หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2559

One Shot : ด้ายแดง (KuriNba)

Title : ด้ายแดง
Paring : โอคุริคาระ x ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระ
Rate : ทั่วไป


ผ้าคลุมสีแดงกระนั้นหรือ? แปลกประหลาดนัก

ฤๅคิดตีค่าตนเทียบชั้น ‘ต้นแบบ’ กันเล่า

ของเลียนแบบ จะอย่างไรก็เป็นของเลียนแบบอยู่วันยันค่ำ...ต่อให้เปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์...ต่อให้เปลี่ยนจากผ้าคลุมโสโครกไปเป็นผ้าผืนไหน ๆ ก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าเจ้าเป็น ‘ของเลียนแบบ’

ไม่ว่าอีกกี่ร้อยกี่พันปี...เจ้าก็จะยังคงถูกหลอนหลอกด้วยคำนี้อยู่ร่ำไป

ต่อให้อยู่ใต้ผ้าคลุมสีแดง...ต่อให้ปล่อยเส้นผมมิให้ถูกปกปิด...ตราบใดที่ยังไม่แตกสลายหายไปจากโลกใบนี้

ต่อให้ ‘ถูกรัก’ มากเพียงใด...ถูกสัมผัสมากเพียงใด...ต่อให้ได้หัวใจของใครคนนั้นมาทั้งดวง

เจ้าก็คือ ‘ดาบเลียนแบบของยามัมบะกิริ’ อยู่เช่นเดิม

………
…..
..

“จะดีหรือ ให้ข้าสวมนี่ไว้” ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระทอดสายตาหมองเศร้า ยามมือแกร่งของโชคุไดคิริ มิทสึทาดะกลัดผ้าคลุมสีแดงโอบรอบไหล่ของเขาให้ ร่างสูงกว่ายิ้มบางด้วยความตรมใจไม่ต่างกันก่อนจะจัดชายผ้าให้เรียบร้อยแล้วจึงผละออกมา

“สวมไว้ดีแล้วล่ะ...เหลือเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่จะเก็บเอาไว้ให้เธอเป็นของแทนตัว ‘เขาคนนั้น’ ได้” โชคุไดคิริเอ่ย พลางถอยก้าวออกมาเล็กน้อย ทอดถอนลมหายใจมองคนตรงหน้าอย่างอดใจหายมิได้

ยามัมบะกิริก้มลงมองตัวเอง ไม่คุ้นกับการเปลื้องผ้าคลุมออกเช่นนี้มิต่างกัน ยามปราศจากผ้าเก่าคลุมกายทำให้ไม่มั่นใจเอาเสียเลย แต่กระนั้นเขาก็เลือกที่จะยอมทำตามคำขอของนายสาวและสหายดาบ...ไม่สิ ที่เขายอมทำตามนั้น คือเสียงแว่วกระซิบจากในส่วนลึกของจิตใจตนเองต่างหาก

อยากจะถูกโอบกอดเอาไว้...ด้วยไออุ่นของ ‘คนผู้นั้น’ อีกสักครา...แม้จะรู้ทั้งรู้ว่ามันจะไม่มีวันเป็นไปได้อีกแล้ว

“เสียใจด้วยจริง ๆ ...ที่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น” โชคุไดคิริเอ่ยพลางเอื้อมมาแตะบ่าเขา แต่ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระก็เพียงแค่ส่ายหน้าไปมา มันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิด ไม่ใช่ความผิดของใครทั้งนั้น...ความสูญเสียในครั้งนี้

...ไม่ใช่ความผิดของใครเลย

“ยามัมบะกิริคุง…” จิตวิญญาณดาบสูงวัยกว่าเอ่ยเรียกเบา ๆ ยามัมบะกิริเงยหน้าขึ้นมองราวกับกำลังรอฟังว่าอีกฝ่ายต้องการจะพูดอะไร แต่โชคุไดคิริก็เพียงแค่แย้มยิ้มบางเจือจานด้วยความโศกสลด ดวงตาสีมรกตของแม่ทัพหนุ่มสั่นไหว ลำคอตีบตันเกินกว่าจะเอ่ยถ้อยใด ๆ ได้ ด้วยรู้ดีแก่ใจว่าชายตรงหน้าก็เสียใจไม่แพ้กัน

ก็เป็น...สหายสนิทนี่นะ

มือขาวเอื้อมไป รั้งร่างของโชคุไดคิริมากอดไว้ ร่างสูงกว่าที่ประหลาดใจในทีแรกปล่อยตัวเองให้ใบหน้าซุกลงกับไหล่ของแม่ทัพ แม้ไม่ร้องไห้ แต่ในอกก็รวดร้าวมิได้ต่างกัน ทั้งด้วยความเสียใจของตนเอง และความสงสารหนุ่มน้อยผู้ถูกทิ้งไว้ตรงหน้าจับใจ

หลังจากเกิดความเงียบขึ้นโอบล้อมอยู่ไม่รู้นานเพียงไร น้องเล็กแห่งตระกูลคุนิฮิโระก็จำต้องขอตัวมา ด้วยมีภาระหน้าที่ที่จะต้องไปทำต่อในฐานะแม่ทัพของเรือน

