หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

One Shot : ภายใต้ฟากฟ้าของราตรีที่จันทร์เสี้ยวแสนงดงาม (MikaTsuru)

Title : ภายใต้ฟากฟ้าของราตรีที่จันทร์เสี้ยวแสนงดงาม
Paring : มิคาสึกิ มุเนจิกะ x สึรุมารุ คุนินากะ
Rate : PG-13


ว่ากันว่ากระเรียนงดงามยามถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงสด หากแต่เขานึกอยากตั้งคำถามเสียเหลือเกินว่ายามอาบด้วยหยาดน้ำตา...กระเรียนยังคงงดงามอยู่ไหม

แผ่นหลังบาง ๆ เต็มไปด้วยบาดแผล มือเรียวเล็กพยายามตะกายพาร่างไปตามพื้นดิน แขนซ้ายขาดหายไปแล้ว...ขาขวาก็คงจะกระเด็นไปที่ไหนสักแห่ง ดวงตาทั้งสองข้างพร่าเลือนเต็มทน เต็มล้นไปด้วยน้ำตาและเลือด

เขากำลังจะตาย...เขากำลังจะตาย…

ลมหายใจยามร่างกายมาใกล้ถึงจุดสิ้นสุดกระชั้นถี่ขึ้นทุกขณะ ทว่าหัวใจที่ควรจะหยุดเต้นกลับยิ่งสูบฉีดระรัว เรียกเลือดแดงฉานให้ทะลักออกมาเป็นทางยาวยามขยับเคลื่อนร่างกาย

เขาไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว...ทั้งร่างเย็นเฉียบ ชา จนไร้ผัสสะใด ๆ

หากแต่บางสิ่งในเสี้ยวหัวใจที่เจียนจะแหลกเละยังคงนำพาร่างกายไร้สติสัมปชัญญะให้เคลื่อนตรงต่อไป ลากสังขารที่แทบสูญสิ้นฝ่าสมรภูมิที่เปลวเพลิงดับมอด

หูดับสนิท...ดวงตาแทบจะมองไม่เห็น...ริมฝีปากแห้งผาก...สิ่งเดียวที่ฉุดรั้งลมหายใจสุดท้ายของเขาได้คือสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น แม้มิอาจเห็น แม้มิอาจได้ยิน แต่เขารู้ดีว่าอยู่ตรงนั้น

มือที่เต็มไปด้วยบาดแผลพยายามคลำไปตามพื้นแข็ง จนกระทั่งคว้าบางสิ่งได้ ร่างอ่อนแรงค่อย ๆ ดันตัวขึ้นอย่างยากลำบาก จนกระทั่งใบหน้าซบลงกับสิ่งนั้นในที่สุด

พลันนั้น...ลำคอก็รู้สึกได้ถึงสัมผัสเย็นเฉียบที่แนบลงมา

อา...หมดเวลาแล้วสินะ…

มาได้เท่านี้เองสินะ…

กระเรียนขาวแย้มรอยยิ้มเป็นคราสุดท้าย…

รอยยิ้มอันใสบริสุทธิ์

-

“สึรุ…?”

ยามที่รู้สึกตัวขึ้นมา มิคาสึกิเห็นแต่เพียงสีแดง...สีแดงทุกหนทุกแห่ง...อาภรณ์เนื้อดีสีน้ำเงินของเขาอาบย้อมด้วยสีแดง ดาบเล่มงามที่ถืออยู่ก็แดงฉาน

ที่ตรงแทบเท้านั้นมีร่างหนึ่งทอดกายนิ่งสนิทอยู่

ร่างนั้นสวมชุดสีแดง...มีรอยด่างสีขาวหม่นเป็นจุด ๆ ...ร่างนั้นไร้แขนซ้าย ไร้ขาขวา ไร้ศีรษะ...ไร้ชีวิต

“สึรุ...สึรุอยู่ที่ไหน” ในใจของจอมดาบจันทร์เสี้ยวเริ่มลนลาน ขาก้าวข้ามร่างนั้น กวาดสายตามองหากระเรียนน้อยผู้เป็นที่รัก ที่ไหนสักแห่ง...สักแห่งในสนามรบแห่งนี้ จะต้องมีร่างขาวปลอดของสึรุมารุอยู่เป็นแน่ มิคาสึกิเริ่มเปลี่ยนจากเดินเป็นวิ่ง หยาดเหงื่อไหลทะลักท่วมกาย

“สึรุอยู่ไหน...สึรุของข้า…! ยอดรัก! ได้โปรด...ส่งเสียงตอบข้า!” เสียงทุ้มนุ่มตะโกนลั่น ดวงตาจันทร์เสี้ยวกวาดไปรอบบริเวณ หากแต่ไม่ว่าตรงไหนก็มีเพียงสีแดง...สีแดง...สีแดง…

สีขาว...สีขาวแสนงดงาม...สึรุผู้เป็นที่รัก

ความหวาดหวั่นเข้าครอบงำจิตใจ สึรุอยู่ที่ไหน...อย่าได้เป็นอะไรไปเลยนะ จงยิ้มแย้มรอคอยอยู่ทีเถิด ดาบจันทร์เสี้ยวเฝ้าพร่ำภาวนาในใจ ตอนนั้นเองที่สายตาสะดุดเข้ากับใครบางคนเข้า

ใบหน้าที่คุ้นเคยนั้น…

“สึรุมารุ!” มิคาสึกิร้องด้วยความดีใจ โยนดาบอาบเลือดในมือทิ้งไป วิ่งตรงเข้าไปประคองสึรุมารุขึ้นมา...อา สึรุยิ้มอยู่...ยิ้มที่แสนบริสุทธิ์

“สึรุเอ๋ย...กลับบ้านกันเถิดนะ…”

มิคาสึกิคลี่ยิ้มแสนสุข ดวงตาจันทร์เสี้ยวทอดมองใบหน้างดงามตรงหน้าด้วยความหลงใหล ก่อนจะประทับจุมพิตลงบนริมฝีปากที่แย้มเป็นรอยยิ้มของสึรุมารุอย่างแผ่วเบา

“โอ...สึรุ เจ้าคงเหนื่อยมาก...ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะพูดตอบข้า ลืมตามองข้าหรือกระทั่งกอดตอบข้า...สึรุของข้า อย่าได้ห่วงไปเลย...กลับบ้านกันนะ กลับไปพักผ่อนกัน...เจ้าจะได้กอดข้าได้เช่นเดิม ฮุฮุ…”

จอมดาบหัวเราะอารมณ์ดี โอบกอดศีรษะไร้ร่างของกระเรียนน้อยผู้เป็นที่รัก พรมจุมพิตย้ำเตือนความรู้สึกในอก ก้าวเดินข้ามผ่านซากศพ ผ่านสนามรบที่เจิ่งนองด้วยธารเลือด ผ่านแขน ผ่านขา ผ่านร่าง ผ่านหัวของสหายดาบที่กลาดเกลื่อนไปทั่วทั้งบริเวณ

ดวงตาแสนงดงาม...ค่อย ๆ ถูกกลืนไปด้วยสีดำสนิท

ภายใต้ฟากฟ้าของราตรีที่จันทร์เสี้ยวย้อมด้วยสีเลือด

One Shot : เรือนจิ้งจอก (KogiNaki / MikaTsuru)

Title : เรือนจิ้งจอก
Pairing : โคกิทสึเนะมารุ x นาคิกิทสึเนะ / มิคาสึกิ มุเนจิกะ x สึรุมารุ คุนินากะ
Rate : ทั่วไป
Note : ลูก ๆ ของโคกินาคิเป็นสุนัขจิ้งจอก ส่วนลูกของมิกะสึรุเป็นนกกระเรียนค่ะ ถามว่าทำไมไม่เป็นดาบหรือคน...เพราะสัตว์โลกน่ารักไงคะ--- //ซ่อนปุ่มแบน


