็นรอยยิ้มที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด...พลาดไปแล้ว ไม่น่าปล่อยพี่อิจิเหงาทั้งวันเลย

ทั้งที่เขารู้จักนิสัยของ ‘คนรัก’ ดีแท้ ๆ

ตายแน่...

“แต่จะมีธุระยุ่งยังไง ไม่คุยกับพี่เลยนี่จะใจร้ายเกินไปแล้วนะ ยิ่งวันวาเลนไทน์แบบนี้แล้วด้วย” มือใหญ่อบอุ่นตรึงสองมือของคนที่หน้าซีดเผือดเอาไว้ ยิ้มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ยะเก็น...เตรียมใจดีแล้วใช่ไหม”

“พะ...พี่อิจิ มีอะไรค่อย ๆ พูดค่อย ๆ จ-- อื๊มมม”

เอ่ยได้เท่านั้น ก่อนที่เสียงจะถูกกลืนหายด้วยเพราะริมฝีปากเอาแต่ใจที่กดทับลงมา

และพี่ชายใจร้ายก็ไม่ยอมให้เขาพูดอะไรได้อีกเลยจนตลอดคืนวาเลนไทน์...

One Shot : ฤดูกาลดอกซากุระขาว (MikaTsuru)

Title : ฤดูกาลดอกซากุระขาว
Paring : มิคาสึกิ มุเนะจิกะ x สึรุมารุ คุนินากะ
Rate : ทั่วไป



「白い桜の花の季節は 遠く夢の中にだけ」
“ฤดูกาลดอกซากุระขาว มีเพียงแต่ในฝันแสนไกลห่าง”
- 初音ミク - 夢と葉桜 -



ณ ใต้ต้นซากุระที่ผลิดอกสีขาวงามสะพรั่ง

คือสถานที่ซึ่ง มิคาสึกิ มุเนะจิกะ ลืมตาตื่นขึ้นมาจากความฝันแสนยาวนาน

ชายหนุ่มกะพริบดวงตาจันทร์เสี้ยว ยามเพ่งเห็นร่างสีขาวลางเลือนอันคุ้นเคยของภรรยาแสนรักที่เล่นซุกซนอยู่มิห่าง ริมฝีปากก็พลันหยักยิ้มออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ร่างสูงโปร่งเอนกายพิงลำต้นแกร่ง เงยหน้ามองกลีบดอกไม้เล็กกระจ้อยปลิวโปรยลงมาตามสายลมอ่อนอย่างเชื่องช้าราวกับกำลังร่ายระบำ

“อา...ซากุระขาว…” เสียงทุ้มนุ่มพึมพำกับตนเอง พลางเหยียดแขนเอื้อมไปรองรับกลีบซากุระขาวที่ร่วงโรยมาต้องฝ่ามืออย่างแผ่วเบา

งดงามเสมือนกับเจ้า...ยอดรักเพียงหนึ่งเดียวของข้า

มิคาสึกิลอบมองแผ่นหลังของสึรุมารุ ดูเหมือนเจ้าตัวจะยังไม่ทันสังเกตว่าเขาตื่นแล้ว เอาแต่เก็บกลีบซากุระที่กลาดเกลื่อนอยู่บนพื้นดินขึ้นมาเล่น บางทีก็ลุกขึ้นวิ่งไปรอบ ๆ อย่างสนุกสนาน ดาบจันทร์เสี้ยวแย้มยิ้มบาง อดคิดไม่ได้ว่าภรรยาสุดที่รักไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนมากมายนัก

แต่นั่นก็เป็นเรื่องดี...เพราะหากวันใดสึรุมารุเอาแต่นอนหงอยซึม เขาคงจะเป็นคนแรกที่สติแตกแน่ ๆ

ดวงตาคู่งามปรือปิดลงอย่างช้า ๆ คิดอยากจะเข้าสู่ภวังค์ฝันและพักผ่อนต่ออีกสักหน่อย ด้วยความรู้สึกว่ายังคงเหน็ดเหนื่อยไม่หาย ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด

แต่คงจะไม่พ้นเพราะต้องคอยรับมือกับความซุกซนของภรรยาตัวน้อยเป็นแน่...มิคาสึกิหัวเราะเบา ๆ

ไม่ว่าเวลาจะผ่านผันสักกี่พันปี...แม้เจ้าจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่จนวิวาห์กับข้าแล้ว...ก็ยังคงติดนิสัยเหมือนเมื่อครั้งเยาว์วัยมิมีผิด...เจ้าเมื่อครั้งเยาว์วัยที่ตัวข้าไม่มีวันลืมเลือน

