บทที่ ๑๖
『草花の冠』
มงกุฎดอกหญ้า
“นาคิหายไปไหน!!”
เสียงคำรามของโคกิทสึเนะมารุดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่ถลาออกมาจากในกระโจม พลอยทำให้พวกทมโบะกิริที่กำลังตระเตรียมข้าวของเพื่อทำอาหารมื้อเย็นสะดุ้งตกใจ ครั้นหันไปก็เห็นลูกพี่ของพวกตนกำลังเดินวนเวียนไปมาคล้ายกำลังหาบางสิ่ง
แม้จะตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ให้นางคลาดสายตา แต่เขาก็ยังจำเป็นต้องเข้าป่าเพื่อลาดตระเวน ซึ่งไม่อาจพานาคิกิทสึเนะไปด้วยได้เพราะหนทางค่อนข้างจะลำบาก และนางก็กำลังตั้งท้อง โดยปกติเมื่อฝากไว้กับชิชิโอหรือนิฮงโก ก็มีบ้างที่ท่านหญิงน้อยจะออกไปเดินเล่นในบริเวณใกล้ ๆ ที่ตั้งค่ายหรือไม่เช่นนั้นก็ไปที่รังจิ้งจอกซึ่งอยู่ไม่ห่างนัก นั่นก็เป็นเรื่องที่เขาเคยชิน
โคกิทสึเนะมารุคงไม่เสียความเยือกเย็นเพราะการหายไปของนาคิกิทสึเนะได้มากถีงเพียงนี้ หากนี่ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ทุกสิ่งรอบกายไม่อาจไว้วางใจ หัวของชายหนุ่มถึงกับฟุ้งซ่าน คิดไปต่าง ๆ นานาว่าเมียรักจะไปเผชิญอันตรายอะไรเข้าหรือไม่ หรืออิจิโกะจะตามหานางเจอเมื่อใด
ถ้าต้องเสียนางกับลูกไป...เขาจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร
“ลูกพี่...ใจเย็น ๆ น่า น้องหญิงไม่เป็นอะไรหรอก นางดูแลตัวเองได้นะ” ทมโบะกิริเอ่ยพลางเอื้อมไปดึงไหล่ของโคกิทสึเนะมารุ ปรามให้ใจเย็นลง
“เงียบน่า! เมียข้าหายไปทั้งคน จะให้มัวมาใจเย็นอยู่งั้นเรอะ!?” ตวาดลั่นพร้อมกับปัดมืออีกฝ่ายออกอย่างฉุนเฉียว แต่คนอายุมากกว่าก็สงบนิ่งมากพอที่จะไม่ตอบโต้
“ข้ารู้ว่าเจ้ากังวล แต่เชื่อใจนางเถอะ นางจะต้องไม่เป็นไร...เจ้าเองก็เห็นกับตาแล้วไม่ใช่หรือว่าคนของอาวาตะงุจิยังมาไม่ถึง อีกอย่างนาคิกิทสึเนะก็เป็นเด็กดีและเฉลียวฉลาด นางไม่หายตัวไปอย่างไร้เหตุผลหรอก เดี๋ยวก็กลับมา”
ได้ยินดังนั้นโคกิทสึเนะมารุก็ได้แต่พ่นลมหายใจเฮือกก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนขอนไม้ พยายามหลับตาสงบสติอารมณ์ไม่ให้กระเจิดกระเจิงมากไปกว่านี้ ทำให้ทุกคนต้องเหลือบมองหน้ากันด้วยท่าทางไม่สบายใจ ใช่ว่าพวกเขาไม่ห่วงนาคิกิทสึเนะที่หายตัวไปไม่บอกกล่าว แต่หากเกิดลนลาน คงจะยิ่งวุ่นวายไปกันใหญ่
“ทำไงดีล่ะทมโบะกิริ...ขืนปล่อยลูกพี่ไว้แบบนี้ ข้าไม่อยากจะคิดเลยว่านาคิกิทสึเนะจะต้องกลับมาเจอกับอะไร” โอเทกิเนะสะกิดถามพี่ใหญ่ ร่างสูงถอนหายใจยาว
“พวกเจ้าทุกคนกระจายกันออกไปตามหานาคิกิทสึเนะ...ข้าจะคอยอยู่ที่นี่ เผื่อว่านางกลับมา จะได้ช่วยกันไม่ให้โคกิทสึเนะมารุทำอะไรนาง” ทมโบะกิริเอ่ยเสียงเรียบ มองโคกิทสึเนะมารุอย่างไม่วางใจ นี่เป็นครั้งแรกเลยทีเดียวที่เขาได้เห็นลูกพี่มีท่าทีร้อนรนเช่นนี้
ทุกคนพยักหน้ารับคำสั่งอย่างกระตือรือร้น ทว่าเสียงเล็ก ๆ ที่ดังแทรกขึ้นกลับทำให้ต้องชะงัก
“โคกิทสึเนะมารุ?”
