หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2559

One Shot : Moonless Night (MikaTsuru)

Title : Moonless Night
Pairing : Mikazuki Munechika x Tsurumaru Kuninaga
Rate : G
Note : English version of คืนไร้จันทร์

If the night is dark without any light, I will look up to the glaring stars.
If the night is dark without any stars, I will look for the bright moon.
If the night is dark without any moon, I will stare at the empty sky.
If this night is too long like tomorrow will never come, I will always think of you forever.


แม้นค่ำคืนมืดสลัวไร้ฟอนไฟ...ข้าจักเฝ้ามองหมู่ดาวพราวกะพริบ
แม้นค่ำคืนมืดมิดไร้แสงดาว...ข้าจักเฝ้ามองดวงจันทร์นวลใย
แม้นค่ำคืนมืดหม่นไร้เงาจันทร์...ข้าจักเฝ้ามองฟากฟ้าร้างโล่ง
แม้นค่ำคืนนี้ยาวไกลจนวันพรุ่งมิอาจมาถึง...ข้าก็จักเฝ้าครุ่นคำนึงหาเจ้าตลอดไป


I will remember, remember of your endlessly beautiful.
I will wait, wait for you in the coffin.
I will embrace, the late owner's skeleton.
I will wait and wish that in someday,


จะจดจำ...ความงดงามอันเป็นนิจนิรันดร์ของเจ้า
จะรอคอย...อยู่ในโลงศพ...
จะโอบกอด...โครงกระดูกเอาไว้...
จะเฝ้ารอ...และวาดหวังเอาไว้ว่าในสักวันหนึ่ง...


someday in somewhere,
in the peaceful world,
we will meet each other again.


สักวันหนึ่ง ณ สถานที่ใดสักแห่ง...
ในโลกที่แสนสงบสุข...
เราจะได้พบกันอีกครั้ง


In the day that my all wishes are fulfilled.
In the day that we can see another's face.
In the day that our hearts don't have to yearn for.
In the day that the tears of sadness will not flow anymore.


ในวันที่ความปรารถนาทั้งมวลได้รับการเติมเต็ม
ในวันที่สองเราได้บรรจบพบหน้า
ในวันที่ดวงใจมิต้องโหยหา
ในวันที่น้ำตาแห่งความโศกามิได้ไหลรินอีกต่อไป


My Love,
ยอดรักของข้าเอย


In the day, which the sky is adorned with beautiful crescent,
in THAT day, this stained white crane


ในวันที่ฟากฟ้า...ได้ประดับด้วยจันทร์เสี้ยวแสนงดงาม
ในวันนั้น...นกกระเรียนสีขาวในโคลนตมผู้นี้


will spread the wings and fly to you again.
จะสยายปีกโผบินอีกครา

Fiction : จันทร์เสี้ยว・กระเรียนขาว・สองจิ้งจอก - บทที่ ๖ กลุ่มโจรแห่งป่าอินาริ (MikaTsuru / KogiNaki)

บทที่ ๖
『稲荷森の義賊』
กลุ่มโจรแห่งป่าอินาริ

“ยังหาตัวไม่เจองั้นเหรอพี่อิจิ…”

ชายหนุ่มร่างเพรียวสง่าที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างพยักหน้าน้อย ๆ โดยไม่หันกลับยามได้ยินคำถามจากน้องชายที่เดินเข้ามาในห้อง อัตสึชิ โทชิโร่ทิ้งตัวนั่งลงบนเบาะพลางมองพี่คนโตที่เอาแต่ยืนเหม่อมองไปข้างนอก แม้ว่าพวกตนจะพยายามทำให้เขากลับมาร่าเริงอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์

เจ้าสาวของอิจิโกะ ฮิโตฟุริ มาไม่ถึงงานแต่งงาน…

เย็นวันพิธีที่ขบวนเจ้าสาวควรจะมาถึงปราสาท กลับไม่มีแม้แต่เงาคนรับใช้ แขกเหรื่อที่ถูกเชิญมาล้วนผิดหวังปนตกใจ หากแต่คงไม่มีใครเจ็บปวดเท่าอิจิโกะ ฮิโตฟุริที่ต้องแบกรับความเสียใจและศักดิ์ศรีที่ป่นปี้เอาไว้ เขาส่งกำลังพลออกค้นหานางทั่วทุกแห่ง ทว่าจนล่วงเข้าวันที่สามแล้วก็ยังไม่พบแม้แต่ร่องรอย

น่าแปลก…

“พี่อิจิ เลิกซึมเถอะ...พี่นาคิกิทสึเนะไม่เป็นอะไรหรอก” โกโตผู้ซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ มิดาเระเอ่ย โดยมีพี่สาวอายุเท่ากันพยักหน้าเห็นด้วย

“พี่อิจิเป็นแบบนี้พวกข้าไม่ชอบเลยนะ! เอาแต่เหม่อลอยทั้งวัน อาคิตะกับโกโคไทเหงามากเลยรู้ไหมที่พี่อิจิไม่ยอมไปเล่นด้วย” พี่ชายคนโตหัวเราะเบา ๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้นก่อนจะหันกลับมาหาน้อง ๆ ที่นั่งอยู่ในห้องด้วยรอยยิ้มแสนขมขื่น

“พี่ขอโทษ…หากแต่ตอนนี้พี่ไม่อาจแสร้งทำร่าเริงได้จริง ๆ โปรดเข้าใจพี่ด้วยเถอะ”

เด็กหนุ่มสาวหันมองหน้ากันแล้วถอนหายใจยาว ไม่กี่วันก่อนยังตื่นเต้นกับงานแต่งงานกันอยู่เลย ทว่าวันนี้กลับต้องมานั่งมองอดีตว่าที่เจ้าบ่าวที่เศร้าสร้อยเสียแล้ว ทำให้เหล่าน้อง ๆ แห่งตระกูลโทชิโร่ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดี

มิดาเระลุกขึ้นยืนเมื่อทนความอึดอัดไม่ไหว เด็กสาวเดินไปเปิดประตูแล้วก้าวออกจากห้องก่อนจะชะงักนิด ๆ เมื่อเห็นคนที่นั่งเล่นเคนดามะอยู่ตรงชานเรือน เสียงก๊อกแก๊กของลูกบอลไม้ที่กระทบแท่งฐานเป็นจังหวะ ขณะที่ดวงตาของคนเล่นดูแสนจะเหม่อลอย

