หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

One Shot : คิทสึเนะคิส (KogiNaki’s Day Special) (KogiNaki)

Title : คิทสึเนะคิส (KogiNaki’s Day Special)
Paring : โคกิทสึเนะมารุ x นาคิกิทสึเนะ
Rated : G



[ จูบยามเช้า ]

เสียงนกร้องแว่วดังกลางฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่นของฮงมารุ แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลอดผ่านประตูกระดาษเข้ามากระทบกับฟูกที่มีสองร่างนอนกอดซุกกันอยู่

นาคิกิทสึเนะเป็นฝ่ายลืมตาขึ้นก่อนเมื่อตระหนักได้ว่ารุ่งอรุณมาเยือนแล้ว เขาค่อย ๆ ยันร่างเปลือยเปล่าขึ้นจากใต้ผ้าห่ม ขยี้ตาอย่างงัวเงียครุ่นคิดว่าเหตุใดจนป่านนี้ยังไม่ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของจิ้งจอกน้อยคู่หูเลย

ครั้นหันมองข้างกายจึงนึกขึ้นได้…

เมื่อคืนเขาฝากให้พวกเด็ก ๆ ช่วยดูแลจิ้งจอกน้อยให้นี่นะ

มือเล็กเกลี่ยสัมผัสไปตามกลุ่มเส้นผมสีเงินยาวสลวยอ่อนนุ่ม ขณะริมฝีปากเผลอคลี่เป็นรอยยิ้มบางอย่างอดไม่ไหวยามหวนนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนที่ผ่านมา ทั้งไออุ่นที่มอบแก่กัน ทุกท่วงจังหวะที่สอดประสาน จุมพิต อ้อมกอด แต่ละสิ่งอย่างล้วนแล้วแต่ล้นปริ่มไปด้วยความรักและห่วงหา

ในคืนวิวาห์...

นาคิกิทสึเนะเอื้อมไปหยิบหน้ากาก ทว่าบางสิ่งชะงักความคิดของเขาเอาไว้

จิตวิญญาณดาบของคุนิโยชิหันกลับไปทางคนที่หลับสนิทอยู่ร่วมฟูก ก่อนจะโน้มใบหน้าลงไปชิด ริมฝีปากบางแนบลงกับริมฝีปากที่เผยอหายใจอยู่เป็นจังหวะอย่างแผ่วเบา

“อรุณสวัสดิ์...โคกิทสึเนะมารุ”


[ จูบยามสาย ]

หลังจากรับประทานอาหารเช้าด้วยกันเสร็จเรียบร้อย ดาบทุกเล่มในเรือนต่างก็เข้าร่วมประชุมฟังแผนการทำงานประจำวันจากเฮชิคิริ ฮาเซเบะ ผู้เป็นผู้ช่วยของนายท่าน

วันนี้โคกิทสึเนะมารุและดาบอีกห้าเล่มได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ออกสำรวจห้วงเวลาในอดีตกาล ส่วนนาคิกิทสึเนะเป็นหนึ่งในดาบที่ต้องทำเวรเลี้ยงม้า

เสร็จสิ้นการประชุม ฮาเซเบะก็ให้เวลาดาบที่ต้องเดินทางไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์เสียให้เรียบร้อย

จิตวิญญาณดาบจิ้งจอกครวญเดินตามอดีตเจ้าบ่าวกลับห้อง แต่งตัวให้เขาพร้อมสำหรับการเดินทางโดยมีจิ้งจอกน้อยคู่หูเป็นลูกมือคอยช่วยคาบสิ่งของมาส่งให้

“การมีภรรยาเป็นเช่นนี้เองสินะ…” เสียงของโคกิทสึเนะมารุเรียกให้นาคิกิทสึเนะที่กำลังง่วนกับการผูกฮากามะเงยหน้ามอง เห็นสามีวันแรกของตนคลี่ยิ้มอ่อนโยนมองลงมา

“นาคิกิทสึเนะพยายามอย่างหนักเพื่อเตรียมพร้อมในการเป็นภรรยาของท่านโคกิทสึเนะมารุเชียวนะขอรับ-- อุ๊บ!” จิ้งจอกน้อยร้องเอ่ยเสียงแจ้ว จนนาคิกิทสึเนะต้องรีบปิดปากเอาไว้ เพียงแต่คล้ายจะมิทันการณ์ เรียกเสียงหัวเราะจากโคกิทสึเนะมารุได้เป็นอย่างดี

“ข้าดีใจที่ได้ยินเช่นนั้น...นาคิกิทสึเนะของข้า”

คนถูกเผยความลับได้แต่ก้มใบหน้าเรื่อแดงที่มีหน้ากากปกปิดลงงุด ๆ ทำทีหันไปหยิบดาบคู่ใจของสามีมาส่งให้เขารับไปเหน็บข้างเอว แล้วจึงเดินกลับออกมาหน้าเรือน

“ไปก่อนล่ะ…” โคกิทสึเนะมารุหันกลับมา ก้มลงประทับจูบบนริมฝีปากภรรยารักเบา ๆ แทนคำร่ำลา ก่อนจะเดินตามทุกคนในทัพสำรวจไป

นาคิกิทสึเนะได้แต่มองแผ่นหลังของผู้เป็นที่รักจนหายลับไปจากสายตา


[ จูบยามบ่าย ]

เมื่อทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้น นาคิกิทสึเนะก็ใช้เวลาหมดไปกับการนั่งเหม่อลอยอยู่ชานเรือน จิ้งจอกน้อยคอยถามไถ่ด้วยความห่วงใย ซึ่งเขาก็เพียงยิ้มบอกว่าไม่เป็นไร

ไม่เป็นไรจริง ๆ ...แค่คิดถึงสามีสุดที่รักเท่านั้น

นึกแล้วก็ใจหายอยู่เหมือนกัน...เพิ่งเข้าหอกันเมื่อคืนเท่านั้น วันนี้โคกิทสึเนะมารุก็ต้องจากไปเสียแล้ว แม้แค่ไม่กี่ชั่วยาม หากแต่แสนนานในห้วงความคิดของนาคิกิทสึเนะ

“คงเป็นอาการเหงาหงอยของคนเพิ่งแต่งงานกระมัง...นายท่านก็ช่างกลั่นแกล้งเหลือ เพิ่งแต่งงานได้วันเดียวพรากเขาห่างกันเสียแล้ว” เสียงหัวเราะสดใสของสึรุมารุที่แวะเวียนมาพูดคุยกับจิ้งจอกน้อยคู่หูดังแว่ว

“ท่านสึรุมารุเองก็เคยประสบเหตุการณ์เช่นนี้สินะขอรับ!” จิตวิญญาณดาบกระเรียนขาวพยักหน้ารับถ้อย เจ้าตัววิวาห์ไปเมื่อหลายเดือนก่อน ครั้งนั้นคล้ายว่านายท่านก็จะกลั่นแกล้งด้วยการส่งเจ้าบ่าวไปออกรบในเช้าวันหลังเข้าหอทันทีด้วยเช่นกัน

ผิดกันที่จอมดาบอาวุโสเล่มนั้นงอแงยกใหญ่ หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่อยากจะห่างกายภรรยา จนอิชิคิริมารุต้องมาลากตัวไป ในขณะที่โคกิทสึเนะมารุซื่อตรงต่อบัญชาของนายท่านกว่ามาก บอกให้ไปก็ไป

บางทีนาคิกิทสึเนะก็น้อยใจเหมือนกัน…

“เอ้า ๆ หน้าบูดแล้วแน่ะ…” สึรุมารุอมยิ้ม ยื่นมือมาจิ้มตรงแก้มที่พองลมอยู่ตั้งแต่เมื่อใดไม่อาจทราบ “น้อยใจที่เจ้าหมาว่าง่ายกับนายท่านมากไปจนเหมือนไม่สนใจเจ้าล่ะสิ”

โดนแทงใจเข้านาคิกิทสึเนะก็แอบสะอึกไปเหมือนกัน

“ทัพสำรวจกลับมาแล้วคร้าบบ!” โชคดีที่เสียงของเหล่าหลานชายตัวน้อยดังขึ้นราวระฆังช่วยชีวิต นาคิกิทสึเนะรีบโค้งหัวขอตัวจากสึรุมารุที่กำลังทำสีหน้าสนุกสนานเต็มที่ รีบเดินไปรับทัพสำรวจที่หน้าเรือน

“กลับมาแล้ว...นาคิกิทสึเนะ” โคกิทสึเนะมารุแย้มยิ้มให้เขาทันทีที่เห็นหน้า จิตวิญญาณดาบจิ้งจอกครวญรู้สึกได้ในทันทีว่าการรอคอยสิ้นสุดลงแล้ว

เขาปลอดภัย

“โอ๊ะ! ประเดี๋ยวเถอะ มันอันตรายมิใช่หรือ!” ร่างเล็กโดดโผเข้ากอดสามีสุดที่รักแน่นจนโคกิทสึเนะมารุสะดุ้งรีบรับเอาไว้แทบไม่ทัน ดาบอาวุโสกว่าเอ่ยดุอย่างไม่จริงจัง แต่อ้อมแขนแกร่งก็กอดกระชับร่างผอมบางไว้แน่น ตอนนี้ขาของนาคิกิทสึเนะไม่ถึงพื้นด้วยซ้ำ กระนั้นเขาก็พอใจเช่นนั้น

“ยินดีต้อนรับกลับ…”

ใบหน้าใต้หน้ากากเงยขึ้น แนบริมฝีปากกับริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบาเป็นการต้อนรับ โคกิทสึเนะมารุเลิกคิ้วน้อย ๆ ประคองร่างเล็กลงยืนกับพื้นดี ๆ

“นาคิ...เจ้าร้องไห้ด้วยเหตุใด” เสียงทุ้มเอ่ยถาม เกลี่ยหยาดน้ำตาที่รินไหลจากสองดวงตาเรียวอย่างอ่อนโยน

“คิดถึง…” วาจาตอบคำสั้นง่าย ทว่ากลับทำให้โคกิทสึเนะมารุมิอาจกลั้นเก็บรอยยิ้ม เขาดึงร่างเล็กเข้ามาในอ้อมกอด พรมจุมพิตทั่วใบหน้าที่แสนรักใคร่ ก่อนจะถือวิสาสะถอดหน้ากากนาคิกิทสึเนะออกเล็กน้อยเพื่อกดจูบให้แนบสนิท

“ข้าก็คิดถึงเจ้า ภรรยาข้า...ไม่ต้องอดทนแล้วนะ”

จิตวิญญาณดาบจิ้งจอกครวญได้แต่เพียงทำตาปริบ ๆ แล้วค่อย ๆ คลี่ยิ้มออกมาในที่สุด เขาโผเข้ากอดโคกิทสึเนะมารุแน่น ซุกใบหน้าลงกับอกกว้างแกร่ง โดยที่สามีก็สวมกอดตอบไว้แน่น

ไม่ต้องอดทนแล้ว...


[ จูบยามค่ำ ]

“เช่นนั้นข้าน้อยขอตัวไปหาพวกท่านโทชิโร่นะขอรับ ราตรีสวัสดิ์ขอรับท่านโคกิทสึเนะมารุ นาคิกิทสึเนะ!”

“อืม ราตรีสวัสดิ์ เจอกันพรุ่งนี้นะ” โคกิทสึเนะมารุยิ้มให้กับจิ้งจอกน้อยที่โค้งตัวลาแล้วจึงเลื่อนบานประตูปิดเมื่อเจ้าตัวเล็กเดินพ้นไปจากบริเวณหน้าห้องแล้ว

เขาหันกลับไปมองเงาที่ขยับเคลื่อนไปมาอยู่หลังฉากเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะก้าวเท้าตรงเข้าไปหา สอดแขนแกร่งเข้าสวมกอดภรรยาสุดที่รักแน่น

“แต่งตัวนานจริงนะ…” เสียงทุ้มกระซิบข้างใบหูที่ร้อนผ่าวขึ้นเล็กน้อยยามชิดใกล้ มือใหญ่ดึงเชือกที่ผูกร้อยอยู่กับหน้ากากลักษณ์จิ้งจอก ริมฝีปากแนบเข้าข้างแก้มนวล คลอเคลียไล้เรื่อยลงตามปลายคางและลำคอกรุ่นหอม “กำลังเล่นกับความอดทนข้าอยู่หรือ”

นาคิกิทสึเนะใบหน้าแดงเรื่อ พยายามปัดป้องมือที่ซุกซนสอดแทรกเข้ามาตามช่องว่างของอาภรณ์ ทว่าเรี่ยวแรงกลับค่อย ๆ หดหายด้วยสัมผัสไอร้อนที่แนบสนิทกัน

โคกิทสึเนะมารุรวบอุ้มร่างบอบบางกว่าขึ้น พาตรงไปยังฟูกที่ปูเตรียมไว้อย่างเรียบร้อยแล้วประคองวางภรรยาแสนรักลง ตามด้วยร่างของตนที่กักคร่อมเอาไว้

“ข้ารอเวลานี้มานานเหลือเกิน...นาคิ” ปลายนิ้วเกลี่ยไปตามแก้มสีเรื่อแดงอ่อนนุ่ม ขณะสบดวงตาเรียวตรงหน้าด้วยความรัก นาคิกิทสึเนะแย้มรอยยิ้มออกมายามได้ยินเช่นนั้น

“ข้าก็เช่นกัน…” เอ่ยพลางวงแขนก็โอบขึ้นรอบคอคนด้านบนกระชับไว้แน่น

ไม่มีคำพูดใดเพื่อบอกว่าต่างฝ่ายต่างโหยหาคิดถึงกันและกันมากเพียงใดในช่วงเวลาที่หายห่าง มีเพียงริมฝีปากที่โน้มลงประกบแนบสนิทอย่างเงียบงัน และอ้อมกอดที่ประสานแนบชิด

สองร่างขยับเคลื่อนไหวในความมืดแสนอบอุ่น แลกเปลี่ยนความคำนึงหาแก่กันจนตลอดราตรี...

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

Fiction : จันทร์เสี้ยว・กระเรียนขาว・สองจิ้งจอก - บทที่ ๒๐ คืนบ้าน (MikaTsuru / KogiNaki)

บทที่ ๒๐
帰省
คืนบ้าน

เสียงที่แว่วดังเรียกความสนใจจากมิคาสึกิให้เหลียวไปมอง เป็นเสียงเบาแผ่วจนราวกับล่องลอยมาจากความฝันแสนห่างไกล ชายหนุ่มหลับตา พยายามเงี่ยหูฟังให้ถนัด จนกระทั่งจับได้ว่าเป็นเสียงของเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่เขามิสู้จะได้ยินมานานแล้ว

“เสียงพิณโคโตะหรือ...อาโอเอะ ใครเป็นคนเล่นกัน?” เอ่ยถามหญิงสาวที่กำลังเปลี่ยนผ้าพันแผลให้ แม้โดยปกติแล้วหน้าที่นี้สึรุมารุจะเป็นคนทำ แต่วันนี้นิคคาริเสนอให้นางไปพักผ่อนเสียบ้าง

“หืม?” คนถูกถามเงยหน้าขึ้น เงี่ยหูฟังเสียงที่ดังลอดมา “สึรุมารุน่ะ”

“สึรุมารุ?” คำตอบนั้นทำให้นายเหนือหัวถึงกับต้องเลิกคิ้วนิด ๆ เขาไม่เคยรู้เลยว่าว่าที่เจ้าสาวของตนมีความสามารถด้านนี้ด้วย หรือจะถูกความซุกซนแก่นแก้วของนางหลอกเอากันนะ “นางเล่นเครื่องดนตรีเป็นด้วยหรือ?”

