Title : ด้ายแดง
Paring : โอคุริคาระ x ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระ
Rate : ทั่วไป
ผ้าคลุมสีแดงกระนั้นหรือ? แปลกประหลาดนัก
ฤๅคิดตีค่าตนเทียบชั้น ‘ต้นแบบ’ กันเล่า
ของเลียนแบบ จะอย่างไรก็เป็นของเลียนแบบอยู่วันยันค่ำ...ต่อให้เปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์...ต่อให้เปลี่ยนจากผ้าคลุมโสโครกไปเป็นผ้าผืนไหน ๆ ก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าเจ้าเป็น ‘ของเลียนแบบ’
ไม่ว่าอีกกี่ร้อยกี่พันปี...เจ้าก็จะยังคงถูกหลอนหลอกด้วยคำนี้อยู่ร่ำไป
ต่อให้อยู่ใต้ผ้าคลุมสีแดง...ต่อให้ปล่อยเส้นผมมิให้ถูกปกปิด...ตราบใดที่ยังไม่แตกสลายหายไปจากโลกใบนี้
ต่อให้ ‘ถูกรัก’ มากเพียงใด...ถูกสัมผัสมากเพียงใด...ต่อให้ได้หัวใจของใครคนนั้นมาทั้งดวง
เจ้าก็คือ ‘ดาบเลียนแบบของยามัมบะกิริ’ อยู่เช่นเดิม
………
…..
..
“จะดีหรือ ให้ข้าสวมนี่ไว้” ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระทอดสายตาหมองเศร้า ยามมือแกร่งของโชคุไดคิริ มิทสึทาดะกลัดผ้าคลุมสีแดงโอบรอบไหล่ของเขาให้ ร่างสูงกว่ายิ้มบางด้วยความตรมใจไม่ต่างกันก่อนจะจัดชายผ้าให้เรียบร้อยแล้วจึงผละออกมา
“สวมไว้ดีแล้วล่ะ...เหลือเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่จะเก็บเอาไว้ให้เธอเป็นของแทนตัว ‘เขาคนนั้น’ ได้” โชคุไดคิริเอ่ย พลางถอยก้าวออกมาเล็กน้อย ทอดถอนลมหายใจมองคนตรงหน้าอย่างอดใจหายมิได้
ยามัมบะกิริก้มลงมองตัวเอง ไม่คุ้นกับการเปลื้องผ้าคลุมออกเช่นนี้มิต่างกัน ยามปราศจากผ้าเก่าคลุมกายทำให้ไม่มั่นใจเอาเสียเลย แต่กระนั้นเขาก็เลือกที่จะยอมทำตามคำขอของนายสาวและสหายดาบ...ไม่สิ ที่เขายอมทำตามนั้น คือเสียงแว่วกระซิบจากในส่วนลึกของจิตใจตนเองต่างหาก
อยากจะถูกโอบกอดเอาไว้...ด้วยไออุ่นของ ‘คนผู้นั้น’ อีกสักครา...แม้จะรู้ทั้งรู้ว่ามันจะไม่มีวันเป็นไปได้อีกแล้ว
“เสียใจด้วยจริง ๆ ...ที่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น” โชคุไดคิริเอ่ยพลางเอื้อมมาแตะบ่าเขา แต่ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระก็เพียงแค่ส่ายหน้าไปมา มันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิด ไม่ใช่ความผิดของใครทั้งนั้น...ความสูญเสียในครั้งนี้
...ไม่ใช่ความผิดของใครเลย
“ยามัมบะกิริคุง…” จิตวิญญาณดาบสูงวัยกว่าเอ่ยเรียกเบา ๆ ยามัมบะกิริเงยหน้าขึ้นมองราวกับกำลังรอฟังว่าอีกฝ่ายต้องการจะพูดอะไร แต่โชคุไดคิริก็เพียงแค่แย้มยิ้มบางเจือจานด้วยความโศกสลด ดวงตาสีมรกตของแม่ทัพหนุ่มสั่นไหว ลำคอตีบตันเกินกว่าจะเอ่ยถ้อยใด ๆ ได้ ด้วยรู้ดีแก่ใจว่าชายตรงหน้าก็เสียใจไม่แพ้กัน
ก็เป็น...สหายสนิทนี่นะ