“ยะเก็น…”

สาวน้อยเจ้าของนามหันมามองเมื่อได้ยินเสียงเรียก มิดาเระเดินเข้าไปนั่งลงใกล้ ๆ พลางมองเคนดามะในมือของพี่สาวต่างมารดา ตลอดมา...ยะเก็นทำอะไรก็เก่งไปหมด เล่นเคนดามะก็เก่งเป็นที่หนึ่ง หากแต่ตอนนี้ไม่ว่าจะพลิกมือสักเท่าไร ลูกบอลสีแดงก็ยังคงหล่นลงจากแท่งไม้อยู่ดี

“เจ้า...เป็นอย่างไรบ้าง” เสียงหวานเอ่ยถามด้วยความกังวลใจ ยะเก็นส่ายหน้าน้อย ๆ ไม่ได้ตอบอะไร ทว่ามิดาเระก็รู้ดีว่าคนข้างกายกำลังคิดมาก มือเรียวเอื้อมไปบีบมือของยะเก็นไว้เบา ๆ

ก็...เพราะเรื่องนั้นนี่นะ

-

“ลูกพี่นี่เหลือเกินจริง ๆ นะ...พอมีเมียเข้าหน่อยก็หายหน้าไม่ยอมพบปะลูกน้องเลยยย”

เสียงพูดคุยทุ้มต่ำดังสลับกับเสียงหัวเราะดังแว่วจากค่ายลับของกลุ่มโจรแห่งป่าอินาริ คนพูดที่กึ่งนั่งกึ่งนอนพาดอยู่กับขอนไม้ใหญ่ยกไหสุราในมือซดอั้ก ๆ ไม่มีจะเกรงใจผู้ร่วมวงแม้แต่นิด

“องค์หญิงน้อยจะเป็นอย่างไรบ้างนะ...ท่าทางจะสาหัส?” โอเทกิเนะหัวเราะแล้วยกไก่ที่ย่างจนสุกดีแล้วขึ้นมา เตรียมพร้อมจะใส่ปากให้หายหิว หากแต่กลับต้องงับลมเพราะไก่หอมชวนน้ำลายสอถูกฉวยไปจากด้านหลังเสียก่อนจนเจ้าตัวได้แต่ร้องลั่นน้ำตาหยด

“จะนินทาก็ให้มันน้อย ๆ หน่อยเถอะโอเทกิเนะ นาคิยังไม่ตายหรอกน่า” โคกิทสึเนะมารุเอ่ยพลางทิ้งตัวลงนั่งบนขอนไม้ข้าง ๆ แล้วใช้เขี้ยวฉีกเนื้อไก่ที่แย่งมาอย่างหิวโหยเพราะไม่มีอาหารตกถึงท้องมาหลายวัน...แอบนึกคาดโทษความน่ารักปนยั่วยวนอย่างใสซื่อของคนที่ตนทิ้งให้นอนหมดสภาพอยู่ในกระโจมในใจไม่ได้จริง ๆ

ก็นาคิกิทสึเนะเล่นทำออดอ้อน (โดยไม่รู้ตัว) แบบนั้น มีหรือคนความอดทนต่ำเช่นเขาจะฝืนกลั้นได้...ยามกอดทีก็จะร้องเสียงหวาน แกล้งเข้าหน่อยก็ลนลานตกใจไปเสียหมด พอหยอกเย้า ใบหน้าก็แดงเรื่อจนน่ากัดกินให้สิ้นท่า

คิดแล้วก็พาลร้อนวาบในอกจนเผลอกระชากเนื้อไก่แรงขึ้นจนกระดูกแทบหักติดมา…

“ลูกพี่ ใจเย็น ๆ ก่อนเถอะน่า...ไก่มันตายแล้วไม่หนีไปไหนหรอก” โดดานุกิผู้เคราะห์ร้ายตกที่นั่งฝั่งตรงข้ามหัวหน้าเหงื่อตกเอ่ยยามเห็นท่าทางการกินไก่อันดุเดือดผิดธรรมดา

“ว่าแต่ว่าสาวน้อยตื่นหรือยังนี่? หาอะไรให้นางทานหน่อยไหม?” ทมโบะกิริเอ่ยถามพลางมือก็ย่างไก่เหนือกองไฟ ตั้งใจจะยกให้นาคิกิทสึเนะทานเพราะรู้ว่านางก็อดอาหารมาหลายวันแล้วเช่นกัน

“ยัง...นางเหนื่อยมาก อาจกินอะไรไม่ลง”

...แล้วใครที่ทำนางเหนื่อยถึงเพียงนั้นกันเล่า…

เหล่าผู้คนที่ต้องนอนฟังเสียงครวญครางจากกระโจมหัวหน้ามาสามวันสามคืนติด ๆ กันได้แต่ยิ้มเจื่อนอย่างเสียมิได้ ก่อนที่เด็กหนุ่มชิชิโอที่นั่งถอนขนไก่อยู่จะหันมาร้อง

“จะกินไม่ลงยังไงก็ต้องให้กินบ้างนะลูกพี่!”

“รู้น่า ไม่ต้องมาสอนหรอก” โคกิทสึเนะมารุแยกเขี้ยวใส่พลางรับไก่ที่สุกดีแล้วจากทมโบะกิริมาก่อนจะลุกขึ้นเดินกลับเข้าไปในกระโจมท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของลูกน้องที่มองตามไป

“อ้าว...ตื่นแล้วงั้นรึ?” ชายหนุ่มเลิกคิ้วน้อย ๆ พลางทิ้งตัวลงนั่งบนฟูกข้าง ๆ นาคิกิทสึเนะที่นอนมองตาแป๋วอยู่ มือใหญ่เอื้อมลงช่วยประคองร่างบอบบางที่อ่อนเปลี้ยด้วยโดนกระทำอย่างหนักมาหลายวันให้ลุกขึ้นนั่งพลางส่งไก่ย่างในมือให้ “กินเสียหน่อย เมียข้า…เจ้าอดอาหารมาหลายวัน ร่างกายจะแย่เอาได้”