ขณะที่มือเลื่อนประตูเปิด ขากำลังจะก้าวพ้นออกจากห้อง เสียงแผ่วเบาของโชคุไดคิริก็ทำให้เขาชะงัก

“ยามัมบะกิริคุง” คนพูดเว้นช่วงไปเล็กน้อยราวกับกำลังพักหายใจ

“ฝากดูแล...ดวงวิญญาณของเขาในตัวเธอด้วยนะ”

มือของยามัมบะกิริกำแน่นจนปลายเล็บจิกลงกับเนื้อ เขาเลือกที่จะไม่เอ่ยโต้ตอบอันใดแล้วเดินออกไปจากห้องอย่างเงียบงัน ทิ้งให้เสียงกลั้นสะอื้นของโชคุไดคิริดังแว่วตามหลังมาอย่างแผ่วเบา

-

วันนี้เจ้าบ้านเลือกที่จะไม่ใช้งานเขาทั้งวันแม้กระทั่งการสำรวจรอบค่ำ บอกเพียงว่าต่อให้เป็นแม่ทัพที่นางเชื่อมั่นมากเพียงไร แต่ก็ไม่อาจทำใจดึงคนที่ยังไม่หายจากความโศกเศร้าอ่อนล้ามาออกรบหรือเดินทางสำรวจได้ แม้ยามัมบะกิริจะพยายามยืนกรานว่าตนไหว แต่สุดท้ายก็รับรู้ได้เพียงภาพของพี่ชายทั้งสองที่ยืนมองด้วยความเป็นห่วงยามที่เขาเดินก้มหน้าออกจากห้องมา

ไม่มีใครถามถึงผ้าคลุมที่หายไปแม้แต่คนเดียว...ไม่มีใครเอ่ยชมสักนิดว่าเขานั้นงดงามเช่นที่ทำกันเป็นการหยอกล้อยามปกติ...ทุกคนรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น และรู้ดีว่าตอนนี้ยังมิใช่เวลาสมควรที่จะพูดคุย

อา...แม่ทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในเรือนอย่างเขา อ่อนปวกเปียกลงได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ

ยามัมบะกิริกอดตัวเองแน่น ก่อนจะทรุดกายนั่งลงบนชานเรือนนอกห้องพัก ดวงตาสีมรกตทอดเหม่อมองฟากฟ้ายามราตรีที่แสนมืดมิด คืนนี้จันทร์ดับสนิท เมฆหนาไร้แสงดาว มีเพียงแสงจากโคมไฟหินในสวนที่ส่องอยู่เพียงลางเลือน

โลกใบนี้ดูน่าเศร้าเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกันหนอ

ทั้งที่เมื่อไม่กี่คืนก่อน รัตติกาลยังงดงามและแสนอบอุ่น หากทว่าค่ำนี้กลับสุดแสนจะเปลี่ยวร้างและหนาวเหน็บ

มือขาวดึงผ้าที่คลุมไหล่ห่อกระชับกายให้มากขึ้นพลางหลับตาลง อย่างน้อยขอเพียงได้หลอกลวงตัวเองให้รู้สึกว่า ‘คนผู้นั้น’ ยังคงอยู่ข้างเคียงกาย และโอบกอดเขาไว้ไม่ห่างไปแม้เพียงสักเสี้ยววินาที ยามทำเช่นนี้แล้ว ยามัมบะกิริก็รู้สึกราวกับว่าเสียงทุ้มนุ่มแสนเย็นชาที่อ่อนโยนกับเขาเพียงผู้เดียวยังคอยกระซิบย้ำเตือนอยู่ข้างใบหู สลักลึกลงไปในแกนกลางของหัวใจ

‘ข้ารักเจ้า คุนิฮิโระ’

ยามัมบะกิริปลดผ้าคลุมสีแดงออกจากไหล่ กำมันไว้แน่น ซุกใบหน้าหมองเศร้าลงสูดกลิ่นอันแสนโหยหาของผู้เป็นเจ้าของที่ติดตรึงอยู่บนทุกอณูไหม กลิ่นที่ในสักวัน เขาจะไม่อาจได้รับรู้อีกต่อไปเมื่อมันเจือจางไปจากผ้าผืนนี้

หยาดน้ำตาที่หยุดไปตั้งแต่เมื่อไหร่จำไม่ได้ ยามนี้กลับไหลพรูลงสองข้างแก้มที่แห้งผาก หยดกระทบลงบนผ้าคลุมสีแดงในมือ จิตวิญญาณดาบยามัมบะกิริได้แต่เฝ้าถามตัวเองว่าความพยายามอดกลั้นตลอดวันนั้นมีความหมายตรงไหนอย่างไรกัน ในเมื่อท้ายที่สุดเขาก็ยังคงร้องไห้อยู่เป็นเด็ก ๆ