เป็นยามบ่ายของฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศชุ่มฉ่ำเย็นสบาย ตะวันอ่อนซุกซ่อนกายหลังเมฆที่ลอยล่อง ฝนที่ตกเมื่อหัวค่ำวาน ทิ้งไอกรุ่นเย็นเอาไว้ตามผิวดินนุ่มชื้น หากแต่มิฉ่ำแฉะ กลิ่นอายหอมหวนของดอกไม้เดือนสารทลอยละล่องทั่วบริเวณ ยังความสบายใจให้แก่ผองผู้อยู่อาศัย ณ เคหาสน์ของผู้รับใช้เทพเจ้า

โคกิทสึเนะมารุนั่งอยู่ตรงชานเรือนเล็ก ทอดสายตามองเหล่าลูกจิ้งจอกน้อยเลือดเนื้อเชื้อไขกำลังเล่นงับหางกันอย่างสนุกสนาน เสียงร้องเบา ๆ ยามเล่นสนุกดังแว่วเป็นระยะ ร่างกลมตุ้ยใต้ขนสีน้ำตาลทองผลัดกันเกลือกกลิ้งคลุกฝุ่น ช่างเป็นภาพที่แสนจะน่าเอ็นดู

“เอาล่ะขอรับ! นายน้อยทุกท่าน เรียงแถวแล้วตามข้าน้อยมานะขอรับ!” เสียงเจื้อยแจ้วของจิ้งจอกน้อยคู่หูนาคิกิทสึเนะผู้รับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงดูแลเด็ก ๆ ร้องเรียก เหล่าลูกจิ้งจอกกระโดดโผง ตั้งแถวเป็นระเบียบทันทีอย่างว่าง่าย

ผู้เป็นบิดาเห็นเช่นนั้นก็อดยิ้มไม่ได้ ลูกน้อยทั้งห้าของเขาช่างสุดแสนจะน่ารัก ใครใด ๆ ในฮงมารุเล่าจะมาเทียบเคียงได้...เห็นจะไม่มีเสียหรอก!

“ยิ้มอะไรรึ?” เสียงคุ้นหูดังขึ้นตามมาด้วยร่างนาคิกิทสึเนะที่นั่งลงข้าง ๆ พร้อมกับจานใส่เต้าหู้ทอดที่ได้รับมาจากนายหญิงของเรือน โคกิทสึเนะมารุหัวเราะในลำคอพลางโอบไหล่เมียรักไว้

“ข้ามีความสุขที่ได้เห็นลูก ๆ สุขภาพแข็งแรงมีความสุขดีเช่นนี้ นาคิ...ข้าไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันนี้ ข้ารักเจ้าเสียจริง”

นาคิกิทสึเนะผู้ไม่คุ้นชินกับการมีปฏิสัมพันธ์กะพริบตางุนงง ตามความคิดของสามีตนไม่ค่อยทันนัก แต่ก็พอสรุปความได้ว่า ‘ข้ารักเจ้า’ ...เอ ใช่ไหมนะ?

“อื้ม...ข้าก็รักเจ้า” เอ่ยถ้อยสั้นง่ายดาย หากแต่ย้ำยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เพียงเท่านั้น หัวใจของโคกิทสึเนะมารุก็พองโต วงแขนแกร่งรวบร่างนาคิกิทสึเนะเข้าหา พรมจุมพิตทั่วใบหน้าเนียนที่ปกปิดด้วยหน้ากากอย่างแสนรักใคร่...ลูก ๆ ก็น่ารัก เมียก็น่ารัก มีใครจะโชคดีเท่าเขาอีกไหม~

อีกด้านหนึ่ง จิ้งจอกน้อยทำสีหน้าคิดหนักอยู่ว่าจะปิดตานายน้อยทั้งห้าที่ทำตาแป๋วมองบิดามารดาแสดงความรักกันอย่างไรดี…

ในที่สุดโคกิทสึเนะมารุก็ยอมผละจากนาคิกิทสึเนะ อ้าปากงับเต้าหู้ทอดของโปรดที่เมียรักป้อนให้ราวกับลูกหมาตัวเขื่องแสนเชื่อง ลูกจิ้งจอกเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรน่าสนใจแล้วก็กลับไปเดินเรียงแถวฝึกระเบียบกันต่อเหมือนเคย

“เจ้าดูสิ...ลูก ๆ เราช่างน่ารักเสียจริง” บิดาผู้แสนภูมิใจยิ้มบางพลางมองลูกน้อย นาคิกิทสึเนะงับเต้าหู้ทอดส่วนของตนพลางพยักหน้านิด ๆ ก่อนจะเหลือบมองท้ายแถวที่มีลูกกระเรียนตัวจ้อยสองตัวมาเดินตามต้อย ๆ อย่างแนบเนียน…

เดี๋ยวสิ ลูกกระเรียน?

“หืม? ลูกของมิคาสึกิรึ?” โคกิทสึเนะมารุก็ขมวดคิ้วสงสัยเช่นกันเมื่อมองตามไปจนเห็น ซึ่งเมื่อบิดาเอ่ยทักเช่นนั้น เหล่าลูกจิ้งจอกก็กระดิกหู หันขวับกลับไปมองลูกกระเรียนน้อยที่สะดุ้งเฮือกอย่างพร้อมเพรียง

“หลงมางั้นหรือ?” นาคิกิทสึเนะเอียงคอมองสงสัย ขณะที่โคกิทสึเนะมารุจับปลายคางคิด

“คงจะอยากเล่นกับลูกเรากระมัง เจ้ามิคาสึกิกับสึรุมารุก็เหลือเกิน ปล่อยลูกออกมาห่างไกลสายตาถึงเพียงนี้ เกิดเป็นอะไรไปจะทำอย่างไรนี่”

ลูกกระเรียนทั้งสองก็คิดอยู่หรอกว่าคงไม่เป็นไรที่ออกมาเล่นที่เรือนของท่านลุง อืม...อย่างน้อยก็คิดแบบนั้นจนกระทั่งถึงตอนที่ลูกจิ้งจอกทั้งห้าทำตาเป็นประกายอยู่ตรงหน้านี่แหละ...

ตอนนั้นเอง ที่สัญชาตญาณความเป็นแม่ (?) ของนาคิกิทสึเนะสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง

“โคกิทสึเนะมารุ ข้าว่า...อันตราย”

“นั่น...สินะ” โคกิทสึเนะมารุเองก็รู้สึกได้เช่นกัน หากแต่ก่อนที่ทั้งคู่จะรีบลงไปคว้าเจ้าตัวเล็กแปลกสายพันธุ์ทั้งสองเอาไว้ ก็กลายเป็นลูกน้อยทั้งห้าแตกแถว กระโจนโผเข้าใส่ลูกกระเรียนน้อยที่ตีปีกร้องลั่นด้วยความตกใจ พร้อมกับเสียงกรีดร้องของจิ้งจอกน้อย

“อ๊าา! นายน้อยขอรับบบ!!”

จบสิ้นแล้ว...มิคาสึกิจะว่าอย่างไรล่ะนี่...