ยังไม่ทันจะหลับงีบให้สบายสักตื่น มิคาสึกิก็พลันรู้สึกได้ถึงความแปลกแปร่งราวกับกำลังถูกผู้ใดจับจ้องอยู่ จอมดาบผู้งดงามขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาจันทร์เสี้ยวจำต้องเปิดขึ้นมาอีกครั้งจนสบเข้ากับดวงตาสีทองที่อยู่ห่างเพียงชั่วคืบ จนเขาต้องเผลอกลั้นลมหายใจ

“ยอดรัก...จะทำให้คนแก่หัวใจวายตายด้วยเหตุนี้รึ?” ผู้อาวุโสในร่างหนุ่มฉกรรจ์หัวเราะแห้ง ๆ ยามสึรุมารุฉีกยิ้มกว้างสดใสคล้ายจะพึงใจที่กลั่นแกล้งเขาได้สำเร็จอีกครั้ง

“ตกใจใช่ไหมเล่า!” กระเรียนขาวเอ่ยเสียงเริงร่า หยัดกายลุกยืนเต็มความสูงพลางเอื้อมมือมาหาเขาเป็นการเรียกกลาย ๆ ให้ลุกขึ้น “ข้าเจอที่ดี ๆ ด้วยล่ะ...จะพาเจ้าไปนะ”

“เอ...ที่ไหนรึ? ดีกว่าที่ใต้ต้นซากุระขาวนี่หรือ?” มิคาสึกิยิ้มบาง มือใหญ่สอดจับมือเพรียวเล็กของภรรยาสุดที่รักแล้วจุมพิตเบา ๆ ลงบนฝ่ามือกรุ่นหอม ทำให้สึรุมารุยิ้มกระตุกเล็กน้อยก่อนที่จันทร์เสี้ยวจอมเกียจคร้านจะยอมลุกขึ้น

คนอ่อนวัยกว่าจับมือเขาเดินออกห่างจากใต้ต้นซากุระ พาตรงไปยังแนวป่าที่มิคาสึกิไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน ร่างบอบบางเขย่งเอื้อมเด็ดผลไม้ ปีนป่ายก้านกิ่งซุกซนไปตามเรื่องโดยมีสายตาของผู้เป็นสามีที่ยิ้มมองและคอยเฝ้าประคองมิให้หล่นลงมาบาดเจ็บ

“รับนะ!” สึรุมารุโยนผลไม้สุกจากบนต้นมาให้เขา มิคาสึกิหัวเราะพยายามรับผลไม้ทั้งหมดเอาไว้ให้ได้ แม้จะมีพลาดหล่นไปบ้างเล็กน้อยก็ตามที เจ้าของเรือนผมสีขาวสะอาดดุจปุยหิมะหย่อนกายนั่งอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่พลางอมยิ้มสนุกสนาน “เก่งนี่ พลาดไปไม่กี่ลูก-- อ๊ะ!”

“สึรุมารุ!” มิคาสึกิที่กำลังก้มเก็บผลไม้ที่หล่นกลิ้งอยู่บนพื้นสะดุ้ง เมื่อจู่ ๆ ร่างของภรรยารักก็เซหงายหลังจากกิ่งไม้ ร่างสูงโปร่งแทบจะทิ้งผลไม้ทั้งหมด ถลากายเข้าไปรับหากแต่สึรุมารุก็ใช้ขาเกี่ยวที่นั่งของตนไว้ ทิ้งตัวห้อยหัวหัวเราะร่วน

“ฮี่ ๆ โดนหลอก”

“เดี๋ยวเถอะเจ้า…” จอมดาบจันทร์เสี้ยวทำหน้ามุ่ยนิด ๆ ยามรู้ว่าถูกแกล้ง แต่ก็อดที่จะถอนหายใจอย่างโล่งอกไม่ได้เมื่อเห็นว่าสึรุมารุไม่เป็นอันตราย

ทว่ายังไม่ทันจะดุว่าเสียให้หายหนักอก...ร่างที่ห้อยต่องแต่งอยู่กับกิ่งไม้ก็เกิดร่วงลงมาของจริง!