เด็กที่สูญเสียของล้ำค่าไปอย่างไม่มีวันได้กลับคืน

ผ้าห่มผืนบางถูกวางลงห่อคลุมกาย แม้ยามัมบะกิริไม่เงยหน้าหากแต่ก็รับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าความอบอุ่นจากสองร่างคุ้นเคยที่นั่งลงแนบชิดนั้นเป็นของใคร มือเล็ก ๆ รั้งร่างเขาไปโอบกอดให้ซุกลงแนบไหล่บาง ขณะมือใหญ่อีกมือลูบผมปลอบโยนอย่างแผ่วเบา

ยามัมบะกิริหลับตาลง เสียงสะอื้นเหลือเพียงแผ่วอยู่ในความอ่อนโยนที่โอบกระชับ ยามปล่อยให้ธารน้ำตายังไหลต่อไปอย่างไร้วันจบสิ้น

ไม่ต้องมีคำพูดใด ๆ ...เหมือนเช่นดังที่เขากับ ‘คนผู้นั้น’ เคยมีสายสัมพันธ์กัน

เพียงนั่งเคียงกันตรงชานทางเดิน มองดาวด้วยกัน ประสานมือแนบแน่น เอนร่างแนบชิด...โอบกอด จุมพิต เคล้าคลอ รัดตรึงซึ่งกันและกันอย่างเงียบงัน…



“โอคุริคาระ…”



เสียงสุดท้ายพร่ำเพรียกเรียกกระซิบ

ก่อนที่สายฝนที่เย็นเฉียบยิ่งกว่าทุกคืนจะโปรยสาดลงมา

ชะล้างรอยคราบเลือดในสนามรบ

ชะล้างความสุขสันต์ในดวงจิต

หลั่งรินไปพร้อมกับหยดน้ำตาบนสองแก้มชื้นเปียก

………
…..
..

ผ้าคลุมสีแดงกระนั้นหรือ? แปลกประหลาดนัก

ฤๅคิดตีค่าตนเทียบชั้น ‘ต้นแบบ’ กันเล่า

ของเลียนแบบ จะอย่างไรก็เป็นของเลียนแบบอยู่วันยันค่ำ...ต่อให้เปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์...ต่อให้เปลี่ยนจากผ้าคลุมโสโครกไปเป็นผ้าผืนไหน ๆ ก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าเจ้าเป็น ‘ของเลียนแบบ’

ไม่ว่าอีกกี่ร้อยกี่พันปี...เจ้าก็จะยังคงถูกหลอนหลอกด้วยคำนี้อยู่ร่ำไป

ต่อให้อยู่ใต้ผ้าคลุมสีแดง...ต่อให้ปล่อยเส้นผมมิให้ถูกปกปิด...ตราบใดที่ยังไม่แตกสลายหายไปจากโลกใบนี้

ต่อให้ ‘ถูกรัก’ มากเพียงใด...ถูกสัมผัสมากเพียงใด...ต่อให้ได้หัวใจของใครคนนั้นมาทั้งดวง

เจ้าก็คือ ‘ดาบเลียนแบบของยามัมบะกิริ’ อยู่เช่นเดิม



แต่กระนั้น...หากว่าเจ้ายังคงรักข้า…

ต่อให้เป็นเพียงของเลียนแบบก็ไม่เป็นไร

หากว่าผ้าคลุมสีแดงของเจ้าผืนนี้...คือด้ายแดงที่จะเชื่อมโยงเราสองไว้

ไม่ว่าในภพนี้...ฤๅภพหน้า…

ข้าก็จะใช้มันห่อหุ้มคลุมกาย

แม้แปลกประหลาดก็ช่าง...แม้ถูกตราหน้าเท่าไรก็มิกลัว

เพื่อให้ได้ถูกเจ้าโอบกอดเอาไว้ชั่วกาลอนันต์

เพื่อให้จิตวิญญาณของเจ้า...ยังคงอยู่ในกายข้าเสมอไป

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559

Fiction : จันทร์เสี้ยว・กระเรียนขาว・สองจิ้งจอก - บทนำ (MikaTsuru / KogiNaki)

บทนำ
『三日月・白い鶴・二人狐』
จันทร์เสี้ยว・กระเรียนขาว・สองจิ้งจอก


หนึ่ง : จันทร์เสี้ยว
“ด้วยงดงามมากเกิน...จึงมิมีใครกล้าเอื้อมไขว่”


พรั่งพร้อมด้วยรูปสมบัติ...ทรัพย์สมบัติ...คุณสมบัติ...ฐานะและฐานันดรล้วนครบถ้วน…


มิคาสึกิ มุเนะจิกะ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นบุรุษที่งดงามที่สุดในใต้หล้าถือกำเนิดมาในตระกูลเจ้าเมืองชั้นสูง ถูกปรนเปรอด้วยสุราเลิศรส นารีเลอโฉม เติมเต็มความสุขอยู่ทุกทิวาราตรี หากแต่กระนั้น ในส่วนลึกหนึ่งของเทพบุตรจันทร์เสี้ยว กลับยังคงหลงเหลือรอยโหว่เล็ก ๆ ที่ยังไม่มีสิ่งใดเติมให้เต็มได้


แม้นล้นปริ่มด้วยความสำราญ แนบชิดด้วยโฉมงามจากทั่วทุกสารทิศ หากแต่ความสุขสันต์กลับมิอาจทดแทนความอ้างว้างเล็ก ๆ ในจิตใจแสนเปล่าเปลี่ยวได้เลย


แต่แล้ว...สิ่งนั้นคือสิ่งใดกันเล่า?