“ข้าก็รู้ก่อนเจ้าไม่นานนี่เองล่ะ” นิคคาริหัวเราะพลางเก็บชายผ้าพันแผลให้เรียบร้อย “ยังแปลกใจอยู่เมื่อตอนนางมาขอให้หาพิณโคโตะให้ บอกว่าอยากเล่นอีกครั้ง”

มิคาสึกิรับฟังคำบอกกล่าว พลางดวงตาจันทร์เสี้ยวก็ปิดพริ้ม ลิ้มรับแว่วเสียงอ่อนหวานที่ดังมาจากห้องใดห้องหนึ่งมิใกล้มิไกล ก่อนจะหันกลับไปหาหญิงสาวที่กำลังเก็บข้าวของ

“อาโอเอะ...วานเจ้าช่วยประคองข้าไปหานางทีสิ ข้าอยากฟังชัด ๆ”

ภรรยาที่ปรึกษาแห่งซังโจเลิกคิ้วแปลกใจเล็กน้อยแต่ก็ยิ้มบางและพยักหน้ารับ นางค่อย ๆ ประคองมิคาสึกิที่เพิ่งฟื้นตัวจากบาดแผลและพิษไข้ พาก้าวอย่างระมัดระวังไปยังห้องที่เป็นต้นเสียงพิณ ยิ่งใกล้เข้า เสียงนั้นก็ยิ่งแจ่มชัด จันทร์เสี้ยวผู้งดงามยกนิ้วชี้แตะริมฝีปากเป็นเชิงขอ และอาโอเอะก็เข้าใจความหมาย หลังประคองให้เขายืนจับขอบประตูห้องได้ถนัดไม่เซล้มแล้ว นางก็ขอตัวไปทำงานของตน

ดวงตาเอกลักษณ์ของชายหนุ่มจับจ้องมองร่างขาวสะอาดของว่าที่เจ้าสาวคนงามที่นั่งอยู่ในห้อง ปลายนิ้วเรียวสวยพรมดีดไปบนสายพิณที่ขึงตึง บรรเลงเสียงเป็นท่วงทำนองอย่างไพเราะจับใจ นางหลับตาอยู่จึงคงไม่สังเกตเห็นเขา ให้เวลามิคาสึกิได้ดื่มด่ำกับความงดงามของภาพและเสียงเบื้องหน้าอย่างเป็นสุข

“มิคาสึกิ?” บทเพลงค่อย ๆ หยุดลง ตามมาด้วยเสียงหวานแสนคุ้นหู ร่างบอบบางของกระเรียนขาวลุกขึ้นรีบเข้ามาประคองเขาเข้าไปนั่ง “มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ลุกมาเองหรือ?”

“เปล่าหรอกคนดี อาโอเอะพาข้ามา” นายท่านแห่งซังโจแย้มยิ้ม โอบไหล่นางพยุงตัวนั่งลงเคียงข้างพิณโคโตะตัวงามที่ตั้งอยู่ ปลายนิ้วเกี่ยวเส้นผมสีขาวเหน็บขึ้นให้ที่ข้างหู “เจ้าเล่นโคโตะเป็นด้วยหรือ?”

“อื้ม...ข้าเคยเรียนตอนไปอยู่ที่คุนิโยชิใหม่ ๆ” หญิงสาวยิ้มตอบ มือเรียวไล้ไปตามเนื้อไม้ที่ขึ้นเงาอย่างดีด้วยความทะนุถนอม “นายท่านว่า...ดนตรีจะช่วยเยียวยาจิตใจข้าได้”

“ข้าเห็นด้วยกับเรื่องนั้น” จันทร์เสี้ยวหัวเราะเบา ๆ ทอดสายตามองพิณโคโตะเบื้องหน้าด้วยแววตาโหยหา “เจ้ารู้ไหม...นี่เป็นโคโตะของแม่ข้าเอง”

“เอ๋!” หลุดเสียงร้องออกมาก่อนที่จะชะงักไปเล็กน้อยคล้ายนึกขึ้นได้ “จะว่าไป...อาโอเอะก็เคยบอกอยู่ ว่านางขอจากอิชิคิริมารุมา แต่ขอโทษนะที่ไม่เคยบอกเจ้า”

“ฮะฮะฮะฮะ ไม่หรอก...สึรุมารุ มันไม่ใช่ของของข้าเสียด้วยสิ” มิคาสึกิหัวเราะ โอบไหล่หญิงสาวไว้แนบชิดสนิทกาย “อีกอย่าง ข้าว่าหากมันมีจิตวิญญาณ...คงจะดีใจเสียอีกที่ได้ถูกบรรเลงอีกครั้ง”

“งั้นหรือ?” ดวงตากลมสีทองกะพริบปริบ ก่อนที่นางจะหลุดรอยยิ้มออกมาบาง ๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้น ความกังวลใจเรื่องที่ตนมิได้บอกกล่าวให้เขาทราบพลันหายไป “ท่านแม่ของเจ้าคงเป็นหญิงที่วิเศษมาก”

“อื้ม...เป็นเช่นนั้น” ชายหนุ่มหัวเราะ เลื่อนมือขึ้นลูบศีรษะได้รูปอย่างอ่อนโยน นัยน์ตาจันทร์เสี้ยวที่ทอดมองโคโตะแสนงดงามเบื้องหน้า ซึ่งผ่านการซ่อมแซม ขึงสาย ลงสีใหม่ แต่ยังคงเค้าโครงดั้งเดิมไว้มิเสื่อมคลายเต็มไปด้วยความหวนรำลึก

“ท่านแม่ของข้า กับท่านแม่บุญธรรม แม่ของโคกิทสึเนะมารุเป็นพี่น้องที่สนิทสนมกัน ครั้งเมื่อข้ายังเด็ก และท่านแม่บุญธรรมยังอยู่ พวกท่านทั้งสองก็มักจะจัด ‘งานแสดงดนตรีเล็ก ๆ’ กันอยู่เสมอ” เสียงทุ้มหัวเราะเบา ๆ โดยมีสึรุมารุเงยหน้ามองอย่างสนอกสนใจ “ข้าชอบมานั่งดูอยู่ในห้อง บางทีก็ลากเอาท่านพี่มาด้วย...เสียงชามิเซ็งและโคโตะที่ท่านทั้งสองเล่นประสานกันช่างไพเราะยิ่งนัก”

“ฟังดูเป็นเรื่องที่ดีจัง...ข้าก็อยากชมการแสดงดนตรีนั่นบ้าง” สึรุมารุหัวเราะ ซบอิงไหล่เขาข้างที่ไม่มีบาดแผล มิคาสึกิคลี่รอยยิ้มบาง

“น่าเศร้าที่ท่านแม่บุญธรรมสุขภาพไม่ดีนัก...และจากพวกเราไปเมื่อข้าอายุได้แปดขวบปี น่าแปลกนะ ตอนนั้นข้าร้องไห้เสียจะเป็นจะตาย แต่ท่านพี่ที่อายุมากกว่าข้าปีเดียวกลับไม่หลั่งน้ำตาให้เห็นในงานศพเลย” ปากเอ่ยพลางปลายนิ้วก็เกี่ยวไล้ไปตามความยาวเส้นผมสีพิสุทธิ์ “แต่ข้าก็แอบเห็น...ท่านพี่ที่ซุกกอดท่านแม่ข้าและร้องไห้ ทำให้ข้าได้รู้ว่า โคกิทสึเนะมารุก็ยังเป็นเด็กคนหนึ่งเหมือนกับข้า”

“หืม...โคกิทสึเนะมารุคนนั้นน่ะหรือ?” สึรุมารุหัวเราะ มือเรียววางทาบบนหน้าตักของว่าที่เจ้าบ่าวแผ่วเบา อดจะออกปากหยอกล้อมิได้ “ตอนนี้คงไม่ขี้แยเช่นนั้นแล้วนะ...ไม่งั้นจะปกป้องน้องสาวข้าได้หรือ?”

มิคาสึกิหัวเราะร่าอย่างไม่คิดโต้เถียง สองมือโอบกอดนางไว้ด้วยความรักใคร่ “แล้วเจ้าเล่าคนงาม...เจ้ากับนาคิกิทสึเนะแม้มิใช่พี่น้องร่วมสายเลือด แต่ก็สนิทสนมรักใคร่กันมากถูกไหม?”

“อื้ม...นางเป็นเหมือนน้องสาวแท้ ๆ ของข้า” หญิงสาวยิ้มหวาน “ตอนที่ข้าไปอยู่คุนิโยชิ นางยังเด็กอยู่ ตอนแรกต่างคนต่างก็ไม่กล้าพูดคุยกันหรอก แต่พอได้ลองสนทนา...ข้าก็พบว่านางเป็นเด็กที่น่ารักมาก เวลาอยู่ในปราสาท นางจะตัวติดกับข้า ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย ๆ แต่นายท่านไม่อยากให้นางออกไปข้างนอก...น่าสงสารก็เรื่องนี้ล่ะ”

“น่าสงสารจริง...เหตุใดกัน?” เรื่องนี้มิคาสึกิก็ฉงนใจมิต่าง เขาเคยได้ยินมาบ้างเหมือนกันว่านาคิกิทสึเนะแห่งคุนิโยชิเป็นเด็กสาวลึกลับ นางแทบไม่ปรากฏตัวต่อสายตาผู้ใด หรือต่อให้ได้พบเจอ ก็จะสวมหน้ากากปกปิดใบหน้าไว้เสมอ

“ข้าก็ไม่รู้เหตุผลที่แท้จริง แม้เคยถาม แต่นายท่านก็ไม่เคยบอก นาคิกิทสึเนะเองก็เช่นกัน...ข้าจึงได้แต่เฝ้าคอยดูแลนาง หาของโน่นนี่ไปฝาก เก็บดอกไม้ไปร้อยเล่น เล่าเรื่องภายนอกให้นางได้ฟัง” ดวงตาสีทองคู่งามหลุบลงอย่างหม่นหมอง “อย่างน้อย ๆ ข้าก็หวังอยากให้นางมีความสุข”

“เจ้าเป็นพี่สาวที่ดีมากแล้ว...สึรุเอ๋ย” นายท่านแห่งซังโจยิ้มหวาน พลางกดจุมพิตลงข้างขมับหญิงสาวผู้เป็นที่รักอย่างอ่อนโยน มือแกร่งกระชับไหล่บางแนบชิด แทนคำปลอบประโลมและกำลังใจ ทำให้หญิงสาวยิ้มได้ในที่สุด

“จะว่าไปแล้ว การค้นหานาคิกิทสึเนะเป็นอย่างไรบ้าง? อิจิโกะพบนางรึเปล่า?” กระเรียนขาวนึกได้จึงเงยหน้าถาม มิคาสึกิถอนหายใจน้อย ๆ และส่ายหน้าไปมา

“มิคาสึกิ! สึรุมารุ! ขอโทษที่รบกวนเวลา” ทว่ายังไม่ทันจะออกปากคำใด ร่างสูงของอิชิคิริมารุก็พลันถลาเข้ามาอย่างร้อนรน ชายหนุ่มหอบหายใจเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “...มิคาสึกิ มีเรื่องด่วน เจ้าลุกไหวไหม? รีบมากับข้าเดี๋ยวนี้เลย”

“เกิดอะไรขึ้น?” แม้ทั้งสองเริ่มใจไม่ดีแต่ผู้ถูกเรียกก็ยังตั้งสติเอ่ยถาม ไม่บ่อยครั้งนักที่จะได้เห็นอิชิคิริมารุมีท่าทางเช่นนี้ และทุกครั้ง...มันก็เป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ เสมอ

“อิจิโกะ ฮิโตฟุริ...มาขอเข้าพบผู้ครองแคว้นซังโจ”

-

“ขออภัยที่ให้คอยนาน องค์ชาย”

มิคาสึกิที่เปิดประตูเข้ามาในห้องรับรองแขกเอ่ยพลางค้อมหัวให้คนที่นั่งคอยอยู่ อิจิโกะโค้งกายรับคำด้วยท่าทีสุภาพจนนายท่านแห่งซังโจลอบชื่นชม...ดูจากแววตาก็รู้ว่าเจ้าชายหนุ่มร้อนใจจนแทบทนไม่ไหวแล้ว แต่ยังรักษากิริยาการแสดงออกได้อย่างดีเยี่ยม

“ไม่เป็นไรมิได้ขอรับ ท่านมิคาสึกิ” ผู้มาเยือนตอบเสียงเรียบ ดวงตาสะท้อนภาพร่างของจันทร์เสี้ยวผู้งดงามที่ก้าวเดินมานั่งลงฟากตรงข้าม ลอบเห็นผ้าพันแผลที่ปรากฏพ้นขอบอาภรณ์เนื้อดีออกมา “ข้าได้ทราบข่าวเรื่องอาการบาดเจ็บของท่านแล้ว...ต้องขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และโล่งใจที่ท่านปลอดภัยดีขอรับ”

“มิใช่เรื่องใหญ่อะไร...แต่ขอบคุณนะ” ชายหนุ่มยิ้มรับ “จะว่าไป...พวกน้อง ๆ ของเจ้าล่ะ มาด้วยหรือเปล่า?”