โคกิทสึเนะมารุและนาคิกิทสึเนะหน้าซีดเผือด จริงอยู่ว่าดาบจันทร์เสี้ยวผู้งดงามแทบจะไม่เคยแสดงด้านยามโกรธของตนออกมาเลย หากแต่ดาบผู้พี่ก็ไม่นึกอยากจะเสี่ยงจินตนาการภาพว่าเมื่อมิคาสึกิ (และสึรุมารุ) รู้เข้าว่าลูก ๆ ของตนถูกจิ้งจอกจับกินจะมีปฏิกิริยาอย่างไร...ที่แน่ ๆ คือ ไม่อยากจะเห็น

“กระเรียนน้อย~ กระเรียนน้อย พวกเจ้าอยู่ไหน~ ฮะฮะฮะ กระเรียนน้อยที่น่ารักหายไปไหนเสียแล้วนะ”

ซวยละ…!!

โคกิทสึเนะมารุกระโดดพรวดลงจากชานเรือน ตรงเข้าไปหากลุ่มก้อนขนที่มะรุมมะตุ้มเจ้ากระเรียนน้อยหมายจะจับแยกออกมาทันทีโดยมีนาคิกิทสึเนะคอยเป็นห่วงอยู่ห่าง ๆ

เมื่ออุ้มลูกน้อยออกมาได้ตัวหนึ่งด้วยจังหวะหัวใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ ในที่สุดโคกิทสึเนะมารุก็ผ่อนลมหายใจยาวได้อย่างโล่งอกเมื่อเห็นลูกกระเรียนทั้งสองตัวสั่นริกกำลังถูกจมูกชื้น ๆ ดมฟุดฟิดไปมา พวกตัวเล็กของเขาคล้ายจะอยากเล่นกับเพื่อนใหม่ต่างเผ่าพันธุ์ แต่ก็นะ...ลูก ๆ ของมิคาสึกิเพิ่งจะฟักจากไข่เมื่อไม่กี่วันนี่เอง และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ทั้งเจ็ดได้พบกันเสียด้วย

“ปลอดภัยดี…” ได้ยินสามีตนว่าเช่นนั้น นาคิกิทสึเนะก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกพร้อมกับเจ้าจิ้งจอกน้อยคู่ใจ โคกิทสึเนะมารุยิ้มบางพลางมองลูกกระเรียนทั้งสองที่ค่อย ๆ ขยับตัวเล่นกับพวกลูกจิ้งจอกที่ขยับตัวเข้าซุก ๆ จนดูราวกับเป็นก้อนขนขนาดใหญ่

“เพราะเจ้าแอบหลับ ลูกเลยหายเลยเห็นไหม!” เสียงของสึรุมารุดังขึ้นพร้อมกับเสียงมือ (หรือบางสิ่ง) ที่ฟาดดังเพี๊ยะ ตามมาด้วยเสียงหัวเราะของมิคาสึกิ

“ขอโทษนะขอโทษ เป็นความผิดข้าเอง สึรุของข้า...โอ้ สวัสดี พวกเจ้าเห็นกระเรียนน้อยของข้าไหม? เผอิญข้าเผลอหลับจนลูกข้าหายไปน่ะ ฮะฮะฮะ” จอมดาบจันทร์เสี้ยวแย้มยิ้มทักทายเช่นปกติ โดยมีสึรุมารุยืนเท้าเอวอยู่ข้าง ๆ ด้วยท่าทางกึ่งจะหงุดหงิดกึ่งจะหน่ายใจ

นาคิกิทสึเนะกะพริบตาปริบแล้วชี้ไปกลางกลุ่มก้อนขนที่กองอยู่แทบเท้าโคกิทสึเนะมารุ

“โอ้ ไหนรึ ๆ” มิคาสึกิเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ ก้อนขนที่ดูหนาเสียจนมองแทบไม่เห็นกระเรียนน้อย ก่อนจะหัวเราะ “สึรุ เจ้าเห็นลูกของพวกเราหรือเปล่า?”

สึรุมารุเดินตามเข้ามาใกล้พลางเลิกคิ้วมองก้อนขนสีน้ำตาลทอง “คงไม่ใช่ถูกกินไปแล้วหรอกนะ?”

“เจ้าบ้าหรือเปล่าสึรุมารุ ลูกข้าไม่ได้โหดร้ายขนาดนั้นนะ!” โคกิทสึเนะมารุขู่ฟ่อ ก้มลงอุ้มลูกน้อยออกมาอีกตัวจนเห็นลูกกระเรียนน้อยทั้งสองที่ซุกขนนุ่มนิ่มของเหล่าจิ้งจอกอยู่กลางวง สึรุมารุหัวเราะ

“ใครจะรู้ อาจเหมือนข้าตอนเด็ก ๆ ที่เจ้าจ้องจะจับกินก็ได้นะเจ้าหมา!”

“โฮ่ย ๆ มิคาสึกิ! ไม่ดูแลเมียเจ้าเลยรึ หา!” พอนึกคำเถียงไม่ออกก็หันไปลงกับน้องชายตนที่ตอนนี้ก็ยังป้องปากหัวเราะตามวิสัย

“ฮะฮะฮะ พวกเจ้าสองคนอย่าทะเลาะกันสิ เสียบรรยากาศหมดรู้ไหม?”

“ไม่ต้องมาเฉไฉเปลี่ยนเรื่องเลยนะ! ตอนเด็ก ๆ เจ้าจ้องจะงับหัวข้าตั้งหลายที!”

“เจ้าบ้า! กรอดด…”

“ฮะฮะฮะ~”

นาคิกิทสึเนะผู้ซึ่งนั่งสังเกตการณ์เงียบ ๆ มาแต่ต้นถอนหายใจยาวยามมองสามีตนและกระเรียนแสนรักของเจ้าจันทร์เสี้ยวทะเลาะจิกกัดกันเหมือนเช่นทุกคราที่พบหน้า โคกิทสึเนะมารุแยกเขี้ยวแง่ง หงุดหงิดเสียจนขนฟูพองเมื่อเอาชนะไม่ได้เหมือนเคย ขณะที่สึรุมารุก็แลบลิ้นล้อเลียนอย่างเหนือกว่า

ในที่สุด จิตวิญญาณดาบจิ้งจอกก็กระฟัดกระเฟียดเดินกลับมานั่งชานเรือนแล้วกอดเอวเขา ซุกหน้าถูไถไหล่เล็กไปมาดั่งจะออดอ้อนให้ปลอบโยน นาคิกิทสึเนะหันมอง กลอกตาคิดหนึ่งตลบว่าควรจะทำอย่างไรดีก่อนจะลูบหัวสามีตนเบา ๆ

“โอ๋...โอ๋”

ขณะนั้น เหล่าลูกจิ้งจอกก็เดินเตาะแตะไปหาสึรุมารุ จ้องด้วยดวงตาเป็นประกาย ระหว่างที่มิคาสึกิย่อตัวลงอุ้มลูกกระเรียนน้อยทั้งสองมากอดแนบอก

“โฮ่ย ว่าไงเปี๊ยก…” กระเรียนขาวก้มลงทักทายก่อนจะเลิกคิ้ว “อะไรเรอะ? อยากให้อุ้มหรือไง หืม? เจ้าคงไม่กัดข้าเหมือนพ่อเจ้านะ?”