สิ่งที่เขาเฝ้าเสาะหา เพื่อมาอุดช่องว่างในจิตใจ...คือสิ่งใดกัน?


สอง : กระเรียนขาว
“ด้วยงดงามมากเกิน...จึงถูกฉกชิงอยู่ร่ำไป”


“สึรุมารุเอ๋ย...เอาแต่นั่งชมจันทร์มาพักใหญ่แล้วมิใช่รึ? ไม่เบื่อบ้างหรือไร...จันทร์เสี้ยวแสนจืดชืดนั่น”


เสียงทุ้มต่ำเอ่ยพร้อมกับมือหยาบกร้านหนาที่เอื้อมมาลูบไล้ต้นขาขาวเปลือยของร่างที่ห่มกายด้วยยูกาตะตัวบางเพียงหลวม ๆ เจ้าของนามแย้มยิ้มน้อยพลางเงยหน้ามองฟากฟ้ายามราตรี


“จันทร์เสี้ยวหาได้จืดชืดไม่...นายข้า” เสียงหวานซึ้งเอ่ยเบา จันทร์เสี้ยวสะท้อนเงาในดวงตาโศกสีอำพัน “จันทร์เสี้ยวนั้นแสนงดงาม เฝ้ามองเท่าไรก็มิรู้เบื่อหน่าย ทุกค่ำคืน...ทุกค่ำคืนข้าเฝ้าหวังให้จันทร์เสี้ยวรับข้าไปอยู่ด้วย ให้ข้าได้พบชีวิตที่สุขสันต์เกินจะหาใดได้”


“แล้วที่เป็นอยู่เช่นนี้ยังมิสุขสันต์พอรึ?” ชายวัยกลางคนเอ่ยถาม ขยับร่างลุกมาโอบกอดร่างขาวสะอาดไว้ ซุกใบหน้าลงกับลาดไหล่เปลือย “ข้าให้เงินทอง ให้อาภรณ์เลอค่า ให้ปราสาทแสนงดงามกับเจ้า...ให้ทุกสิ่งที่เจ้าปรารถนา แล้วเมื่อใดเล่าสึรุมารุ...เมื่อใดเจ้าจะมอบสิ่งที่ข้าวอนขอให้เสียที”


สึรุมารุหัวเราะเบา ๆ รู้ดีว่าไม่ว่าอย่างไร ก็ไม่อาจมอบสิ่งที่ผู้อ้างตนเป็นนายต้องการได้


ด้วยหัวใจนั้น...ได้มอบให้คนเพียงผู้เดียวไปเสียแล้ว…


สาม : จิ้งจอกเล็ก
“ด้วยงดงามมากเกิน...จึงต้องหลบซ่อนตัวไว้”


กระเรียนมงกุฎแดงตีปีกโบยบินหายลับไปบนท้องฟ้า ในมือของเด็กสาวยังคงจับเชือกบ่วงดักที่เพิ่งปลดแก้เมื่อครู่ ดวงตาสีทองจับจ้องวิหคงามที่ผินจากไปพลางยิ้มกับตนเอง


อิสระ...ช่างดีเหลือเกิน


มือเรียวปล่อยเส้นเชือก ยกแตะหน้ากากสีดำ มีลักษณ์ดั่งปากสุนัขที่ปกปิดครึ่งซีกล่างของใบหน้าเอาไว้ เพราะท่านพ่อบอกว่า จะให้ใครได้เห็นความงดงามมิได้ จะพูดจาปราศรัยกับใครก็มิได้ นาคิกิทสึเนะจึงจำต้องอดทนอยู่ในสภาพเช่นนี้


เป็นท่านหญิงน้อยผู้แสนสุขหากแต่เดียวดาย…


“นาคิกิทสึเนะ” เสียงเรียกทำให้นาคิกิทสึเนะหันไปมองอย่างไม่ยากเย็น บิดาผู้อ่อนโยนยืนอยู่เบื้องหลัง แย้มรอยยิ้มที่เจือจานด้วยความเศร้าสลด “อย่ามัวแต่เล่นสนุกเลย รีบไปเตรียมตัวได้แล้ว อย่าให้คู่หมั้นของเจ้าต้องคอยนาน”


นั่นสินะ…


อีกแค่ไม่นาน...ความเดียวดายก็จะสิ้นสุดลง


“ค่ะ...ท่านพ่อ”


สี่ : จิ้งจอกใหญ่
“ด้วยงดงามมากเกิน...จึงพยายามกลบเก็บเสียให้สิ้น”


“ให้ตายสิ…”


ชายหนุ่มลูบแก้มของตนที่มีรอยขีดข่วนจากกิ่งไม้ โชคดีที่มิใช่แผลลึกนัก มือใหญ่คว้าดาบที่วางอยู่บนฟูกที่นอน เปิดส่วนคาชิระด้านท้ายแล้วใช้นิ้วป้ายยามาทาทับบนบาดแผล


เจ้าลูกจิ้งจอกนั่น...จับได้ครั้งหน้าไม่ปล่อยให้รอดแน่!


