บทที่ ๑๙
『三日月の物語』
นิทานจันทร์เสี้ยว
เป็นคราวแรกของมิคาสึกิที่มีโอกาสได้ออกจากปราสาท ติดสอยห้อยตามท่านพ่อผู้เป็นเจ้าครองแคว้นซังโจมาเปิดหูเปิดตายังแคว้นห่างไกล การเดินทางกินเวลายาวนานเหลือ ทว่าแม้จะปวดเมื่อยร่างกายเพียงใด ดวงตาจันทร์เสี้ยวอันเป็นเอกลักษณ์ก็ยังคงทอประกายความตื่นเต้นมิเจือจาง
“ทำไมจะต้องตื่นเต้นขนาดนั้นด้วยเล่า อายุก็ตั้งสิบห้าแล้ว ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะเจ้าน่ะ” เสียงของพี่ชายต่างมารดาวัยห่างกันปีเดียวแต่อุปนิสัยเป็นผู้ใหญ่กว่ามากพึมพำอย่างรำคาญใจ มิคาสึกิชะโงกตัวออกจากทางหน้าต่างรถม้า จดจ้องมองคนที่นั่งอย่างสง่าบนหลังอาชาข้าง ๆ
“ก็ข้าเพิ่งเคยออกนอกแคว้นเป็นครั้งแรกนี่...ท่านพี่ไปมาหลายที่ก็พูดได้ซี” รอยยิ้มคลี่ออกมาบนริมฝีปากได้รูปอย่างร่าเริง “ข้าหยุดนึกภาพแคว้นปลายทางไม่ได้เลย ที่นั่นจะต้องงดงามมากเป็นแน่-- โอ๊ย!”
“หนวกหูจริง...เป็นถึงว่าที่ผู้ครองแคว้น หัดสำรวมเสียบ้าง” หลังจากเขกกะโหลกน้องชายตัวดีจนเจ้าตัวต้องกุมหัวโอดโอยไปทีหนึ่ง โคกิทสึเนะมารุก็ถอนหายใจเฮือกอย่างเหนื่อยหน่าย...เพราะเป็นแม่ทัพของซังโจหรอก ถึงต้องมาเดินทางไกลเช่นนี้ มีโอกาสได้พักผ่อนสักที ใจจริงเขาละนึกอยากอยู่บ้าน เคล้าคลอกับเหล่านางโลมแสนสวยไปวัน ๆ มากกว่า
“อย่าทะเลาะกันสิพวกเจ้า...แต่คราวนี้ข้าเห็นด้วยกับโคกิทสึเนะมารุนะ จะไปพบผู้ครองแคว้นอื่นด้วยกิริยามารยาทเช่นนี้ไม่ได้หรอกนะ มิคาสึกิ” อิชิคิริมารุผู้เป็นบุตรชายที่ปรึกษาแคว้นซังโจละสายตาจากหนังสือในมือเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ มิคาสึกิขยับกลับมานั่งที่เดิม พลางยิ้มแห้งพอให้อีกฝ่ายเห็นว่าตนรู้สึกผิดอยู่บ้าง
“เข้าเขตตัวเมืองแคว้นโกโจแล้วขอรับ!”
ทว่าเสียงประกาศจากนายทหารผู้ดูแลขบวนเดินทางก็ทำให้ท่วงท่าสง่างามเมื่อครู่ของว่าที่ผู้ครองแคว้นซังโจมลายหายลับไปเฉกเช่นเดิม เด็กหนุ่มเปิดหน้าต่างรถม้าอีกฝั่งกว้าง ตาเป็นประกายมองบรรยากาศตัวเมืองด้วยความสนอกสนใจ โดยมีพี่ชายและที่ปรึกษาเหลียวมองหน้ากันแล้วถอนใจอย่างช่วยไม่ได้
หลังชมทัศนียภาพอันสวยงามและสงบเงียบของแคว้นโกโจอยู่พักใหญ่ ในที่สุดขบวนก็เดินทางมาถึงปราสาทผู้ครองแคว้น มิคาสึกิถูกอิชิคิริมารุจับจัดท่าทางเสียใหม่ให้เรียบร้อย แล้วจึงได้ลงจากรถม้า ตามหลังท่านพ่อและเจ้าแคว้นโกโจที่ออกมาต้อนรับอย่างเป็นมิตรเข้าไปภายในตัวปราสาท
ขณะกำลังเฝ้ามองบรรยากาศโดยรอบอย่างสนอกสนใจ ปลายสายตาจันทร์เสี้ยวก็พลันเหลือบเห็นบางสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลัง ทว่ายามเมื่อเหลียวกลับไป สิ่งนั้นก็ผลุบหายเข้าไปหลังเสาต้นใหญ่ เห็นเพียงเงาสีขาววาบผ่านราวกับภาพลวงตา
เห็นเช่นนั้นมิคาสึกิก็เลิกใส่ใจ รีบสาวเท้าเดินตามบิดาไปยังห้องรับรอง แต่ความรู้สึกแปลกประหลาดคล้ายกำลังถูกใครบางคนตามหลังก็ทำให้เด็กหนุ่มต้องหันไปมองอีกครั้ง...และยังคงไม่พบอะไรนอกจากเงาสีขาวที่วูบหายไป
“อะไรรึ?” โคกิทสึเนะมารุที่เดินอยู่ข้าง ๆ เอ่ยถาม มิคาสึกิขมวดคิ้วเล็กน้อย พยายามชะโงกมองหาเจ้าสีขาวตัวดี จนในที่สุดจึงตัดสินใจหันไปหาพี่ชายและบิดาที่หันกลับมามอง
“ท่านพี่...ท่านพ่อ...ข้าขอไปเดินเล่นแถวนี้นะ ไปไม่ไกลหรอกขอรับ…” พอยิ้มหวานบอก ท่านพ่อก็นวดขมับคล้ายจะหนักใจในที แต่ก็กวักมือเรียกโคกิทสึเนะมารุและอิชิคิริมารุให้ตามเข้าไปในห้องรับรองแทน เป็นสัญญาณให้มิคาสึกิรู้ได้ว่าตนได้รับอนุญาตแล้ว
ร่างเพรียวสง่าหมุนตัวกลับ กวาดสายตามองซ้ายขวาหาสิ่งนั้นให้หายคับข้องใจเสียทีว่าคืออะไรกันแน่
“แฮ่!!”
นายน้อยแห่งซังโจสะดุ้งโหยงเพราะเสียงเล็ก ๆ ที่ดังขึ้นจากด้านหลังอย่างไม่ทันตั้งตัว เด็กหนุ่มรีบหันกลับไป ก่อนจะถอนใจโล่งอกเมื่อเห็นว่าเป็นเด็กผู้หญิงตัวจ้อยคนหนึ่งที่กำลังยิ้มเผล่ เพราะมัวแต่มองหานางอยู่นั่นล่ะ ถึงได้ประมาทไป
“ขี้แกล้งจริงนะ เจ้าน่ะ” เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยที่ยืนโยกตัวไปมาอยู่ไม่สุขท่าทางไม่มีพิษภัย มิคาสึกิก็คลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยนและย่อกายลงให้ความสูงอยู่ในระดับเดียวกับนาง
“คิก...พี่ชายตกใจไหม!” เสียงใสร้องถามร่าจากริมฝีปากสีชมพูอ่อนบางราวซากุระน่าทะนุถนอม ดวงตากลมโตสีทองของนางทอประกายสดใส ขับความน่าเอ็นดูออกมาบนใบหน้าขาวผ่องซึ่งล้อมกรอบด้วยเรือนผมสีดุจละอองหิมะ จนมิคาสึกิอดยิ้มไม่ได้
“ฮะฮะฮะฮะ ตกใจมากเลยล่ะ...ไม่เบานะเจ้านี่” เอ่ยพลางใช้ปลายนิ้วแตะลงบนปลายจมูกที่ขึ้นสีแดงเรื่อของนางอย่างแผ่วเบา “เหมือนกระเรียนเลย”
“อื้อ…” เด็กน้อยอมยิ้ม ยกมือขึ้นกุมจมูกเรียวของตนไว้ “ก็สึรุเป็นกระเรียนนี่นา”
“หืม...เจ้าชื่อสึรุงั้นหรือ คนงาม?” ดวงตาจันทร์เสี้ยวทอแววอ่อนโยน จับจ้องมองเด็กน้อยตรงหน้าอย่างนึกเอ็นดูรักใคร่ ดูแล้วอายุนางคงไม่เกินสิบขวบเป็นแน่
“ไม่ใช่คนงามเสียหน่อย” พวงแก้มขาวกลมป่องขึ้นมาคงเพราะถูกเรียกด้วยสิ่งที่มิใช่นามตน “สึรุชื่อสึรุมารุ...เรียกสึรุก็ได้ แล้วพี่ชายล่ะ?”