เด็กสาวพยักหน้าน้อย ๆ ไม่คิดโต้แย้งว่าแล้วใครกันที่ทำให้นางต้องอดอาหาร พลางรับไก่ชิ้นนั้นมาใช้มือฉีกกินอย่างช้า ๆ ท่าทางแสนน่ารักตรงหน้าทำเอาโคกิทสึเนะมารุอดยิ้มไม่ได้ มือใหญ่เลื่อนไปเกลี่ยแก้มนวลที่ซูบซีดเล็กน้อยเบา ๆ จนนาคิกิทสึเนะต้องเงยหน้ามองด้วยความฉงน

“เจ้างดงามจริง ๆ นาคิ...ข้าไม่นึกเสียใจเลยที่ช่วงชิงเจ้ามา” ริมฝีปากหยักได้รูปแย้มยิ้มน้อย ๆ จนเห็นปลายเขี้ยวก่อนจะเลื่อนไปจูบหน้าผากนางอย่างแผ่วเบา ดวงตาสีแดงหลุบลงมองพวงแก้มขาวที่แดงเรื่อขึ้นมานิด ๆ อย่างชอบใจ แล้วก้มลงประกบริมฝีปากบางแนบรอยจูบแผ่วเบาอ่อนโยน

นาคิกิทสึเนะหลับตาลงรับจูบ สามวันสามคืนที่ผ่านมานางถูกกกกอดไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน แม้ในทีแรกโคกิทสึเนะมารุจะรุนแรงหนักหน่วง หากแต่เมื่อเริ่มเคยชิน นาคิกิทสึเนะก็พบว่ามันมิได้แย่อย่างที่คิด ในความรุนแรงเต็มไปด้วยความเร่าร้อน และในทุกสัมผัสเสียวซ่านก็เต็มไปด้วยความรู้สึกดีที่นางยังไม่สู้แน่ใจนักว่ามันคืออะไร

น่าแปลกนัก...ความรู้สึกที่ทำให้หัวใจเต้นรัวเร็วนี้ แค่เพียงอยู่ใกล้ ในอกก็ร้อนผ่าวเสียแล้ว

“ลูกพี่...ข้าเอาน้ำมาให้” เสียงทุ้มดังขึ้นจากนอกกระโจม ทำเอานาคิกิทสึเนะสะดุ้งเฮือก นางลืมไปเสียสนิทเลยว่าที่นี่ไม่ได้มีเพียงแค่ตนกับโคกิทสึเนะมารุอยู่ลำพัง ชายหนุ่มผละริมฝีปากส่งเสียงจิ๊จ๊ะเบา ๆ เหมือนโดนขัดอารมณ์แต่ก็หยิบผ้าห่มคลุมร่างเปลือยเปล่าของเด็กสาวไว้แล้วลุกไปแง้มเปิดม่าน

“นี่ไว้ดื่ม นี่น้ำกับผ้า...เช็ดตัวให้นางแล้วพาออกมาสูดอากาศเสียหน่อยล่ะ” นาคิกิทสึเนะแอบชะโงกดูนิด ๆ จนเห็นร่างสูงใหญ่ที่อยู่นอกกระโจม โคกิทสึเนะมารุส่งเสียงขานรับคล้ายจะหน่าย ๆ แต่ก็รับกระบอกน้ำและถังไม้กับผ้าสะอาดมาแต่โดยดี

“ใครหรือ?” เด็กสาวเอ่ยถามพลางมองโคกิทสึเนะมารุที่เดินกลับมานั่งที่เดิมแล้วรับน้ำมาดื่ม

“ลูกน้องข้าเอง…ไม่ต้องห่วง เจ้าพวกนั้นไม่ทำอันตรายเจ้าหรอก” ชายหนุ่มตอบพลางฉีกแบ่งเนื้อไก่มากินบ้างก่อนจะส่งคืนให้นาคิกิทสึเนะแต่นางกลับส่ายหน้าปฏิเสธ ทำให้ร่างสูงต้องเลิกคิ้วน้อย ๆ ด้วยความแปลกใจ “กินเป็นดมเช่นนั้นอิ่มรึ?”

ครั้งนี้นาคิกิทสึเนะพยักหน้า เห็นดังนั้นโคกิทสึเนะมารุก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรแล้วจัดการเนื้อไก่ที่เหลือแทนโดยมีเด็กสาวนั่งจิบน้ำมองอย่างเงียบ ๆ

ที่นี่ไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย ชีวิตก็มิใช่ชีวิตแบบเมื่อครั้งอยู่ที่ปราสาท ราวกับเป็นขั้วตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง ที่นั่นไม่มีความโหดร้ายกักขฬะใด ๆ หากแต่ก็ไร้ซึ่งอิสรภาพด้วยเช่นเดียวกัน ในขณะที่แม้ที่ตั้งกองโจรแห่งนี้ ถึงจะมีบรรยากาศที่แตกต่าง แต่ก็มีสิ่งที่นางใฝ่หามาตลอด

“เมื่อไหร่…” เสียงหวานเล็กดังขึ้นเบา ๆ เรียกให้โคกิทสึเนะมารุที่กำลังแทะเนื้อที่ติดกระดูกหันมามองเด็กสาวที่ก้มหน้าก้มตาเอ่ยทั้งใบหน้าแดงเรื่อ “เมื่อไหร่...เจ้าจะพาข้าไปเปิดหูเปิดตาหรือ”

พูดด้วยท่าทางแบบนี้เดี๋ยวก็ไม่ให้เปิดหูเปิดตาแล้วขังไว้ในกระโจมตลอดชีวิตเสียหรอก…! จิ้งจอกหนุ่มตะโกนลั่นในใจ แต่ก็มีสติมากพอที่จะไม่เอ่ยออกไปให้นางหวาดกลัว

“พักผ่อนเสียให้หายเหนื่อยแล้วข้าจะพาออกไป...ป่าอินาริแห่งนี้มีสถานที่อีกมากมายให้เจ้าได้ชม” โคกิทสึเนะมารุเอ่ยยิ้ม ๆ แล้วจุมพิตตรงมุมปากเด็กสาวเบา ๆ นาคิกิทสึเนะยิ้มบางแล้วพยักหน้าหงึกก่อนที่ชายหนุ่มจะก้มลงล้างมือแล้วใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำมาเช็ดตัวให้นาง