วงแขนขาว ๆ กอดรวมอุ้มจิ้งจอกน้อยทั้งสามขึ้นมา เจ้าตัวเล็กกระดิกหางดีใจพลางมุด ๆ ซุก ๆ อกสึรุมารุกันใหญ่ ปล่อยให้บิดามารดาตนปลอบโยนกันไปไม่สนใจ

โคกิทสึเนะมารุเหลือบมองลูกน้อยสุดรักสุดหวงทรยศกันอย่างไม่ไยดีแล้วมุ่ยหน้า “สึรุมารุทำข้าอารมณ์เสียเลย” แขนแกร่งกอดกระชับเอวเล็กกว่า ถูไถศีรษะไปมาเหมือนกับเด็กน้อยงอแง

“ไม่เป็นไรนะ...ไม่เป็นไรนะ” โดยมีนาคิกิทสึเนะคอยลูบหัวปลอบโยน พร้อมกับลูกน้อยที่ปีนไต่ขึ้นไปใช้อุ้งเท้าตบ ๆ ปุปลอบบิดาตนช่วยอีกแรง

“อา...รู้แล้วน่า” ลูก ๆ ทำแบบนี้บางทีพ่อก็อยากจะร้องไห้…

“โอ้ น่ารักดีแฮะ เหมือนเจ้านะนาคิกิทสึเนะ แต่ไม่เหมือนเจ้าเลยสักนิด เจ้าหมา!” จนแล้วจนรอด เสียงกวนประสาทของสึรุมารุที่กอดจิ้งจอกน้อยทั้งสามก็เรียกให้จิ้งจอกตัวโตต้องหันไปขู่แง่งอีกรอบ

“ถ้าลูก ๆ เหมือนข้า...กระเรียนน้อยของพวกเจ้าไม่รอดแน่!”

“โฮ่ย ๆ! ห้ามยุ่งกับลูกข้าเลยนา ดีแล้วที่เจ้าเปี๊ยกพวกนี้เหมือนนาคิกิทสึเนะ” สึรุมารุร้อง พลางประคองจิ้งจอกน้อยในอ้อมแขนที่หลับไปเมื่อไหร่มิอาจทราบมาวางไว้ตรงชานเรือน โคกิทสึเนะมารุค่อย ๆ ผละจากเมียรัก เอื้อมมือไปลูบหัวลูกน้อยเบา ๆ ปากก็เอ่ย

“ข้าไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับเจ้าแล้ว” สึรุมารุแอบคิดในใจว่าเถียงไปก็แพ้เลยไม่อยากเถียงใช่ไหมล่ะ “นี่ก็บ่ายแก่แล้ว ถึงเวลาที่เด็ก ๆ ควรนอนกลางวันได้แล้วนะ”

“นั่นสินะ...ลูก ๆ ข้าก็ด้วย” กระเรียนขาวเอ่ยพลางหันไปมองลูกน้อยที่หลับใหลอยู่ในอ้อมกอดของมิคาสึกิ “ขอบคุณที่ช่วยดูแลลูก ๆ ข้านะ”

“ข้าไม่ได้ช่วยดูแลหรอก...นาคิต่างหาก” โคกิทสึเนะมารุเกาท้ายทอยพลางเหลือบยิ้มมองนาคิกิทสึเนะที่เอียงคอคล้ายจะบอกว่า ‘ก็เป็นเจ้ามิใช่หรือที่ดูแลเด็ก ๆ’

“ฮ่า ๆ ก็ขอบคุณนาคินั่นล่ะ!” สึรุมารุหัวเราะแล้ววิ่งกลับไปเคียงข้างมิคาสึกิที่แย้มยิ้มบาง

“เช่นนั้นพวกข้าขอตัวก่อนนะท่านพี่ นาคิกิทสึเนะ”

“อืม...อย่าเผลอหลับจนลูกหนีออกจากบ้านอีกล่ะ” โคกิทสึเนะมารุยิ้มมองดาบผู้น้องที่โบกมือลาก่อนจะจับมือสึรุมารุเดินกลับเรือนไป นาคิกิทสึเนะเอียงตัวมาพิงไหล่เขา ปล่อยให้มือใหญ่ยกขึ้นลูบหัวอย่างเอ็นดู

“เราก็พาลูก ๆ เข้านอนกันเถอะ” เอ่ยพลางประทับจุมพิตบนเรือนผมสีเงินอ่อนนุ่มของเมียรักแผ่วเบา นาคิกิทสึเนะพยักหน้าแล้วยิ้มบาง ๆ

“อืม...ไปกัน”

เป็นยามบ่ายของฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศชุ่มฉ่ำเย็นสบาย ตะวันอ่อนแย้มกายจากกลีบเมฆ ฉาดฉายแสงสว่างลอดผ่านใบไม้อาบไล้ไปตามผิวดินนุ่มที่เริ่มแห้ง ความอบอุ่นเดือนสารทโอบล้อมทั่วบริเวณ กล่อมเกลาผองผู้อยู่อาศัย ณ เคหาสน์ของผู้รับใช้เทพเจ้า...

One Shot : หยาดพิษ (TarouJirou)

Title : หยาดพิษ
Paring : ทาโร่ทาจิ x จิโร่ทาจิ
Rated : ทั่วไป

หนึ่งหยาดน้ำตารินรดหยดไหล...คลอคลองใสประหนึ่งยาพิษ…

“ท่านพี่! ท่านพี่! ลืมตาขึ้นมา! ลืมตาขึ้นมา! ได้โปรด!”

เสียงตะโกนของจิตวิญญาณดาบจิโร่ทาจิดังสะท้อนก้องทั่วสนามรบ ท่ามกลางสายฝนที่สาดโปรยลงมาไม่ลืมหูลืมตา สองมือเรียวตระกองกอดร่างสูงใหญ่ของผู้เป็นพี่ที่บัดนี้ดวงตาปิดสนิท ไร้ซึ่งการขยับเคลื่อนไหวใด ๆ

ทาโร่ทาจิสิ้นลมไปแล้ว…

จากการแลกชีวิตตนเพื่อปกป้องเขา…

จิโร่ทาจิรู้ดี

ดาบในมือของทาโร่ทาจิบิ่นร้าว ใกล้จะแตกหักไปทุกเมื่อ และยามใดที่ดาบนั้นแหลกสลาย ร่างจิตของพี่ชายก็จะหายไปพร้อมกัน

ทว่ากระนั้นก็ยังคง...

อยากจะยื้อเวลาไว้อีกสักนิด...อยากจะยื้อเวลาเพื่อบอกกับทาโร่ทาจิ ว่าตนรักเขามากแค่ไหน

หากแต่มันไร้ความหมายสิ้นดี

“จิโร่ทาจิ พอเถอะ…” สัมผัสนุ่มนวลแตะลงบนไหล่ จิโร่ทาจิเงยหน้าที่นองน้ำตาขึ้นมองจอมดาบมิคาสึกิ “พี่ชายเจ้า...เขาไม่กลับมาแล้วล่ะ”

...รู้อยู่แล้ว…

“ท่านพี่ของข้า…” ใบหน้างามซุกลงตรงไหล่กว้างที่กรุ่นด้วยกลิ่นสนิมเหล็กของโลหิต จิโร่ทาจิกัดริมฝีปาก กระชับอ้อมกอด สัมผัสกายเนื้อของพี่ชายให้แนบแน่น...แม้กระทั่งเสียงสุดท้ายของคนที่รักสุดดวงใจเขายังมิอาจได้ยิน

จากนี้ไป...ทาโร่ทาจิจะกลายเป็นเพียงความทรงจำ

จะไม่มีอีกแล้ว...คนที่จะคอยดุว่ายามดื่มเมรัยจนไร้สติ คอยเช็ดตัวดูแลยามเมามาย คอยโอบกอดยามหลับใหล คนที่คอยยิ้มแย้ม ลูบหัวเขาอย่างอ่อนโยนตอนที่เหนื่อยล้า

คอย...บอกว่ารักเขามากเพียงใด

พี่ชายเพียงคนเดียว...ได้เลือนหายไปพร้อมกับดาบทาโร่ทาจิที่แตกสลายแล้ว...