เห็นท่าทางเอียงคอสงสัยแสนน่ารักเช่นนั้น มิคาสึกิก็หัวเราะเบา ๆ จับประคองมือเล็กจ้อยของนางขึ้นมากุมไว้อย่างนุ่มนวล “มิคาสึกิ มุเนะจิกะ”
“มิคาสึกิ!” สึรุมารุร้องเรียกนามเขาทันทีก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง ตอนนั้นเอง คล้ายจะสังเกตเห็นบางสิ่ง สึรุมารุชะโงกหน้าเข้ามาใกล้จนหน้าผากแทบชิดกัน ดวงตากลมโตสบตรงเข้ามาในดวงตาจันทร์เสี้ยวของเขาเป็นประกาย “ตาเจ้าสวยจัง…”
“จริงหรือ…คนงาม” แม้จะตกใจเล็กน้อย แต่มิคาสึกิก็ยิ้มบางออกมา สึรุมารุอยู่ใกล้เสียจนจมูกเขาได้กลิ่นหอมรื่นชวนสบายใจที่โชยอ่อนจากร่างกายนาง
“สึรุไม่ใช่คนงามนะ…” ถูกเรียกเช่นนั้นอีกครั้ง สึรุมารุยิ่งทำหน้ามุ่ยหนักและผละตัวออกไป ทิ้งให้มิคาสึกิได้แต่นึกเสียดายและโหยหาความใกล้ชิดเมื่อครู่อยู่นิด ๆ
“ฮะฮะฮะฮะ...สึรุมารุ” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจยิ้มเอ่ยชื่อจริงของนาง จนในที่สุดเด็กหญิงก็กลับมายิ้มออกและพยักหน้าหงึกหงัก “ว่าไปเจ้ามาคนเดียวหรือ พ่อแม่เจ้าล่ะคนดี?”
“พ่อจ๋ากับแม่จ๋าทำงานอยู่...ส่วนสึรุเป็นเพื่อนเล่นนายน้อย แต่วันนี้เขาไม่สบาย สึรุก็เลยอยู่คนเดียว...” เสียงท้ายประโยคของนางแผ่วอ่อนลงเล็กน้อย พร้อมกับแววตาเหงาหงอยที่เผยออกมาโดยไม่อาจปิดบัง เห็นแบบนั้นมิคาสึกิจึงนึกสงสาร มืออบอุ่นเอื้อมไปลูบศีรษะที่ปกคลุมด้วยปุยเส้นผมสีขาวด้วยความอ่อนโยน
“ไม่ต้องเหงาไปนะ...ข้ามาอยู่เป็นเพื่อนเจ้านี่แล้ว ตกลงไหม?” คลี่ยิ้มบางพลางค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สึรุมารุเงยหน้ามองเขา กะพริบดวงตากลมโตปริบ ๆ
“เจ้าไม่ไปคุยกับผู้ใหญ่แบบนั้นหรือ?” เรียวนิ้วป้อม ๆ ชี้ไปทางห้องรับรองที่มีนายท่านแห่งโกโจและพวกท่านพ่อของเขาอยู่ มิคาสึกิส่ายหน้าไปมา
“ข้าไม่เหมาะกับอะไรทางการเช่นนั้นหรอก สึรุมารุ...เจ้าพาข้าไปเดินเล่นหน่อยซี่” พอออกปากขอ สึรุมารุที่มีท่าทีลังเลอยู่เมื่อครู่ก็ตาเป็นประกาย มือเล็กอ่อนนุ่มเอื้อมจับมือเขาไว้อย่างร่าเริง
“สึรุจะพาเดินเล่นให้ทั่ว ๆ ปราสาทเลย!”
“โอ้...เช่นนั้นรบกวนด้วยนะ” เสียงทุ้มหัวเราะเอ็นดูร่างน้อยในชุดอาภรณ์สีขาวปลอดข้างกาย พลางมือก็จับประสานกับนางไว้แนบสนิท สึรุมารุเงยหน้ามองเขาอย่างกระตือรือร้น
“อยากไปดูตรงไหนก่อนหรือ?” แม้นางจะเพียรพยายามทำท่าทางจริงจังให้สมกับฐานะผู้นำทาง แต่สำหรับมิคาสึกิมันก็ยังคงดูน่ารักไม่มีเปลี่ยน
“ที่ใดก็ได้...ที่เจ้าภูมิใจอยากให้ข้าได้เห็น”
“ที่ที่ภูมิใจ…” เด็กหญิงเอียงคอนึกจนหัวแทบถึงไหล่ กลอกดวงตาสีทองกลมโตไปมาอีกสองสามรอบ ก่อนจะสะดุ้งตัวขึ้นคล้ายนึกได้ มือเล็กคว้าจับมือของเขา ดึงให้รีบก้าวตามไป ซึ่งมิคาสึกิก็อมยิ้มน้อย ๆ และผ่อนแรงเดินตามนางไปอย่างว่าง่าย
“เร็วเข้า ๆ!”
“มาแล้ว ๆ” แต่ดูเหมือนเขาจะยังไม่ทันใจนาง เด็กน้อยจึงผละวิ่งนำไปเสียก่อน มือเล็ก ๆ ขยับกวักเร่ง นายน้อยแห่งซังโจหัวเราะอารมณ์ดีพลางรีบสาวเท้าตามสึรุมารุออกทางประตูหลังปราสาทที่ปราศจากยามเฝ้า ลิ่วตรงเข้าไปยังแนวป่าด้านหลัง ขณะก้าวเดินตามสาวน้อย มิคาสึกิก็กวาดตามองบรรยากาศร่มรื่นโดยรอบไปพลาง ด้วยไม่บ่อยนักที่เขาจะได้มาใกล้ชิดธรรมชาติแท้จริงเช่นนี้
ในที่สุดสึรุมารุก็หยุดยืนที่ข้างต้นไม้ใหญ่ริมลำธารเล็ก ๆ คอยจนเขาเข้าไปใกล้จึงจับมือพาเดินไปนั่งยองลงเบื้องหน้าโคนลำต้น มือเล็กเอื้อมแหวกกองหญ้าที่สุม ๆ เอาไว้จนเห็นเป็นโพรงตื้นที่ข้างใต้ และสิ่งที่อยู่ในนั้น ทำให้มิคาสึกิถึงกับต้องเบิกตา
“นี่มัน…”
เป็นลูกกระเรียนน้อยขนสีน้ำตาลปุยสองตัวที่ซุกอิงแอบกันอยู่ในโพรงใต้ต้นไม้ พวกมันเงยหน้าขึ้นเมื่อแสงสว่างสาดลอดผ่านเข้ามา ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มจัดจ้องมองผู้มาเยือนอย่างเขาด้วยแววฉงนสงสัย ข้างกายมีกระบอกไม้ไผ่ตัดสั้น ๆ รองใส่น้ำสะอาดไว้ อีกด้านมีหนอนแมลงตัวเล็ก ๆ ซึ่งน่าจะเป็นอาหารกองอยู่อย่างร่อยหรอ
“เป็นไงล่ะ! น้อง ๆ สึรุเอง!” สึรุมารุยืดอกด้วยความภาคภูมิใจ พลอยทำให้คนอายุมากกว่าต้องหันไปมองก่อนจะอดไม่ไหวจนต้องหลุดขำพรืดออกมา เรียกความแง่งอนให้ปรากฏบนใบหน้ามุ่ยทุ่ยทันที “เดี๋ยวเถอะ เจ้าหัวเราะอะไรน่ะ!”