ท่านหญิงน้อยสะดุ้งนิด ๆ จนชายหนุ่มพลอยตกใจแต่เมื่อตั้งสติได้ก็ยอมอยู่นิ่ง ๆ ให้เขาจัดการ น้ำหนักมือของโคกิทสึเนะมารุแผ่วเบาและนุ่มนวล ทุกคราวที่เนื้อผ้าไล้ผ่านกาย นางก็ราวกับจะรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นแปลกประหลาดที่แทรกซึมผ่านเข้ามาในร่าง

นกน้อยในกรงผู้แสนเดียวดาย....ไม่เคยรู้จักอะไรแบบนี้เลย

“นาคิ ขยับขาหน่อยสิ…” เมื่อรู้ตัวอีกที โคกิทสึเนะมารุก็ชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ นาคิกิทสึเนะสะดุ้งก่อนจะค่อย ๆ ขยับตัวนิด ๆ แต่โดยดี ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ เพราะได้แกล้งแล้วใช้ผ้าเช็ดตามแนวขาอ่อนนวลขาว “เจ้ากลัวหรือเปล่า...เวลาที่มีอะไรกับข้า”

เด็กสาวเลิกคิ้วแปลกใจแต่ก็ส่ายหน้า “แรก ๆ มันก็แปลก...แต่ก็เริ่มชิน”

โคกิทสึเนะมารุหัวเราะเบา ๆ ยามได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าหล่อเหลาเงยขึ้นและยิ้มหวานให้นาง ทำเอานาคิกิทสึเนะหน้าแดงนิด ๆ พลันรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะไปด้วยพร้อมกัน

...สิ่งนี้...หากเป็นสึรุมารุจะเรียกว่าอะไรกันนะ

-

“โอ้ ยอมออกมาแล้ว” โดดานุกิร้องเรียกพรรคพวกที่กำลังทำงานของตน ทมโบะกิริวางขวานที่ใช้ผ่าฟืนลง โอเทกิเนะและชิชิโอละจากการทำความสะอาดกองขนไก่ ขณะนิฮงโกยังคงกอดไหสาเกดื่มด่ำอย่างมีความสุขอยู่ข้างขอนไม้เดิมไม่ไปไหน

นาคิกิทสึเนะหน้าแดงนิด ๆ อยู่ใต้หน้ากากยามที่โคกิทสึเนะมารุอุ้มนางมาค่อย ๆ ประคองให้นั่งบนตักแกร่งของเจ้าตัว เหล่าชายหนุ่มขยับเข้ามาใกล้อย่างตื่นเต้นเมื่อได้เห็นบุตรสาวของเจ้าเมืองที่ลูกพี่ของตนพูดถึงมานานเต็มตาเสียที จนโคกิทสึเนะมารุต้องแยกเขี้ยวขู่แง่งให้ออกไปห่าง ๆ

“อย่ามาใกล้เมียข้า!!”

“เถอะน่าา...พวกข้าก็อยากเห็นหน้าสาวน้อยชัด ๆ เหมือนกันนะ!” ชายหนุ่มร่างผอมสูงหัวเราะแล้วยิ้มบางให้นาคิกิทสึเนะ “ข้าโอเทกิเนะ คนที่นั่งเมาอยู่นั่นคือนิฮงโก พี่ใหญ่ที่เป็นรองหัวหน้าของพวกเราชื่อทมโบะกิริ”

“ข้าโดดานุกิ มาซาคุนิ...ส่วนเจ้าเปี๊ยกนั่นชิชิโอ” ชายหนุ่มอีกคนแนะนำตัวบ้างแล้วชี้ไปทางเด็กหนุ่มท่าทางอายุน้อยที่สุด ทำเอาชิชิโอต้องหันมาร้อง

“ข้าไม่เปี๊ยกนะ!”

“แล้วเจ้าชื่ออะไรงั้นรึสาวน้อย?” ทมโบะกิริเอ่ยถามพลางยิ้มบาง ๆ ให้นางคลายใจ นาคิกิทสึเนะเงยหน้ามองก่อนจะตอบเบา ๆ

“นาคิ...กิทสึเนะ”

“โอ้ มีคำว่าจิ้งจอกในชื่อเหมือนลูกพี่เสียด้วย บังเอิญจริง ๆ นะ” โอเทกิเนะหัวเราะพร้อมกับส่งกระบอกน้ำให้นางดื่มเมื่อเห็นริมฝีปากซีดเซียว “ลูกพี่สนใจนางเพราะแบบนี้หรือเปล่านะ?”

“เปล่าสักหน่อย…” โคกิทสึเนะมารุเบ้หน้า กระชับกอดคนในอ้อมแขนแล้วคลอเคลียไปมาอย่างรักใคร่ “ทีแรกข้าสนใจนางเพราะคำเล่าลือ แต่ตอนนี้ข้ารักนางเข้าเสียแล้วล่ะ”

“ลูกพี่...ทำแบบนี้บ่อย ๆ พวกข้าก็วางตัวไม่ถูกนะ…” ชิชิโอเหงื่อตกบอกแต่ก็หาได้อยู่ในความสนใจของจิ้งจอกน้อยตัวโตไม่ นาคิกิทสึเนะหยีตานิด ๆ ทั้งใบหน้าแดงเรื่อพลางมองเหล่าผู้คนตรงหน้า

ทั้งที่ตอนแรกที่มาปล้นขบวนของนาง ดูดุดันโหดร้ายแท้ ๆ ทว่าตอนนี้ทุกคนกลับเป็นมิตรและอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ สาวน้อยพลันเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่าโลกที่ตนเคยรู้จักตลอดมานั้น...คือโลกที่แท้จริงแน่หรือ?