เหตุเพราะการตามล่าลูกจิ้งจอกเพื่อจะนำไปขายในตลาดมืด ทำให้เขาต้องเจ็บตัวอยู่เช่นนี้ ซ้ำร้ายยังพลาดท่าอย่างน่าขายหน้าเสียอีก


มันก็ออกจะดูโหดร้ายอำมหิตไปเล็กน้อย ที่เขาผู้มีนามจิ้งจอกน้อย โคกิทสึเนะมารุ ออกไล่ล่าลูกจิ้งจอกตัวจ้อยจนเหมือนล่าพวกเดียวกัน แต่ก็เพื่อปากท้อง


ในเมื่อช่วงนี้ป่าเป็นเขตอันตรายที่ผู้คนไม่กล้าย่างกรายเข้ามาด้วยเพราะมีโจรตัวฉกาจเช่นเขารอซุ่มปล้นสะดมอยู่ แต่ก็เพราะข่าวลือเช่นนั้นแพร่สะพัดออกไปนั่นล่ะ ชีวิตจึงลำบากอยู่อย่างนี้


“ลูกพี่!”


“อะไร...ถ้าจะมาปากเสียเรื่องลูกจิ้งจอกนั่น เงียบไปเลยดีกว่า” โคกิทสึเนะมารุเอ่ยเสียงหงุดหงิดอารมณ์เสียทำเอาเด็กหนุ่มด้านหลังสะดุ้งเฮือก


“มะ...ไม่ใช่นะครับ คือว่า…” โจรหนุ่มเลิกคิ้วเมื่อรับฟังเรื่องราวจากลูกน้องของตนก่อนจะแสยะยิ้มมุมปาก

“เตรียมตัวซะ…”

Fiction : ซากุระโซว - บทที่ ๒ ฮานะทาจิ (TarouJirou)

第二課
『花太刀』
บทที่ ๒ ฮานะทาจิ


ทาโร่ไม่รู้ว่าเจ้าของเสียงมาอยู่ใกล้เขาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทว่าแม้จนบัดนี้ นายน้อยแห่งตระกูลคุนิยาสึก็ยังมิอาจละสายตาจากใบหน้างดงามเบื้องหน้าได้เลย เขาพบสาวงามมามากมายนัก ทั้งบุตรีขุนนางชั้นสูงที่เป็นคู่ดูตัว จนถึงเหล่าเกอิชาที่ไปฟ้อนรำยามมีงานฉลองที่ปราสาท ทว่ายังไม่เคยมีใครเลยที่จะดึงดูดสายตาถึงขนาดทำให้ทาโร่จ้องมองได้นานถึงเพียงนี้


คนตรงหน้ามีเรือนผมสีเข้มยาวสลวยดูอ่อนนุ่มเกล้ารวบไว้อย่างสวยงาม ประดับด้วยหวีสับ ปิ่นปักผมสีทองและบุปผาสวยงาม ร่างกายถูกซุกซ่อนไว้ใต้อาภรณ์สีราตรีหนาหลายชั้นหากแต่ดูสง่า แม้จะยังนั่งอยู่แต่ทาโร่ก็มองออกว่าอีกฝ่ายตัวสูงไม่น้อย ดวงตาสีทองเป็นประกายสดใส เครื่องหน้ารับกันเหมาะเจาะ แม้งดงามเช่นอิสตรี หากแต่ก็ยังคงไว้ซึ่งเค้าโครงของบุรุษเพศ  ริมฝีปากหยักเรียวที่เคลือบด้วยสีชาดได้รูปขยับแย้ม


“ว่าไงจ๊ะ...ดื่มสักหน่อยไหม? ข้าจะรินสาเกให้เอง”


“อา…” เห็นรอยยิ้มนั้นทาโร่ก็พลันนึกได้ว่าตนคงจะจ้องนางโลมชายตรงหน้านานไปเสียหน่อยแล้ว บางสิ่งบางอย่างพาให้คนที่กำลังจะลุกออกไปจากห้องนึกเปลี่ยนใจ ชายหนุ่มพยักหน้าน้อย ๆ เป็นเชิงว่าจะดื่มเสียหน่อย เจ้าของเสียงออดอ้อนหัวเราะแล้วยกซาคาสึกิมารินสาเกใส่ให้อย่างกระฉับกระเฉงทันที


“เปลี่ยนใจแล้วรึทาโร่? เมื่อครู่เจ้ายังว่าจะไม่สนุกด้วยอยู่เลย” เพื่อนร่วมห้องที่กำลังสนุกกับการร่ำสุราหัวเราะแซว ทาโร่หลับตาแสร้งทำท่าไม่สนใจ ขณะที่เหล่าสหายเริ่มถามนางโลมชายที่กำลังส่งจอกสาเกให้เขาพอดี “เจ้าชื่ออะไรรึน้องชาย”