“...ฮะฮะฮะ ข้าว่ามันตลกดีน่ะ” แล้วก็น่ารักมากเช่นกัน เอ่ยพลางพยายามหยุดหัวเราะ ปลายนิ้วปาดน้ำตาที่ซึมอยู่ตามขอบตา “เจ้ามีน้องที่น่ารักดีนะ”
“ไม่เห็นจะตลกเลย!” สึรุมารุทำแก้มป่อง โผเข้าทุบข้างแขนเขารัวด้วยกำปั้นน้อย ๆ ของนางดังตุบตับ มิคาสึกิหัวเราะร่าแล้วจับข้อมือเล็กนั้นไว้จนเด็กหญิงต้องมุ่ยหน้า “อย่ามาหัวเราะเยาะสึรุนะ!”
“โทษทีนะ...โทษที คนดีของข้า” มิคาสึกิอมยิ้มก่อนจะกดริมฝีปากประทับลงเหนือหน้าผากมนด้วยความเอ็นดู และมันก็ช่วยกล่อมให้สึรุมารุสงบลงได้ด้วยเช่นเดียวกัน เด็กหนุ่มผละออกมาช้า ๆ แล้วเลิกคิ้วนิด ๆ เพราะเห็นใบหน้ากลมขาวแดงเรื่อจาง
...สวย
อดจะคิดในใจเช่นนั้นไม่ได้ แม้ว่าคนตรงหน้าจะเป็นเด็กหญิงตัวน้อยก็ตามที แต่เมื่อลองพินิจมองให้ถ้วนถี่ เค้าโครงองคาพยพบนใบหน้าของสึรุมารุช่างแสนจะเหมาะเจาะลงตัว หากนางเติบโตขึ้น...จะต้องกลายเป็นหญิงสาวที่งดงามยิ่งเป็นแน่
มิคาสึกิยิ้มมองสึรุมารุที่กะพริบตาปริบคล้ายงุนงงอยู่กระทั่งนางหันกลับไปหาลูกกระเรียนน้อยทั้งสองที่พากันเดินเตาะแตะมาหาพี่สาวของพวกมัน
“ขอโทษนะ วันนี้สึรุยังไม่ได้เอาอาหารมาให้หรอก” เด็กหญิงเอ่ยพลางทรุดตัวลงนั่งกับพื้น มือลูบหัวลูกกระเรียนตัวหนึ่งซึ่งมาคลอเคลียอยู่ใกล้ ๆ ขณะอีกตัวเดินไปตีปีกเล็กร้องใส่มิคาสึกิที่นั่งอยู่มิห่างราวจะเป็นการทักทาย
“หืม...เจ้าตัวเล็กหิวงั้นรึ? ข้าพอมีของกินติดตัวอยู่...แอบพวกท่านพ่อไว้น่ะ อย่าไปบอกใครเชียว” เด็กหนุ่มหัวเราะพลางขยิบตานิด ๆ แล้วหยิบห่อขนมเล็ก ๆ จากในแขนเสื้อมาส่งให้สึรุมารุที่รีบคลานเข่าเข้ามารับไปทันที
“พอดีเลย” กระเรียนน้อยหัวเราะ เปิดห่อและบิแบ่งขนมเป็นชิ้นจิ๋วโปรยให้ลูกกระเรียนทั้งสองได้จิกกิน ขณะเฝ้ามองพฤติกรรมน่ารัก เสียงแผ่วก็เอ่ยออกมาเบาหวิว “สึรุคิดว่า...แม่ของพวกมันถูกพรานยิงตายที่ชายป่า”
“จริงหรือ? น่าสงสารเสียจริง...เด็กน้อย” เห็นแววตาหมองเศร้าของสึรุมารุ มิคาสึกิก็พลอยหม่นใจไปด้วย มือใหญ่เอื้อมไปลูบหัวลูกกระเรียนเบา ๆ “แต่ว่ามีสึรุมารุเป็นแม่แล้วนะ...ไม่ต้องเหงาแล้วล่ะ”
“สึรุเป็นพี่สาวต่างหาก!” เด็กน้อยหันขวับกลับมาร้องเถียง เรียกเสียงหัวเราะจากจันทร์เสี้ยวที่นั่งมองนางถูกลูกกระเรียนงับมือเล่นได้เป็นอย่างดี “เจ้าอยากอุ้มไหม?”
ได้ยินเช่นนั้นดวงเนตรจันทร์เสี้ยวแสนงดงามก็เป็นประกายนิด ๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะพยักหน้าหงึกรัวเร็ว สึรุมารุหัวเราะคิกพลางประคองลูกกระเรียนขึ้นมาวางบนอุ้งมือเขาอย่างระมัดระวัง มิคาสึกิเลิกคิ้วยามสัมผัสได้ถึงความนุ่มนิ่มจากขนอ่อนของเจ้าตัวเล็ก นัยน์ตากลมใสของมันจับจ้องตรงมาที่เขา หัวขยับส่ายไปมาน่าเอ็นดู
“น่ารักจัง…” เปรยออกมาทั้งรอยยิ้ม นานแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกอบอุ่นสบายใจเช่นนี้ ราวกับว่าภาระที่เคยแบกรับไว้ทั้งหมดมลายหายไปเพียงได้เล่นสนุกพูดคุยกับสึรุมารุและกระเรียนน้อยทั้งสอง
“น่ารักใช่ไหมล่า~” สาวน้อยผู้เป็นพี่สาวนกกระเรียนยิ้มกว้าง ทิ้งร่างนั่งลงบนพื้นดิน อุ้มประคองกระเรียนน้อยอีกตัวมาไว้บนตัก มันส่งเสียงร้องใสพลางคลอเคลียหน้าท้องเด็กหญิงไปมา
“มากเลยล่ะ ขอบคุณเจ้ามากนะที่พาข้ามาพบพวกมัน” มิคาสึกิซึ่งทอดสายตามองลูกกระเรียนในอุ้งมือด้วยความเอ็นดูเกลี่ยปลายนิ้วไปตามลำคอยาวที่ปกคลุมด้วยขนนุ่ม ก่อนจะก้มลงจุมพิตแผ่วเบาเหนือหัวของเจ้าตัวจ้อย “อยู่กับสึรุมารุไปนาน ๆ นะ...เจ้ากระเรียนน้อย”
“เจ้าใจดีจัง…” พอเงยหน้าขึ้นตามเสียง ก็เห็นเด็กหญิงนั่งอมยิ้มมองเขาอยู่ นายน้อยแห่งซังโจเอียงคอน้อย ๆ
“หืม...จริงหรือ?”