มิคาสึกิตัวชาวาบ ตรงดิ่งเข้าไปรับร่างของสึรุมารุเอาไว้ได้ทันท่วงทีก่อนจะหล่นถึงพื้น เขาหอบหายใจ มองร่างเล็กบางในอ้อมแขนที่ค่อย ๆ ปรือตาขึ้นมาทีละข้าง ในใจมีเพียงความร้อนรนปนเป็นห่วง...หากแต่ไม่มีแม้เศษเสี้ยวความรู้สึกที่อยากจะตำหนิเด็กน้อยผู้เป็นที่รักเลย

“ไม่บาดเจ็บใช่ไหม? ยอดรัก” ในที่สุดเขาก็ยิ้มออกมาได้เมื่อเห็นดวงตากลมสีทองที่ฉายแววสำนึกผิดออกมาเองโดยที่ไม่ต้องดุว่า ริมฝีปากกดแนบลงกับหน้าผากมน วงแขนกระชับกอดภรรยาที่รักแนบแน่นด้วยความยินดีสุดหัวใจ

“โทษที ๆ ...เมื่อกี้ผิดพลาด” สึรุมารุหัวเราะ โอบกอดรอบคอเขาไว้และจุมพิตข้างแก้มตอบราวกับแทนคำขอโทษ “นี่...ตอนอยู่บนต้นไม้ ข้าเห็นลำธารด้วยล่ะ ไปกันไหม ผ่อนคลายเสียหน่อย”

ริมฝีปากได้รูปคลี่ยิ้มอ่อนโยนยามได้สดับเสียงนั้น ดูเหมือนว่าเด็กน้อยจะไม่เป็นไรจริง ๆ รู้ได้จากการสำนึกผิดเพียงชั่วครู่ก็นึกหาเรื่องเล่นสนุกต่อได้แล้ว

“เอาสิ...กระเรียนน้อยของข้า ต้องพึ่งเจ้าให้นำทางเสียแล้ว”

“เดี๋ยวเถอะตาแก่...ข้าไม่ใช่กระเรียนน้อยแล้วนะ อายุก็เป็นพัน ๆ ปีแล้ว” คนอ่อนวัยกว่าหย่อนตัวลงยืนกับพื้น จับประสานมือเขาไว้แนบสนิท มิคาสึกิยิ้มบางยามรู้สึกได้ถึงไออุ่นอวลจากเรียวมือข้างนั้น

สองร่างก้าวเดินข้างเคียงกัน ผ่านเส้นทางที่อุดมไปด้วยแมกไม้ซึ่งแตกกิ่งก้านสาขา แผ่ร่มใบพลิ้วงามไสวยามลมต้อง กลิ่นหอมหวนรัญจวนจากดอกไม้ป่าริมข้างทางโชยผ่านนาสิก ชวนให้รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

อา...นี่คือความสุขที่เขาเฝ้าฝันหามานานนับพันปี

นับจากแยกกับสึรุมารุเมื่อวันหนึ่งในอดีตไกลแสนไกลจนมิอาจจดจำ มิคาสึกิก็รู้ได้ว่าใจตนกลวงเปล่าเพียงไร หาได้มีสิ่งใดมาเติมเต็มได้อีก เพียงแต่ถูกส่งผ่านมือชนชั้นสูงไปเรื่อย ๆ ...เรื่อย ๆ ...ถูกวางตั้งเอาไว้บนแท่น ในตู้กระจก เป็นสิ่งของล้ำค่าในสายตาผู้อื่น แต่ไร้ค่านักในมโนสำนึกตนเอง

กระทั่งถูกปลุกขึ้นมาในฐานะ ‘จิตวิญญาณดาบ’ ผู้รับภาระหน้าที่ปกป้องห้วงประวัติศาสตร์...ดาบล้ำค่าแห่งซังโจจึงมีโอกาสได้พบกับกระเรียนขาวที่เขาเคยคิดว่าจะไม่อาจพบหน้าได้อีกตลอดไป

เด็กน้อยของเขาเติบโตขึ้นมากนัก ผ่านอะไรต่อมิอะไรมาหลากหลาย...หากแต่เยื่อใยใจรักที่มีต่อกันไม่เคยลบเลือนเปลี่ยนแปร เป็นคราแรกที่มิคาสึกิได้ร่วมรบ ได้ใช้ชีวิตกับสึรุมารุอีกคราว เพิ่มพูนความผูกพันให้ยิ่งแนบแน่น จนในที่สุด...