“มาขอรับ...ตอนนี้ข้าให้คนพาน้อง ๆ ไปเที่ยวเล่นในเมือง และตั้งใจว่าอาจจะเข้าพักในที่พักดี ๆ สักแห่งหากท่านจะพอกรุณาแนะนำ” อิจิโกะยิ้มบาง แม้อยากจะพูดคุยเรื่องปัญหามากเพียงใด แต่การถูกอบรมมาเฉกเช่นสุภาพบุรุษของอาวาตะงุจิก็ทำให้เขาไม่ลืมรักษามารยาท

“โอ้...เช่นนั้นเข้ามาพักในปราสาทเถอะ ข้าจะให้คนจัดเตรียมเรือนพักให้อย่างดี” ว่าพลางหันไปพยักหน้ากับอิชิคิริมารุที่นั่งอยู่ข้างประตูเป็นเชิงฝากคำสั่ง ซึ่งที่ปรึกษาก็น้อมกายรับทราบ “แล้ว...วันนี้เจ้ามีธุระด่วนหรือ จึงเข้ามาขอพบอย่างกะทันหัน”

อิจิโกะเพียงอ้าปากหากแต่ยังไม่ทันเปล่งเสียงใด บานประตูก็ถูกเลื่อนเปิดออกเสียก่อน พร้อมกับร่างเพรียวระหงในชุดสีขาวสะอาดที่ยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาสีทองกวาดมายังร่างของเจ้าชายหนุ่มแห่งอาวาตะงุจิซึ่งกำลังนิ่งตะลึงมองนางด้วยเพิ่งเคยเห็นความงดงามของ ‘กระเรียนขาวโฉมสะคราญ’ ตัวจริงกับตาเป็นคราแรก

แม้เขาเคยแวะเวียนไปแคว้นคุนิโยชิอยู่บ่อยครั้งและรู้ว่านางเป็นบุตรสาวบุญธรรมของผู้ครองแคว้น แต่ก็ไม่เคยได้พบสึรุมารุเลย ด้วยนางมักจะออกไปเล่นสนุกกับสหาย หรือไม่ก็ทำธุระของนางอยู่ นี่จึงเป็นครั้งแรกจริง ๆ ที่เขาได้เจอนางโดยตรง

“อะแฮ่ม…” เสียงกระแอมเบา ๆ ของมิคาสึกิทำให้อิจิโกะสะดุ้ง สีแดงแล่นริ้วขึ้นบนใบหน้าด้วยความอายที่เผลอตัวจับจ้องหญิงมีเจ้าของเช่นนางถึงขนาดนั้น

“ขออภัยขอรับ...ข้ามิได้ตั้งใจจะเสียมารยาทกับท่านเลย ท่านหญิง” โค้งกายลงต่ำให้กับหญิงสาวที่เดินไปนั่งลงเคียงข้างนายท่านแห่งซังโจด้วยความรู้สึกผิด แต่นางก็เพียงส่ายหน้าไปมาและเอียงหัวไปพิงไหล่ว่าที่เจ้าบ่าวของตนซึ่งหัวเราะอารมณ์ดี

“อย่าได้คิดมากไปเลย องค์ชาย...ข้าเข้าใจดี สึรุมารุของข้านั้นแสนงดงาม ใครได้เห็นก็เป็นต้องตะลึงมอง ข้ายังเป็นเสียออกบ่อย” พูดติดตลกพลางมือก็โอบไหล่บอบบางไว้ กดจุมพิตลงบนเรือนผมนางอย่างทะนุถนอม “กลับมาที่เรื่องของเราเถอะ...ขอโทษด้วยที่ว่าที่เจ้าสาวของข้าเข้ามาโดยพลการ หวังว่าท่านคงไม่ถือสาให้นางอยู่ร่วมฟัง”

“ขอรับ ข้าไม่ถือ นางเป็นพี่สาวบุญธรรมของนาคิกิทสึเนะ…” ได้ฟังดังนั้น ใบหน้าที่แดงจัดอยู่เมื่อครู่จึงค่อยคลายกลับสู่ความจริงจัง “ข้าพบคนที่ลักตัวนาคิกิทสึเนะไปแล้ว”  

ในใจคนซังโจทั้งสามนึกสังหรณ์ไม่ดี แต่ก็เก็บอาการได้อย่างมิดชิดขณะมองอิจิโกะที่หันไปส่งสัญญาณกับชายที่คอยอยู่ด้านนอกให้นำตัว ‘นักโทษ’ เข้ามา

“ข้าเชื่อว่า...นี่คือพี่ชายที่หายตัวไปของท่าน”

มิคาสึกิ สึรุมารุและอิชิคิริมารุต่างนั่งนิ่งเงียบยามเห็นคนที่ก้าวผ่านประตูมา แม้ไม่แปลกใจเพราะต่างรู้อยู่แล้วว่าโคกิทสึเนะมารุเป็นคนลักตัวนาคิกิทสึเนะไป แต่ก็คาดไม่ถึงอยู่เล็กน้อยที่อิจิโกะสามารถคุมตัวอดีตขุนพลแห่งซังโจไว้ได้ เจ้าตัวซึ่งถูกมัดแขนไพล่หลังเหลือบหลบสายตาหนีไม่ยอมมองขณะย่อกายนั่งลง

“อืม…” ในที่สุดจันทร์เสี้ยวผู้งดงามก็คลี่ยิ้มอย่างลำบากใจ “คนผู้นี้คือโคกิทสึเนะมารุ...พี่ชายของข้าเอง”

อิจิโกะหรี่ตาลงเล็กน้อยคล้ายจะสังเกตปฏิกิริยาระหว่างทั้งคู่ “ข้าอยากจะขอเสียมารยาท สอบถามว่าพวกท่านรู้เห็นเป็นใจกับเรื่องนี้หรือไม่ ท่านมิคาสึกิ”

“ขออภัย...แต่ไม่เลย” หลังลอบสบตาพี่ชายชั่วขณะ มิคาสึกิก็เอ่ยตอบอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยรู้ดีว่าสัญญาณที่โคกิทสึเนะมารุส่งมานั้นคือการปฏิเสธมิให้เขาช่วยเหลือ “พี่ชายข้าจากบ้านไปนานนับสิบปี และเราไม่ได้ติดต่อกันอีกเลยนับจากนั้น”

“อย่างนั้นหรือขอรับ” ดวงตาของเจ้าชายหนุ่มลอบมองโคกิทสึเนะมารุที่เงียบเฉยไม่พูดคำใดนับตั้งแต่ออกมาจากป่าอินาริ ไม่โต้แย้ง ไม่วอนขอสิ่งใด ราวกับว่าทิฐิมานะในฐานะนักรบเลื่องชื่อจะยังคงค้ำคอเขาอยู่

“แล้วนาคิ...นาคิกิทสึเนะอยู่ที่ไหนล่ะ?” สึรุมารุถามขึ้นมาเมื่อไม่เห็นน้องสาวนางเสียที

“ขออภัยขอรับ...นาคิกิทสึเนะหลบหนีไปได้ แต่ข้าให้ทหารตามหานางอยู่” อิจิโกะหลุบสายตาลงเล็กน้อย โดยที่โคกิทสึเนะมารุลอบกัดฟันแน่น เขาไม่อาจรู้เลยว่านาคิกิทสึเนะจะหนีไปถึงบ้านซามอนจิทันเวลาหรือไม่ ที่ไม่พูดคุยกับใคร ก็เพราะใจเขาเป็นห่วงลูกเมียจนแทบบ้าแล้ว

“ขออนุญาตเจ้าค่ะ” ตอนนั้นเองที่ประตูห้องถูกแง้มเปิดพร้อมด้วยเสียงของนิคคาริ หญิงสาวโน้มตัวลงกระซิบบางอย่างข้างหูสามีซึ่งนั่งอยู่ตรงหน้าประตูนั้นพอดี พาลทำให้อิชิคิริมารุต้องเบิกตาก่อนที่เรียวคิ้วจะขมวดมุ่น ก่อนจะเบนกลับมามองเหล่าบุคคลในห้องด้วยสีหน้าเจือความลำบากใจ

“นาคิกิทสึเนะ...อยู่ที่นี่แล้ว”

-

นิคคาริกำลังจะเดินไปสั่งงานสาวใช้ให้จัดเตรียมเรือนพักแก่คนของอาวาตะงุจิตามคำสั่งที่ได้รับมาจากสามี ตอนที่นางได้ยินเสียงเล็ก ๆ เสียงหนึ่งกำลังร้องขอความช่วยเหลือ หญิงสาวขมวดคิ้ว รีบเดินตรงไปทางต้นเสียงทันที

“ตรงนั้นมีอะไรน่ะ!” ส่งเสียงร้องถามพลางพยายามชะโงกมอง ก่อนจะหยุดฝีเท้านิ่งยามเห็นเด็กสาวสวมหน้ากากครึ่งหน้าที่กำลังพยายามดิ้นรนจากมือของกลุ่มชายในชุดทหารอาวาตะงุจิ แม้พวกเขาไม่มีทีท่าว่าจะทำร้ายนาง คล้ายจะพยายามเกลี้ยกล่อมให้ไปด้วยกันด้วยซ้ำ แต่สาวน้อยก็ยังคงดูหวาดกลัวนัก

ไม่ต้องครุ่นคิดนานนัก นางก็รู้ว่านั่นคือนาคิกิทสึเนะแห่งคุนิโยชิ

“ท่านหญิง!” กลุ่มทหารหันมามองแล้วรีบโค้งหัวให้นางทันที นิคคาริขมวดคิ้ว เดินตรงเข้าไปประคองตัวเด็กสาวไว้พลางกวาดสายตาดุมอง

“พวกท่านเป็นทหารของอาวาตะงุจิมิใช่หรือ? เหตุใดกระทำเสียมารยาทต่อท่านหญิงน้อยเช่นนี้”

“พวกข้ามิตั้งใจขอรับ...องค์ชายสั่งให้พวกข้าออกตามหาท่านหญิงนาคิกิทสึเนะ และพาตัวมายังปราสาทซังโจ แต่ท่านหญิงขัดขืน จึงกำลังพยายามเกลี้ยกล่อมอยู่” ทหารทั้งสามตอบเสียงดังฟังชัดพลางโค้งหัวลง

“ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรทำรุนแรงเช่นนี้...เจ้าไม่บาดเจ็บตรงไหนใช่ไหม? ท่านหญิงน้อย” นิคคาริพ่นลมหายใจนิด ๆ แล้วก้มมองเด็กสาวในอ้อมกอดที่กำลังกายสั่นเทา มือเล็กของนางกอดดาบเล่มยาวในห่อผ้าไว้แน่นขณะสั่นศีรษะไปมา “ผู้ติดตามขององค์ชายอยู่ที่ห้องรับรอง เดี๋ยวจะให้สาวใช้พาไป ส่วนท่านหญิงน้อยข้าจะพาเข้าไปพบผู้ครองแคว้นเอง...หากมีอะไร ก็ออกชื่อภรรยาที่ปรึกษาแห่งซังโจไปแล้วกัน”

ครั้นเห็นนายทหารหนุ่มขานรับแล้ว หญิงสาวก็เรียกสาวใช้ที่ผ่านมาให้ช่วยนำทาง และรีบประคองตัวนาคิกิทสึเนะเข้าไปภายในปราสาททันที ยามสัมผัสกายบอบบาง รู้สึกได้ถึงแรงสะท้านก็พาให้นึกสงสารอยู่จับใจ

“โค...โคกิทสึเนะมารุ สามีข้าล่ะ?” เสียงเล็กถามเครือสั่น จนนิคคาริอดไม่ได้ต้องยกมือลูบหัวนางปลอบประโลม

“อย่ากลัวไปเลย...เขาปลอดภัยดี สึรุมารุพี่สาวเจ้าก็อยู่ เจ้าจะได้พบนาง เข้มแข็งเข้าไว้นะ” เอ่ยขณะพาร่างบอบบางมาหยุดยืนหน้าห้อง มองอย่างลังเลครู่หนึ่งก่อนจะแง้มประตู ก้มลงกระซิบบอกข่าวกับสามีตน เขาเบิกตาเล็กน้อยและขมวดคิ้วมุ่น

“นาคิกิทสึเนะ...อยู่ที่นี่แล้ว”

นาคิกิทสึเนะเกร็งตัวขึ้นและพยายามประคองดาบของสามีมิให้ร่วงหล่นยามเมื่อก้าวเข้าไปในห้อง สึรุมารุลุกพรวดขึ้นเป็นคนแรก สิ่งที่ปรากฏบนใบหน้างดงามเต็มไปด้วยทั้งความประหลาดใจ ตกใจ และไม่มั่นใจ

“นาคิ…” โคกิทสึเนะมารุครางเบา ๆ เมื่อความตั้งใจที่วางไว้เกิดผิดพลาด เจ็บใจมากขึ้นอีกยามเห็นเมียรักเนื้อตัวมอมแมม มีแผลถลอกปรากฏตามผิวกายที่โผล่พ้นขอบอาภรณ์มา โดยที่อิจิโกะปรายสายตามองนาคิกิทสึเนะอย่างนิ่งเฉย หาใช่ไม่เหลือความรู้สึก แต่เพียงพยายามสะกดกลั้นเอาไว้

“นาคิ...เจ้าปลอดภัยนะ” สึรุมารุตรงเข้าไปหาน้องสาว ประคองใบหน้านวลงามขึ้น นาคิกิทสึเนะสั่นหัวไปมา หยาดน้ำตาคลอคลองในดวงตาคู่เรียวด้วยความกังวลใจ

“ข้าไม่เป็นไร…” เอ่ยเสียงเบาแผ่วแล้วหันไปทางโคกิทสึเนะมารุและอิจิโกะ “ข้าขอโทษ...”