“อื้ม! ใช้เวลาด้วยกันเท่านี้ก็ดูออกเลย…” สึรุมารุยิ้มเผล่ ค่อย ๆ ประคองกระเรียนน้อยลงจากตัก ปล่อยให้มันไปเดินเล่นยืดเส้นยืดสาย “แววตาเจ้าอบอุ่นมาก...แถมพวกกระเรียนก็ชอบเจ้าเสียด้วย แปลว่าเจ้าต้องเป็นคนใจดีมาก ๆ”
“ฮะฮะฮะฮะ แล้วเจ้าชอบข้าไหม?” เด็กหนุ่มหัวเราะ ลูบหัวกระเรียนน้อยที่ซุกไซ้หัวนุ่มนิ่มไปกับฝ่ามือเขาอย่างสบายอารมณ์ โดยมีพี่น้องของมันเดินมาหยุดดูใกล้ ๆ
“อื้อ ชอบ!” เสียงใสร้องตอบกลับมาอย่างใสซื่อ ก่อนที่นางจะเสริม “เจ้าใจดีนี่นา”
มิคาสึกิคลี่ยิ้มบางด้วยแววตาอบอุ่นเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“แล้ว...เจ้าอยากจะเป็นเจ้าสาวของข้าไหม?”
“อื้อ...ดะ เดี๋ยว อะไรนะ? เจ้าสาว?” เด็กน้อยที่เผลอหลุดตอบรับคำชะงัก ยกมือขึ้นกุมสองพวงแก้มที่แดงราวสีใบโมมิจิในช่วงฤดูใบไม้ร่วง “จะ...จะให้ตกลงเป็นเจ้าสาวของคนที่เพิ่งได้พบกันวันเดียวงั้นหรือ!?”
...ก็มีด้านที่เป็นเด็กผู้หญิงอยู่นี่นะ มิคาสึกิยกมือใต้แขนเสื้อขึ้นปิดปากหัวเราะเบา ๆ ด้วยความเอ็นดูพลางพยักหน้า เห็นนางซุกซนแก่นแก้ว เขาก็ผิดคาดอยู่เหมือนกันที่ได้เห็นสึรุมารุเขินอายกับคำขอเป็นเจ้าสาวเพียงเท่านี้
“ไม่ดีรึ?” เอ่ยถามพลางขยับกายชะโงกหน้าเข้าไปใกล้จนแทบชิดกัน ลอบสูดกลิ่นหอมละมุนที่โชยจากร่างเล็กมาต้องนาสิก แม้ยังไม่ชัดเจน แต่ก็พาให้นึกสบายใจเสียเหลือเกิน “ข้าขอคำตอบด้วยซี่…”
“มันคำถามของสึรุต่างหาก!” สึรุมารุร้องเถียง กุมแก้มป่องเรื่อแดงของตนมุ่ยมองเขา “เจ้าเองก็เถอะ...ขอผู้หญิงที่เพิ่งพบกันแต่งงานจะดีเหรอ!”
“ดีสิ...หากว่าเจ้าสาวในอนาคตของข้ายินยอมพร้อมใจแล้วล่ะก็” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจตอบ ขณะค่อย ๆ ประคองลูกกระเรียนน้อยให้ลงยืนกับพื้น ขยับกายเข้าไปนั่งใกล้เด็กหญิงที่จ้องมองเขาอยู่ด้วยท่าทางเขินอาย
“ทำไมถึงมาขอสึรุล่ะ…” สาวน้อยถาม สีหน้ายังดูลังเลอยู่มากทีเดียว มิคาสึกิลอบหลุบตาลงนิด ๆ ก่อนจะระบายยิ้มบาง ๆ
“เหตุผลนั้น...ไม่มีหรอก” มือเอื้อมไปจับประคองสองมือเล็กที่กุมข้างแก้มนางมากุมไว้อย่างอ่อนโยน นัยน์ตาจันทร์เสี้ยวสบจ้องตานางด้วยแววมั่นคงไม่ไหวคลอน “ข้าเพียงอยากให้เจ้ามาเป็นเจ้าสาวของข้า มาอยู่ข้างเคียงกายข้าเมื่อขึ้นเป็นผู้ครองแคว้นซังโจ...เจ้าจะว่าอย่างไร สึรุมารุ”
ใบหน้าที่แดงมากอยู่แล้วยิ่งก่ำสีขึ้นไปอีกเมื่อได้สดับฟังถ้อยคำที่เขาออกวาจา นางก้มหน้า ริมฝีปากบางน่าทะนุถนอมพึมพำงึมงำตอบเสียงแผ่วเบา
“...ถ้าเจ้าว่าอย่างนั้น...ก็ได้”
หัวใจของจันทร์เสี้ยวผู้งดงามพองโตขึ้นแทบจะทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น มือประคองมือนางขึ้นมาจุมพิตนุ่มนวล ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองใบหน้างดงามของเด็กหญิงโดยริมฝีปากไม่ละจากผิวอ่อนนุ่ม
“สัญญานะ...ว่าในอนาคตเจ้าจะแต่งงานกับข้า”
สึรุมารุพยักหน้าสีแดงเรื่อนิด ๆ สบตาจันทร์เสี้ยวตอบไม่ละจากไปไหน นางดึงมือที่ถูกกุมไว้ออกมาช้า ๆ และยกนิ้วก้อยเล็กขึ้นมาตรงหน้า “เจ้าเองก็ห้ามผิดสัญญานะ”
“ฮะฮะฮะ ข้าสัญญาว่าจะมารับเจ้า” เอ่ยตอบทั้งรอยยิ้ม พร้อมกับนิ้วทั้งสองที่เกี่ยวกันแนบสนิทเป็นคำสัญญาแห่งดวงใจพลอยทำให้สึรุมารุยิ้มออก เสียงเล็ก ๆ ตอบรับคำแม้เขินอายแต่ก็แน่วแน่มั่นคง
“สึรุจะเป็นเจ้าสาวของมิคาสึกิ!”
จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจแย้มยิ้มรับคำ ใบหน้างดงามโน้มเข้าไป จุมพิตลงบนปลายจมูกเล็กเรื่อแดงเบา ๆ ด้วยความอ่อนโยนและรักใคร่...ตราตรึงความรู้สึกนึกคิดของเขาให้นางได้รู้ว่าจะไม่มีวันผิดคำสัญญาในครานี้อย่างเด็ดขาด
...ไม่มีวัน
-
ทั้งสองใช้เวลาตลอดบ่ายนั้นเล่นสนุกอยู่ด้วยกัน หลังจากนอนกลิ้งเกลือกไปกับพื้นดิน ปล่อยให้ลูกกระเรียนน้อยปีนไต่ตามตัวตามหัวจนพอใจด้วยกันทั้งสองฝ่ายแล้ว สึรุมารุก็ลุกขึ้น พามิคาสึกิเที่ยวเล่นบริเวณป่ารอบ ๆ นั้นอย่างกระตือรือร้น ทำให้นายน้อยแห่งซังโจผ่อนคลายยิ่งนักยามเห็นเด็กหญิงร่าเริงมีความสุข
“พรุ่งนี้เจ้าว่างไหม?”
สึรุมารุเอ่ยขึ้นระหว่างทาง เมื่อเห็นว่าดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำ ทั้งคู่จึงจับมือพากันกลับสู่ปราสาทโกโจเพื่อทานมื้อเย็น มิคาสึกิยกมือแตะปลายคางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงก้มลงมองนางและย้อนถามแทนที่จะตอบ
“เจ้าอยากเล่นกับข้าอีกหรือ?”
“อื้มม!” สาวน้อยผงกหัวซื่อตรง ดวงตากลมโตสีทองทอแววประกายความสดใสมิเจือจาง “นายน้อยคงยังไม่หายป่วยเร็ว ๆ นี้ ช่วงนี้ก็เลยว่าง...อ๊ะ! นายน้อยต้องตกใจมากแน่ที่รู้ว่าสึรุเป็นว่าที่เจ้าสาวของมิคาสึกิแล้ว!”