ทั้งสองสมรสกันด้วยจอกสาเก...ภายใต้ฟากฟ้าของราตรีที่จันทร์เสี้ยวแสนงดงาม

จอมดาบจันทร์เสี้ยวหัวเราะยามสึรุมารุกระโดดลงวิ่งเล่นในลำธารลึกเท่าเข่า สาดน้ำเข้าใส่จนตัวเขาเปียกปอนไปหมด

ดาบอาวุโสยิ้มพราว ก่อนจะตรงเข้าสวมกอดรัดร่างสีขาวบอบบางผู้ซึ่งกำลังหัวเราะสนุกสนานจนชุ่มโชกไปด้วยกัน สองร่างทิ้งกายสู่สายน้ำ ปลดเปลื้องอาภรณ์ออกจนเปลือยเปล่า แล้วสวมกอดแลกเปลี่ยนไอสัมผัสอุ่นร้อนแก่กันและกัน อีกครั้ง...อีกครั้ง...และอีกครั้ง

จันทร์เสี้ยวผู้งดงามพรมจุมพิตบนกระหม่อมของภรรยายอดดวงใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยามโอบกอดร่างบอบบางกระชับไว้แนบสนิทกาย พิงขอบธารพักหายใจ

“สึรุของข้า…” เสียงทุ้มพร่ำกระซิบชิดริมหูเล็ก มือลูบไล้ไปตามเอวเพรียวเนียนขาวของกระเรียนน้อยอย่างอ่อนโยน “ข้ารักเจ้า...ยอดรัก ข้าจะไม่ยอมให้มีสิ่งใดพรากเราจากกันได้”

สึรุมารุชะงักนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อเขาเอ่ยเช่นนั้นออกไป ร่างเล็กกว่าทอดถอนลมหายใจช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบา


“ทำไมเจ้า...ถึงมาที่นี่ล่ะ?”


กลับกลายเป็นมิคาสึกิที่ต้องชะงักไปเสียแทน เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาพบว่าตนสวมอาภรณ์ กลับมานั่งเอนกายอยู่ที่ใต้ต้นซากุระขาวเมื่อไหร่มิอาจทราบ ดวงตาจันทร์เสี้ยวสั่นระริกยามสึรุมารุเงยหน้าขึ้น สบตาเขาด้วยนัยน์ตาสีแดงก่ำดุจโลหิต

“นี่ไม่ใช่ที่ของเจ้า...ไปเสียให้พ้น” ร่างใต้อาภรณ์สีดำสนิทผละจากอ้อมกอดเขาแล้วลุกขึ้นยืน สีหน้าที่ซุกซนอยู่เป็นนิตย์กลับนิ่งเฉยเย็นชา ปราศจากสิ้นซึ่งอารมณ์ใด ๆ เส้นผมสีขาวแสนงดงามแปรเปลี่ยนเป็นสีดำมิต่างกัน

“...ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้าตอนนี้”

ได้ยินคำนั้น มิคาสึกิรู้สึกราวกับถูกดาบคมกรีดเฉือนลึกเข้าไปถึงดวงใจ จนหยาดเลือดรินไหลท่วมไปทั้งอกเสียอึดอัดทรมาน ร่างสูงรีบลุกขึ้นยืน มองใบหน้างดงามของสึรุมารุด้วยความไม่เข้าใจ

ยามนั้น...กลีบซากุระขาวที่ชูช่อไสวอยู่เหนือกิ่งก้านลำต้น ก็พลันแตกกระจายออกเป็นสีแดงฉาน

“สึรุ…”

“จะไปไหนก็ไปเสีย” ร่างบอบบางที่ยิ่งดูบางและเล็กลงไปอีกยามอยู่ในอาภรณ์สีดำหันหลังให้เขา เอ่ยเสียงเรียบเฉยชา มิคาสึกิกัดริมฝีปาก ส่ายหน้าวืดก่อนก้าวเข้าไปจะสวมกอดสึรุมารุ หากว่าเพียงสัมผัสแขนเสื้อสีดำสนิทเบา ๆ ก็รู้สึกราวกับถูกเปลวไฟร้อนแผดเผาเข้าจนต้องถอยออกห่าง

“มันเกิดอะไรขึ้นสึรุ...เจ้าจะให้ข้าไปที่ใดกัน! ยอดรัก...ที่ของข้ามีเพียงข้างกายเจ้านะ!” จอมดาบจันทร์เสี้ยวฝืนปั้นรอยยิ้มอ้อนวอน พยายามเปล่งเสียงเอื้อนเอ่ยผ่านลำคอแสนตีบตัน “โปรดเถิดคนดี...อย่าผลักไสข้าเลยได้ไหม กลับมาหาข้า กระเรียนขาวผู้งดงามของข้า”