นางอาศัยอยู่ในปราสาทที่ราวกับกรงขัง ไม่เคยออกไปไหน โลกที่รู้จักจากคำบอกเล่าของท่านพ่อ อาจารย์ หรือคนในปราสาทล้วนมีเพียงสีขาวและดำ สิ่งนี้ดี สิ่งนี้ชั่ว นักบวชดี โจรไม่ดี กระเรียนสัตย์ซื่อ ส่วนจิ้งจอกนั้นแสนเจ้าเล่ห์...แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้านางนี้เล่า คืออะไรกันแน่

จริงอยู่ว่าพวกโจรไม่ดีที่ปล้นและทำร้ายคนของนาง แต่ว่าอีกด้านหนึ่ง...พวกเขาก็มีมุมที่แสนอบอุ่นเช่นนี้อยู่เหมือนกัน ไม่ได้เลวร้ายไปเสียหมดนี่นา

“พวกเจ้า...ทำอะไรกับคนของข้าหรือ?” เสียงหวานเอ่ยถามขึ้นมาเบา ๆ ทำให้ชายหนุ่มทุกคนในกลุ่มหยุดชะงักได้ โคกิทสึเนะมารุแนบแก้มกับแก้มของนางไม่ได้เอ่ยตอบอะไรขณะที่ทมโบะกิริยิ้มอ่อนโยน

“เจ้าคงเป็นห่วงคนของเจ้าสินะ...ไม่ต้องกังวล พวกข้าต้อนไปปล่อยที่ชายป่าอย่างปลอดภัย ป่านนี้คงจะกลับถึงแคว้นแล้วล่ะ ยกเว้นแต่ว่าจะออกเดินทางไปแจ้งข่าวกับฝั่งแคว้นของเจ้าบ่าวเจ้าน่ะนะ”

โคกิทสึเนะมารุขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยไม่มีใครทันสังเกต ขณะที่นาคิกิทสึเนะตาเป็นประกายนิด ๆ ด้วยความยินดีที่รู้ว่าทุกคนปลอดภัย

“นาคิกิทสึเนะ...เจ้าแน่ใจแล้วรึที่จะอยู่ร่วมกับลูกพี่ของพวกเรา?” ทมโบะกิริเอ่ยถามบ้าง ซึ่งนาคิกิทสึเนะก็เลิกคิ้วกะพริบตาปริบเหมือนกำลังทวนคำถาม ขณะที่โคกิทสึเนะมารุร้องค้านประมาณว่า ‘พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง’

เด็กสาวก้มหน้าลง มือเล็กทาบแตะลงบนท่อนแขนของโคกิทสึเนะมารุที่โอบกอดรอบกายอย่างแผ่วเบา นวลแก้มที่อยู่ใต้หน้ากากแดงเรื่อขึ้นมาน้อย ๆ

“ข้าไม่แน่ใจ…” เสียงตอบนั้นทำให้โคกิทสึเนะมารุเลิกคิ้ว วงแขนกอดกระชับแน่นขึ้นทันทีอย่างไม่รู้ตัว หากแต่นาคิกิทสึเนะก็ยิ้มบางแล้วเงยหน้าขึ้นมา

“แต่ข้าก็อยากอยู่กับเขา…”

Fiction : จันทร์เสี้ยว・กระเรียนขาว・สองจิ้งจอก - บทที่ ๕ ข่าวคราวจากตะวันตก (MikaTsuru / KogiNaki)

บทที่ ๕
『西からの音信』
ข่าวคราวจากตะวันตก

“มิคาสึกิ ตื่นหรือยัง...โอ้ ตื่นแล้วงั้นรึ?”

“อิชิคิริมารุ! มาได้จังหวะเลย! ข้ามีเรื่องอยากให้เจ้าช่วยอยู่พอดี”

นายท่านของปราสาทที่เปิดประตูออกมาพอดีกับที่อิชิคิริมารุเดินมาหยุดตรงหน้าห้องแย้มยิ้มสดใส จนที่ปรึกษาคู่บ้านเมืองยังต้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความประหลาดใจกับท่าทางอารมณ์ดีผิดปกติ

“มีเรื่องอะไรที่ทำให้เจ้าร่าเริงได้ถึงเพียงนี้รึ?” แม้จะน่าแปลกแต่ก็เป็นเรื่องน่ายินดีกระมัง อิชิคิริมารุตัดสินใจมองข้ามลางสังหรณ์แปลก ๆ เมื่อครู่แล้วยิ้มถาม มิคาสึกิพยักหน้าหงึกอย่างกระดี๊กระด๊า

“ข้าพบหญิงสาวที่อยากแต่งงานด้วยแล้วล่ะ!”

“...เอ๊ะ?”

อิชิคิริมารุยิ้มค้าง หูอื้อตาลายไปทั้งอย่างนั้น อ้อ จริงด้วยสิ...นี่เขาคงยังฝันอยู่ใช่ไหม? เช่นนั้นมันก็ถึงเวลาที่เมียรักควรจะมาปลุกเขาได้แล้ว...เดี๋ยวนี้เลยยิ่งดี

“อิชิคิริมารุ! รีบจัดงานแต่งงานให้ข้าภายในวันนี้เลยนะ!” มิคาสึกิไม่ทันสังเกตใบหน้าที่ซีดเผือดลงของที่ปรึกษา เอ่ยต่อไปอย่างอารมณ์ดี “สึรุจะต้องงดงามมากแน่ ๆ ในชุดเจ้าสาว แขกเหรื่อจะมาจากทั่วทุกสารทิศ และมันจะเป็นงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า…!”

“มิคาสึกิ! เดี๋ยวก่อน! หยุด ๆๆ !” อิชิคิริมารุรีบยกมือห้าม “ที่ผ่านมาหลายปีมีหญิงสาวมากมายที่ถูกส่งมาเป็นบรรณาการ แต่เจ้าไม่เคยนึกสนใจ แล้วจู่ ๆ จะมาตกลงปลงใจกับกระเรียนขาวงั้นรึ!? มันเกิดอะไรขึ้น!”

“เกิดความรักขึ้นอย่างไรล่ะ!”

ท่านพ่อท่านแม่ของมิคาสึกิ...ไยพวกท่านจึงเลี้ยงลูกมาอย่างตามอกตามใจจนเสียคนเช่นนี้ ที่ปรึกษาแห่งซังโจถึงกับยกมือบีบขมับด้วยความเครียด หวนนึกถึงเมียหนึ่งลูกสองที่รออยู่ที่บ้านตะหงิด ๆ อยากจะให้มานวดสมองให้เหลือเกิน

“มิคาสึกิ...งานแต่งงานจัดขึ้นในวันเดียวไม่ได้หรอกนะ อีกอย่างตอนนี้เกิดเรื่องแล้ว ข้าถึงมาตามเจ้านี่อย่างไร” ชายหนุ่มเอ่ยพลางใช้สารในมือเคาะที่หัวนายท่านไม่รู้เวลาของตนเบา ๆ อย่างหมั่นไส้แล้วยื่นส่งให้ “ฝั่งตะวันตกเกิดกบฏชาวนาขึ้น เจ้าต้องไปจัดการเสีย”