“เจ้านี่ชอบทำให้ผู้อื่นตกใจเสียจริง...ซุกซนเหลือเกินนะ” เด็กหนุ่มหัวเราะน้อย ๆ เมื่อเห็นรอยยิ้มที่คลี่เผล่ออกมาบนใบหน้ากลมมน ดูก็รู้ว่านางกำลังเพลิดเพลินใจ มือใหญ่บีบกระชับมือขาวเรียวเล็กไว้ “ได้สิ...พรุ่งนี้ข้าจะมาหาเจ้าที่รังนกกระเรียน”
“จริงนะ! สึรุจะรอ!” เด็กน้อยร้องร่า โผเข้ากอดเอวเขาเท่าที่ส่วนสูงของนางจะเอื้ออำนวย มิคาสึกิยิ้มหวาน โน้มตัวลงโอบกระชับร่างบอบบางไว้แนบสนิทราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า
“วันนี้ข้าสนุกมาก...สึรุมารุ อดใจรอพบเจ้ากับพวกลูกกระเรียนพรุ่งนี้ไม่ไหวแล้ว” เอ่ยพลางขยับแขน อุ้มร่างเล็กกระจ้อยขึ้นมาให้เท่ากับตัวเขายามยืดตัวเต็มความสูง ดวงตาทั้งสองคู่สบประสานกัน
“อื้อ! พวกเราจะรอ! ต้องมานะ…” ปลายเสียงนางแผ่วลงเล็กน้อยคล้ายจะออดอ้อน ด้วยท่าทางน่ารักเช่นนั้น มิคาสึกิก็พลอยแย้มยิ้ม ก่อนจะเลื่อนใบหน้าเข้าไป...
...กดจุมพิตลงบนริมฝีปากนุ่มนิ่มอย่างอดไม่ได้
เขาผละออกมาช้า ๆ ยามพอใจ เห็นใบหน้าของเด็กน้อยแดงก่ำอย่างสีแต้มบนศีรษะนกกระเรียนโตเต็มวัย ก่อนที่นางจะโผเข้ากอดรอบคอแน่น ซุกลงข้างไหล่ด้วยทีท่าเขินอายจัดอย่างน่าเอ็นดู
“มิคาสึกิ...คนบ้า!”
ไปเอาคำค้อนน่ารักแบบนั้นมาจากไหนกันนะ นายน้อยแห่งซังโจอมยิ้มกอดกระชับสึรุมารุแนบแน่นอีกครั้งแล้วค่อย ๆ ประคองนางลงยืนกับพื้น เอื้อมจับมือน้อย ๆ มาประสานไว้แน่น
“รีบกลับปราสาทกันเถอะ เจ้าคงหิวแย่แล้ว”
สึรุมารุมุ่ยหน้าก่อนจะผงกหัวรับคำและรีบตรงกลับปราสาท ทั้งสองแยกกันที่หน้าประตูและไม่ได้พบกันอีกเลยในวันนั้น ทว่าตั้งแต่เวลามื้ออาหารไปจนถึงยามเข้านอน มิคาสึกิก็มีความสุขมากพอที่จะถูกพี่ชายต่างมารดาซึ่งสูบยาสูบ นั่งชมทิวทัศน์ยามค่ำคืนอยู่ริมหน้าต่างจ้องมองด้วยสายตาจับผิด
“หายไปทำอะไรมากันแน่นะเจ้านี่…”
“ไปพบว่าที่เจ้าสาวของข้ามาน่ะ” ตอบพลางหัวเราะคิกคัก มือก็ตบ ๆ ฟูกของตนให้ฟู ไม่สนใจโคกิทสึเนะมารุที่อ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจไปเป็นที่เรียบร้อย
“วะ...ว่าที่…”
“เกิดเรื่องแล้ว! มิคาสึกิ! โคกิทสึเนะมารุ!” ยังไม่ทันจะถามไถ่ให้ทราบความ เสียงของอิชิคิริมารุที่โผเข้ามาในห้องอย่างร้อนรนก็ทำให้สองพี่น้องสะดุ้งเฮือก
“เกิดอะไรขึ้น?” ขุนพลหนุ่มแห่งซังโจร้องถาม บุตรชายที่ปรึกษาหอบหายใจเล็กน้อยก่อนจะรีบตอบ
“นายหญิง...ท่านแม่ของมิคาสึกิเกิดล้มป่วยอย่างหนัก นายท่านมีคำสั่งให้เตรียมตัว เราจะต้องรีบออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าตรู่วันพรุ่งนี้ แจ้งให้ทางโกโจทราบแล้ว”
เพียงได้ยินคำนั้น หัวใจของมิคาสึกิก็หล่นวูบ...ท่านแม่ผู้เป็นที่รักของเขากำลังป่วยหนักงั้นหรือ? จะต้องกลับพรุ่งนี้เช้า...เช่นนั้นแล้วคำสัญญาที่เขาให้ไว้กับสึรุมารุเล่า? เด็กหนุ่มนั่งนิ่งงัน มวลความคิดไหวคลอนด้วยความสับสน ห่วงท่านแม่หรือก็ห่วงเสียยิ่งกว่าอะไร แต่คำสัญญากับเด็กน้อยผู้ออกปากเป็นว่าที่เจ้าสาวก็สำคัญต่อเขาเช่นกัน
“เป็นอะไรของเจ้า...มิคาสึกิ เตรียมเก็บของไว้สิ” เห็นน้องชายไม่ขยับไหวติง โคกิทสึเนะมารุที่กำลังเก็บข้าวของก็ขมวดคิ้วหันมามอง เจ้าของนามสั่นหัวไม่ขานตอบคำใด แต่ก็ลุกขึ้นหยิบสัมภาระของตนมาจัดอย่างเงียบ ๆ ความร่าเริงที่สะสมมาตลอดวันมลายหายไปหมดสิ้น
เช้ามืดวันต่อมา ขบวนเดินทางของซังโจเตรียมพร้อมและออกจากปราสาทโกโจ โดยที่มิคาสึกิเอาแต่นั่งเหม่อลอย ศีรษะพิงผนังรถม้า ทอดสายตาล่องไปอย่างไร้จุดหมาย ไม่พูดอะไรกับใครแม้แต่คำเดียว อิชิคิริมารุและโคกิทสึเนะมารุที่เห็นท่าทางเช่นนั้นมาตั้งแต่เมื่อคืนก็พลอยเป็นห่วง
เขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะร่ำลาสึรุมารุ...ไม่มีสิทธิ์จะได้เอ่ยปากขอโทษที่ต้องผิดสัญญา
สายฝนโปรยพร่ำลงระหว่างการเดินทาง แม้มิหนักหนา หากแต่เมื่อเหลียวกลับไปยังทิศทางที่จากมา เห็นเมฆหนามืดทะมึนปกคลุม มิคาสึกิก็นึกห่วงเด็กน้อยขึ้นมาจับใจ หากนางออกไปรอคอยเขาที่รังนกกระเรียนล่ะ...จะมิตากฝนจนป่วยไข้ไปหรือไร
“มิคาสึกิ…” อิชิคิริมารุหลุดเสียงถามออกมายามคล้ายจะทนมองไม่ไหว “เป็นอะไรรึ? ท่าทางเจ้าไม่ร่าเริงมาตั้งแต่เมื่อคืนวานแล้ว บอกข้าได้ไหม?”