-

“จิโร่ทาจิไม่ร่าเริงเหมือนเคยเลยนะ”

มิคาสึกิเปรยขึ้นยามแอบมองจิโร่ทาจิที่เอาแต่นั่งซึมอยู่ในห้องมาหลายวันนับจากกลับจากการรบ เจ้าตัวไม่ยอมกินข้าว เอาแต่ดื่มเหล้าทั้งวัน ทำให้ดาบทั้งหลายในเรือนนึกเป็นห่วง แม้เหล่าเด็กน้อยตระกูลอาวาตะงุจิจะไปชวนเล่นหวังให้ร่าเริงขึ้น แต่จิโร่ทาจิก็เพียงแค่ยิ้มขื่น ๆ และปฏิเสธไป

“เพิ่งเสียพี่ชายแท้ ๆ ไปทั้งคนนี่นะ ให้กลับมาสดชื่นก็คงยาก ถึงจะเป็นจิโร่ทาจิก็เถอะ” โคกิทสึเนะมารุเอ่ยพลางกระชับตะกร้าผักที่เก็บมาจากแปลงให้ถนัด “ถ้าห่วงนักก็เข้าไปคุย...ถ้าเป็นเจ้า จิโร่ทาจิอาจจะยอมพูดด้วยก็ได้”

“ข้าลองแล้ว…” จอมดาบถอนหายใจแล้วส่ายหน้าน้อย ๆ  เป็นนัยว่าเปล่าประโยชน์ มือเพรียวได้รูปเลื่อนบานประตูปิดก่อนจะหันกลับไปหาโคกิทสึเนะมารุ “แม่หนูยังไม่กลับมางั้นรึ?”

“ยังเลย...นายหญิงเองก็คงจะเสียใจกับเรื่องทาโร่ทาจิไม่แพ้จิโร่ทาจินั่นล่ะ” ได้ยินดังนั้นมิคาสึกิก็ได้แต่ถอนหายใจ

“น่าสงสารจิโร่ทาจิ...ท่านพี่อยากจะลองคุยดูไหม?”

“โฮ่ย ๆ...ขนาดเจ้าจิโร่ทาจิยังไม่ยอมคุย มีรึจะคุยกับข้า” โคกิทสึเนะมารุโบกมือปัดทันที “ทางที่ดีรอให้นายหญิงกลับมาคุยเองไม่ดีกว่ารึ?”

“กว่าแม่หนูจะกลับมา จิโร่ทาจิไม่แย่ไปแล้วรึ?” มิคาสึกิขมวดคิ้วด้วยความเป็นห่วง “ทั้งพวกน้อง ๆ ของอิจิโกะ ฮิโตฟุริ...ทั้งสึรุมารุ หรืออิมะโนะสึรุงิ ไม่ว่าใครจะเข้าไปคุย ไปปลอบหรือกระทั่งชวนเล่น จิโร่ทาจิก็ไม่ดีขึ้นเลย”

“เรื่องแบบนี้มันก็คงต้องใช้เวลา มิคาสึกิ” จิตวิญญาณดาบจิ้งจอกน้อยเอ่ยพลางตบบ่าจอมดาบผู้น้องเบา ๆ ซึ่งมิคาสึกิก็เพียงแค่พยักหน้าที่หมองหม่นรับ

ไม่ว่าใครก็ล้วนไม่อยากเห็นพวกพ้องต้องเศร้าสลด...หากแต่ครั้งนี้คงหนักหนาเกินกว่าที่จิโร่ทาจิจะทำใจได้จริง ๆ

-

เขาฝัน…

จิตวิญญาณแห่งดาบไม่ควรจะฝัน...หากแต่จิโร่ทาจิก็ยังคงฝัน

ภาพฝันนั้น...คือพี่ชายผู้แสนอ่อนโยนที่จับมือของเขาเอาไว้ โอบกอด นอนหลับอยู่แนบข้าง คอยยิ้มให้ยามลืมตา จุมพิตลงบนหน้าผาก และเอ่ยทักทาย “อรุณสวัสดิ์” ด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลที่สุด

เสียงกระซิบที่แผ่วแว่วเคล้าคลอกับเสียงกรีดกริ่งของเรไรยามค่ำ ยังคงติดตรึงในโสตประสาทมิรู้คลายราวกับริมฝีปากของทาโร่ทาจิมาแนบชิดริมหู

“ข้ารักเจ้า จิโร่”

ทว่าเมื่อตื่นขึ้นมาพร้อมหยาดน้ำตาที่นองใบหน้า...จิโร่ทาจิก็รู้ว่ามันเป็นเพียงความฝันแสนเลื่อนลอยที่ไม่อาจเป็นจริงได้อีกต่อไป...

เช้านี้ในเรือนมีเสียงเอะอะกว่าทุกที จิโร่ทาจิยันตัวลุกขึ้นนั่ง ใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาที่เปรอะเปื้อนออกก่อนที่จะหันไปมองประตูที่ถูกกระชากเปิดออกคล้ายคนด้านนอกกำลังร้อนรน

“จิโร่ทาจิ มานี่เร็ว!” เป็นโฮตารุมารุที่โผวิ่งเข้ามาดึงแขนเขาให้ลุก จิโร่ทาจิยังคงอ่อนเพลียเกินกว่าจะคิดอะไรออกจึงได้แต่เพียงขยับตัวเดินตามไปอย่างช้า ๆ จนกระทั่งถึงหน้าเรือนที่ทุกคนกำลังรุมล้อมบางสิ่งอยู่

“จิโร่ทาจิมาแล้ว จิโร่ทาจิมาแล้ว!” เหล่าเด็กน้อยโทชิโร่ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว ขณะที่อิชิคิริมารุรีบตรงเข้ามาประคองเขาไว้พร้อมกับดุโอดาจิตัวน้อยเบา ๆ

“เดี๋ยวเถอะโฮตารุมารุ จิโร่ทาจิไม่สบายอยู่นะ”

โฮตารุมารุขมวดคิ้วทำหน้ายุ่ง “ก็ข้าอยากให้จิโร่ทาจิได้เจอเจ้านั่นนี่นา!”

“โฮตารุมารุ!”

“จิโร่ทาจิ?”

สิ้นเสียงตวาดดุของอิชิคิริมารุ เสียงคุ้นหูที่ดังขึ้นก็ทำให้จิโร่ทาจิผู้ซึ่งกำลังยืนเหม่ออยู่ชะงักไปก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองภาพเบื้องหน้าให้ถนัด

“...ทาโร่?”

ทาโร่ทาจิในร่างของเด็กน้อยอ่อนวัยยืนอยู่ท่ามกลางเหล่าสหายดาบที่รุมล้อมอยู่ แม้จะยังคงมีใบหน้าที่แสนคุ้นเคย หากแต่ก็มิใช่พี่ชายที่เขารู้จัก ร่างกายก็เล็กจ้อย สีหน้าก็ว่างเปล่า คงจะเป็นเพียงแค่สิ่งที่ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระชอบเอ่ยบ่อย ๆ ว่า ‘ของเลียนแบบ’

จิโร่ทาจิเม้มปากแน่น อารมณ์อันมากมายไหลเวียนเอ่อล้นในร่าง ทว่ากลับน่าแปลก...ที่เขาไม่รู้สึกยินดีกับการพบกันครั้งนี้เลย

ไร้ความทรงจำ...ไร้ซึ่งความรักที่เคยมีต่อกัน...ทาโร่ทาจิตรงหน้าเป็นเพียงตุ๊กตาเลียนแบบที่กลวงเปล่า

ไม่ต้องการ…

“อ๊ะ จิโร่ทาจิ!” อิชิคิริมารุร้องเรียกเมื่อถูกจิโร่ทาจิผลักออก ก่อนที่ร่างสูงเพรียวจะเดินหายไปจากตรงนั้น ราวกับไม่อยากจะเห็นทาโร่ทาจิตรงหน้าอีกต่อไป ขณะที่ดาบผู้พี่ในร่างเด็กน้อยเอียงคอด้วยความสงสัย

“ขอโทษที่ทำให้ตกใจนะ ทาโร่ทาจิ...จิโร่ทาจิเพียงแค่ยังอ่อนล้าอยู่นัก ให้เขาได้เตรียมใจเสียหน่อย เดี๋ยวก็คงจะยอมรับเจ้าได้แน่” อิชิคิริมารุหันมาเอ่ย ยิ้มบาง ๆ ให้ทาโร่ทาจิที่เงยหน้าขึ้นมอง “อย่างไรเสีย...เจ้าก็เป็นพี่ชายของจิโร่ทาจินี่นะ?”