“พวกเขาเรียกข้าว่า ‘ฮานะทาจิ’ จ้ะ พวกท่านพี่ก็เรียกเช่นนั้นแล้วกัน” ทาโร่หันมองเจ้าของนามที่หันมายิ้มให้เขาเหมือนเคยจนต้องหลบตา ชายหนุ่มรู้สึกอยู่ลึก ๆ ว่าไม่เคยเลย...ที่จะมีชายหรือหญิงใดยิ้มให้เขาอย่างจริงใจถึงเพียงนี้


“ฮ่า ๆ ฮานะทาจิ...เจ้านี่ไม่ธรรมดาเลยนะที่ทำให้ทาโร่มีท่าทางแบบนั้นได้ ดูสิ เขินอายใหญ่แล้วมิใช่รึ” หนุ่มนักรบหัวเราะร่วน ทาโร่หน้าแดงเรื่อกระแอมน้อย ๆ คล้ายจะบอกให้คนพูดหยุดปากเสีย ฮานะทาจิยิ้มขำอารมณ์ดี


“ข้าว่าท่านพี่เช่นนี้ก็น่ารักดีออกนะจ๊ะ ไม่คิดเช่นนั้นหรือ~” เอ่ยพลางรินสาเกเติมให้แขกของตนอีก ทาโร่เอ่ยขอบคุณเสียงเบาจนถูกกลบด้วยเสียงหัวเราะ


“เจ้านี่แปลกคนนักฮานะทาจิ...ข้าไม่เคยเห็นใครบอกว่าทาโร่น่ารักมาก่อนเลย ใช่ไหมเจ้า?” เอ่ยพลางขยับมากระทุ้งศอกใส่คนถูกพาดพิงเบา ๆ ทาโร่ทำท่าทางไม่สนใจแล้วจิบจอกสาเกของตนต่ออย่างเงียบ ๆ


“ข้าไม่คิดว่าคำว่าน่ารักจะเหมาะกับข้า...มิใช่มันควรใช้กับอิสตรีหรอกหรือฮานะทาจิ…” ชายหนุ่มหันไปหาคนข้างกาย ยื่นซาคาสึกิเป็นเชิงว่าให้เติมอีกสักหน่อย นางโลมชายหัวเราะคิก มือเรียวรินสาเกเติมให้ ปากก็เอ่ยตอบ


“คำว่าน่ารักน่ะ...หากรู้สึกว่าน่ารักข้าก็เอ่ยเช่นนั้นจ้ะ ไม่จำเป็นหรอกว่าจะต้องใช้กับชายหรือหญิง เมื่อมันเป็นเพียงคำบอกกล่าวความรู้สึก” ฮานะทาจิยิ้มหวาน ทำให้ใบหน้าของทาโร่แดงเรื่อขึ้นมาอีกครั้ง


“สหาย...สองจอกเมารึ?”


“เปล่าเสียหน่อย” เอ่ยพลางใช้ศอกสวนเข้าใส่สีข้างของเพื่อนที่ยื่นหน้ามาแซวเบา ๆ แก้เขินด้วยสีหน้านิ่งเฉยจนคนปากมากต้องลงไปนอนจุก มือใหญ่วางซาคาสึกิลง ก่อนจะลุกขึ้นยืนท่ามกลางความสงสัยของทุกคนในห้อง “ฮานะทาจิ ที่นี่มีสวนให้ออกไปสูดอากาศบ้างหรือไม่...ข้าไม่ค่อยชอบกลิ่นยาสูบนัก”


ฮานะทาจิพยักหน้าหงึกก่อนจะรีบลุกขึ้นยืน “ข้าพาท่านไปเองนะ? อยู่ไม่ไกลจากนี่นักหรอกจ้ะ!”


“ไปแล้วจะกลับมาไหม?” เพื่อนอีกคนที่กำลังคลอเคลียกับหนุ่มน้อยนางโลมเอ่ยถามยิ้ม ๆ เป็นการเหน็บแซวไปในตัว ทาโร่ไม่ตอบอะไรพลางจับมือฮานะทาจิดึงให้เดินตามออกไปจากห้องทันที ซึ่งฝ่ายหลังก็ยิ้มแย้มตามไปอย่างว่าง่าย สหายคนที่นอนกลิ้งอยู่กับพื้นเงยหน้าอย่างยากเย็นพลางยิ้มมุมปาก


“ไปแบบนี้ ข้าว่าคงไม่กลับ...”


ทาโร่เดินตามฮานะทาจิที่เปลี่ยนเป็นฝ่ายนำผ่านทางเดินในหอ ดวงตาสีทองจดจ้องเพียงเรือนผมสีเข้มที่พลิ้วไหวไปตามการขยับตัว  คนตรงหน้าดูร่าเริงนัก เจอใครต่อใครก็ยิ้มแย้มทักทาย ไม่ว่าจะเป็นนางโลมด้วยกัน แขกหรือเด็กรับใช้ที่เดินสวนไปมา ดูแล้วช่างแสนเป็นที่รัก…