มือขาวเอื้อมไป รั้งร่างของโชคุไดคิริมากอดไว้ ร่างสูงกว่าที่ประหลาดใจในทีแรกปล่อยตัวเองให้ใบหน้าซุกลงกับไหล่ของแม่ทัพ แม้ไม่ร้องไห้ แต่ในอกก็รวดร้าวมิได้ต่างกัน ทั้งด้วยความเสียใจของตนเอง และความสงสารหนุ่มน้อยผู้ถูกทิ้งไว้ตรงหน้าจับใจ
หลังจากเกิดความเงียบขึ้นโอบล้อมอยู่ไม่รู้นานเพียงไร น้องเล็กแห่งตระกูลคุนิฮิโระก็จำต้องขอตัวมา ด้วยมีภาระหน้าที่ที่จะต้องไปทำต่อในฐานะแม่ทัพของเรือน
ขณะที่มือเลื่อนประตูเปิด ขากำลังจะก้าวพ้นออกจากห้อง เสียงแผ่วเบาของโชคุไดคิริก็ทำให้เขาชะงัก
“ยามัมบะกิริคุง” คนพูดเว้นช่วงไปเล็กน้อยราวกับกำลังพักหายใจ
“ฝากดูแล...ดวงวิญญาณของเขาในตัวเธอด้วยนะ”
มือของยามัมบะกิริกำแน่นจนปลายเล็บจิกลงกับเนื้อ เขาเลือกที่จะไม่เอ่ยโต้ตอบอันใดแล้วเดินออกไปจากห้องอย่างเงียบงัน ทิ้งให้เสียงกลั้นสะอื้นของโชคุไดคิริดังแว่วตามหลังมาอย่างแผ่วเบา
-
วันนี้เจ้าบ้านเลือกที่จะไม่ใช้งานเขาทั้งวันแม้กระทั่งการสำรวจรอบค่ำ บอกเพียงว่าต่อให้เป็นแม่ทัพที่นางเชื่อมั่นมากเพียงไร แต่ก็ไม่อาจทำใจดึงคนที่ยังไม่หายจากความโศกเศร้าอ่อนล้ามาออกรบหรือเดินทางสำรวจได้ แม้ยามัมบะกิริจะพยายามยืนกรานว่าตนไหว แต่สุดท้ายก็รับรู้ได้เพียงภาพของพี่ชายทั้งสองที่ยืนมองด้วยความเป็นห่วงยามที่เขาเดินก้มหน้าออกจากห้องมา
ไม่มีใครถามถึงผ้าคลุมที่หายไปแม้แต่คนเดียว...ไม่มีใครเอ่ยชมสักนิดว่าเขานั้นงดงามเช่นที่ทำกันเป็นการหยอกล้อยามปกติ...ทุกคนรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น และรู้ดีว่าตอนนี้ยังมิใช่เวลาสมควรที่จะพูดคุย
อา...แม่ทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในเรือนอย่างเขา อ่อนปวกเปียกลงได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ยามัมบะกิริกอดตัวเองแน่น ก่อนจะทรุดกายนั่งลงบนชานเรือนนอกห้องพัก ดวงตาสีมรกตทอดเหม่อมองฟากฟ้ายามราตรีที่แสนมืดมิด คืนนี้จันทร์ดับสนิท เมฆหนาไร้แสงดาว มีเพียงแสงจากโคมไฟหินในสวนที่ส่องอยู่เพียงลางเลือน
โลกใบนี้ดูน่าเศร้าเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกันหนอ
ทั้งที่เมื่อไม่กี่คืนก่อน รัตติกาลยังงดงามและแสนอบอุ่น หากทว่าค่ำนี้กลับสุดแสนจะเปลี่ยวร้างและหนาวเหน็บ
มือขาวดึงผ้าที่คลุมไหล่ห่อกระชับกายให้มากขึ้นพลางหลับตาลง อย่างน้อยขอเพียงได้หลอกลวงตัวเองให้รู้สึกว่า ‘คนผู้นั้น’ ยังคงอยู่ข้างเคียงกาย และโอบกอดเขาไว้ไม่ห่างไปแม้เพียงสักเสี้ยววินาที ยามทำเช่นนี้แล้ว ยามัมบะกิริก็รู้สึกราวกับว่าเสียงทุ้มนุ่มแสนเย็นชาที่อ่อนโยนกับเขาเพียงผู้เดียวยังคอยกระซิบย้ำเตือนอยู่ข้างใบหู สลักลึกลงไปในแกนกลางของหัวใจ
‘ข้ารักเจ้า คุนิฮิโระ’