นางไม่รู้ว่าตนกำลังเอ่ยปากขอโทษใครกันแน่...ขอโทษอิจิโกะที่ทำผิดไปกับเขา หรือขอโทษโคกิทสึเนะมารุที่ทำโอกาสหลบหนีซึ่งเขามอบให้มลายหายไปกับความผิดพลาดของตนเอง ด้วยเพราะมัวสับสนหนทาง จึงทำให้ทหารของอาวาตะงุจิไล่ตามทัน และถูกจับได้ขณะจวนจะถึงบ้านซามอนจิอยู่แล้ว หยาดน้ำตาพลันไหลพรูลงสองข้างแก้มที่ปกปิดด้วยหน้ากาก เสียงสั่นพร่ากลายกลับเป็นเสียงสะอื้น จนสึรุมารุลนลานรีบสวมกอดน้องสาวไว้แน่น

มิคาสึกิมองสาวน้อยด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะสบตากับอิชิคิริมารุเพื่อขอคำปรึกษา ซึ่งชายวัยค่อนกลางคนก็พยักหน้าน้อย ๆ ราวกับอ่านความคิดเขาออก

“ข้าว่าเรื่องนี้เราควรแก้ปัญหาร่วมกัน พี่ชายข้าเป็นคนลักตัวนาคิกิทสึเนะไป...จะอย่างไร แคว้นซังโจก็สมควรจะต้องรับผิดชอบ แต่พวกข้าจะไม่อาจช่วยอะไรได้เลยหากไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเหตุการณ์ทั้งหมด” นายท่านแห่งซังโจออกปากด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “อิจิโกะ นาคิกิทสึเนะ โคกิทสึเนะมารุ...คิดเห็นอย่างไรหากจะเล่าความของพวกเจ้าทั้งสามฝ่ายให้ข้าฟัง...ความจริงเท่านั้น”

“ข้ายินดีขอรับ” อิจิโกะตอบรับอย่างไร้ข้อกังขา โคกิทสึเนะมารุถอนหายใจพรืดคล้ายจะหงุดหงิดอยู่ในทีแต่ก็ยอมตกลง นาคิกิทสึเนะที่สะอื้นไห้อยู่ในอ้อมกอดของพี่สาวพยักหน้า

“นาคิ...เจ้าไหวหรือ?” สึรุมารุเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง แต่ท่านหญิงน้อยก็พยายามยิ้มให้รู้ว่านางยังไหว เห็นเช่นนั้นกระเรียนขาวก็ไม่คัดค้านอีก เพียงประคองร่างเล็กไปนั่งบนเบาะอีกด้านหนึ่ง

“เช่นนั้น...อิจิโกะ เชิญเจ้าก่อน” เมื่อเห็นว่าเรียบร้อย มิคาสึกิจึงหันไปพยักหน้ากับเจ้าชายแห่งอาวาตะงุจิ

“ขอรับ…” เสียงทุ้มนุ่มขานรับพลางเหลือบตามองนาคิกิทสึเนะเล็กน้อย “อย่างที่ท่านน่าจะทราบแล้ว ว่าแคว้นคุนิโยชิของนาคิกิทสึเนะยอมจำนนต่ออาวาตะงุจิ และข้าได้สู่ขอนางมาเป็นภรรยาอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม มิใช่บังคับให้ส่งตัวนางเพียงในฐานะบรรณาการ แต่นางหายตัวไปก่อนที่จะมาถึงพิธี...และหลังจากใช้เวลาตามหาอยู่นานสามเดือน ข้าก็พบนาง...ซึ่งถูกลักตัวไปอยู่ในวงกตป่าอินาริ และได้เสียกับท่านโคกิทสึเนะมารุไปแล้ว”

“ขออนุญาต หมายความว่าท่านเข้าไปตามหานางเจอถึงในวงกตป่าอินาริ...ที่ไม่เคยมีผู้ใดเข้าไปแล้วกลับออกมาได้โดยที่ยังจดจำสิ่งที่เกิดขึ้นในนั้นได้เลยงั้นหรือ?” อิชิคิริมารุขมวดคิ้วถาม

“จริงขอรับ...คนของข้าเป็นพยานได้” เจ้าชายหนุ่มเอ่ยตอบเสียงนิ่งเฉย แม้มือที่วางกำอยู่บนหน้าขาจะสั่นเล็กน้อย ทว่าก็พยายามเก็บกลั้นความโกรธของตนไว้ยามกล่าวถึงสิ่งที่เขาพบในกระโจม

“ไม่ใช่ว่าอิชิคิริมารุไม่เชื่อใจเจ้าหรอก…เขาเพียงแค่สงสัยเท่านั้น เพราะตำนานเราเล่าขานสืบต่อมา ว่าไม่เคยมีผู้ใดออกจากวงกตป่าอินาริได้พร้อมสิ่งที่ตนตามหา” มิคาสึกิออกปากไกล่เกลี่ยด้วยความเห็นใจและหันไปทางพี่ชายตน “โคกิทสึเนะมารุ...เล่าความจริงที่เกิดขึ้นให้ข้าฟังหน่อยเถิด”

“ก็ไม่มีอะไรให้เล่านี่” อดีตขุนพลแห่งซังโจพ่นลมหายใจนิด ๆ เบือนหน้าไปอีกทาง “เมื่อได้รู้เรื่องขบวนเจ้าสาวของนางจะผ่านป่าอินาริจึงดักปล้น เห็นสาวงามทั้งที ก็ต้องลักเอาตัวมาตามวิสัยโจร เพียงแต่ติดใจนางมากไป จนได้เสียเป็นผัวเมียกันก็เท่านั้น”

เห็นท่าทางกิริยายามเล่าเรื่อง มิคาสึกิก็ทราบได้โดยสัญชาตญาณว่าความรู้สึกของโคกิทสึเนะมารุไม่ใช่เรื่องง่ายดายเช่นนั้นแน่นอน...จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจรู้ว่าพี่ชายแม้พานพบหญิงสาวงดงามมากมาย ก็หาได้เคยปันใจให้นางเหล่านั้นไม่ มีก็เพียงสัมพันธ์ชั่วข้ามคืน ไม่เคยคบหาใครได้เกินสองวัน หากไม่รักจริง คงไม่อยู่กินกับนาคิกิทสึเนะได้นานถึงเพียงนี้เป็นแน่แท้

“นาคิกิทสึเนะ...เจ้าล่ะ?”

เด็กสาวเม้มปากที่ถูกบดบังด้วยหน้ากากไปกว่าครึ่ง มือเรียวกอดกระชับดาบของโคกิทสึเนะมารุไว้แน่น นางเป็นคนพูดไม่เก่ง จึงค่อนข้างจะต้องใช้เวลาในการเรียบเรียงนานกว่าผู้อื่น

“ข้า...ข้าถูกอิจิโกะ...สู่ขอเป็นเจ้าสาวตามธรรมเนียมอย่างถูกต้องทุกประการ” เสียงเล็กเครือสั่นเล็กน้อยจนสึรุมารุที่นั่งอยู่ใกล้ที่สุดต้องเอื้อมมือไปบีบไหล่ปลอบโยน “แต่ระหว่างเดินทาง...ขบวนของข้าถูกดักปล้น และข้าก็ตกเป็นเมียของโคกิทสึเนะมารุ”

นาคิกิทสึเนะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น หันไปมองทางบุรุษที่นางรัก

“ในทีแรกข้าก็หวาดกลัว...แต่เมื่อได้พูดคุย ข้าก็รู้ว่าเขาแสนอ่อนโยน และอาจเพราะข้าไม่เดียงสาเรื่องรักใคร่ จึงตกหลุมรักเขาอย่างง่ายดาย เราอยู่กินกันมาตลอดสามเดือน จนอิจิโกะมาพบ โคกิทสึเนะมารุจึงให้ข้าหนีไปเพราะเกรงจะเกิดอันตราย” ดวงตาสีทองเรียวเลื่อนไปทางอิจิโกะด้วยแววความรู้สึกผิด ก่อนจะโค้งหัวลง “ข้าขอโทษ...ที่มิอาจไปถึงงานวิวาห์ได้ ข้าขอโทษที่ทำให้เจ้าต้องอับอาย…”

ได้ยินคำนั้นอิจิโกะก็หันหน้าหนีไปเสียอีกทาง ด้วยความที่เป็นสุภาพบุรุษคนหนึ่ง เขาย่อมนึกเห็นใจเมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้น กระนั้นลึกลงในตัวเขา ก็ไม่อาจยอมเสียนางให้ใครได้เช่นกัน...อย่างไรเสีย เขาก็รักนาง และยังคงรักไม่ว่านางจะรักใครก็ตามที

มิคาสึกิถอนหายใจยาวอย่างหนักอก เขาพอจะเข้าใจความรู้สึกของทั้งสามคน...นาคิกิทสึเนะรักโคกิทสึเนะมารุที่ลักตัวนางไป และไม่ได้รักอิจิโกะผู้เป็นคู่หมั้น โคกิทสึเนะมารุและอิจิโกะต่างก็รักนางทั้งคู่ ต่างกันเพียงคนหนึ่งคือว่าที่เจ้าบ่าวที่ถูกต้องตามธรรมเนียม อีกคนคือโจรที่ช่วงชิงทั้งกายและหัวใจนางไป

“นาคิกิทสึเนะ...ข้าขอถามเจ้าสักเพียงคำ” อิชิคิริมารุที่เฝ้ามองอยู่นานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ผู้ถูกเรียกเงยหน้ามองและพยักหน้ารับคล้ายบอกว่าตนพร้อมจะตอบ “หากว่าให้เจ้าเลือกระหว่างโคกิทสึเนะมารุกับอิจิโกะ ด้วยใจจริงโดยไม่มีฐานะทางสังคมมาข้องเกี่ยว...เจ้าจะเลือกใครหรือ?”

“เอ๋…” เด็กสาวนิ่งงันไปยามได้ยินคำถาม นางก้มหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบเสียงแผ่ว “หัวใจข้าเลือกโคกิทสึเนะมารุ…”

“ถ้าเช่นนั้นหมายความว่าเจ้าจะตระบัดสัตย์งั้นหรือขอรับ?” เจ้าชายแห่งอาวาตะงุจิแทรกถามขึ้นมา ณ ชั่วขณะนี้ เขาแทบไม่อาจฝืนรักษาความเป็นสุภาพบุรุษของตนได้อีกต่อไปแล้ว “นาคิกิทสึเนะ...เราควรต้องสมรสกันตามธรรมเนียม ท่านพ่อของเจ้าจะรู้สึกเช่นไรหากรู้ว่าเจ้าผิดคำสาบานที่ให้ไว้?”

แววตาของนาคิกิทสึเนะพลันสั่นไหวทันทีที่ได้ยินคำกล่าวอ้างถึงท่านพ่อ...จริงด้วยสินะ ป่านนี้ท่านพ่อจะเป็นเช่นไร คงจะรู้ข่าวการหายตัวของนางไปแล้วอย่างนั้นใช่ไหม? จะรู้หรือยังว่านางไม่รักษาคำสัตย์ว่าจะปกป้องแคว้นอันเป็นที่รัก? ท่านจะโกรธนางไหม...

“อย่าพาลน่า! นางออกปากเองว่าเลือกข้าแล้ว!” โคกิทสึเนะมารุขึ้นเสียงตอกสวนไปอย่างสุดทน ไม่คิดจะยอมให้ใครมาพูดจาข่มขู่เมียรักของเขาได้อย่างเด็ดขาด

“คนที่ช่วงชิงนางไปจากขบวนเจ้าสาว...ไม่ควรมีสิทธิ์พูดคำนั้นนะขอรับ” อิจิโกะหันกลับไปมอง น้ำเสียงที่โดยปกติจะคงไว้ซึ่งความนอบน้อมและมารยาทอย่างไร้ที่ติกลับกลายเป็นเย็นชาและหยามเหยียด

“ว่าไงนะ…ไอ้เด็กนี่!” ได้ยินเช่นนั้นจิ้งจอกหนุ่มก็คำรามลั่นด้วยความโกรธ โผตัวหมายจะลุกไปขย้ำคอคนอายุน้อยกว่าตรงหน้าให้ไม่มีปากจะพูดขาน พร้อมกับอิจิโกะที่รีบจับดาบตนเตรียมตั้งรับ

“เงียบทั้งคู่นั่นล่ะ!!”

ทว่าเสียงตวาดลั่นของผู้ครองแคว้นซังโจก็ทำให้ทั้งสองหยุดชะงัก ปิดปากเงียบกริบ ต่างส่งเสียงในลำคออย่างไม่พอใจขณะขยับกลับที่ของตน ขณะนาคิกิทสึเนะซึ่งหวาดกลัวต่อเหตุการณ์โต้เถียงเมื่อครู่ซุกอยู่ในอ้อมกอดของสึรุมารุ น้ำตารินไหลจนหน้ากากสีดำเปียกปอนไปหมดแล้ว

“เลิกทำตัวเป็นเด็ก ๆ กันเสียที...อิจิโกะ เจ้าเป็นถึงองค์ชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นสุภาพบุรุษแห่งอาวาตะงุจิ อย่าได้ทำชื่อเสียงตนแปดเปื้อนมากไปกว่านี้เลย ท่านพี่เองก็เช่นกัน...หากยังหลงเหลือเกียรติในฐานะบุตรชายของอดีตผู้ครองแคว้นซังโจก็โปรดไว้หน้าข้าบ้าง” มิคาสึกิเอ่ยด้วยท่าทางนิ่งเฉย แต่จานเจือด้วยริ้วความหงุดหงิดชนิดที่มิสู้จะมีใครได้เห็นบ่อยนัก ก่อนจะลืมตาขึ้นมองทั้งสองคนตรงหน้า “ถ้ามันยุ่งยากนัก...ข้าในฐานะผู้ครองแคว้นซังโจก็จะตัดสินให้...”

ร่างสง่าของจันทร์เสี้ยวแห่งซังโจขยับลุกขึ้นยืน ออกคำบัญชาด้วยแววตาเยือกเย็น

“เราจะใช้การประลองดาบตัวต่อตัวเป็นเครื่องตัดสิน พวกเจ้าต่างก็เป็นนักรบที่สามารถ วิธีนี้คงไม่เสียเปรียบกันนักถูกไหม...ใครชนะ ก็จะได้นาคิกิทสึเนะไป เท่านั้นล่ะ”

วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

Fiction : จันทร์เสี้ยว・กระเรียนขาว・สองจิ้งจอก - บทที่ ๑๙ นิทานจันทร์เสี้ยว (MikaTsuru / KogiNaki)

บทที่ ๑๙
三日月の物語
นิทานจันทร์เสี้ยว

เป็นคราวแรกของมิคาสึกิที่มีโอกาสได้ออกจากปราสาท ติดสอยห้อยตามท่านพ่อผู้เป็นเจ้าครองแคว้นซังโจมาเปิดหูเปิดตายังแคว้นห่างไกล การเดินทางกินเวลายาวนานเหลือ ทว่าแม้จะปวดเมื่อยร่างกายเพียงใด ดวงตาจันทร์เสี้ยวอันเป็นเอกลักษณ์ก็ยังคงทอประกายความตื่นเต้นมิเจือจาง

“ทำไมจะต้องตื่นเต้นขนาดนั้นด้วยเล่า อายุก็ตั้งสิบห้าแล้ว ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะเจ้าน่ะ” เสียงของพี่ชายต่างมารดาวัยห่างกันปีเดียวแต่อุปนิสัยเป็นผู้ใหญ่กว่ามากพึมพำอย่างรำคาญใจ มิคาสึกิชะโงกตัวออกจากทางหน้าต่างรถม้า จดจ้องมองคนที่นั่งอย่างสง่าบนหลังอาชาข้าง ๆ

“ก็ข้าเพิ่งเคยออกนอกแคว้นเป็นครั้งแรกนี่...ท่านพี่ไปมาหลายที่ก็พูดได้ซี” รอยยิ้มคลี่ออกมาบนริมฝีปากได้รูปอย่างร่าเริง “ข้าหยุดนึกภาพแคว้นปลายทางไม่ได้เลย ที่นั่นจะต้องงดงามมากเป็นแน่-- โอ๊ย!”