-

นั่นไม่ใช่ท่านพี่…

จิโร่ทาจิสาวเท้าเดินเร็วขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วความหงุดหงิดเช่นที่ไม่สู้จะมีใครได้เห็นบ่อยนัก หยาดน้ำตาคลอชื้นเปียกในดวงตา แต่เจ้าตัวก็รีบปาดมันออกอย่างลวก ๆ

มิใช่ว่าไม่เข้าใจความหวังดีของนายท่าน...เพียงแค่ว่าทาโร่ทาจิผู้มาใหม่นั้นกลับยิ่งสะท้อนให้เขาเจ็บปวด

ใบหน้าที่ไม่แตกต่างจากท่านพี่เลยแม้แต่นิด หากแต่ภายในกลับเป็นคนละสิ่งอัน ทาโร่ทาจิน้อยนั้นไร้ซึ่งความทรงจำใด ๆ เกี่ยวกับตัวเขา ไร้ความรัก ความคำนึงหา  เป็นเพียงตุ๊กตาทาโร่ทาจิที่ตระเตรียมไว้สำหรับรองรับความทรงจำใหม่ ๆ

สิ่งที่เสียไปมิอาจเรียกคืน จิโร่ทาจิรู้ดี...ความจำใหม่ ๆ ที่จะถูกบรรจุลงในตัวทาโร่ทาจิผู้นี้ ไม่มีทางเหมือนกับพี่ชายผู้เป็นที่รัก...และหากไร้ความทรงจำฉันใด ก็หาใช่คนคนเดิมฉันนั้น

ร่างสูงเอนกายแนบกับผนัง ปล่อยเส้นผมสีเข้มโปรยปรกใบหน้า กัดริมฝีปากกักกลั้นน้ำตา มือยกกุมอกที่ปวดร้าวราวกับมีรอยโหว่ข้างใน ดวงใจอันแหลกสลายกำลังกรีดร้อง...อยากจะได้ท่านพี่กลับคืนมา

“จิโร่ทาจิ” จิโร่ทาจิชะงัก ก่อนจะเหลือบมองร่างเล็ก ๆ ที่มาหยุดยืนเบื้องหลัง

“อะไร…” เอ่ยถามเสียงขาดห้วนกว่าทุกที แม้มิได้หันไป แต่เขาก็รู้ว่าเจ้าเด็กน้อยด้านหลังจ้องมองอยู่

“จู่ ๆ ก็เดินหนีมาแบบนั้นไม่ดีนะ” ทาโร่ทาจิน้อยที่อุตส่าห์รีบวิ่งตามมาเอ่ยพลางเงยหน้ามองยังผู้มีศักดิ์เป็นน้องซึ่งในตอนนี้เป็นผู้ใหญ่กว่านัก

“อย่ามาสั่งสอนข้า…” เอ่ยพลางแอบใช้แขนเสื้อซับน้ำตาที่คลอหน่วยก่อนจะดันตัวขึ้นยืนดี ๆ ทาโร่ทาจิเอียงคอมองสงสัยแล้วค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้

“เป็นอะไรรึจิโร่ทาจิ...เจ้ากำลังร้องไห้งั้นหรือ?” เสียงใส ๆ เอ่ยถามราวไร้เดียงสา คำพูดราวกับพี่ชายผู้แสนดีที่กระทบเข้าโสตประสาทของจิโร่ทาจิกลับยิ่งราวกับจุดประกายให้ไฟสุมทรวง แม้ชวนให้หวนคิดถึง ทว่าถ้อยคำที่กระตุ้นความทรงจำเหล่านั้นก็ช่างบาดลึก กรีดแทงในใจไม่จบสิ้น

“จิโร่ทาจิ...หากมีอะไรก็บอกข้าสิ ข้าเป็นพี่ชายของเจ้านะ…”

‘ค่ำคืนนี้...ข้าจักไม่เป็นพี่ชายของเจ้า’

เพี๊ยะะะ!!

ฝ่ามือหนากระทบเข้ากับซีกแก้มของทาโร่ทาจิตัวน้อยอย่างจังเสียงดัง จนร่างเล็กบางล้มกลิ้งไปกับพื้นไม้ชานบ้าน ทาโร่ตัวน้อยยกมือกุมแก้มที่ร้อนผ่าว เงยหน้ามองจิโร่ทาจิที่หอบหายใจมองตอบมาด้วยดวงตาดุร้ายไม่เป็นมิตรอย่างไม่เข้าใจ

“เจ้าไม่ใช่พี่ชายข้า!!!”

เด็กน้อยสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงตวาดนั้น เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดจิโร่ทาจิถึงต้องโกรธถึงเพียงนั้น ในใจของทาโร่ทาจิสั่นไหวด้วยความหวาดกลัว หากแต่ยังคงพยายามไม่แสดงออกบนใบหน้า

“เกิดอะไรขึ้นน่ะขอรับ!” เสียงของอิจิโกะ ฮิโตฟุริดังขึ้นพร้อมกับร่างที่ถลาเข้ามาประคองทาโร่ทาจิน้อยเอาไว้ เหล่าน้อง ๆ ตระกูลโทชิโร่ยืนล้อมอยู่ข้างหลัง สีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจหวาดกลัว คงจะได้ยินเสียงโครมครามเมื่อครู่เลยรีบมาดูเป็นแน่

“จิโร่ทาจิ ท่านทำอะไร?” พี่ชายคนโตของบ้านอาวาตะงุจิขมวดคิ้วเอ่ยถามจิโร่ทาจิที่ยังยืนก้มหน้ากำมือแน่นตัวสั่นระริก เกิดอะไรขึ้น ถึงขึ้นลงไม้ลงมือกันเชียวงั้นหรือ

“เจ้าไม่ใช่พี่ข้า...เจ้าไม่ใช่พี่ชายข้า” เสียงพึมพำทุ้มหวานของโอดาจิผู้น้องดังวนซ้ำไปมาก่อนที่ร่างสูงโปร่งจะหมุนตัววิ่งออกไปจากตรงนั้น ทิ้งทาโร่ทาจิที่ยังตกใจปนงุนงงเอาไว้กับอิจิโกะ ฮิโตฟุริและพี่น้องอาวาตะงุจิ

“มันเกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ...ทาโร่ทาจิ?” อิจิโกะประคองทาโร่ตัวน้อยให้ลุกขึ้นยืนดี ๆ พลางเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ทาโร่ทาจิได้แต่ส่ายหัว

“ข้าไม่รู้...ข้าทำอะไรผิดหรือ?”