นายน้อยของเขาถอนหายใจเฮือก หลุบดวงตาจันทร์เสี้ยวลงครุ่นคิด ในที่สุดจึงยอมเอ่ยปาก
“ข้าพบเด็กน้อยคนหนึ่ง…นางชื่อสึรุมารุ เป็นเด็กที่ร่าเริง...สดใส...และงดงามยิ่งนัก” บุตรชายที่ปรึกษาเลิกคิ้ว แต่ก็ยังไม่พูดขัดแต่อย่างใด มิคาสึกิยกมือขึ้นทาบบนอกซ้ายของตน
“...ข้าคิดว่า ข้าตกหลุมรักนางเข้าเสียแล้ว”
ดวงตาของคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย...เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ามิคาสึกิมีความรู้สึกรักใคร่ต่อผู้ใด แต่หากเจ้าตัวออกปากเองเช่นนี้ หมายความว่าเด็กน้อยคนที่ว่า…
คือรักแรกของจันทร์เสี้ยวแห่งซังโจ
“อย่าทำหน้าเศร้าเช่นนั้นสิ...เดี๋ยวเจ้าก็ต้องได้พบนางอีกเป็นแน่” แม้นึกสงสาร แต่ก็น่าสนใจ...ชายหนุ่มคลี่ยิ้มบางพลางเอื้อมมือไปบีบไหล่คนอายุน้อยกว่าอย่างให้กำลังใจ
“เราสัญญาว่าจะไปพบกันอีกครั้งในวันนี้ แต่ข้าก็ผิดสัญญา” มิคาสึกิส่ายหน้าไปมาด้วยท่าทางลำบากใจ น้ำตาคลอตรงขอบตานิด ๆ ทว่าเจ้าตัวก็รีบปาด ๆ มันทิ้ง เอ่ยด้วยเสียงเครือสั่น “นางคงเกลียดข้าแล้ว”
ทำตัวอย่างกับเด็กไม่มีผิดเลย อิชิคิริมารุหัวเราะอย่างอ่อนใจ “เดี๋ยวเถอะ...เจ้าเป็นผู้ชายนะ ทำตัวขี้แยแบบนี้ประเดี๋ยวก็ได้อายนางเข้าหรอก”
มิคาสึกิทำแก้มป่องเล็กน้อย แต่ก็ยอมพยักหน้าเชื่อฟัง...ดวงตาจันทร์เสี้ยวแสนงดงามทอดมองออกไปยังม่านฝนที่กั้นฉากระหว่างเขาและสึรุมารุเอาไว้ หวนคำนึงถึงเด็กน้อยผู้เป็นที่รักโดยไม่อาจลบเลือน
วาจาที่เอ่ยไปราวเพียงหยอกเอิน...หากแต่สึรุมารุจะรู้บ้างหรือไม่หนอ
ว่าเขาจริงจังกับคำขอแต่งงานนั้นเพียงไร
-
กาลเวลาล่วงเลยผ่านกว่าสี่ปีที่มิคาสึกิไม่ได้แวะเวียนกลับไปพบสึรุมารุอีกเลย แม้ใจปรารถนาเพียงใด แต่สถานการณ์รอบกายกลับไม่เคยมอบโอกาสที่เขาเฝ้ารอให้เสียที
นับตั้งแต่วันที่แยกจากเด็กน้อยกลับมาถึงปราสาท อาการป่วยของท่านแม่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะหายขาด นางดีขึ้นแล้วก็ทรุดลงอีก สลับกันเป็นเวลากว่าปีครึ่ง ท้ายที่สุดก็จากไปท่ามกลางความโศกเศร้าของทุกคน
ต่อจากนั้นท่านพ่อก็เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ แม้จะไม่หนักหนา แต่ก็คล้ายจะเริ่มเป็นห่วงอนาคตของแคว้น มิคาสึกิซึ่งอยู่ในช่วงไว้ทุกข์จึงเริ่มถูกขัดเกลาอย่างหนักเพื่อเตรียมตัวขึ้นเป็นผู้ครองแคว้นซังโจอย่างเต็มภาคภูมิ ในขณะที่สงครามระหว่างแคว้นแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว
พี่ชายผู้เป็นแม่ทัพที่เก่งกาจและขุนพลเลื่องชื่อสะสมความขุ่นเครียดจากการทำสงคราม จนที่สุดก็อดทนไม่ไหวหลบหนีออกจากแคว้นไป แน่นอนว่าท่านพ่อโกรธกริ้ว แต่มิคาสึกิซึ่งเข้าใจความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายก็พยายามเกลี้ยกล่อมรับมือท่านอย่างสุดความสามารถ
แม้จะต่างแม่ แต่เขาก็รักพี่ชายมากเกินกว่าจะปล่อยให้โคกิทสึเนะมารุต้องทนเจ็บปวดกับสิ่งที่เจ้าตัวไม่เคยต้องการ ให้เขาได้มีอิสระทำอย่างใจคงดีเสียกว่า
ตัวมิคาสึกิไม่มีความสามารถด้านการรบเหมือนอย่างพี่ชาย ซึ่งท่านพ่อก็มิได้คาดหวัง ซังโจยังมีนักรบที่เก่งกาจอีกมาก ประกอบกับทักษะการสงครามและความฉลาดเฉลียวของอิชิคิริมารุที่ขึ้นมาเป็นที่ปรึกษาแทนบิดาของเขา ก็ทำให้แคว้นขยายอาณาเขตออกไปได้อย่างกว้างขวาง กลายมาเป็นแคว้นไร้พ่าย
เมื่อมิคาสึกิอายุครบสิบเก้าปี...ท่านพ่อที่สุขภาพไม่ค่อยดีมานานนับจากบุตรชายคนโตหายตัวไปก็เกิดล้มป่วยหนัก แม้แต่หมอมือดีที่สุดยังหมดปัญญา มิคาสึกิทำได้เพียงเก็บกลั้นน้ำตา บีบมือของบิดารับฟังคำสั่งเสียและฝากฝัง ก่อนท่านจะสิ้นใจลงในค่ำคืนที่สายฝนโปรยปรายนั้นเอง
หลังเสร็จสิ้นงานศพ นายน้อยแห่งซังโจก็กลายมาเป็น ‘นายท่านแห่งซังโจ’ อย่างเต็มตัว
พอขึ้นเป็นเจ้าครองแคว้น ชีวิตของมิคาสึกิก็ดูจะวุ่นวายไปเสียหมด ภาระงานมากมายประดังประเดเข้ามาจนแทบไม่มีเวลาหายใจ แต่เด็กหนุ่มยังเฝ้าคิดถึงสึรุมารุอยู่ทุกคืนวัน คอยวาดภาพว่าป่านนี้นางจะเติบโตเพียงไหน จะงดงามมากขึ้นเพียงไร นานครั้งที่มีข่าวคราวจากสายของอิชิคิริมารุในโกโจส่งมา
ทว่าวันหนึ่งมันก็กลับเงียบหายไป...อย่างไร้ร่องรอย
นายท่านแห่งซังโจรุ่มร้อนใจ เป็นห่วงเด็กน้อยผู้เป็นที่รักเสียเจียนตาย พยายามให้อิชิคิริมารุช่วยสืบข่าวความเป็นไปของแคว้นโกโจที่มิได้ติดต่อกันมานาน