“เจ้าจัดการเองเหมือนทุกครั้งก็ได้ไม่ใช่หรือ…” เอ่ยเสียงอ่อยปฏิเสธตามวิสัยความเป็นคุณชายเจ้าสำราญไม่ยอมทำงานมาแต่ไหนแต่ไร อิชิคิริมารุส่ายหน้า

“หากเป็นเหตุการณ์ปกติข้าก็พอจะยอมโอนอ่อนตามใจเจ้าได้หรอก แต่ครั้งนี้ทางนั้นจับตัวประกันไว้ เรียกร้องให้เจ้าไปเป็นผู้เจรจาเอง” ว่าพลางเปิดจดหมายให้มิคาสึกิอ่านเสียเลยเพราะดูท่าเจ้าตัวจะไม่ยอมง่าย ๆ “เจ้าต้องออกเดินทางให้เร็วที่สุด ชีวิตผู้คนสำคัญนัก ขบวนเดินทางเตรียมเรียบร้อยแล้ว ข้าจะไปด้วย แล้วก็จะให้อิวาโทชิบุตรชายคนโตไปช่วยคุ้มกันอีกแรง”

“ต้องไปที่ตะวันตกรึ? ไม่ไปได้ไหม...ข้าไม่อยากห่างจากเมียข้า” ยังไม่แต่งงานก็เรียกเป็นเมียแล้วรึ! แล้วจะงอแงอยากแต่งไปทำไมกัน! อิชิคิริมารุนึกอยากจับเด็กน้อยตัวโตตรงหน้ามาตีก้นเสียให้หายมึนสักที

“มิคาสึกิ...ยังไงครั้งนี้เจ้าก็ต้องไป ไม่ต้องเป็นห่วงสึรุมารุ...ข้าจะให้คนมาคอยดูแลนางเอง”

“ข้าไม่ได้ห่วง...ไม่สิ ก็ห่วงนะ แต่ข้าแค่ไม่อยากห่างจากนางแม้แต่วันเดียว ข้าพานางไปด้วยได้ไหม?” มิคาสึกิพยายามออดอ้อนแต่อิชิคิริมารุกลับส่ายหน้า

“ที่นั่นอันตรายเกินไป พานางไปยิ่งเป็นการเสี่ยง...ให้อยู่ที่ปราสาทจะเป็นการดีกว่า”

“เช่นนั้นข้าขอแต่งงานกับสึรุก่อนสิ…”

“ไม่ได้ งานแต่งรอทีหลังได้ แต่งานนี้เร่งด่วนนะ”

“...นะ”

“ไม่ได้”

“อิชิคิริมารุ…”

“มิคาสึกิ…”

“นะ…”

“ไม่…”

“ข้าจะขาดใจอยู่แล้ว”

“เอาไว้ขาดใจหลังกลับจากทำงานนะ”

“.....” เมื่อเห็นว่าออดอ้อนอย่างไรก็ไม่ได้ผล มิคาสึกิจึงเริ่มทำดวงตาเศร้าสร้อย...ก็อยากแต่งงานกับสึรุจริง ๆ นี่ อยากจะเป็นสามีภรรยากับนางที่รักอย่างถูกต้องเสียที อิชิคิริมารุกอดอกมองนิ่ง

“รู้ใช่ไหมว่าทำแบบนั้นไปข้าก็ไม่ใจอ่อนหรอกนะ”

“ข้ารู้…”

“ดีแล้ว เช่นนั้นก็ไปบอกลาเมียเจ้าแล้วไปเตรียมตัวเสีย ไม่ต้องห่วง...ข้าจะให้อาโอเอะเมียข้ามาคอยอยู่เป็นเพื่อนเอง” เอ่ยพลางมองส่งนายท่านของตนที่เดินหน้าม่อยคอตกกลับเข้าห้องไป

มิคาสึกิเลื่อนปิดบานประตู มองสึรุมารุที่นอนมองอยู่ในผ้าห่ม นางคงตื่นเพราะเสียงเถียงทะเลาะ(?)ของตนกับอิชิคิริมารุเป็นแน่ อา...สึรุยามเพิ่งตื่นช่างน่ารักเหลือเกิน ทั้งดวงตาปรือ ๆ ทั้งผมสีขาวยังฟูยุ่งเคลียตามแก้มและหน้าผากนวลแสนจะน่าเอ็นดู

ชายหนุ่มแทรกตัวเข้าไปในผ้าห่มแล้วกอดร่างเปลือยเปล่าอย่างออดอ้อน พรมจุมพิตทั่วใบหน้างามขณะที่สึรุมารุก็กอดตอบและลูบหัวเขาเบา ๆ อย่างปลอบโยน เพราะนางตื่นทันที่จะได้ยินเสียงพูดคุยอยู่หน้าห้องเลยพอเข้าใจว่ามิคาสึกิกำลังงอแงเรื่องอะไร

“มีงานรึ?” เสียงหวานเอ่ยถาม มือก็ลูบหัวคนอายุมากกว่าที่ทำตัวเป็นเด็กเรื่อย ๆ มิคาสึกิมุ่ยหน้าน้อย ๆ พลางซุกไซ้ไปมากับซอกคอหอมกรุ่น

“อื้ม...อิชิคิริมารุใจร้ายนัก กว่าจะยอมจัดงานแต่งให้ก็เมื่อข้ากลับจากงานเสียก่อน”

“เจ้าเองก็ไม่เห็นต้องรีบร้อนเลย ข้าไม่ไปไหนหรอก...รู้ไหม?” หญิงสาวหัวเราะแล้วจูบหน้าผากคนในอ้อมกอดเบา ๆ ร่างสูงหยีตานิด ๆ แล้วดันตัวขึ้นเท้าศอกกับฟูกข้างหนึ่ง มือไล้ลูบแก้มนางอย่างอ่อนโยน

“เจ้าอยู่ที่นี่ลำพังต้องดูแลตัวเองดี ๆ นะ...สึรุมารุ อย่าให้ใคร ๆ ในปราสาทมารังแกเอาได้ ข้าเป็นห่วงเจ้าจริง ๆ” ชายหนุ่มเอ่ย เขารู้ดีว่าปัญหาที่สึรุมารุจะต้องได้เผชิญนั้นไม่ใช่อะไรนอกจากเหล่าสาวงามของตนนั่นเอง “อิชิคิริมารุจะให้เมียมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้า...นางเป็นคนดี ไม่ต้องกลัวนะ”