“หนวกหูจริง...เป็นถึงว่าที่ผู้ครองแคว้น หัดสำรวมเสียบ้าง” หลังจากเขกกะโหลกน้องชายตัวดีจนเจ้าตัวต้องกุมหัวโอดโอยไปทีหนึ่ง โคกิทสึเนะมารุก็ถอนหายใจเฮือกอย่างเหนื่อยหน่าย...เพราะเป็นแม่ทัพของซังโจหรอก ถึงต้องมาเดินทางไกลเช่นนี้ มีโอกาสได้พักผ่อนสักที ใจจริงเขาละนึกอยากอยู่บ้าน เคล้าคลอกับเหล่านางโลมแสนสวยไปวัน ๆ มากกว่า

“อย่าทะเลาะกันสิพวกเจ้า...แต่คราวนี้ข้าเห็นด้วยกับโคกิทสึเนะมารุนะ จะไปพบผู้ครองแคว้นอื่นด้วยกิริยามารยาทเช่นนี้ไม่ได้หรอกนะ มิคาสึกิ” อิชิคิริมารุผู้เป็นบุตรชายที่ปรึกษาแคว้นซังโจละสายตาจากหนังสือในมือเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ มิคาสึกิขยับกลับมานั่งที่เดิม พลางยิ้มแห้งพอให้อีกฝ่ายเห็นว่าตนรู้สึกผิดอยู่บ้าง

“เข้าเขตตัวเมืองแคว้นโกโจแล้วขอรับ!”

ทว่าเสียงประกาศจากนายทหารผู้ดูแลขบวนเดินทางก็ทำให้ท่วงท่าสง่างามเมื่อครู่ของว่าที่ผู้ครองแคว้นซังโจมลายหายลับไปเฉกเช่นเดิม เด็กหนุ่มเปิดหน้าต่างรถม้าอีกฝั่งกว้าง ตาเป็นประกายมองบรรยากาศตัวเมืองด้วยความสนอกสนใจ โดยมีพี่ชายและที่ปรึกษาเหลียวมองหน้ากันแล้วถอนใจอย่างช่วยไม่ได้

หลังชมทัศนียภาพอันสวยงามและสงบเงียบของแคว้นโกโจอยู่พักใหญ่ ในที่สุดขบวนก็เดินทางมาถึงปราสาทผู้ครองแคว้น มิคาสึกิถูกอิชิคิริมารุจับจัดท่าทางเสียใหม่ให้เรียบร้อย แล้วจึงได้ลงจากรถม้า ตามหลังท่านพ่อและเจ้าแคว้นโกโจที่ออกมาต้อนรับอย่างเป็นมิตรเข้าไปภายในตัวปราสาท

ขณะกำลังเฝ้ามองบรรยากาศโดยรอบอย่างสนอกสนใจ ปลายสายตาจันทร์เสี้ยวก็พลันเหลือบเห็นบางสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลัง ทว่ายามเมื่อเหลียวกลับไป สิ่งนั้นก็ผลุบหายเข้าไปหลังเสาต้นใหญ่ เห็นเพียงเงาสีขาววาบผ่านราวกับภาพลวงตา

เห็นเช่นนั้นมิคาสึกิก็เลิกใส่ใจ รีบสาวเท้าเดินตามบิดาไปยังห้องรับรอง แต่ความรู้สึกแปลกประหลาดคล้ายกำลังถูกใครบางคนตามหลังก็ทำให้เด็กหนุ่มต้องหันไปมองอีกครั้ง...และยังคงไม่พบอะไรนอกจากเงาสีขาวที่วูบหายไป

“อะไรรึ?” โคกิทสึเนะมารุที่เดินอยู่ข้าง ๆ เอ่ยถาม มิคาสึกิขมวดคิ้วเล็กน้อย พยายามชะโงกมองหาเจ้าสีขาวตัวดี จนในที่สุดจึงตัดสินใจหันไปหาพี่ชายและบิดาที่หันกลับมามอง

“ท่านพี่...ท่านพ่อ...ข้าขอไปเดินเล่นแถวนี้นะ ไปไม่ไกลหรอกขอรับ…” พอยิ้มหวานบอก ท่านพ่อก็นวดขมับคล้ายจะหนักใจในที แต่ก็กวักมือเรียกโคกิทสึเนะมารุและอิชิคิริมารุให้ตามเข้าไปในห้องรับรองแทน เป็นสัญญาณให้มิคาสึกิรู้ได้ว่าตนได้รับอนุญาตแล้ว

ร่างเพรียวสง่าหมุนตัวกลับ กวาดสายตามองซ้ายขวาหาสิ่งนั้นให้หายคับข้องใจเสียทีว่าคืออะไรกันแน่

“แฮ่!!”

นายน้อยแห่งซังโจสะดุ้งโหยงเพราะเสียงเล็ก ๆ ที่ดังขึ้นจากด้านหลังอย่างไม่ทันตั้งตัว เด็กหนุ่มรีบหันกลับไป ก่อนจะถอนใจโล่งอกเมื่อเห็นว่าเป็นเด็กผู้หญิงตัวจ้อยคนหนึ่งที่กำลังยิ้มเผล่ เพราะมัวแต่มองหานางอยู่นั่นล่ะ ถึงได้ประมาทไป

“ขี้แกล้งจริงนะ เจ้าน่ะ” เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยที่ยืนโยกตัวไปมาอยู่ไม่สุขท่าทางไม่มีพิษภัย มิคาสึกิก็คลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยนและย่อกายลงให้ความสูงอยู่ในระดับเดียวกับนาง

“คิก...พี่ชายตกใจไหม!” เสียงใสร้องถามร่าจากริมฝีปากสีชมพูอ่อนบางราวซากุระน่าทะนุถนอม ดวงตากลมโตสีทองของนางทอประกายสดใส ขับความน่าเอ็นดูออกมาบนใบหน้าขาวผ่องซึ่งล้อมกรอบด้วยเรือนผมสีดุจละอองหิมะ จนมิคาสึกิอดยิ้มไม่ได้

“ฮะฮะฮะฮะ ตกใจมากเลยล่ะ...ไม่เบานะเจ้านี่” เอ่ยพลางใช้ปลายนิ้วแตะลงบนปลายจมูกที่ขึ้นสีแดงเรื่อของนางอย่างแผ่วเบา “เหมือนกระเรียนเลย”

“อื้อ…” เด็กน้อยอมยิ้ม ยกมือขึ้นกุมจมูกเรียวของตนไว้ “ก็สึรุเป็นกระเรียนนี่นา”

“หืม...เจ้าชื่อสึรุงั้นหรือ คนงาม?” ดวงตาจันทร์เสี้ยวทอแววอ่อนโยน จับจ้องมองเด็กน้อยตรงหน้าอย่างนึกเอ็นดูรักใคร่ ดูแล้วอายุนางคงไม่เกินสิบขวบเป็นแน่

“ไม่ใช่คนงามเสียหน่อย” พวงแก้มขาวกลมป่องขึ้นมาคงเพราะถูกเรียกด้วยสิ่งที่มิใช่นามตน “สึรุชื่อสึรุมารุ...เรียกสึรุก็ได้ แล้วพี่ชายล่ะ?”

เห็นท่าทางเอียงคอสงสัยแสนน่ารักเช่นนั้น มิคาสึกิก็หัวเราะเบา ๆ จับประคองมือเล็กจ้อยของนางขึ้นมากุมไว้อย่างนุ่มนวล “มิคาสึกิ มุเนะจิกะ”

“มิคาสึกิ!” สึรุมารุร้องเรียกนามเขาทันทีก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง ตอนนั้นเอง คล้ายจะสังเกตเห็นบางสิ่ง สึรุมารุชะโงกหน้าเข้ามาใกล้จนหน้าผากแทบชิดกัน ดวงตากลมโตสบตรงเข้ามาในดวงตาจันทร์เสี้ยวของเขาเป็นประกาย “ตาเจ้าสวยจัง…”

“จริงหรือ…คนงาม” แม้จะตกใจเล็กน้อย แต่มิคาสึกิก็ยิ้มบางออกมา สึรุมารุอยู่ใกล้เสียจนจมูกเขาได้กลิ่นหอมรื่นชวนสบายใจที่โชยอ่อนจากร่างกายนาง

“สึรุไม่ใช่คนงามนะ…” ถูกเรียกเช่นนั้นอีกครั้ง สึรุมารุยิ่งทำหน้ามุ่ยหนักและผละตัวออกไป ทิ้งให้มิคาสึกิได้แต่นึกเสียดายและโหยหาความใกล้ชิดเมื่อครู่อยู่นิด ๆ

“ฮะฮะฮะฮะ...สึรุมารุ” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจยิ้มเอ่ยชื่อจริงของนาง จนในที่สุดเด็กหญิงก็กลับมายิ้มออกและพยักหน้าหงึกหงัก “ว่าไปเจ้ามาคนเดียวหรือ พ่อแม่เจ้าล่ะคนดี?”

“พ่อจ๋ากับแม่จ๋าทำงานอยู่...ส่วนสึรุเป็นเพื่อนเล่นนายน้อย แต่วันนี้เขาไม่สบาย สึรุก็เลยอยู่คนเดียว...” เสียงท้ายประโยคของนางแผ่วอ่อนลงเล็กน้อย พร้อมกับแววตาเหงาหงอยที่เผยออกมาโดยไม่อาจปิดบัง เห็นแบบนั้นมิคาสึกิจึงนึกสงสาร มืออบอุ่นเอื้อมไปลูบศีรษะที่ปกคลุมด้วยปุยเส้นผมสีขาวด้วยความอ่อนโยน

“ไม่ต้องเหงาไปนะ...ข้ามาอยู่เป็นเพื่อนเจ้านี่แล้ว ตกลงไหม?” คลี่ยิ้มบางพลางค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สึรุมารุเงยหน้ามองเขา กะพริบดวงตากลมโตปริบ ๆ

“เจ้าไม่ไปคุยกับผู้ใหญ่แบบนั้นหรือ?” เรียวนิ้วป้อม ๆ ชี้ไปทางห้องรับรองที่มีนายท่านแห่งโกโจและพวกท่านพ่อของเขาอยู่ มิคาสึกิส่ายหน้าไปมา

“ข้าไม่เหมาะกับอะไรทางการเช่นนั้นหรอก สึรุมารุ...เจ้าพาข้าไปเดินเล่นหน่อยซี่” พอออกปากขอ สึรุมารุที่มีท่าทีลังเลอยู่เมื่อครู่ก็ตาเป็นประกาย มือเล็กอ่อนนุ่มเอื้อมจับมือเขาไว้อย่างร่าเริง

“สึรุจะพาเดินเล่นให้ทั่ว ๆ ปราสาทเลย!”

“โอ้...เช่นนั้นรบกวนด้วยนะ” เสียงทุ้มหัวเราะเอ็นดูร่างน้อยในชุดอาภรณ์สีขาวปลอดข้างกาย พลางมือก็จับประสานกับนางไว้แนบสนิท สึรุมารุเงยหน้ามองเขาอย่างกระตือรือร้น

“อยากไปดูตรงไหนก่อนหรือ?” แม้นางจะเพียรพยายามทำท่าทางจริงจังให้สมกับฐานะผู้นำทาง แต่สำหรับมิคาสึกิมันก็ยังคงดูน่ารักไม่มีเปลี่ยน

“ที่ใดก็ได้...ที่เจ้าภูมิใจอยากให้ข้าได้เห็น”

“ที่ที่ภูมิใจ…” เด็กหญิงเอียงคอนึกจนหัวแทบถึงไหล่ กลอกดวงตาสีทองกลมโตไปมาอีกสองสามรอบ ก่อนจะสะดุ้งตัวขึ้นคล้ายนึกได้ มือเล็กคว้าจับมือของเขา ดึงให้รีบก้าวตามไป ซึ่งมิคาสึกิก็อมยิ้มน้อย ๆ และผ่อนแรงเดินตามนางไปอย่างว่าง่าย

“เร็วเข้า ๆ!”

“มาแล้ว ๆ” แต่ดูเหมือนเขาจะยังไม่ทันใจนาง เด็กน้อยจึงผละวิ่งนำไปเสียก่อน มือเล็ก ๆ ขยับกวักเร่ง นายน้อยแห่งซังโจหัวเราะอารมณ์ดีพลางรีบสาวเท้าตามสึรุมารุออกทางประตูหลังปราสาทที่ปราศจากยามเฝ้า ลิ่วตรงเข้าไปยังแนวป่าด้านหลัง ขณะก้าวเดินตามสาวน้อย มิคาสึกิก็กวาดตามองบรรยากาศร่มรื่นโดยรอบไปพลาง ด้วยไม่บ่อยนักที่เขาจะได้มาใกล้ชิดธรรมชาติแท้จริงเช่นนี้

ในที่สุดสึรุมารุก็หยุดยืนที่ข้างต้นไม้ใหญ่ริมลำธารเล็ก ๆ คอยจนเขาเข้าไปใกล้จึงจับมือพาเดินไปนั่งยองลงเบื้องหน้าโคนลำต้น มือเล็กเอื้อมแหวกกองหญ้าที่สุม ๆ เอาไว้จนเห็นเป็นโพรงตื้นที่ข้างใต้ และสิ่งที่อยู่ในนั้น ทำให้มิคาสึกิถึงกับต้องเบิกตา

“นี่มัน…”

เป็นลูกกระเรียนน้อยขนสีน้ำตาลปุยสองตัวที่ซุกอิงแอบกันอยู่ในโพรงใต้ต้นไม้ พวกมันเงยหน้าขึ้นเมื่อแสงสว่างสาดลอดผ่านเข้ามา ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มจัดจ้องมองผู้มาเยือนอย่างเขาด้วยแววฉงนสงสัย ข้างกายมีกระบอกไม้ไผ่ตัดสั้น ๆ รองใส่น้ำสะอาดไว้ อีกด้านมีหนอนแมลงตัวเล็ก ๆ ซึ่งน่าจะเป็นอาหารกองอยู่อย่างร่อยหรอ

“เป็นไงล่ะ! น้อง ๆ สึรุเอง!” สึรุมารุยืดอกด้วยความภาคภูมิใจ พลอยทำให้คนอายุมากกว่าต้องหันไปมองก่อนจะอดไม่ไหวจนต้องหลุดขำพรืดออกมา เรียกความแง่งอนให้ปรากฏบนใบหน้ามุ่ยทุ่ยทันที “เดี๋ยวเถอะ เจ้าหัวเราะอะไรน่ะ!”

“...ฮะฮะฮะ ข้าว่ามันตลกดีน่ะ” แล้วก็น่ารักมากเช่นกัน เอ่ยพลางพยายามหยุดหัวเราะ ปลายนิ้วปาดน้ำตาที่ซึมอยู่ตามขอบตา “เจ้ามีน้องที่น่ารักดีนะ”

“ไม่เห็นจะตลกเลย!” สึรุมารุทำแก้มป่อง โผเข้าทุบข้างแขนเขารัวด้วยกำปั้นน้อย ๆ ของนางดังตุบตับ มิคาสึกิหัวเราะร่าแล้วจับข้อมือเล็กนั้นไว้จนเด็กหญิงต้องมุ่ยหน้า “อย่ามาหัวเราะเยาะสึรุนะ!”