แตกต่างกับเขาโดยสิ้นเชิง...ทั้งที่ทาโร่เป็นลูกเจ้าเมือง ควรทำตัวให้เป็นที่รัก แต่บางหนเมื่อพบหน้าผู้คนก็ยังคงวางตัวไม่ถูกอยู่ดี เพราะความที่เป็นคนไม่ค่อยพูดและไม่ค่อยยิ้ม แค่เพียงโค้งหัวทักทาย พูดจาปราศรัยเล็กน้อย จากนั้นชายหนุ่มก็นึกบทสนทนาไม่ค่อยออกเสียแล้ว น้อยครั้งที่จะเจอคนที่สนทนากันได้ถูกคอ


พวกผู้ใหญ่ที่ท่านพ่อแนะนำให้รู้จัก โดยมากแล้วก็จะชวนสนทนาถึงเรื่องฝีมือการรบ ทั้งที่ทาโร่คิดแล้วว่าตนก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ เหวี่ยงดาบน้อยกว่าสหายศึกคนอื่น ๆ ด้วยซ้ำ...คงเพราะฐานะลูกชายไดเมียวและบารมีของท่านพ่อกระมังที่ทำให้ถูกจับตามองว่าเก่งกาจมีความสามารถมากกว่าคนอื่น


“ท่านพี่นี่เหม่อลอยไม่เบานะจ๊ะ” เสียงทักที่ดังขึ้นทำให้ทาโร่ชะงักตื่นจากภวังค์


“ข้าขอโทษ…” ชายหนุ่มก้มหน้าลงคล้ายจะรู้สึกผิดนิด ๆ แต่ฮานะทาจิกลับยิ้มและส่ายหน้าอย่างอ่อนใจก่อนจะจับมือเขาให้เดินตามออกไปยังสวนข้าง ๆ ตัวเรือน


“ไม่ใช่ความผิดท่านเสียหน่อย! เลิกโทษตัวเองแล้วก็เลิกทำหน้าโศกเศร้าเถอะจ้ะ!” ฮานะทาจิหัวเราะแล้วหยุดยืนกลางสวนที่มีแสงสว่างฉายจาง ๆ จากโคมไฟและตัวหอทำให้ไม่มืดมิดเกินไปนักพลางหันตัวมาหาเขา “พี่กังวลเรื่องสงครามอยู่...ใช่ไหมจ๊ะ?”


“เจ้ารู้ได้อย่างไร?” ทาโร่เบิกตานิด ๆ


นางโลมคนงามอมยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยท่าทางแสนทะเล้น “ข้าน่ะ...มีญาณวิเศษ รู้ไหมจ๊ะ?” พอเอ่ยเช่นนั้น คนตรงหน้าก็ขมวดคิ้วอย่างกึ่งจะเชื่อกึ่งจะไม่เชื่อ ทำเอาคนนึกสนุกหลุดหัวเราะพรืดออกมาอย่างอดมิได้


“ข้าพูดเล่น! ข้าฟังมาจากเพื่อน ๆ ท่านน่ะ พวกเขาบอกว่าท่านเกลียดสงคราม แต่ก็จำต้องรบในฐานะบุตรเจ้าเมือง ถูกไหมจ๊ะ?” ทาโร่ทำสีหน้านิ่งเฉยหากแต่ก็เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจ กลับไปคงต้องจัดการกับพวกเพื่อนปากสว่างเสียบ้างแล้ว…


“เจ้าคิดเช่นไรกับสงครามรึ?” นักรบหนุ่มเอ่ยถาม ฮานะทาจิหลุบตาลงนิด ๆ รอยยิ้มสดใสในทีแรกแปรเปลี่ยนเป็นยิ้มที่เจือจานด้วยความโศก เจ้าตัวคงไม่รู้ แต่เพียงเท่านั้นก็ทำให้ทาโร่พอเดาได้ไม่ยากว่าอีกฝ่ายคงผ่านความสูญเสียเพราะสงครามมาเป็นแน่


“ข้าเกลียดสงครามจ้ะ...สงครามพรากทุกสิ่งอย่างไปจากข้า วัยเยาว์ของข้า ครอบครัวที่ข้าคิดว่าคงจะมี กระทั่งความทรงจำ...ท่านว่ามันแปลกหรือไม่ที่ข้าจดจำเรื่องราวก่อนมาอยู่ที่หอคณิกานี้ไม่ได้เลย”


ทาโร่ส่ายหน้า บีบกระชับมือที่จับกันเอาไว้แน่น


“ไม่แปลกอันใด...ฮานะทาจิ ข้าเองก็ลืมเรื่องราวก่อนวัยเจ็ดขวบไปเช่นกัน ท่านพ่อว่าข้าถูกกระทบกระเทือนอย่างแรงเพราะเล่นซนจนสูญเสียความทรงจำวัยเด็กไป”


ได้ยินเช่นนั้นฮานะทาจิก็หัวเราะ มือเรียวกระชับมืออบอุ่นตอบ “พวกเรานี่ช่างคล้ายคลึงกันเสียจริง ท่านพี่ทาโร่!...อย่างไรเสีย ข้าว่ายามนี้เราควรผ่อนคลายจากสงคราม ใช้เวลาจำกัดนี้ทำเรื่องสบายใจกันเถอะจ้ะ!”


“เรื่องสบายใจเช่นนั้นรึ?” ทาโร่หลุบตาลง “สำหรับข้า เรื่องสบายใจคือเช่นการนั่งสมาธิ ไหว้บูชาเทพเจ้า...”