“นายท่านแห่งโกโจอ้างว่า...นางหลบหนีไปกับครอบครัว” สีหน้าของที่ปรึกษาคู่ใจดูไม่ดีเอาเสียเลยเมื่อมารายงานเขา “แต่ข้ารับใช้บอกกับคนของข้าว่า...สึรุมารุถูกฝังทั้งเป็นไปพร้อมกับนายน้อยแห่งโกโจ”
มิคาสึกิแทบล้มทั้งยืนยามได้ทราบเรื่อง ไม่เคยคาดนึกว่าผู้ครองแคว้นโกโจจะจิตใจมืดมิดได้ถึงเพียงนั้น...แม้แต่กับเด็กสาวคนหนึ่ง ยังทำกับนางได้ลงคอ
ล่วงหลายวันแล้วที่เขาทราบข่าวการเสียชีวิตของนายน้อยแห่งโกโจ หากไร้ซึ่งปาฏิหาริย์ ป่านนี้สึรุมารุคงจะสิ้นใจอยู่ในโลงศพแล้วเป็นแน่...เด็กหนุ่มนึกโทษตัวเองเป็นร้อยครั้งพันครั้งที่รู้เรื่องนี้ช้าไป มิเช่นนั้นเขาจะรีบไปช่วยนางออกมา
นับจากวันนั้น มิคาสึกิก็ทอดทิ้งการงานทุกอย่างในฐานะผู้ครองแคว้น ปล่อยให้อิชิคิริมารุเป็นคนจัดการ หันไปใช้เวลาดื่มเมรัย เมามายยาสูบ เคล้าคลออยู่กับเหล่าสาวงามผู้เป็นบรรณาการจากแคว้นต่าง ๆ ราวกับหวังอยู่ลมแล้งว่าจะปลอบประโลมหัวใจที่แหลกสลายไม่มีชิ้นดีของตนเอง
ทว่า แม้นล้นปริ่มด้วยความสำราญ แนบชิดด้วยโฉมงามจากทั่วทุกสารทิศ หากแต่ความสุขสันต์กลับมิอาจทดแทนความอ้างว้างเล็ก ๆ ในจิตใจแสนเปล่าเปลี่ยวได้เลย
...เขาไม่เคยรักใครอีก และไม่ปรารถนาจะให้ใครมารัก นอกจากเพียงสึรุมารุผู้เดียว
-
ไม่รู้ว่าคืนวันผันผ่านนานเพียงใด เพราะชีวิตที่สูญค่าไปแต่ละวันนั้นช่างเกินจะมาทนนับไหว ในที่สุดวันหนึ่ง อิชิคิริมารุที่เบื่อหน่ายความเจ้าสำราญของนายท่านตนก็เข้ามาในห้อง พร้อมเปิดประเด็นด้วยคำที่ทำให้มิคาสึกิต้องเงยหน้ามอง
“ได้ยินข่าวลือเรื่อง ‘กระเรียนขาวโฉมสะคราญ’ ไหม”
“ข้าอยู่แต่ในห้องนี้...ไม่รู้เรื่องภายนอกหรอก” มิคาสึกิหัวเราะ พ่นควันยาสูบเอ่ยตอบกลับไปเช่นนั้นพลางปลายจมูกก็ไซ้ซุกไปตามลำคอนวลขาวของสตรีที่แนบกายอยู่บนตัก
“ต้นตอข่าวลือมาจากแคว้นคุนิโยชิ แคว้นเล็ก ๆ ที่อุดมสมบูรณ์...เรื่องราวกล่าวถึงหญิงสาวผู้หนึ่งที่ราวกับกระเรียนสีขาว” ที่ปรึกษาคู่ใจกอดอก ยิ้มมุมปากมองเขา “ว่ากันว่านางมีเรือนผมสีขาวพิสุทธิ์ยาวสลวย ผิวกายนวลเนียนดุจหิมะตกใหม่ ดวงตาสีทองเป็นประกาย รูปโฉมงดงามเป็นที่ต้องตาต้องใจของเจ้านายหลายแคว้น...และที่สำคัญ นามจริงของนางคือ...สึรุมารุ คุนินากะ”
นัยน์ตาจันทร์เสี้ยวเบิกกว้างขึ้นทันทีอย่างไม่เชื่อหูตนเอง...ทีแรกได้ฟังคำพรรณนาถึงเรือนผมสีขาวและดวงตาสีทองซึ่งเขามิเคยเลือนลืมก็นึกฉงนใจแล้ว ยิ่งได้รู้ชื่อของนาง ทำให้หัวใจของมิคาสึกิเกือบหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนที่มันจะกลับมาเต้นรัวอย่างห้ามไม่ได้
“สึ...สึรุมารุ?” มือสั่นเทาจนกล้องยาสูบร่วงหล่น มิคาสึกิเผลอขยับกายไปด้านหน้า จนเหล่าสาวงามต้องรีบขยับถอย “ข้า...ข้าคิดว่านางตายไปแล้ว”
“ข้าก็เคยคิดเช่นเจ้า...จนมารู้ข่าวลือนี่ล่ะ” อิชิคิริมารุถอนหายใจ มองสบตาเขาอย่างจริงจัง “ขณะนี้กองทัพของเราและอาวาตะงุจิต่างรุกคืบเข้าใกล้แคว้นคุนิโยชิ...อิจิโกะ ฮิโตฟุริแห่งอาวาตะงุจิได้เข้าเจรจากับผู้ครองแคว้นที่ปฏิเสธสงคราม ขอบรรณาการเป็นส่วยทอง พืชผลและองค์หญิงนาคิกิทสึเนะ ธิดาของผู้ครองแคว้นคุนิโยชิไปเป็นคู่หมั้นหมายแล้ว”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับสึรุมารุของข้า?” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจขมวดคิ้วถาม
“นี่ล่ะที่ข้าจะบอก...คุนิโยชิตกลงยอมจำนนทั้งกับอาวาตะงุจิและซังโจ โดยจะส่งมอบบรรณาการสงครามแก่แคว้นเราเป็นส่วยทอง พืชผล อาวุธ กำลังพล...และสาวงาม” ที่ปรึกษาประจำแคว้นตอบ โดยลงเสียงหนักที่คำสุดท้าย ย้ำให้มิคาสึกิได้ล่วงรู้ความนัย
...มีความเป็นไปได้สูงยิ่งที่คุนิโยชิจะส่ง สึรุมารุ คุนินากะ กระเรียนขาวโฉมสะคราญผู้ถูกกล่าวขานไปทั่วทุกสารทิศถึงความงดงามยากใครเทียมมาเป็นบรรณาการ
หมายความว่าเขามีโอกาสจะได้พบรักแรกและรักเดียวอีกครั้งอย่างนั้นใช่ไหม…
หัวใจของจันทร์เสี้ยวผู้งดงามที่กลวงเปล่ามาตลอดเกือบสิบปี...ราวกับมีบางสิ่งเข้ามาเติมเต็มให้ในที่สุด
-
สึรุมารุนั่งนิ่งงันยามได้สดับฟังนิทานจันทร์เสี้ยวที่ว่าที่เจ้าบ่าวเล่าขานจนจบสิ้น นางยกมือขึ้นแตะเหนือผิวแก้ม พบว่าใบหน้าตนเปื้อนเปรอะไปด้วยหยาดน้ำตา...