สีหน้าของอิจิโกะ ฮิโตฟุริหมองลงเล็กน้อยในทันที...ใช่ว่าเขาจะไม่เข้าใจจิโร่ทาจิเสียทีเดียว แต่หากอธิบายไป จะไม่ยิ่งเป็นการทำร้ายจิตใจทาโร่ทาจิงั้นหรือ ในเมื่อเด็กน้อยมิได้รู้เรื่องราวด้วยเลยแม้แต่นิด

“มันไม่ใช่ความผิดของท่านหรอกขอรับ...ทาโร่ทาจิ” มืออบอุ่นของอิจิโกะ ฮิโตฟุริลูบลงบนศีรษะของทาโร่ทาจิน้อยเบา ๆ พร้อมกับรอยยิ้มบาง ๆ คล้ายจะปลอบโยน “จิโร่ทาจิผ่านอะไรต่อมิอะไรมากนักก่อนที่ท่านจะมาที่เรือน และยังมีเรื่องอีกมากที่พวกข้ายังมิอาจบอกท่านได้หมด รวมถึง…”

ดวงตาของทาจิแห่งอาวาตะงุจิหลุบลง ครุ่นคิดว่าตนควรจะบอกออกไปดีหรือไม่...เรื่องของทาโร่ทาจิคนก่อน

“อิจิโกะ ฮิโตฟุริ?” ทาโร่น้อยเอียงคอมองสงสัย เจ้าของนามกัดริมฝีปากก่อนจะเงยหน้าคล้ายจะเอ่ย ทว่าก็ถูกขัดด้วยเสียงของเฮชิคิริ ฮาเซเบะเสียก่อน

“ทาโร่ทาจิ...นายท่านเรียกเจ้าแน่ะ”

-

“อะไรนะ! ส่งทาโร่ทาจิไปฮนโนจิ!? เจ้านั่นยังเยาว์อยู่เลยนะ นางคิดอะไรอยู่กันแน่!”

เสียงของเหล่าดาบดังขึ้นเซ็งแซ่ทันทีที่ทราบเรื่องจากเฮชิคิริ ฮาเซเบะที่ให้การรับใช้นายท่านอยู่ในตอนนั้น คำพูดที่ก้องดังในห้องโถงเต็มไปด้วยความสับสน ไม่เข้าใจต่อการตัดสินใจของนายท่านตน ฮนโนจิอาจมิใช่เส้นทางยากเย็น แต่สำหรับทาโร่ทาจิที่ยังเยาว์นัก คงมิอาจต้านทานศัตรูที่อยู่ในบริเวณนั้นได้เป็นแน่

“ใครนำทัพไปน่ะ?” โคกิทสึเนะมารุหันไปถามเจ้าจิ้งจอกน้อยคอนโนะสุเกะที่นั่งก้มหน้าหงอยอยู่ คล้ายตกใจกับการกระทำของนายท่านไม่แพ้กัน

“นายหญิงให้ท่านทาโร่ทาจิเป็นนายทัพขอรับ นอกจากนี้สมาชิกในทัพก็มี ท่านโฮริคาวะและท่านยามาบุชิ คุนิฮิโระ ท่านฮากาตะ ท่านโฮเนบามิ และท่านนามาซึโอะ โทชิโร่ ขอรับ”

“ทัพเท่านั้นจะประมือกับโอดาจิในฮนโนจิได้รึ...ทั้งฮากาตะ ทั้งโฮเนบามิ โทชิโร่ก็ยังเยาว์นัก แทบไม่ต่างจากทาโร่ทาจิ นางคงไม่ได้คิดสั้นอยู่หรอกนะ” โชคุไดคิริ มิทสึทาดะกอดอกเอ่ยยามนึกถึงทัพที่นายหญิงส่งออกไปเสี่ยงตาย ก่อนจะหันไปทางคนที่นั่งกอดไหสุราอยู่มุมห้อง ทอดสายตาเหม่อมองท้องฟ้ายามราตรีอย่างเงียบ ๆ

“จิโร่ทาจิ...เจ้าจะไม่พูดอะไรหน่อยรึ?”

ทั้งห้องเงียบกริบลง คล้ายจะรอฟังคำตอบของจิโร่ทาจิ

“ข้ามีอะไรต้องพูดรึ?” เอ่ยโดยมิได้หันมาพลางยกไหสุราตนขึ้นซดดื่ม ริมฝีปากผุดรอยยิ้มบางคล้ายค่อนแคะ ดวงตาคู่งามทอดมองจันทราอย่างเหม่อลอย

“เขาเป็นพี่ชายเจ้านะ ไม่คิดบ้างหรือว่าควรพูดหรือทำอะไรบ้าง” โชคุไดคิริขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจน้อย ๆ กับท่าทางการแสดงออกของโอดาจิตรงหน้า ในขณะที่สีหน้าของดาบอื่นเริ่มมีท่าทางกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพราะบรรยากาศที่แสนอึดอัด

จิโร่ทาจิหันเสี้ยวหน้ากลับมาพร้อมกับรอยยิ้มบาง ริมฝีปากเผยอเอ่ยเสียงเบา

“เขาไม่ใช่...พี่ชายของข้า”

“กลับมากันแล้ว! กลับมากันแล้ว!” เสียงของอาคิตะ โทชิโร่ดังขึ้นพร้อมกับเสียงตึงตัง ก่อนที่พวกเด็ก ๆ จะเปิดประตูโผเข้ามาในห้อง ทำลายบรรยากาศตึงเครียดให้พอผ่อนคลายลงบ้าง ผู้ที่ทนบรรยากาศไม่ไหวรีบลุกไปต้อนรับทัพสำรวจที่เพิ่งกลับมาถึง โชคุไดคิริถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์ในทีแล้วลุกไป ในห้องเหลือเพียงมิคาสึกิ มุเนจิกะและจิโร่ทาจิเท่านั้น

มิคาสึกิผ่อนลมหายใจก่อนจะลุกขึ้นไปนั่งลงตรงหน้าจิโร่ทาจิ มือเพรียวแกร่งเอื้อมไปวางบนหน้าตักโอดาจิหนุ่มเบา ๆ

“จิโร่ทาจิ ข้าเข้าใจเจ้านะ เข้าใจว่าเจ้ากำลังเสียใจต่อการตายของพี่ชาย...แต่มันก็ไม่ถูกที่เจ้าจะมีทีท่าเช่นนั้นต่อทาโร่ทาจิที่ไม่รู้อะไรเลย เด็กนั่นยังใหม่ที่นี่ เขาต้องการคนที่ใกล้ชิด คนที่เป็นที่พึ่งให้ได้...หากแม้แต่เจ้าที่มีศักดิ์เป็นดาบผู้น้อง แต่ไม่อาจให้การดูแลได้ แล้วทาโร่ทาจิจะหันไปพึ่งใครกัน?”

“ท่านปู่...ข้าบอกแล้วไง ว่าเด็กนั่นไม่ใช่พี่ชายข้า” จิโร่ทาจิเหลือบปลายหางตามองดาบผู้อาวุโสของเรือน “ข้ากับเจ้านั่นไม่ได้มีความสัมพันธ์ ไม่ได้มีความผูกพันทางความทรงจำใด ๆ ต่อกัน...อีกอย่าง เด็กคนนั้นไม่มีทางมาแทนที่ทาโร่ทาจิ พี่ชายคนเดียวของข้าได้”

มิคาสึกิทอดสายตาน้อย ๆ ยามมองรอยยิ้มของจิโร่ทาจิที่แค่นออกมาคล้ายจะกลบเกลื่อนความทุกข์ตรมในจิตใจ ใช่อยู่หรอกว่าเขาไม่เคยเสียพี่น้องใกล้ชิด หากแต่การสูญเสียสหายดาบที่ร่วมรบกันมานั้น ก็คงไม่ต่างอะไรกับการสูญเสียพี่น้องใช่ไหม?