โคกิทสึเนะมารุเงยหน้าขึ้นตอบสนองต่อเสียงเรียกทันที ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะลุกขึ้นสาวเท้าฉับตรงมายังร่างเล็กที่ยืนอยู่ตรงหน้าค่าย แล้วรวบนางลอยขึ้น นาคิกิทสึเนะสะดุ้งจนทำสิ่งที่ถืออยู่ในมือหล่นลงกับพื้น ขณะที่คนอื่น ๆ อารามตกใจจะรีบเข้าไปห้ามแต่ไม่ทันการเพราะร่างทั้งสองหายเข้าไปในกระโจมเสียแล้ว
และโจรป่าอินาริทุกคนรู้ดีกว่าในกระโจมของลูกพี่นั้นห้ามย่างกรายเข้าไปอย่างเด็ดขาด…
“ลูกพี่อย่าทำอะไรบ้า ๆ นะ! อย่าลืมว่าน้องหญิงท้องอยู่!!” ชิชิโอตัดสินใจตะโกนลั่น คนอื่น ๆ เห็นเช่นนั้นก็ช่วยกันส่งเสียง อย่างน้อยก็ขอเตือนให้ลูกพี่ยังพอมีสติ ไม่ถูกโทสะครอบงำไปจนหมดแล้วกัน
“โคกิทสึเนะมารุ…” ผิวนวลใต้หน้ากากของนาคิกิทสึเนะซีดเผือดยามเห็นใบหน้าของสามีผู้เป็นที่รักในตอนนี้...ดูยังไงก็กำลังโกรธเรื่องที่นางหายตัวไปอยู่แน่ ๆ เด็กสาวรีบหลับตาปี๋ด้วยความหวาดกลัวทันที
โคกิทสึเนะมารุพ่นลมหายใจพรืดก่อนจะก้มลงซุกไซ้ปลายจมูกไปตามซอกคอที่กรุ่นกลิ่นหอมจาง ๆ พลางมือก็ดึงรั้งปลดโอบิที่พันรอบเอวเมียรัก และคลายชุดที่นางสวมปกปิดกายออกพร้อมกัน ริมฝีปากร้อนโน้มลงครอบครองยอดอกสีหวาน บดเบียดร่างกายแทรกเข้าหาร่างบอบบางที่พยายามดิ้นไปมาอย่างไม่ค่อยเป็นผลเท่าไรนัก
“อื๊อ…” นาคิกิทสึเนะหยีตาลงข้างหนึ่งเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงอารมณ์ของชายหนุ่ม รู้ได้โดยพลันว่าเขากำลังหงุดหงิด และมันก็เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นท่าทางเช่นนี้ มือเล็กพยายามดึงรั้งแขนเสื้อ เตือนให้เจ้าของเรี่ยวแรงที่กำลังกระทำกับร่างกายนางให้ยั้งมือ
“เจ้าหายไปไหนมา...นาคิกิทสึเนะ?” เสียงทุ้มเอ่ยถาม ดวงตาสีแดงนิ่งงันจ้องมองคนใต้ร่างเขม็ง มือยังคงขยับกระตุ้นเร้าอารมณ์เด็กสาวให้กระเจิดกระเจิง