มิคาสึกิหลับไปสองวันเต็มด้วยพิษบาดแผล โดยมีสึรุมารุคอยดูแลมิยอมห่าง อิชิคิริมารุสืบเสาะอย่างรวดเร็วว่าเป็นผู้ใดกันที่ส่งมือสังหารจะมาลอบฆ่านางและทำร้ายนายท่านแห่งซังโจ จนพบว่าเป็นธิดาผู้ครองแคว้นใหญ่คนหนึ่งที่มิอาจลืมความลุ่มหลงที่มีต่อจันทร์เสี้ยวแห่งซังโจไปได้ จึงคิดกำจัดก้างชิ้นใหญ่อย่างกระเรียนขาว
นางเผชิญบทลงโทษแสนสาหัส...ถูกคุมขังไว้ในกรงไม้เคลื่อนที่ ที่นำพาไปให้เฝ้ามองแคว้นของตนถูกทำลายจนย่อยยับไม่เหลือชิ้นดี และถูกจองจำในคุกใต้ดินปราสาท มิได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันจนตลอดชีวิต เป็นอุทาหรณ์แก่เหล่าแคว้นอื่นใดที่คิดแข็งขืนต่อซังโจ
สึรุมารุหาได้สนใจเรื่องนั้นไม่ ในใจนางมีเพียงแต่ความเป็นห่วงบุรุษผู้เป็นที่รัก อยู่ในห้องกับเขาทั้งวัน คอยเช็ดตัวลดไข้ เปลี่ยนผ้าพันแผล ดูแลมิห่างกาย หากอาโอเอะไม่คอยกวดขัน น่ากลัวว่าคงจะลืมกระทั่งทานอาหารไปด้วย
ในหัวนางยังเฝ้าคำนึงถึงคำที่มิคาสึกิพูดเอาไว้ก่อนจะหมดสติไปในคืนพายุโหมนั้น
ครั้งแรก...ที่แคว้นโกโจ…
นางจดจำมิได้เลยว่าเคยพบกับมิคาสึกิที่แคว้นโกโจ ไม่เคยระลึกได้เลยว่าแคว้นที่อุดมไปด้วยอดีตอันแสนขมขื่นของกระเรียนขาวโฉมสะคราญ...จะมีเรื่องราวความสุขเล็กกระจ้อยนี้อยู่
ตราบจนจันทร์เสี้ยวแห่งซังโจฟื้นคืนสติ
สึรุมารุดีใจจนคุมตัวเองไม่ได้ เผลอตัวโผกอดเขาจนเจ้าตัวต้องร้องด้วยความเจ็บ...หลังจากผละจากกัน พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่ชายหนุ่มไม่ได้สติ นางก็สบโอกาสถามคำถามนี้
และมิคาสึกิก็เล่าเรื่องราวนั้นให้นางฟัง
“ข้าขอโทษ...ข้าขอโทษมิคาสึกิ ขอโทษที่จำเรื่องนั้นไม่ได้เลย” เสียงหวานเอ่ยสะอื้น มือก็พยายามปาดเช็ดน้ำตาที่นองหน้า “ข้าเฝ้ามองจันทร์เสี้ยวบนฟากฟ้ามาตลอดชีวิต โดยไม่รู้เลยว่าที่ข้าเฝ้าคำนึงหาเสมอมานั้นคือเจ้า”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องขอโทษ...คนดี” รอยยิ้มบางคลี่ออกมาบนใบหน้างดงามแม้ยังอ่อนแรง มือใหญ่อบอุ่นจากร่างที่ทอดกายอยู่ในฟูกเอื้อมขึ้นมาเกลี่ยหยาดน้ำตาบนพวงแก้มขาวอย่างอ่อนโยน “เจ้าประสบเรื่องอะไรต่อมิอะไรมามากนัก...จะหลงลืมเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปบ้างก็ไม่แปลกอันใด”
“มันไม่ควรเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เลยน่ะสิ…” หญิงสาวมุ่ยหน้า พยายามเพ่งมองเขาผ่านดวงตาที่พร่ามัว “เจ้าไม่เคยลืม...แต่ข้ากลับจำไม่ได้เลยแม้แต่นิด”
“ข้าไม่เคยคิดถือโทษโกรธเจ้า...ตรงข้าม ข้าเสียอีกที่ควรจะขอโทษเจ้า” มิคาสึกิกล่าวเสียงแห้งแหบ กุมแก้มอ่อนนุ่มเอาไว้ “ข้าไม่ควรหมดหวังเพียงรู้ว่าเจ้าถูกฝังทั้งเป็น ข้าควรจะตามหาเจ้าให้เจอ ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่ใด...เพื่อที่จะช่วยเหลือเจ้า มิใช่ปล่อยให้เจ้าเผชิญชะตากรรมน่าเศร้าเช่นนั้นตามลำพัง”
“เจ้าไม่ผิดเสียหน่อย” สึรุมารุตอบเจือสะอื้น ยกมือขึ้นกุมมือเขาไว้แนบสนิทอย่างโหยหา
“เช่นนั้นก็ถือว่าหายกันนะคนงาม? มาเถิด ขยับมานี่ ข้าอยากสวมกอดเจ้าให้หายคิดถึง” พอออกปาก เขาก็ถูกว่าที่เจ้าสาวแสนรักค้อนเข้าใส่ทีหนึ่งทั้งใบหน้าเรื่อแดง แต่นางก็ยอมทอดร่างลงนอนเคียง ระมัดระวังไม่ให้ถูกแผลและโอบกอดเขาเอาไว้ มิคาสึกิกดปลายจมูกลงกับเรือนผมหอมกรุ่น กระซิบแผ่วเบา
“ไม่เกี่ยวหรอกว่าใครลืมใครจดจำ...ใครผิดใครถูก...ตอนนี้เราได้พบกันแล้ว และได้ทำสัญญาไร้เดียงสาในวัยเยาว์นั้นให้กลับกลายเป็นจริงได้ ว่าที่เจ้าสาวของข้า”
“อื้ม…” สึรุมารุยิ้มบาง ๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้น มือเรียวบางลูบไปตามแผ่นอกกว้างอย่างโล่งใจ ขณะมือของมิคาสึกิสวมกอดนางไว้แนบสนิท ลูบสัมผัสไปตามร่างกายบอบบางอย่างนุ่มนวลรักใคร่
“ว่าไปลูกกระเรียนของเจ้าเป็นเช่นไรบ้างหรือ? เสียดายนักที่ข้าไม่ได้พบพวกมันอีก”
“ข้าเลี้ยงพวกมันจนโตกระทั่งบินจากไป…ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นอย่างไร” ใบหน้างดงามเงยขึ้นมองชายผู้เป็นที่รัก ริมฝีปากกลีบบางขยับแย้มอ่อนหวาน “แต่ข้ายังจดจำภาพของมันที่โผบินจากไปได้จนวันนี้...ช่างแสนงดงาม ฮะ ๆ พวกมันแวะกลับมาเยี่ยมข้าเป็นครั้งคราว จนกระทั่งข้าถูกฝังทั้งเป็น ก็ไม่ได้พบพวกมันอีกเลย”
“ข้าเชื่อว่าหากได้พบกัน...พวกมันต้องจำเจ้าได้เป็นแน่” แววตาของมิคาสึกิแสนอ่อนโยนยามฟังเรื่องราวของนาง เหมือนเช่นวันที่นางบอกเล่าอดีตแสนเจ็บปวดของตนให้เขาฟัง
“ข้าก็หวังเช่นนั้น...หากได้พบพวกมันอีก แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่าสิบปีแล้วก็เถอะ” นางแย้มยิ้ม ยกมือขึ้นลูบไปตามกรอบหน้างดงามของเขา “เพราะแม้แต่เจ้าข้ายังได้พบ...และได้ทำสัญญาวันนั้นให้เป็นจริงได้ด้วยการกลายมาเป็นเจ้าสาวของเจ้าจริง ๆ”
“...ข้ายินดีนักที่ได้พบเจ้าอีก และจะได้วิวาห์กับเจ้า คนงาม” ริมฝีปากอุ่นที่แย้มยิ้มกดจุมพิตลงบนหน้าผากมนได้รูป วงแขนแกร่งที่เคยใช้ปกป้องนางมาแล้วกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นราวจะบอกว่าจะไม่ปล่อยนางไปห่างกายอีกแล้ว
สองดวงใจที่เคยผูกพันและถูกพรากห่างไปครั้งหนึ่งได้กลับมาพานพบและประสานเข้าหากันอีกครั้งครา สองร่างอิงแอบแนบชิด ทดแทนช่วงเวลายาวนานที่มิอาจแตะต้องซึ่งกัน แว่วเสียงกระซิบแผ่วดังกังวานในห้องเงียบงัน ดุจดังโลกใบนี้มีเพียงทั้งสองอยู่ชิดใกล้
“ข้ารักเจ้า...สึรุมารุ”
“ข้าก็รักเจ้ามิคาสึกิ”
สองมือสอดประสานเข้าหากัน ตราตรึงความนึกคิดและหัวใจที่แน่วแน่ของทั้งจันทร์เสี้ยวและกระเรียนขาว ว่าพวกตนจะไม่มีวันผิดคำสัญญาในครานี้อีกอย่างแน่นอน
...ไม่มีวัน