ยามัมบะกิริปลดผ้าคลุมสีแดงออกจากไหล่ กำมันไว้แน่น ซุกใบหน้าหมองเศร้าลงสูดกลิ่นอันแสนโหยหาของผู้เป็นเจ้าของที่ติดตรึงอยู่บนทุกอณูไหม กลิ่นที่ในสักวัน เขาจะไม่อาจได้รับรู้อีกต่อไปเมื่อมันเจือจางไปจากผ้าผืนนี้
หยาดน้ำตาที่หยุดไปตั้งแต่เมื่อไหร่จำไม่ได้ ยามนี้กลับไหลพรูลงสองข้างแก้มที่แห้งผาก หยดกระทบลงบนผ้าคลุมสีแดงในมือ จิตวิญญาณดาบยามัมบะกิริได้แต่เฝ้าถามตัวเองว่าความพยายามอดกลั้นตลอดวันนั้นมีความหมายตรงไหนอย่างไรกัน ในเมื่อท้ายที่สุดเขาก็ยังคงร้องไห้อยู่เป็นเด็ก ๆ
เด็กที่สูญเสียของล้ำค่าไปอย่างไม่มีวันได้กลับคืน
ผ้าห่มผืนบางถูกวางลงห่อคลุมกาย แม้ยามัมบะกิริไม่เงยหน้าหากแต่ก็รับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าความอบอุ่นจากสองร่างคุ้นเคยที่นั่งลงแนบชิดนั้นเป็นของใคร มือเล็ก ๆ รั้งร่างเขาไปโอบกอดให้ซุกลงแนบไหล่บาง ขณะมือใหญ่อีกมือลูบผมปลอบโยนอย่างแผ่วเบา
ยามัมบะกิริหลับตาลง เสียงสะอื้นเหลือเพียงแผ่วอยู่ในความอ่อนโยนที่โอบกระชับ ยามปล่อยให้ธารน้ำตายังไหลต่อไปอย่างไร้วันจบสิ้น
ไม่ต้องมีคำพูดใด ๆ ...เหมือนเช่นดังที่เขากับ ‘คนผู้นั้น’ เคยมีสายสัมพันธ์กัน
เพียงนั่งเคียงกันตรงชานทางเดิน มองดาวด้วยกัน ประสานมือแนบแน่น เอนร่างแนบชิด...โอบกอด จุมพิต เคล้าคลอ รัดตรึงซึ่งกันและกันอย่างเงียบงัน…
“โอคุริคาระ…”
เสียงสุดท้ายพร่ำเพรียกเรียกกระซิบ
ก่อนที่สายฝนที่เย็นเฉียบยิ่งกว่าทุกคืนจะโปรยสาดลงมา
ชะล้างรอยคราบเลือดในสนามรบ
ชะล้างความสุขสันต์ในดวงจิต
หลั่งรินไปพร้อมกับหยดน้ำตาบนสองแก้มชื้นเปียก
………
…..
..
ผ้าคลุมสีแดงกระนั้นหรือ? แปลกประหลาดนัก
ฤๅคิดตีค่าตนเทียบชั้น ‘ต้นแบบ’ กันเล่า
ของเลียนแบบ จะอย่างไรก็เป็นของเลียนแบบอยู่วันยันค่ำ...ต่อให้เปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์...ต่อให้เปลี่ยนจากผ้าคลุมโสโครกไปเป็นผ้าผืนไหน ๆ ก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าเจ้าเป็น ‘ของเลียนแบบ’
ไม่ว่าอีกกี่ร้อยกี่พันปี...เจ้าก็จะยังคงถูกหลอนหลอกด้วยคำนี้อยู่ร่ำไป
ต่อให้อยู่ใต้ผ้าคลุมสีแดง...ต่อให้ปล่อยเส้นผมมิให้ถูกปกปิด...ตราบใดที่ยังไม่แตกสลายหายไปจากโลกใบนี้
ต่อให้ ‘ถูกรัก’ มากเพียงใด...ถูกสัมผัสมากเพียงใด...ต่อให้ได้หัวใจของใครคนนั้นมาทั้งดวง
เจ้าก็คือ ‘ดาบเลียนแบบของยามัมบะกิริ’ อยู่เช่นเดิม
แต่กระนั้น...หากว่าเจ้ายังคงรักข้า…
ต่อให้เป็นเพียงของเลียนแบบก็ไม่เป็นไร
หากว่าผ้าคลุมสีแดงของเจ้าผืนนี้...คือด้ายแดงที่จะเชื่อมโยงเราสองไว้
ไม่ว่าในภพนี้...ฤๅภพหน้า…
ข้าก็จะใช้มันห่อหุ้มคลุมกาย
แม้แปลกประหลาดก็ช่าง...แม้ถูกตราหน้าเท่าไรก็มิกลัว
เพื่อให้ได้ถูกเจ้าโอบกอดเอาไว้ชั่วกาลอนันต์
เพื่อให้จิตวิญญาณของเจ้า...ยังคงอยู่ในกายข้าเสมอไป