สึรุมารุยืนนิ่งเงียบงัน ขณะกลีบซากุระสีแดงชาดปลิวสะบัดดังพายุรอบร่างจิตของมิคาสึกิ และลำต้นเปลือยเปล่าไร้ดอกใบของมัน ดาบซังโจผู้งดงามแววตาสั่นริก ยกแขนขึ้นบังตนจากสายลมรุนแรง

“มิคาสึกิ...นี่ไม่ใช่ที่ของเจ้า” กระเรียนสีดำค่อย ๆ หันกลับมา มิคาสึกิเบิกตากว้างยามเห็นธารน้ำตาสีเลือดบนพวงแก้มขาวผ่องที่เขามักจะชิงหอมเมื่อยามเจ้าของมิตั้งตัว ริมฝีปากบางที่เขาเคยจุมพิตอยู่ซ้ำไปมาขยับแย้มเป็นรอยยิ้ม

หากแต่มันช่างเป็นรอยยิ้มที่สุดแสนจะเศร้าสร้อยยิ่งนัก

“เมื่อถึงเวลา...แม้กาลจะผันผ่านนับพันนับหมื่นปี...เราจะได้พบกัน”

หยาดน้ำใสรินไหลคลอออกจากดวงตาจันทร์เสี้ยวเมื่อได้ฟังเสียงกระซิบสุดท้ายนั้น มือพยายามเอื้อมคว้าไขว่ หากแต่ร่างของสึรุมารุก็ไกลห่างออกไปทุกที ท่ามกลางมวลกลีบซากุระที่บดบังทุกภาพเบื้องหน้าจนดับสิ้น…

….
..

“...สึกิ...ท่านมิคาสึกิ…”

มิคาสึกิลืมตาขึ้นยามเมื่อได้ยินเสียงเพรียกหา ภาพแรกที่ปรากฏเบื้องหน้าม่านทัศนวิสัยอันลางเลือนคือใบหน้าของเด็กน้อยผู้หนึ่ง

“สึรุมารุ…” เขาเอื้อมมือออกไป แนบลงกับข้างแก้มอ่อนนิ่ม รู้สึกได้ถึงมือเล็ก ๆ ที่กุมมือข้างนั้นไว้แน่น

“ข้าขอโทษ…” เสียงเล็กเอ่ยแผ่ว มิคาสึกิเลิกคิ้วเมื่อสัมผัสได้ว่ามีหยาดน้ำหยดน้อยรินรดลงบนข้างมือ ดวงตาจันทร์เสี้ยวที่เริ่มปรับได้ มองเห็นคนตรงหน้าและเหล่าผู้คนที่แวดล้อมอยู่รอบกายชัดเจนขึ้น

“อิมะโนะสึรุงิ?” มีดสั้นร่วมตระกูลเพียงหนึ่งเดียวกำลังร่ำไห้สะอึกสะอื้น ข้างกายนั้นคือโคกิทสึเนะมารุที่เหลือบหลบสายตาหนี ไม่ยอมจ้องมองเขาโดยตรง สหายร่วมรบต่างก็เบือนหน้า

“สึรุมารุล่ะ…” จอมดาบจันทร์เสี้ยวเพิ่งรู้สึกตัวในวินาทีนั้นเองว่าร่างกายตนเต็มไปด้วยผ้าพันแผล หนักอึ้งเสียจนไม่อาจขยับไปไหนได้สมดังใจอยาก กระนั้นก็ยังพยายามฝืนจะลุกเพื่อมองหาภรรยาสุดที่รักของตนจนโคกิทสึเนะมารุและอิชิคิริมารุต้องรีบดันตัวให้กลับลงนอน อิมะโนะสึรุงิเม้มปากแน่น หยิบห่อผ้าที่วางอยู่ข้างกายขึ้นมา ประคองวางลงบนอกเขาอย่างนิ่มนวล

“ข้าขอโทษ...คุณสึรุมารุน่ะ…”

เสียงนั้นเอ่ยเบาเสียงจนแทบจะถูกสายลมอ่อนพัดหายไป

พร้อมกับเสียงดวงใจของจันทร์เสี้ยวที่แตกสลายลง เช่นดังเศษซากดาบ ‘สึรุมารุ คุนินากะ’ ที่แหลกรอนในห่อผ้า...








มิคาสึกิของข้า
“เมื่อถึงเวลา...แม้กาลจะผันผ่านนับพันนับหมื่นปี...เราจะได้พบกัน”
.
.
.
.
.

ในฤดูกาลที่ซากุระขาวผลิดอกอีกคราว