“ข้าไม่ได้กลัวนะมิกะ…” หญิงสาวยิ้มแล้วหยิกจมูกเขาเบา ๆ “ข้าดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องห่วง...ข้าเจออะไรอันตรายกว่านี้มามากนัก แค่นี้ไม่เป็นปัญหาหรอก”

“ให้แน่นะ” ได้ยินดังนั้นมิคาสึกิก็พอคลายใจ อย่างน้อย ๆ เมียรักของเขาก็ใจพร้อมพอที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ สึรุมารุพยักหน้าหงึกรับคำ

“รีบไปรีบกลับนะ มิคาสึกิ” มือขาวลูบแก้มเนียนสมเป็นชนชั้นสูงของชายหนุ่มอย่างอ่อนโยน “เจ้าสาวของเจ้าจะรอคอยเจ้าอยู่ที่นี่”

“เจ้าพูดแบบนี้แล้วข้ายิ่งไม่อยากไปรู้ไหม...” มิคาสึกิยิ้มอ่อนใจ จับมือเรียวบางแล้วกดริมฝีปากจูบบนฝ่ามือของนางแนบแน่น ตรึงความรู้สึกโหยหาให้นางได้รับรู้ สึรุมารุหัวเราะ

“เดี๋ยวอิชิคิริมารุก็ไม่ยอมให้แต่งงานเสียหรอก”

“อืมมม…” ชายหนุ่มหัวเราะ ส่งเสียงครางอู้อี้คล้ายโดนขัดใจก่อนจะผละใบหน้าจากมือหอมนุ่ม “ข้าจะตั้งใจทำงานนะ เมื่อกลับมา...ข้าจะกกกอดเจ้าให้ลืมวันลืมคืนเลยคอยดู”

“ทำได้ก็ลองดูแล้วกัน” หญิงสาวหัวเราะแล้วจุมพิตลาก่อนที่เสียงของอิชิคิริมารุจะดังเร่งขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเจ้านายตนหายเข้าห้องไปนานเกินควรแล้ว ทำให้มิคาสึกิจำต้องลุกจากสึรุมารุไปเตรียมตัวออกเดินทางไปตะวันตกอย่างไม่เต็มใจนัก

-

สึรุมารุค่อย ๆ ดันตัวลุกจากฟูกหลังจากที่มิคาสึกิออกไปแล้วพักหนึ่ง นางร่นผ้าห่มที่คลุมร่างลงพลางมองผิวเปลือยเปล่าที่เพิ่งผ่านสัมผัสเร่าร้อนมาเมื่อคืน มือเรียวยกขึ้นแตะที่ข้อเท้า ไล้เลื่อนขึ้นมาตามแนวขา จนถึงสะโพกและเอวบาง

...ทุกส่วนนี้ ถูกมิคาสึกิสัมผัสต้อง

ริมฝีปากอิ่มแย้มยิ้ม...นางห่างหายจากความสัมพันธ์นานหลายปี และที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีความสุข จนคิดไปเสียว่าคงจะไม่มีชายใดอีกแล้วที่สามารถมอบรักที่เติมเต็มทั้งกายและใจให้ได้ กระทั่งได้พบกับมิคาสึกิ…

ในทีแรกนางก็ไม่ได้คิดเลยแม้แต่นิดว่าจะรู้สึกอะไรกับเขา คิดแต่เพียงมันเป็นหน้าที่ที่ตนจะต้องเป็นนางบำเรอให้เหมือนเช่นชายคนอื่นที่ผ่านมา หากแต่เมื่อได้พูดคุยกัน มีสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน สัมผัสที่แสนอ่อนโยนจริงใจของมิคาสึกิกลับทำให้นางเริ่มหลงใหล และในที่สุดก็ตกหลุมรักเขาอย่างง่ายดาย

น่าแปลกนัก...ทั้งที่คิดว่าจะไม่ได้มีความรู้สึกเช่นนี้อีกต่อไปแล้วแท้ ๆ

ไม่ว่าจะด้วยเพราะดวงตาจันทร์เสี้ยวนั้น หรือความทรงเสน่ห์ของมิคาสึกิที่แม้หญิงใดก็ต้องหลงใหลก็ตาม สึรุมารุก็เผลอโอนอ่อนตามอีกฝ่ายไปจนหมดหัวใจ

“ขออนุญาต...ท่านหญิงสึรุมารุ” เสียงหนึ่งดังขึ้นที่หน้าห้อง สึรุมารุเลิกคิ้ว มือเรียวหยิบชุดมาคลุมร่างแล้วดันตัวลุกขึ้นไปเปิดประตู หญิงที่นั่งคุกเข่าคอยอยู่ยิ้มบางเมื่อนางโผล่หน้าออกไปพลางค้อมหัวลง “ข้าคือภรรยาของอิชิคิริมารุ นามนิคคาริ อาโอเอะ...สามีให้ข้ามาคอยดูแลรับใช้ท่านระหว่างที่มิคาสึกิไม่อยู่ ยินดีที่ได้พบ”

“อย่าเรียกข้าว่าท่านหญิงเลย…ข้าเป็นเพียงแค่คนธรรมดาเท่านั้น” สึรุมารุหัวเราะแห้งโบกมือไปมาเชิงปฏิเสธ ขณะที่นิคคาริเงยหน้าขึ้นอมยิ้มนิด ๆ

“จะไม่ใช่ท่านหญิงได้อย่างไร...ในเมื่อมิคาสึกิออกปากถึงขนาดนั้นว่าท่านเป็นภรรยา” นางปิดปากหัวเราะเบา ๆ ยามเห็นใบหน้าขาวนวลแดงเรื่อขึ้นมาทันตา “ล้อเล่นหรอกนะจ๊ะ…”

“อย่าล้อเล่นข้าแบบนี้สิ...ตกใจหมด” กระเรียนขาวมุ่ยหน้าน้อย ๆ ขณะที่หญิงสาวอายุมากกว่าแย้มยิ้ม

“อาบน้ำหน่อยไหมจ๊ะ? เดี๋ยวข้าช่วยดูแลให้เอง เจ้าเดินทางมาถึงเมื่อวานแล้วต้องรับใช้มิคาสึกิเลย ถึงจะได้ล้างเนื้อตัวแต่คงไม่มีเวลาพักผ่อนมากนักสิถูกไหม? อีกอย่างข้าจะพาเจ้าเดินชมทั่วปราสาทด้วย จะมาอยู่ที่นี่ก็ต้องคุ้นชินเสียหน่อย”