“จิโร่ทาจิ...หากเอ่ยเช่นนั้น ตอนที่เจ้ามาถึงเรือนนี้แรก ๆ เจ้ากับทาโร่ทาจิที่อยู่มาก่อนก็มิได้มีความผูกพันกันมิใช่หรือ? แต่กระนั้นทาโร่ทาจิก็ยังคอยดูแลเจ้า แทบไม่ให้เจ้าห่างกาย คอยกอดปลอบเจ้า เช็ดน้ำตาให้เจ้ายามร้องไห้ นอนเฝ้าเจ้ายามบาดเจ็บ...แล้วเหตุใด เจ้าจึงทำเช่นนั้นให้ทาโร่ทาจิน้อยไม่ได้เล่า?”

จอมดาบใต้หล้ามองใบหน้างามของจิโร่ทาจิ…

ปรากฏภาพหยาดน้ำตาหยดใสไหลกระทบต้องแสงจันทราเข้าสู่นัยน์ตาจันทร์เสี้ยวอย่างเงียบงัน

-

ราวกับตกอยู่ในห้วงความฝันอันแสนยาวนาน...ทั้งเจ็บปวด เหนื่อยล้า หนักหนาสาหัสไปทั้งร่างกาย แต่ในที่สุดบางสิ่งก็ฉุดดึงทาโร่ทาจิให้ตื่นขึ้นมาจนได้

เด็กน้อยค่อย ๆ ลืมตา เริ่มรู้สึกถึงสิ่งที่พันไว้ตามร่างกายหลายส่วน ไม่ต้องคิดนานนักก็รู้ว่าคงจะเป็นผ้าพันแผลไม่ผิดแน่ มือเล็ก ๆ ยกขึ้นกุมศีรษะตนไว้ ก่อนจะเลื่อนมาลูบผ้าพันแผลที่พันทับดวงตาข้างหนึ่ง ตอนนั้นเองที่โอดาจิน้อยสังเกตเห็นบางสิ่งที่อยู่ข้าง ๆ

“จิโร่ทาจิ...?”

“ตื่นแล้วรึ?” มือเรียวลดไหสุราในมือลงแล้วหันกลับมามอง ทาโร่ทาจิค่อย ๆ หันหน้าไปมองให้ถนัด เห็นภาพจิโร่ทาจิที่นั่งกอดดาบร่างแท้ของตนอยู่ในชุดออกศึกสีราตรี ผมยาวสลวยถูกเกล้ารวบไว้ ใบหน้าถูกเติมแต้มอย่างพอเหมาะลงตัว ดูสวยงามสง่านักหากไม่มีไหสุราให้ขัดตา

“จะออกรบหรือ?”

“อืม…” จิโร่ทาจิพยักหน้า วางไหสุราลงข้างตัวแล้วเลื่อนมือมาลูบหัวเขาเบา ๆ “...ข้าขอโทษที่ก่อนหน้านี้ทำไม่ดีกับเจ้า ทำรุนแรงกับเจ้า แล้วก็พูดจาร้าย ๆ ใส่ ข้าเพียงเสียใจเรื่องของท่านพี่ข้าที่ตายไปก่อนหน้าเท่านั้น”

ทาโร่ทาจิมองใบหน้าของอีกฝ่ายด้วยสีหน้านิ่งงัน กำลังคิดทบทวนตามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดชั่วระยะเวลาวันนี้มีอะไรบ้าง และดูเหมือนว่าเขายังคงจดจำได้ว่าทุกอย่างที่จิโร่ทาจิพูดมาเป็นความจริงทั้งสิ้น

“แล้วข้า...ไม่ใช่พี่ชายเจ้าจริงหรือ?”

“เจ้าไม่ใช่พี่ชายข้า…” จิโร่ทาจิยิ้มบางเอ่ย ทำให้ดวงตาข้างที่ไม่ได้อยู่ใต้ผ้าพันแผลของเด็กน้อยหลุบลงนิด ๆ เหมือนจะผิดหวังในที หากแต่ประโยคต่อมาก็ทำให้เขาชะงักไป

“ไม่ใช่ในตอนนี้”

ดาบผู้มีฐานะเป็นพี่เงยหน้ามอง “แล้วจากนี้ล่ะ...เมื่อข้าแข็งแกร่งขึ้น ข้าจะเป็นพี่ชายเจ้าได้งั้นใช่ไหม?”

จิโร่ทาจิยิ้มบาง ๆ ก่อนจะก้มลงจุมพิตบนหน้าผากกลมมนอย่างแผ่วเบา กดประทับค้างเอาไว้คล้ายจะตราตรึงสัมผัสแสนอบอุ่นและอ่อนโยน ทาโร่ทาจิเบิกตาน้อย ๆ หัวใจเต้นรัวขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ มือเล็กบางกำผ้าห่มของตนแน่นก่อนที่ริมฝีปากหอมกรุ่นจะผละออกไป มือเรียวคว้าดาบและไหสุรา ยันร่างลุกขึ้นยืน

“ก็คงจะได้กระมัง”

“จะไปแล้วหรือ!?” ทาโร่ทาจิฝืนความบอบช้ำบนร่างกายดันตัวลุกขึ้น ดวงตาสีทองตระหนกน้อย ๆ บางสิ่งบางอย่างในใจกำลังร้องบอกว่าเขาไม่อาจปล่อยจิโร่ทาจิไปได้ ร่างสูงยิ้มบาง จับดาบให้ถนัดแล้วก้าวเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามอง

“ต้องไปแล้วล่ะ...สู่สมรภูมิสุดท้ายของข้า”

น้ำเสียงแสนหวาน กลับขมประหนึ่งยาพิษ...รอยจุมพิตนั้นยังแนบประทับบนหน้าผากที่ร้อนผ่าว หัวใจที่เมื่อครู่ยังเต้นรัวปวดร้าว ราวจะแตกสลายไปตรงนั้น ทาโร่ทาจิยกมือซับน้ำตา พร่ำเพรียกเพียงในใจให้คนที่ปิดประตูห้องและเดินหายจากไปจนไม่หลงเหลือเงา...จงกลับมาโดยไว

-

กลางสนามรบแห้งผาก แดดแรงกล้าแทบแผดเผา จิโร่ทาจิเหวี่ยงดาบ กวาดสะบั้นคออสูรโอดาจิจนหล่นร่วงในครั้งเดียว หยดเลือดแดงฉานสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนตามใบหน้างาม อาภรณ์สีราตรีถูกฉาบย้อมด้วยโลหิต ประหนึ่งค่ำคืนที่จันทราหม่นแสง

รอบกายมีแต่เพียงซากศพ ไม่มีสหายดาบคนใดกล้าที่จะเข้าใกล้ยามเมื่อโอดาจิผู้งดงามอาละวาดไม่ต่างจากลมพายุอันเดือดพล่านรุนแรง มือเรียวยกไหสุราคู่ใจขึ้นดื่มซด แสยะยิ้มบาง ๆ กระชับจับดาบมั่น มองศัตรูที่โถมทัพเข้ามาเบื้องหน้าอย่างไม่จบสิ้น

นี่คือ...สมรภูมิสุดท้าย

รสสุราเมื่อครู่ยังขมฝาดคอ...ความเผ็ดร้อนติดตรึงที่ปลายลิ้นมิรู้คลาย เพียงแค่หยดหยาดเดียว เจือจานไปในน้ำเมา เพียงเท่านี้...อีกแค่ไม่นาน...

...ก็จะได้พบกับท่านพี่ในสรวงสวรรค์แล้วใช่ไหม?

ลาก่อน...นิจนิรันดร์






หนึ่งหยาดพิษรินรดหยดไหล...คลอคลองใสในหยดน้ำตา…