“โทษทีนะ...โทษที คนดีของข้า” มิคาสึกิอมยิ้มก่อนจะกดริมฝีปากประทับลงเหนือหน้าผากมนด้วยความเอ็นดู และมันก็ช่วยกล่อมให้สึรุมารุสงบลงได้ด้วยเช่นเดียวกัน เด็กหนุ่มผละออกมาช้า ๆ แล้วเลิกคิ้วนิด ๆ เพราะเห็นใบหน้ากลมขาวแดงเรื่อจาง

...สวย

อดจะคิดในใจเช่นนั้นไม่ได้ แม้ว่าคนตรงหน้าจะเป็นเด็กหญิงตัวน้อยก็ตามที แต่เมื่อลองพินิจมองให้ถ้วนถี่ เค้าโครงองคาพยพบนใบหน้าของสึรุมารุช่างแสนจะเหมาะเจาะลงตัว หากนางเติบโตขึ้น...จะต้องกลายเป็นหญิงสาวที่งดงามยิ่งเป็นแน่

มิคาสึกิยิ้มมองสึรุมารุที่กะพริบตาปริบคล้ายงุนงงอยู่กระทั่งนางหันกลับไปหาลูกกระเรียนน้อยทั้งสองที่พากันเดินเตาะแตะมาหาพี่สาวของพวกมัน

“ขอโทษนะ วันนี้สึรุยังไม่ได้เอาอาหารมาให้หรอก” เด็กหญิงเอ่ยพลางทรุดตัวลงนั่งกับพื้น มือลูบหัวลูกกระเรียนตัวหนึ่งซึ่งมาคลอเคลียอยู่ใกล้ ๆ ขณะอีกตัวเดินไปตีปีกเล็กร้องใส่มิคาสึกิที่นั่งอยู่มิห่างราวจะเป็นการทักทาย

“หืม...เจ้าตัวเล็กหิวงั้นรึ? ข้าพอมีของกินติดตัวอยู่...แอบพวกท่านพ่อไว้น่ะ อย่าไปบอกใครเชียว” เด็กหนุ่มหัวเราะพลางขยิบตานิด ๆ แล้วหยิบห่อขนมเล็ก ๆ จากในแขนเสื้อมาส่งให้สึรุมารุที่รีบคลานเข่าเข้ามารับไปทันที

“พอดีเลย” กระเรียนน้อยหัวเราะ เปิดห่อและบิแบ่งขนมเป็นชิ้นจิ๋วโปรยให้ลูกกระเรียนทั้งสองได้จิกกิน ขณะเฝ้ามองพฤติกรรมน่ารัก เสียงแผ่วก็เอ่ยออกมาเบาหวิว “สึรุคิดว่า...แม่ของพวกมันถูกพรานยิงตายที่ชายป่า”

“จริงหรือ? น่าสงสารเสียจริง...เด็กน้อย” เห็นแววตาหมองเศร้าของสึรุมารุ มิคาสึกิก็พลอยหม่นใจไปด้วย มือใหญ่เอื้อมไปลูบหัวลูกกระเรียนเบา ๆ “แต่ว่ามีสึรุมารุเป็นแม่แล้วนะ...ไม่ต้องเหงาแล้วล่ะ”

“สึรุเป็นพี่สาวต่างหาก!” เด็กน้อยหันขวับกลับมาร้องเถียง เรียกเสียงหัวเราะจากจันทร์เสี้ยวที่นั่งมองนางถูกลูกกระเรียนงับมือเล่นได้เป็นอย่างดี “เจ้าอยากอุ้มไหม?”

ได้ยินเช่นนั้นดวงเนตรจันทร์เสี้ยวแสนงดงามก็เป็นประกายนิด ๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะพยักหน้าหงึกรัวเร็ว สึรุมารุหัวเราะคิกพลางประคองลูกกระเรียนขึ้นมาวางบนอุ้งมือเขาอย่างระมัดระวัง มิคาสึกิเลิกคิ้วยามสัมผัสได้ถึงความนุ่มนิ่มจากขนอ่อนของเจ้าตัวเล็ก นัยน์ตากลมใสของมันจับจ้องตรงมาที่เขา หัวขยับส่ายไปมาน่าเอ็นดู

“น่ารักจัง…” เปรยออกมาทั้งรอยยิ้ม นานแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกอบอุ่นสบายใจเช่นนี้ ราวกับว่าภาระที่เคยแบกรับไว้ทั้งหมดมลายหายไปเพียงได้เล่นสนุกพูดคุยกับสึรุมารุและกระเรียนน้อยทั้งสอง

“น่ารักใช่ไหมล่า~” สาวน้อยผู้เป็นพี่สาวนกกระเรียนยิ้มกว้าง ทิ้งร่างนั่งลงบนพื้นดิน อุ้มประคองกระเรียนน้อยอีกตัวมาไว้บนตัก มันส่งเสียงร้องใสพลางคลอเคลียหน้าท้องเด็กหญิงไปมา

“มากเลยล่ะ ขอบคุณเจ้ามากนะที่พาข้ามาพบพวกมัน” มิคาสึกิซึ่งทอดสายตามองลูกกระเรียนในอุ้งมือด้วยความเอ็นดูเกลี่ยปลายนิ้วไปตามลำคอยาวที่ปกคลุมด้วยขนนุ่ม ก่อนจะก้มลงจุมพิตแผ่วเบาเหนือหัวของเจ้าตัวจ้อย “อยู่กับสึรุมารุไปนาน ๆ นะ...เจ้ากระเรียนน้อย”

“เจ้าใจดีจัง…” พอเงยหน้าขึ้นตามเสียง ก็เห็นเด็กหญิงนั่งอมยิ้มมองเขาอยู่ นายน้อยแห่งซังโจเอียงคอน้อย ๆ

“หืม...จริงหรือ?”

“อื้ม! ใช้เวลาด้วยกันเท่านี้ก็ดูออกเลย…” สึรุมารุยิ้มเผล่ ค่อย ๆ ประคองกระเรียนน้อยลงจากตัก ปล่อยให้มันไปเดินเล่นยืดเส้นยืดสาย “แววตาเจ้าอบอุ่นมาก...แถมพวกกระเรียนก็ชอบเจ้าเสียด้วย แปลว่าเจ้าต้องเป็นคนใจดีมาก ๆ”

“ฮะฮะฮะฮะ แล้วเจ้าชอบข้าไหม?” เด็กหนุ่มหัวเราะ ลูบหัวกระเรียนน้อยที่ซุกไซ้หัวนุ่มนิ่มไปกับฝ่ามือเขาอย่างสบายอารมณ์ โดยมีพี่น้องของมันเดินมาหยุดดูใกล้ ๆ

“อื้อ ชอบ!” เสียงใสร้องตอบกลับมาอย่างใสซื่อ ก่อนที่นางจะเสริม “เจ้าใจดีนี่นา”

มิคาสึกิคลี่ยิ้มบางด้วยแววตาอบอุ่นเมื่อได้ยินเช่นนั้น

“แล้ว...เจ้าอยากจะเป็นเจ้าสาวของข้าไหม?”

“อื้อ...ดะ เดี๋ยว อะไรนะ? เจ้าสาว?” เด็กน้อยที่เผลอหลุดตอบรับคำชะงัก ยกมือขึ้นกุมสองพวงแก้มที่แดงราวสีใบโมมิจิในช่วงฤดูใบไม้ร่วง “จะ...จะให้ตกลงเป็นเจ้าสาวของคนที่เพิ่งได้พบกันวันเดียวงั้นหรือ!?”

...ก็มีด้านที่เป็นเด็กผู้หญิงอยู่นี่นะ มิคาสึกิยกมือใต้แขนเสื้อขึ้นปิดปากหัวเราะเบา ๆ ด้วยความเอ็นดูพลางพยักหน้า เห็นนางซุกซนแก่นแก้ว เขาก็ผิดคาดอยู่เหมือนกันที่ได้เห็นสึรุมารุเขินอายกับคำขอเป็นเจ้าสาวเพียงเท่านี้

“ไม่ดีรึ?” เอ่ยถามพลางขยับกายชะโงกหน้าเข้าไปใกล้จนแทบชิดกัน ลอบสูดกลิ่นหอมละมุนที่โชยจากร่างเล็กมาต้องนาสิก แม้ยังไม่ชัดเจน แต่ก็พาให้นึกสบายใจเสียเหลือเกิน “ข้าขอคำตอบด้วยซี่…”

“มันคำถามของสึรุต่างหาก!” สึรุมารุร้องเถียง กุมแก้มป่องเรื่อแดงของตนมุ่ยมองเขา “เจ้าเองก็เถอะ...ขอผู้หญิงที่เพิ่งพบกันแต่งงานจะดีเหรอ!”

“ดีสิ...หากว่าเจ้าสาวในอนาคตของข้ายินยอมพร้อมใจแล้วล่ะก็” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจตอบ ขณะค่อย ๆ ประคองลูกกระเรียนน้อยให้ลงยืนกับพื้น ขยับกายเข้าไปนั่งใกล้เด็กหญิงที่จ้องมองเขาอยู่ด้วยท่าทางเขินอาย

“ทำไมถึงมาขอสึรุล่ะ…” สาวน้อยถาม สีหน้ายังดูลังเลอยู่มากทีเดียว มิคาสึกิลอบหลุบตาลงนิด ๆ ก่อนจะระบายยิ้มบาง ๆ

“เหตุผลนั้น...ไม่มีหรอก” มือเอื้อมไปจับประคองสองมือเล็กที่กุมข้างแก้มนางมากุมไว้อย่างอ่อนโยน นัยน์ตาจันทร์เสี้ยวสบจ้องตานางด้วยแววมั่นคงไม่ไหวคลอน “ข้าเพียงอยากให้เจ้ามาเป็นเจ้าสาวของข้า มาอยู่ข้างเคียงกายข้าเมื่อขึ้นเป็นผู้ครองแคว้นซังโจ...เจ้าจะว่าอย่างไร สึรุมารุ”

ใบหน้าที่แดงมากอยู่แล้วยิ่งก่ำสีขึ้นไปอีกเมื่อได้สดับฟังถ้อยคำที่เขาออกวาจา นางก้มหน้า ริมฝีปากบางน่าทะนุถนอมพึมพำงึมงำตอบเสียงแผ่วเบา

“...ถ้าเจ้าว่าอย่างนั้น...ก็ได้”

หัวใจของจันทร์เสี้ยวผู้งดงามพองโตขึ้นแทบจะทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น มือประคองมือนางขึ้นมาจุมพิตนุ่มนวล ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองใบหน้างดงามของเด็กหญิงโดยริมฝีปากไม่ละจากผิวอ่อนนุ่ม

“สัญญานะ...ว่าในอนาคตเจ้าจะแต่งงานกับข้า”

สึรุมารุพยักหน้าสีแดงเรื่อนิด ๆ สบตาจันทร์เสี้ยวตอบไม่ละจากไปไหน นางดึงมือที่ถูกกุมไว้ออกมาช้า ๆ และยกนิ้วก้อยเล็กขึ้นมาตรงหน้า “เจ้าเองก็ห้ามผิดสัญญานะ”

“ฮะฮะฮะ ข้าสัญญาว่าจะมารับเจ้า” เอ่ยตอบทั้งรอยยิ้ม พร้อมกับนิ้วทั้งสองที่เกี่ยวกันแนบสนิทเป็นคำสัญญาแห่งดวงใจพลอยทำให้สึรุมารุยิ้มออก เสียงเล็ก ๆ ตอบรับคำแม้เขินอายแต่ก็แน่วแน่มั่นคง

“สึรุจะเป็นเจ้าสาวของมิคาสึกิ!”

จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจแย้มยิ้มรับคำ ใบหน้างดงามโน้มเข้าไป จุมพิตลงบนปลายจมูกเล็กเรื่อแดงเบา ๆ ด้วยความอ่อนโยนและรักใคร่...ตราตรึงความรู้สึกนึกคิดของเขาให้นางได้รู้ว่าจะไม่มีวันผิดคำสัญญาในครานี้อย่างเด็ดขาด

...ไม่มีวัน

-

ทั้งสองใช้เวลาตลอดบ่ายนั้นเล่นสนุกอยู่ด้วยกัน หลังจากนอนกลิ้งเกลือกไปกับพื้นดิน ปล่อยให้ลูกกระเรียนน้อยปีนไต่ตามตัวตามหัวจนพอใจด้วยกันทั้งสองฝ่ายแล้ว สึรุมารุก็ลุกขึ้น พามิคาสึกิเที่ยวเล่นบริเวณป่ารอบ ๆ นั้นอย่างกระตือรือร้น ทำให้นายน้อยแห่งซังโจผ่อนคลายยิ่งนักยามเห็นเด็กหญิงร่าเริงมีความสุข

“พรุ่งนี้เจ้าว่างไหม?”

สึรุมารุเอ่ยขึ้นระหว่างทาง เมื่อเห็นว่าดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำ ทั้งคู่จึงจับมือพากันกลับสู่ปราสาทโกโจเพื่อทานมื้อเย็น มิคาสึกิยกมือแตะปลายคางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงก้มลงมองนางและย้อนถามแทนที่จะตอบ

“เจ้าอยากเล่นกับข้าอีกหรือ?”

“อื้มม!” สาวน้อยผงกหัวซื่อตรง ดวงตากลมโตสีทองทอแววประกายความสดใสมิเจือจาง “นายน้อยคงยังไม่หายป่วยเร็ว ๆ นี้ ช่วงนี้ก็เลยว่าง...อ๊ะ! นายน้อยต้องตกใจมากแน่ที่รู้ว่าสึรุเป็นว่าที่เจ้าสาวของมิคาสึกิแล้ว!”

“เจ้านี่ชอบทำให้ผู้อื่นตกใจเสียจริง...ซุกซนเหลือเกินนะ” เด็กหนุ่มหัวเราะน้อย ๆ เมื่อเห็นรอยยิ้มที่คลี่เผล่ออกมาบนใบหน้ากลมมน ดูก็รู้ว่านางกำลังเพลิดเพลินใจ มือใหญ่บีบกระชับมือขาวเรียวเล็กไว้ “ได้สิ...พรุ่งนี้ข้าจะมาหาเจ้าที่รังนกกระเรียน”

“จริงนะ! สึรุจะรอ!” เด็กน้อยร้องร่า โผเข้ากอดเอวเขาเท่าที่ส่วนสูงของนางจะเอื้ออำนวย มิคาสึกิยิ้มหวาน โน้มตัวลงโอบกระชับร่างบอบบางไว้แนบสนิทราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า

“วันนี้ข้าสนุกมาก...สึรุมารุ อดใจรอพบเจ้ากับพวกลูกกระเรียนพรุ่งนี้ไม่ไหวแล้ว” เอ่ยพลางขยับแขน อุ้มร่างเล็กกระจ้อยขึ้นมาให้เท่ากับตัวเขายามยืดตัวเต็มความสูง ดวงตาทั้งสองคู่สบประสานกัน

“อื้อ! พวกเราจะรอ! ต้องมานะ…” ปลายเสียงนางแผ่วลงเล็กน้อยคล้ายจะออดอ้อน ด้วยท่าทางน่ารักเช่นนั้น มิคาสึกิก็พลอยแย้มยิ้ม ก่อนจะเลื่อนใบหน้าเข้าไป...