“ขะ...ข้าออกไปเก็บดอกหญ้า…” ท่านหญิงน้อยแห่งคุนิโยชิเม้มปากเอ่ยตอบแผ่ว ทว่าลึกลงในอกนางก็ดีใจอยู่ไม่น้อยที่ในที่สุดสามีก็ยอมออกปากพูดด้วย ทว่าโคกิทสึเนะมารุกลับยิ่งขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“หายไปโดยไม่แม้แต่จะบอกข้าสักคำ...ต้องโดนทำโทษหนัก” เอ่ยพลางนิ้วยาวก็สอดแทรกเข้าในร่างเล็กจนนาคิกิทสึเนะสะดุ้งแอ่นเอวขึ้นอย่างอดทนไม่ไหว จิ้งจอกหนุ่มมองใบหน้าแดงก่ำที่กำลังหอบหายใจถี่รัวอย่างนิ่งเฉย ขยับนิ้วเสียดสีในกายบางหนักหน่วงขึ้น
“ลูกพี่! อย่ารุนแรงกับนางนะ! นางไม่ตั้งใจหรอก” เสียงจากด้านนอกกระโจมยังคงดังแว่วมากวนหูอยู่เรื่อย ๆ ทำเอาชายหนุ่มคิ้วกระตุก
“เงียบน่า! หนวกหูจริง!” สิ้นเสียงตวาดลั่นทุกคนก็เงียบกริบไปทันที โคกิทสึเนะมารุพ่นลมหายใจหงุดหงิด ก่อนจะหันกลับมามองนาคิกิทสึเนะที่น้ำตาคลอ ดึงแขนเขาเบา ๆ อย่างอ้อนวอน “ข้าไม่ใจอ่อนหรอกนะ...บอกมาเสียดี ๆ ว่าเจ้าไปเก็บดอกหญ้ามาทำอะไร”
“ขะ...ข้าเก็บมาร้อยทำมงกุฎ...เป็นของขวัญให้เจ้า”
ดวงตาสีแดงเบิกขึ้นเล็กน้อยยามได้ยินเมียรักก้มหน้าก้มตาเอ่ยออกมาเช่นนั้นทั้งใบหน้าแดงก่ำน่าเอ็นดู ร่างสูงพ่นลมหายใจนิด ๆ ก่อนจะผละกายลุกออกจากตัวนาง กระชับชุดที่สวมอยู่ให้เรียบร้อยแล้วสาวเท้าตรงออกไปข้างนอก
นาคิกิทสึเนะยันร่างลุกขึ้นนั่งบนฟูกพลางกะพริบตางุนงง ได้ยินเสียงโหวกเหวกดังแว่วมาจากนอกกระโจมคล้ายจะไถ่ถามและห้ามปรามไม่ให้เขาทำรุนแรง และจบลงด้วยเสียงตวาดของโคกิทสึเนะมารุที่ฟังดูรำคาญใจเต็มทน
“ไม่ต้องยุ่งน่า! ไปเตรียมข้าวปลาไป ข้าจะไปจัดการนางต่อแล้ว!”
เด็กสาวสะดุ้งน้อย ๆ เมื่อสามีเดินกลับเข้ามาในกระโจม มือถือมงกุฎดอกหญ้าที่นางทำหล่นไว้กลับมาด้วย โคกิทสึเนะมารุย่อตัวลงวางมันลงข้างฟูก ก่อนจะหันมองนางด้วยแววตาที่ยังขุ่นเคือง หากแต่ก็สับสนอยู่ไม่น้อย
“เฮ้อ เจ้านี่นะ...ทำข้าเป็นห่วงเสียแทบบ้า” มือใหญ่เลื่อนไปกุมแก้มนวลไว้อย่างแผ่วเบา “เจ้าก็รู้ว่าพักนี้ข้างนอกอันตราย ต่อไปอย่าออกไปไหนโดยไม่มีข้าหรือพวกทมโบะกิริไปด้วย เข้าใจไหม?”