“อื้ม...ก็ดีนะ เหนียวเหนอะหนะไปทั้งตัวแล้ว” สึรุมารุพยักหน้า นิคคาริจึงลุกขึ้นแล้วผายมือให้นางเดินตามไป

“ข้าไม่เคยเห็นมิคาสึกิห่วงหาใครเช่นเจ้าเลย” ระหว่างทาง หญิงสูงวัยกว่าก็หันมาเอ่ย กระเรียนขาวเลิกคิ้วน้อย ๆ หันไปมองคนที่กำลังอมยิ้มด้วยความฉงน “อย่างที่รู้...มิคาสึกิมีหญิงสาวมากมายในอาณัติ หากแต่ที่จริงแล้วมันก็เป็นเพียงความสัมพันธ์อันฉาบฉวย เพียงหลับนอนด้วยกันชั่วครั้งคราว เคล้าคลอกับพวกนางราวให้หายเหงา ทว่ากับเจ้า...ดูเหมือนจะมีบางอย่างที่ลึกซึ้งมากกว่านั้น”

“มิคาสึกิบอกให้เจ้าพูดหรือเปล่านี่…”  สึรุมารุแกล้งหรี่ตาน้อย ๆ จนนิคคาริหัวเราะในลำคอเบา ๆ

“เปล่าเลย...ข้าพูดในฐานะคนที่สังเกตเห็นเท่านั้นจ้ะ...เราเป็นหญิงเหมือนกัน ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องไปเข้าข้างผู้ชายเสียหน่อย” นางเอ่ยพลางเลื่อนเปิดประตูห้องอาบน้ำที่ดูเหมือนจะเตรียมพร้อมเอาไว้แล้ว สึรุมารุเดินตามเข้าไปพลางมองรอบ ๆ อย่างสนใจ

“ผู้หญิงของมิคาสึกิมีอยู่สักเท่าไหร่รึ?”

“ข้าไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน แต่ก็คงหลายสิบ...แคว้นซังโจนั้นยิ่งใหญ่ รบชนะหลายแคว้น บรรณาการย่อมมีจำนวนมากเป็นธรรมดา” นิคคาริเอ่ยพลางช่วยเปลื้องชุดของหญิงสาวอ่อนวัยออกก่อนจะจับมือประคองนางให้เข้าไปในถังไม้อาบน้ำ “มิคาสึกิต้อนรับพวกนางทุกคนด้วยดี แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจใครเป็นพิเศษ ข้าพบเขาไม่บ่อยนัก...หากแต่เมื่อเจอหน้ายามอยู่กับหญิงสาว ข้าสังเกตได้ว่าเขาไม่มีความสุขเลย”

คลุกคลีกับโฉมงามเป็นสิบเช่นนั้นยังไม่มีความสุขอีกหรือ...สึรุมารุพิงหลังกับถังไม้พลางคิดในใจกับตัวเองขณะที่นิคคาริใช้ผ้าชุ่มน้ำเช็ดทำความสะอาดตามร่างกายให้

“บางทีเขาอาจจะรอคอยใครอยู่ก็เป็นได้นะ...สึรุมารุ” หญิงสาวเอ่ย จับแขนเรียวขาวมาเช็ดล้างน้ำให้ “เพราะเมื่อเช้าที่มิคาสึกิฝากฝังให้ข้าช่วยดูแลเจ้า เขาดูร้อนรนและเป็นห่วงเจ้ามากจริง ๆ”

สึรุมารุอดยิ้มน้อย ๆ ไม่ได้ “...ข้าดีใจที่ได้ยินเช่นนั้นนะ”

“ข้าเพียงพูดความจริง สาวน้อย…” นิคคาริหัวเราะฮุ ก่อนจะชำระร่างกายขาวนวลให้เรียบร้อยแล้วจับมือนางให้ลุกขึ้น “ดูแลมิคาสึกิด้วย...นายหญิงแห่งซังโจ”

“ไม่คุ้นหูเอาเสียเลยนะ” สึรุมารุหัวเราะพลางรับผ้ามาเช็ดเนื้อตัวเอง

“อีกไม่นานก็คงจะคุ้นไปเองนั่นล่ะ ก็คงเหมือนที่ช่วงแรก ๆ หลังแต่งงานที่ข้าไม่ชินกับคำเรียก ‘ภรรยาท่านที่ปรึกษา’ เลยนั่นล่ะ” นิคคาริยิ้มบางพลางส่ายหน้าอ่อนใจแล้วช่วยสึรุมารุแต่งตัว เอาเข้าจริง แต่งงานมาเป็นสิบปีแล้วนางก็ยังไม่คุ้นอยู่ดี

“อา...ข้าคงไม่คุ้นง่าย ๆ เป็นแน่...อุก” กระเรียนขาวร้องจุกน้อย ๆ ยามถูกดึงโอบิอย่างแรง

“คุ้นไว้เสียเถิด หากต้องสู้รบปรบมือกับแม่พวกนั้น ฐานะของเจ้าจะเป็นประโยชน์” ภรรยาท่านที่ปรึกษาเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะพลางจัดโอบิให้เรียบร้อยก่อนจะคลุมอุจิคาเกะให้นาง “งดงามแล้วล่ะ...เอ้า ทีนี้ไปชมให้ทั่วปราสาทกันเถอะ”

สึรุมารุพยักหน้า เอื้อมจับมือของนิคคาริที่ยื่นมาหาก่อนจะก้าวเดินตามไป ในใจอดครุ่นคิดเรื่องที่อีกคนบอกมาเมื่อครู่แล้วยิ้มกับตัวเองไม่ได้

หญิงสาวผู้ต้อยต่ำจะเป็นนายหญิงของแคว้นใหญ่ที่สุดในใต้หล้าหรือ...ช่างน่าประหลาดใจนัก

หากแต่การที่กระเรียนขาวแสนจืดชืดเช่นนาง ได้มีโชคเป็นคู่วิวาห์ของจันทร์เสี้ยวผู้สูงส่งและงดงามอย่างมิคาสึกิ  มุเนะจิกะ ต่างหาก…

ที่น่ายินดีเป็นที่สุด…