...กดจุมพิตลงบนริมฝีปากนุ่มนิ่มอย่างอดไม่ได้

เขาผละออกมาช้า ๆ ยามพอใจ เห็นใบหน้าของเด็กน้อยแดงก่ำอย่างสีแต้มบนศีรษะนกกระเรียนโตเต็มวัย ก่อนที่นางจะโผเข้ากอดรอบคอแน่น ซุกลงข้างไหล่ด้วยทีท่าเขินอายจัดอย่างน่าเอ็นดู

“มิคาสึกิ...คนบ้า!”

ไปเอาคำค้อนน่ารักแบบนั้นมาจากไหนกันนะ นายน้อยแห่งซังโจอมยิ้มกอดกระชับสึรุมารุแนบแน่นอีกครั้งแล้วค่อย ๆ ประคองนางลงยืนกับพื้น เอื้อมจับมือน้อย ๆ มาประสานไว้แน่น

“รีบกลับปราสาทกันเถอะ เจ้าคงหิวแย่แล้ว”

สึรุมารุมุ่ยหน้าก่อนจะผงกหัวรับคำและรีบตรงกลับปราสาท ทั้งสองแยกกันที่หน้าประตูและไม่ได้พบกันอีกเลยในวันนั้น ทว่าตั้งแต่เวลามื้ออาหารไปจนถึงยามเข้านอน มิคาสึกิก็มีความสุขมากพอที่จะถูกพี่ชายต่างมารดาซึ่งสูบยาสูบ นั่งชมทิวทัศน์ยามค่ำคืนอยู่ริมหน้าต่างจ้องมองด้วยสายตาจับผิด

“หายไปทำอะไรมากันแน่นะเจ้านี่…”

“ไปพบว่าที่เจ้าสาวของข้ามาน่ะ” ตอบพลางหัวเราะคิกคัก มือก็ตบ ๆ ฟูกของตนให้ฟู ไม่สนใจโคกิทสึเนะมารุที่อ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจไปเป็นที่เรียบร้อย

“วะ...ว่าที่…”

“เกิดเรื่องแล้ว! มิคาสึกิ! โคกิทสึเนะมารุ!” ยังไม่ทันจะถามไถ่ให้ทราบความ เสียงของอิชิคิริมารุที่โผเข้ามาในห้องอย่างร้อนรนก็ทำให้สองพี่น้องสะดุ้งเฮือก

“เกิดอะไรขึ้น?” ขุนพลหนุ่มแห่งซังโจร้องถาม บุตรชายที่ปรึกษาหอบหายใจเล็กน้อยก่อนจะรีบตอบ

“นายหญิง...ท่านแม่ของมิคาสึกิเกิดล้มป่วยอย่างหนัก นายท่านมีคำสั่งให้เตรียมตัว เราจะต้องรีบออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าตรู่วันพรุ่งนี้ แจ้งให้ทางโกโจทราบแล้ว”

เพียงได้ยินคำนั้น หัวใจของมิคาสึกิก็หล่นวูบ...ท่านแม่ผู้เป็นที่รักของเขากำลังป่วยหนักงั้นหรือ? จะต้องกลับพรุ่งนี้เช้า...เช่นนั้นแล้วคำสัญญาที่เขาให้ไว้กับสึรุมารุเล่า? เด็กหนุ่มนั่งนิ่งงัน มวลความคิดไหวคลอนด้วยความสับสน ห่วงท่านแม่หรือก็ห่วงเสียยิ่งกว่าอะไร แต่คำสัญญากับเด็กน้อยผู้ออกปากเป็นว่าที่เจ้าสาวก็สำคัญต่อเขาเช่นกัน

“เป็นอะไรของเจ้า...มิคาสึกิ เตรียมเก็บของไว้สิ” เห็นน้องชายไม่ขยับไหวติง โคกิทสึเนะมารุที่กำลังเก็บข้าวของก็ขมวดคิ้วหันมามอง เจ้าของนามสั่นหัวไม่ขานตอบคำใด แต่ก็ลุกขึ้นหยิบสัมภาระของตนมาจัดอย่างเงียบ ๆ ความร่าเริงที่สะสมมาตลอดวันมลายหายไปหมดสิ้น

เช้ามืดวันต่อมา ขบวนเดินทางของซังโจเตรียมพร้อมและออกจากปราสาทโกโจ โดยที่มิคาสึกิเอาแต่นั่งเหม่อลอย ศีรษะพิงผนังรถม้า ทอดสายตาล่องไปอย่างไร้จุดหมาย ไม่พูดอะไรกับใครแม้แต่คำเดียว อิชิคิริมารุและโคกิทสึเนะมารุที่เห็นท่าทางเช่นนั้นมาตั้งแต่เมื่อคืนก็พลอยเป็นห่วง

เขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะร่ำลาสึรุมารุ...ไม่มีสิทธิ์จะได้เอ่ยปากขอโทษที่ต้องผิดสัญญา

สายฝนโปรยพร่ำลงระหว่างการเดินทาง แม้มิหนักหนา หากแต่เมื่อเหลียวกลับไปยังทิศทางที่จากมา เห็นเมฆหนามืดทะมึนปกคลุม มิคาสึกิก็นึกห่วงเด็กน้อยขึ้นมาจับใจ หากนางออกไปรอคอยเขาที่รังนกกระเรียนล่ะ...จะมิตากฝนจนป่วยไข้ไปหรือไร

“มิคาสึกิ…” อิชิคิริมารุหลุดเสียงถามออกมายามคล้ายจะทนมองไม่ไหว “เป็นอะไรรึ? ท่าทางเจ้าไม่ร่าเริงมาตั้งแต่เมื่อคืนวานแล้ว บอกข้าได้ไหม?”

นายน้อยของเขาถอนหายใจเฮือก หลุบดวงตาจันทร์เสี้ยวลงครุ่นคิด ในที่สุดจึงยอมเอ่ยปาก

“ข้าพบเด็กน้อยคนหนึ่ง…นางชื่อสึรุมารุ เป็นเด็กที่ร่าเริง...สดใส...และงดงามยิ่งนัก” บุตรชายที่ปรึกษาเลิกคิ้ว แต่ก็ยังไม่พูดขัดแต่อย่างใด มิคาสึกิยกมือขึ้นทาบบนอกซ้ายของตน

“...ข้าคิดว่า ข้าตกหลุมรักนางเข้าเสียแล้ว”

ดวงตาของคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย...เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ามิคาสึกิมีความรู้สึกรักใคร่ต่อผู้ใด แต่หากเจ้าตัวออกปากเองเช่นนี้ หมายความว่าเด็กน้อยคนที่ว่า…

คือรักแรกของจันทร์เสี้ยวแห่งซังโจ

“อย่าทำหน้าเศร้าเช่นนั้นสิ...เดี๋ยวเจ้าก็ต้องได้พบนางอีกเป็นแน่” แม้นึกสงสาร แต่ก็น่าสนใจ...ชายหนุ่มคลี่ยิ้มบางพลางเอื้อมมือไปบีบไหล่คนอายุน้อยกว่าอย่างให้กำลังใจ

“เราสัญญาว่าจะไปพบกันอีกครั้งในวันนี้ แต่ข้าก็ผิดสัญญา” มิคาสึกิส่ายหน้าไปมาด้วยท่าทางลำบากใจ น้ำตาคลอตรงขอบตานิด ๆ ทว่าเจ้าตัวก็รีบปาด ๆ มันทิ้ง เอ่ยด้วยเสียงเครือสั่น “นางคงเกลียดข้าแล้ว”

ทำตัวอย่างกับเด็กไม่มีผิดเลย อิชิคิริมารุหัวเราะอย่างอ่อนใจ “เดี๋ยวเถอะ...เจ้าเป็นผู้ชายนะ ทำตัวขี้แยแบบนี้ประเดี๋ยวก็ได้อายนางเข้าหรอก”

มิคาสึกิทำแก้มป่องเล็กน้อย แต่ก็ยอมพยักหน้าเชื่อฟัง...ดวงตาจันทร์เสี้ยวแสนงดงามทอดมองออกไปยังม่านฝนที่กั้นฉากระหว่างเขาและสึรุมารุเอาไว้ หวนคำนึงถึงเด็กน้อยผู้เป็นที่รักโดยไม่อาจลบเลือน

วาจาที่เอ่ยไปราวเพียงหยอกเอิน...หากแต่สึรุมารุจะรู้บ้างหรือไม่หนอ

ว่าเขาจริงจังกับคำขอแต่งงานนั้นเพียงไร

-

กาลเวลาล่วงเลยผ่านกว่าสี่ปีที่มิคาสึกิไม่ได้แวะเวียนกลับไปพบสึรุมารุอีกเลย แม้ใจปรารถนาเพียงใด แต่สถานการณ์รอบกายกลับไม่เคยมอบโอกาสที่เขาเฝ้ารอให้เสียที

นับตั้งแต่วันที่แยกจากเด็กน้อยกลับมาถึงปราสาท อาการป่วยของท่านแม่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะหายขาด นางดีขึ้นแล้วก็ทรุดลงอีก สลับกันเป็นเวลากว่าปีครึ่ง ท้ายที่สุดก็จากไปท่ามกลางความโศกเศร้าของทุกคน

ต่อจากนั้นท่านพ่อก็เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ แม้จะไม่หนักหนา แต่ก็คล้ายจะเริ่มเป็นห่วงอนาคตของแคว้น มิคาสึกิซึ่งอยู่ในช่วงไว้ทุกข์จึงเริ่มถูกขัดเกลาอย่างหนักเพื่อเตรียมตัวขึ้นเป็นผู้ครองแคว้นซังโจอย่างเต็มภาคภูมิ ในขณะที่สงครามระหว่างแคว้นแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว

พี่ชายผู้เป็นแม่ทัพที่เก่งกาจและขุนพลเลื่องชื่อสะสมความขุ่นเครียดจากการทำสงคราม จนที่สุดก็อดทนไม่ไหวหลบหนีออกจากแคว้นไป แน่นอนว่าท่านพ่อโกรธกริ้ว แต่มิคาสึกิซึ่งเข้าใจความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายก็พยายามเกลี้ยกล่อมรับมือท่านอย่างสุดความสามารถ

แม้จะต่างแม่ แต่เขาก็รักพี่ชายมากเกินกว่าจะปล่อยให้โคกิทสึเนะมารุต้องทนเจ็บปวดกับสิ่งที่เจ้าตัวไม่เคยต้องการ ให้เขาได้มีอิสระทำอย่างใจคงดีเสียกว่า

ตัวมิคาสึกิไม่มีความสามารถด้านการรบเหมือนอย่างพี่ชาย ซึ่งท่านพ่อก็มิได้คาดหวัง ซังโจยังมีนักรบที่เก่งกาจอีกมาก ประกอบกับทักษะการสงครามและความฉลาดเฉลียวของอิชิคิริมารุที่ขึ้นมาเป็นที่ปรึกษาแทนบิดาของเขา ก็ทำให้แคว้นขยายอาณาเขตออกไปได้อย่างกว้างขวาง กลายมาเป็นแคว้นไร้พ่าย

เมื่อมิคาสึกิอายุครบสิบเก้าปี...ท่านพ่อที่สุขภาพไม่ค่อยดีมานานนับจากบุตรชายคนโตหายตัวไปก็เกิดล้มป่วยหนัก แม้แต่หมอมือดีที่สุดยังหมดปัญญา มิคาสึกิทำได้เพียงเก็บกลั้นน้ำตา บีบมือของบิดารับฟังคำสั่งเสียและฝากฝัง ก่อนท่านจะสิ้นใจลงในค่ำคืนที่สายฝนโปรยปรายนั้นเอง

หลังเสร็จสิ้นงานศพ นายน้อยแห่งซังโจก็กลายมาเป็น ‘นายท่านแห่งซังโจ’ อย่างเต็มตัว

พอขึ้นเป็นเจ้าครองแคว้น ชีวิตของมิคาสึกิก็ดูจะวุ่นวายไปเสียหมด ภาระงานมากมายประดังประเดเข้ามาจนแทบไม่มีเวลาหายใจ แต่เด็กหนุ่มยังเฝ้าคิดถึงสึรุมารุอยู่ทุกคืนวัน คอยวาดภาพว่าป่านนี้นางจะเติบโตเพียงไหน จะงดงามมากขึ้นเพียงไร นานครั้งที่มีข่าวคราวจากสายของอิชิคิริมารุในโกโจส่งมา

ทว่าวันหนึ่งมันก็กลับเงียบหายไป...อย่างไร้ร่องรอย

นายท่านแห่งซังโจรุ่มร้อนใจ เป็นห่วงเด็กน้อยผู้เป็นที่รักเสียเจียนตาย พยายามให้อิชิคิริมารุช่วยสืบข่าวความเป็นไปของแคว้นโกโจที่มิได้ติดต่อกันมานาน

“นายท่านแห่งโกโจอ้างว่า...นางหลบหนีไปกับครอบครัว” สีหน้าของที่ปรึกษาคู่ใจดูไม่ดีเอาเสียเลยเมื่อมารายงานเขา “แต่ข้ารับใช้บอกกับคนของข้าว่า...สึรุมารุถูกฝังทั้งเป็นไปพร้อมกับนายน้อยแห่งโกโจ”

มิคาสึกิแทบล้มทั้งยืนยามได้ทราบเรื่อง ไม่เคยคาดนึกว่าผู้ครองแคว้นโกโจจะจิตใจมืดมิดได้ถึงเพียงนั้น...แม้แต่กับเด็กสาวคนหนึ่ง ยังทำกับนางได้ลงคอ

ล่วงหลายวันแล้วที่เขาทราบข่าวการเสียชีวิตของนายน้อยแห่งโกโจ หากไร้ซึ่งปาฏิหาริย์ ป่านนี้สึรุมารุคงจะสิ้นใจอยู่ในโลงศพแล้วเป็นแน่...เด็กหนุ่มนึกโทษตัวเองเป็นร้อยครั้งพันครั้งที่รู้เรื่องนี้ช้าไป มิเช่นนั้นเขาจะรีบไปช่วยนางออกมา

นับจากวันนั้น มิคาสึกิก็ทอดทิ้งการงานทุกอย่างในฐานะผู้ครองแคว้น ปล่อยให้อิชิคิริมารุเป็นคนจัดการ หันไปใช้เวลาดื่มเมรัย เมามายยาสูบ เคล้าคลออยู่กับเหล่าสาวงามผู้เป็นบรรณาการจากแคว้นต่าง ๆ ราวกับหวังอยู่ลมแล้งว่าจะปลอบประโลมหัวใจที่แหลกสลายไม่มีชิ้นดีของตนเอง