“ข้าขอโทษ…” นาคิกิทสึเนะก้มหน้างุด ขยับกายซุกเข้าสวมกอดร่างสูงกว่าเอาไว้แน่น “ข้าควรจะรอเจ้ากลับมาก่อน แต่ข้าอยากทำให้เจ้าประหลาดใจ”
“เจ้าทำข้าประหลาดใจมากเกินไปแล้ว...เด็กโง่” สองแขนแกร่งยกขึ้นรวบกอดเมียรักไว้แนบสนิทกาย ปลายจมูกกดแนบลงกับเรือนผมกรุ่นหอมอ่อนนุ่ม “ให้ตายสิ ถ้าไม่ใช่เจ้า ข้าก็ไม่สนหรอกว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร...หากเสียเจ้ากับลูกไป ข้าคงอยู่ไม่ได้แน่”
“ข้าขอโทษ...ยกโทษให้ข้าเถอะนะ” เสียงหวานเอ่ยเจือสะอื้น ทว่าชายหนุ่มก็รู้ดีว่าเป็นวิธีที่นางออดอ้อนให้หายโกรธ มือใหญ่จับรวบไหล่บาง กดนางลงนอนบนฟูกโดยมีร่างตนคร่อมเอาไว้
“อย่ามาทำตัวให้ข้าใจอ่อนหน่อยเลย...เจ้าทำข้าหงุดหงิดมาทั้งวันแล้ว นาคิกิทสึเนะ และตอนนี้เจ้าต้องชดใช้”
ท่านหญิงน้อยตัวแข็งทื่อยามเห็นชายหนุ่มแลบลิ้นเลียริมฝีปาก เป็นสัญญาณเตือนให้นางได้รู้ว่าจะต้องเผชิญกับอะไร...และนางจะไม่มีทางหลุดรอดไปจากคมเขี้ยวจิ้งจอกตัวโตได้จนกว่าจะฟ้าสางอย่างแน่นอน
-
“เตือนแล้วเตือนอีกว่านางท้องอยู่...ลูกพี่ก็ไม่รู้จักคำว่าปรานีเอาเสียเลย เกิดเด็กในท้องเป็นอะไรไปเสียจะทำอย่างไรเล่า โทษใครไม่ได้แล้วนะ”
โคกิทสึเนะมารุยกมืออุดหูเมื่อฟังโอเทกิเนะบ่นว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่ทราบ เมื่อตะวันเกือบตรงหัว เขาปล่อยนาคิกิทสึเนะที่ยังนอนหมดเรี่ยวหมดแรงจากการร่วมรักไว้ในกระโจมแล้วออกมาคอยข้าวปลาอาหารที่พวกลูกน้องกำลังปรุง
“รู้น่าเรื่องนั้น ไม่ต้องมาสอนข้าหรอก...ข้าก็เพลามือแล้วนะ แต่นาคิดันน่ารักเกินไปเองนี่” ตอบสวนกลับไปพลางรับถ้วยข้าวและปลาย่างมาจากทมโบะกิริ
“นั่นมันไม่ใช่ข้ออ้างนะลูกพี่!” ชิชิโอส่งเสียงดังลั่นก่อนจะโดนโคกิทสึเนะมารุปากระบอกน้ำไม้ไผ่เข้าใส่ด้วยความตกใจ (?)
“หนวกหูจริง...เป็นเด็กเป็นเล็กอย่าขัดตอนผู้ใหญ่คุยกันจะได้ไหม”
“ข้าไม่ใช่เด็กแล้วนะ!” เด็กหนุ่มอายุน้อยที่สุดของกลุ่มเบ้หน้าแล้วหันไปจัดการกับปลาย่างส่วนของนิฮงโกต่อ ใช่สิ! ก็เขา (โดนมองว่าเป็น) เด็กเลยโดนใช้อยู่เรื่อยนี่ไง
โคกิทสึเนะมารุลุกขึ้นยืนอย่างไม่คิดจะใส่ใจคำประท้วง เดินตรงกลับเข้าไปในกระโจมพร้อมด้วยความรู้สึกที่เป็นห่วงนาคิกิทสึเนะอยู่ไม่น้อย แม้ตนจะเป็นคนเลือกลงโทษนางเอง แต่คิดตามแล้วเขาก็ผิดอยู่ที่ไม่ปรานีเด็กสาวที่กำลังตั้งครรภ์อ่อน
...ก็นาคิกิทสึเนะอยากน่ารักเองทำไมกันเล่า
ชายหนุ่มเผลอกัดฟันคล้ายกำลังอดกลั้นความรู้สึกตัวเองเมื่อนึกถึงภาพใบหน้าแดงก่ำ เสียงหอบหายใจปนครางหวานของเมียรัก ตอนนี้ไม่ได้...นางควรต้องพักผ่อน
ดวงตาสีแดงจับจ้องร่างเล็กบางที่ซุกอยู่ใต้ผืนผ้าห่ม ขณะที่ค่อย ๆ ย่อตัวนั่งลงข้างฟูก ระวังไม่ให้เด็กสาวสะดุ้งตื่น มือใหญ่วางห่ออาหารลงแล้วเอื้อมไปเกลี่ยเส้นผมสีเงินที่ทิ้งปอยลงมาข้างแก้มนวล ก่อนจะเคลื่อนลงไล้บนริมฝีปากสีแดงเรื่อ ภาพของนาคิกิทสึเนะหลับตาพริ้ม ลมหายใจผ่อนออกมาอย่างสม่ำเสมอช่างสุดแสนจะน่าเอ็นดูจนชายหนุ่มอดจะเผลอยิ้มออกมาขณะโน้มตัวลงจูบเหนือเรือนผมอ่อนนุ่มไม่ได้
“อือ...โคกิทสึเนะมารุ...” ได้ยินเสียงหวานครางงึมงำออกมาแผ่วเบา ก็ทำให้เจ้าของนามรีบผละออกมาทำสีหน้าเคร่งขรึม นาคิกิทสึเนะขยี้ตาอย่างงัวเงียพลางเงยหน้าขึ้นมองเขา “เจ้า...หายโกรธไหม?”