“ฮะ ๆ ท่านช่างใสซื่อบริสุทธิ์นัก...เช่นนั้นคืนนี้ข้าจะสอนสิ่งใหม่ ๆ แก่ท่าน เช่นการดูดาวเป็นไงจ๊ะ?” ฮานะทาจิขยิบตาน้อย ๆ แล้วนำสายตาทาโร่ เงยหน้ามองท้องนภาที่อยู่เหนือขึ้นไป ดวงดาราเกลื่อนกลาดฉาดฉายแสงของตน เติมเต็มประกายระยับแก่ฟากฟ้าอันหม่นมืด


“ข้า...ดูดาวเพียงเพื่อนำทางในยามราตรี” ทาโร่เอ่ย น้อยครั้งนักที่จะได้มองดวงดาวเพื่อชื่นชมความงดงาม ร่างเล็กกว่าอมยิ้มน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า


“ข้าชอบออกมามองดวงดาว...การได้ยืนท่ามกลางดวงดาวทำให้ข้าอุ่นใจ อย่างน้อย ๆ ก็ยังได้คิดว่าอาจจะมีพ่อแม่...หรือพี่น้องของข้าที่ตายจากไปเฝ้ามองจากบนนั้นอยู่ก็เป็นได้” รอยยิ้มบาง ๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปากสีชาด ดวงตาคู่งามดูช่างแสนเศร้าสร้อย


ทาโร่อดที่จะจ้องมองไม่ได้...ความงดงามตรึงสายตาของฮานะทาจิที่อยู่ท่ามกลางดวงดาวนับแสนล้าน ความงามที่ไม่ถูกกลืนหายไปกับความงามของธรรมชาติรอบกาย หากแต่ดูโดดเด่นขึ้นมาอย่างน่าหลงใหล ชายหนุ่มเม้มปากน้อย ๆ ก่อนจะถาม


“เจ้าบอกชื่อดวงดาวให้ข้ารู้จักได้หรือไม่?” เสียงทุ้มเอ่ย ฮานะทาจิหันกลับมา เลิกคิ้วพลางหัวเราะคิกก่อนจะพยักหน้า ทั้งสองเงยหน้ามองด้านบน ร่างที่เล็กกว่าชี้นิ้วไปยังดวงดาวที่สุกสกาวเด่นอยู่กลางฟากฟ้า


“ดวงดาวนั้นมีชื่อว่า ‘คินเซย์*’ ...เป็นดาวที่สว่างที่สุดในช่วงหัวค่ำและย่ำรุ่ง” ทาโร่มองตามการนำ ประกายแสงสีขาวเจิดจ้าสะท้อนในดวงตา นิ้วเรียวของฮานะทาจิชี้ไปทางดวงดาวสีแดงที่เปล่งประกายอย่างริบหรี่อยู่เหนือขึ้นไป “ดวงนั้นมีชื่อว่า ‘คะเซย์**’ จ้ะ ข้าไม่ค่อยรู้ประวัตินัก...น่าเสียดาย”


ทาโร่ทอดสายตามองดาวดวงนั้นแล้วเลื่อนกลับลงมามองคนข้างกาย “ยามใดข้ามองดวงดาวนั้น...กลับรู้สึกเศร้าใจอย่างประหลาด”


ฮานะทาจิหันกลับมามอง แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย “ทำไมกันจ๊ะ?”


“อาจจะเพราะคะเซย์มีสีแดงกระมัง...ยามมองแล้วรู้สึกราวกับมองดวงดาวที่แสนน่ากลัว ประดุจนัยน์ตาสีแดงดั่งเลือดกำลังทอดมองลงมาจากสรวงสวรรค์” ทาโร่ก้มหน้าลง จิตใจถูกรุมเร้าด้วยความว้าวุ่นกังวลถึงสงครามที่ผ่านมาอีกครั้ง เสียงในใจดังผุดพราย เสียงแตรศึก เสียงเหล็กกระทบซึ่งกัน เสียงโหยหวนของผู้สิ้นใจ...


ตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงมือที่ถูกบีบแรงขึ้นนิด ๆ อุ้งมืออุ่นของฮานะทาจิแนบประทับลงมาบนแก้ม ทาโร่ได้สติหลุบสายตาลงมองจนเห็นดวงตาของคนเบื้องหน้าที่ยิ้มติดเศร้า กระชากทุกความรู้สึกในหัวใจของนักรบหนุ่ม


“สงครามจบสิ้นลงแล้วจ้ะ...ท่านพี่ พักผ่อนด้วยกันกับข้าเถิดนะ?”


ในชั่ววินาทีที่ได้สดับรับฟังถ้อยแสนอ่อนหวาน เสียงในใจดับมลายหายไป...สิ่งใด ๆ รอบกายล้วนแล้วแต่หมดสิ้นความหมาย...พร้อม ๆ กับริมฝีปากที่ประกบแนบเข้าหากันอย่างแนบแน่น…


---
*คินเซย์ (金星) - ดาวศุกร์

** คะเซย์ (火星) - ดาวอังคาร