ทว่า แม้นล้นปริ่มด้วยความสำราญ แนบชิดด้วยโฉมงามจากทั่วทุกสารทิศ หากแต่ความสุขสันต์กลับมิอาจทดแทนความอ้างว้างเล็ก ๆ ในจิตใจแสนเปล่าเปลี่ยวได้เลย

...เขาไม่เคยรักใครอีก และไม่ปรารถนาจะให้ใครมารัก นอกจากเพียงสึรุมารุผู้เดียว

-

ไม่รู้ว่าคืนวันผันผ่านนานเพียงใด เพราะชีวิตที่สูญค่าไปแต่ละวันนั้นช่างเกินจะมาทนนับไหว ในที่สุดวันหนึ่ง อิชิคิริมารุที่เบื่อหน่ายความเจ้าสำราญของนายท่านตนก็เข้ามาในห้อง พร้อมเปิดประเด็นด้วยคำที่ทำให้มิคาสึกิต้องเงยหน้ามอง

“ได้ยินข่าวลือเรื่อง ‘กระเรียนขาวโฉมสะคราญ’ ไหม”

“ข้าอยู่แต่ในห้องนี้...ไม่รู้เรื่องภายนอกหรอก” มิคาสึกิหัวเราะ พ่นควันยาสูบเอ่ยตอบกลับไปเช่นนั้นพลางปลายจมูกก็ไซ้ซุกไปตามลำคอนวลขาวของสตรีที่แนบกายอยู่บนตัก

“ต้นตอข่าวลือมาจากแคว้นคุนิโยชิ แคว้นเล็ก ๆ ที่อุดมสมบูรณ์...เรื่องราวกล่าวถึงหญิงสาวผู้หนึ่งที่ราวกับกระเรียนสีขาว” ที่ปรึกษาคู่ใจกอดอก ยิ้มมุมปากมองเขา “ว่ากันว่านางมีเรือนผมสีขาวพิสุทธิ์ยาวสลวย ผิวกายนวลเนียนดุจหิมะตกใหม่ ดวงตาสีทองเป็นประกาย รูปโฉมงดงามเป็นที่ต้องตาต้องใจของเจ้านายหลายแคว้น...และที่สำคัญ นามจริงของนางคือ...สึรุมารุ คุนินากะ”

นัยน์ตาจันทร์เสี้ยวเบิกกว้างขึ้นทันทีอย่างไม่เชื่อหูตนเอง...ทีแรกได้ฟังคำพรรณนาถึงเรือนผมสีขาวและดวงตาสีทองซึ่งเขามิเคยเลือนลืมก็นึกฉงนใจแล้ว ยิ่งได้รู้ชื่อของนาง ทำให้หัวใจของมิคาสึกิเกือบหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนที่มันจะกลับมาเต้นรัวอย่างห้ามไม่ได้

“สึ...สึรุมารุ?” มือสั่นเทาจนกล้องยาสูบร่วงหล่น มิคาสึกิเผลอขยับกายไปด้านหน้า จนเหล่าสาวงามต้องรีบขยับถอย “ข้า...ข้าคิดว่านางตายไปแล้ว”

“ข้าก็เคยคิดเช่นเจ้า...จนมารู้ข่าวลือนี่ล่ะ” อิชิคิริมารุถอนหายใจ มองสบตาเขาอย่างจริงจัง “ขณะนี้กองทัพของเราและอาวาตะงุจิต่างรุกคืบเข้าใกล้แคว้นคุนิโยชิ...อิจิโกะ ฮิโตฟุริแห่งอาวาตะงุจิได้เข้าเจรจากับผู้ครองแคว้นที่ปฏิเสธสงคราม ขอบรรณาการเป็นส่วยทอง พืชผลและองค์หญิงนาคิกิทสึเนะ ธิดาของผู้ครองแคว้นคุนิโยชิไปเป็นคู่หมั้นหมายแล้ว”

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับสึรุมารุของข้า?” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจขมวดคิ้วถาม

“นี่ล่ะที่ข้าจะบอก...คุนิโยชิตกลงยอมจำนนทั้งกับอาวาตะงุจิและซังโจ โดยจะส่งมอบบรรณาการสงครามแก่แคว้นเราเป็นส่วยทอง พืชผล อาวุธ กำลังพล...และสาวงาม” ที่ปรึกษาประจำแคว้นตอบ โดยลงเสียงหนักที่คำสุดท้าย ย้ำให้มิคาสึกิได้ล่วงรู้ความนัย

...มีความเป็นไปได้สูงยิ่งที่คุนิโยชิจะส่ง สึรุมารุ คุนินากะ กระเรียนขาวโฉมสะคราญผู้ถูกกล่าวขานไปทั่วทุกสารทิศถึงความงดงามยากใครเทียมมาเป็นบรรณาการ

หมายความว่าเขามีโอกาสจะได้พบรักแรกและรักเดียวอีกครั้งอย่างนั้นใช่ไหม…

หัวใจของจันทร์เสี้ยวผู้งดงามที่กลวงเปล่ามาตลอดเกือบสิบปี...ราวกับมีบางสิ่งเข้ามาเติมเต็มให้ในที่สุด

-

สึรุมารุนั่งนิ่งงันยามได้สดับฟังนิทานจันทร์เสี้ยวที่ว่าที่เจ้าบ่าวเล่าขานจนจบสิ้น นางยกมือขึ้นแตะเหนือผิวแก้ม พบว่าใบหน้าตนเปื้อนเปรอะไปด้วยหยาดน้ำตา...

มิคาสึกิหลับไปสองวันเต็มด้วยพิษบาดแผล โดยมีสึรุมารุคอยดูแลมิยอมห่าง อิชิคิริมารุสืบเสาะอย่างรวดเร็วว่าเป็นผู้ใดกันที่ส่งมือสังหารจะมาลอบฆ่านางและทำร้ายนายท่านแห่งซังโจ จนพบว่าเป็นธิดาผู้ครองแคว้นใหญ่คนหนึ่งที่มิอาจลืมความลุ่มหลงที่มีต่อจันทร์เสี้ยวแห่งซังโจไปได้ จึงคิดกำจัดก้างชิ้นใหญ่อย่างกระเรียนขาว

นางเผชิญบทลงโทษแสนสาหัส...ถูกคุมขังไว้ในกรงไม้เคลื่อนที่ ที่นำพาไปให้เฝ้ามองแคว้นของตนถูกทำลายจนย่อยยับไม่เหลือชิ้นดี และถูกจองจำในคุกใต้ดินปราสาท มิได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันจนตลอดชีวิต เป็นอุทาหรณ์แก่เหล่าแคว้นอื่นใดที่คิดแข็งขืนต่อซังโจ

สึรุมารุหาได้สนใจเรื่องนั้นไม่ ในใจนางมีเพียงแต่ความเป็นห่วงบุรุษผู้เป็นที่รัก อยู่ในห้องกับเขาทั้งวัน คอยเช็ดตัวลดไข้ เปลี่ยนผ้าพันแผล ดูแลมิห่างกาย หากอาโอเอะไม่คอยกวดขัน น่ากลัวว่าคงจะลืมกระทั่งทานอาหารไปด้วย

ในหัวนางยังเฝ้าคำนึงถึงคำที่มิคาสึกิพูดเอาไว้ก่อนจะหมดสติไปในคืนพายุโหมนั้น

ครั้งแรก...ที่แคว้นโกโจ…

นางจดจำมิได้เลยว่าเคยพบกับมิคาสึกิที่แคว้นโกโจ ไม่เคยระลึกได้เลยว่าแคว้นที่อุดมไปด้วยอดีตอันแสนขมขื่นของกระเรียนขาวโฉมสะคราญ...จะมีเรื่องราวความสุขเล็กกระจ้อยนี้อยู่

ตราบจนจันทร์เสี้ยวแห่งซังโจฟื้นคืนสติ

สึรุมารุดีใจจนคุมตัวเองไม่ได้ เผลอตัวโผกอดเขาจนเจ้าตัวต้องร้องด้วยความเจ็บ...หลังจากผละจากกัน พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่ชายหนุ่มไม่ได้สติ นางก็สบโอกาสถามคำถามนี้

และมิคาสึกิก็เล่าเรื่องราวนั้นให้นางฟัง

“ข้าขอโทษ...ข้าขอโทษมิคาสึกิ ขอโทษที่จำเรื่องนั้นไม่ได้เลย” เสียงหวานเอ่ยสะอื้น มือก็พยายามปาดเช็ดน้ำตาที่นองหน้า “ข้าเฝ้ามองจันทร์เสี้ยวบนฟากฟ้ามาตลอดชีวิต โดยไม่รู้เลยว่าที่ข้าเฝ้าคำนึงหาเสมอมานั้นคือเจ้า”

“เจ้าไม่จำเป็นต้องขอโทษ...คนดี” รอยยิ้มบางคลี่ออกมาบนใบหน้างดงามแม้ยังอ่อนแรง มือใหญ่อบอุ่นจากร่างที่ทอดกายอยู่ในฟูกเอื้อมขึ้นมาเกลี่ยหยาดน้ำตาบนพวงแก้มขาวอย่างอ่อนโยน “เจ้าประสบเรื่องอะไรต่อมิอะไรมามากนัก...จะหลงลืมเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปบ้างก็ไม่แปลกอันใด”

“มันไม่ควรเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เลยน่ะสิ…” หญิงสาวมุ่ยหน้า พยายามเพ่งมองเขาผ่านดวงตาที่พร่ามัว “เจ้าไม่เคยลืม...แต่ข้ากลับจำไม่ได้เลยแม้แต่นิด”

“ข้าไม่เคยคิดถือโทษโกรธเจ้า...ตรงข้าม ข้าเสียอีกที่ควรจะขอโทษเจ้า” มิคาสึกิกล่าวเสียงแห้งแหบ กุมแก้มอ่อนนุ่มเอาไว้ “ข้าไม่ควรหมดหวังเพียงรู้ว่าเจ้าถูกฝังทั้งเป็น ข้าควรจะตามหาเจ้าให้เจอ ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่ใด...เพื่อที่จะช่วยเหลือเจ้า มิใช่ปล่อยให้เจ้าเผชิญชะตากรรมน่าเศร้าเช่นนั้นตามลำพัง”

“เจ้าไม่ผิดเสียหน่อย” สึรุมารุตอบเจือสะอื้น ยกมือขึ้นกุมมือเขาไว้แนบสนิทอย่างโหยหา

“เช่นนั้นก็ถือว่าหายกันนะคนงาม? มาเถิด ขยับมานี่ ข้าอยากสวมกอดเจ้าให้หายคิดถึง” พอออกปาก เขาก็ถูกว่าที่เจ้าสาวแสนรักค้อนเข้าใส่ทีหนึ่งทั้งใบหน้าเรื่อแดง แต่นางก็ยอมทอดร่างลงนอนเคียง ระมัดระวังไม่ให้ถูกแผลและโอบกอดเขาเอาไว้ มิคาสึกิกดปลายจมูกลงกับเรือนผมหอมกรุ่น กระซิบแผ่วเบา

“ไม่เกี่ยวหรอกว่าใครลืมใครจดจำ...ใครผิดใครถูก...ตอนนี้เราได้พบกันแล้ว และได้ทำสัญญาไร้เดียงสาในวัยเยาว์นั้นให้กลับกลายเป็นจริงได้ ว่าที่เจ้าสาวของข้า”

“อื้ม…” สึรุมารุยิ้มบาง ๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้น มือเรียวบางลูบไปตามแผ่นอกกว้างอย่างโล่งใจ ขณะมือของมิคาสึกิสวมกอดนางไว้แนบสนิท ลูบสัมผัสไปตามร่างกายบอบบางอย่างนุ่มนวลรักใคร่

“ว่าไปลูกกระเรียนของเจ้าเป็นเช่นไรบ้างหรือ? เสียดายนักที่ข้าไม่ได้พบพวกมันอีก”

“ข้าเลี้ยงพวกมันจนโตกระทั่งบินจากไป…ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นอย่างไร” ใบหน้างดงามเงยขึ้นมองชายผู้เป็นที่รัก ริมฝีปากกลีบบางขยับแย้มอ่อนหวาน “แต่ข้ายังจดจำภาพของมันที่โผบินจากไปได้จนวันนี้...ช่างแสนงดงาม ฮะ ๆ พวกมันแวะกลับมาเยี่ยมข้าเป็นครั้งคราว จนกระทั่งข้าถูกฝังทั้งเป็น ก็ไม่ได้พบพวกมันอีกเลย”

“ข้าเชื่อว่าหากได้พบกัน...พวกมันต้องจำเจ้าได้เป็นแน่” แววตาของมิคาสึกิแสนอ่อนโยนยามฟังเรื่องราวของนาง เหมือนเช่นวันที่นางบอกเล่าอดีตแสนเจ็บปวดของตนให้เขาฟัง

“ข้าก็หวังเช่นนั้น...หากได้พบพวกมันอีก แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่าสิบปีแล้วก็เถอะ” นางแย้มยิ้ม ยกมือขึ้นลูบไปตามกรอบหน้างดงามของเขา “เพราะแม้แต่เจ้าข้ายังได้พบ...และได้ทำสัญญาวันนั้นให้เป็นจริงได้ด้วยการกลายมาเป็นเจ้าสาวของเจ้าจริง ๆ”

“...ข้ายินดีนักที่ได้พบเจ้าอีก และจะได้วิวาห์กับเจ้า คนงาม” ริมฝีปากอุ่นที่แย้มยิ้มกดจุมพิตลงบนหน้าผากมนได้รูป วงแขนแกร่งที่เคยใช้ปกป้องนางมาแล้วกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นราวจะบอกว่าจะไม่ปล่อยนางไปห่างกายอีกแล้ว

สองดวงใจที่เคยผูกพันและถูกพรากห่างไปครั้งหนึ่งได้กลับมาพานพบและประสานเข้าหากันอีกครั้งครา สองร่างอิงแอบแนบชิด ทดแทนช่วงเวลายาวนานที่มิอาจแตะต้องซึ่งกัน แว่วเสียงกระซิบแผ่วดังกังวานในห้องเงียบงัน ดุจดังโลกใบนี้มีเพียงทั้งสองอยู่ชิดใกล้

“ข้ารักเจ้า...สึรุมารุ”

“ข้าก็รักเจ้ามิคาสึกิ”

สองมือสอดประสานเข้าหากัน ตราตรึงความนึกคิดและหัวใจที่แน่วแน่ของทั้งจันทร์เสี้ยวและกระเรียนขาว ว่าพวกตนจะไม่มีวันผิดคำสัญญาในครานี้อีกอย่างแน่นอน

...ไม่มีวัน