“ไม่เลย” แม้จะนึกแปลกใจอยู่นิดหน่อยที่นางถามเรื่องนี้ออกมาเป็นอย่างแรก แต่โคกิทสึเนะมารุก็ยังคงแสร้งทำเป็นโกรธเคืองไม่หาย นาคิกิทสึเนะทำตาหงอย ขยับมาสวมกอดรอบเอวเขาแน่นและคลอเคลียไปมา ชายหนุ่มแอบอมยิ้มยามเห็นท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู “อะไรกัน...คิดว่าทำเช่นนั้นจะช่วยให้ข้าหายโกรธได้รึ?”
“หายโกรธข้าเถอะนะ...นะ…” เด็กสาวร้องออดอ้อน กระชับวงแขนรอบเอวเขาแน่น ก่อนจะเงยหน้ามองใบหน้าคมคายทั้งดวงตาคลอน้ำตา “โคกิทสึเนะมารุ...ข้าขอโทษ ยกโทษให้ข้าเถอะนะ”
“เจ้านี่นะ…” เห็นท่าทีเช่นนั้นโจรหนุ่มก็ใจอ่อนยวบ เขาถอนหายใจเฮือกแล้วอุ้มร่างเล็กที่ซุกอยู่ข้างกายขึ้นมาบนตักพลางสวมกอดนางแน่น พร้อมกับกดปลายจมูกลงกับข้างแก้มนุ่มนิ่ม ขณะวงแขนเรียวเล็กโอบรอบคอเขาเอาไว้ “ก็ได้...ข้ายกโทษให้แล้ว เฮ้อ...โกรธเจ้าได้ไม่นานจริง ๆ นาคิของข้า”
“จริงหรือ?” ดวงตาสีทองที่คลอหน่วยกลับเป็นประกายวับวาวขึ้นมา ชายหนุ่มยิ้มอย่างเสียมิได้ก่อนจะพยักหน้ารับคำแล้วก้มลงแนบหน้าผากขยี้ไปมากับหน้าผากมนด้วยความหมั่นเขี้ยว
“จริง ๆ เลย” เสียงทุ้มหัวเราะเบา มือกอดกระชับเอวบางไว้แน่นขณะสบตากับนาง “มีเมียเด็กมันดีแบบนี้เองสินะ...น่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง”
“เจ้าชอบไหม...มีเมียเด็กน่ะ?” นาคิกิทสึเนะเอียงคอใสซื่อ สามีหัวเราะอารมณ์ดีแล้วใช้นิ้วแตะปลายจมูกนางเบา ๆ อย่างเอ็นดู
“ต้องเป็นเจ้าเท่านั้นนะ ข้าถึงจะชอบ...เมียรักของข้า” วงแขนแกร่งกอดกระชับร่างบอบบางจนแนบชิด ก่อนจะเอื้อมไปหยิบชุดมาคลุมร่างเปลือยเปล่าให้นาง “เอ้า กินข้าวกินปลากันเถอะ...เจ้ากับลูกคงหิวแย่แล้ว”
“อื้อ” เด็กสาวพยักหน้า อ้าปากงับเนื้อปลาที่เขาแกะป้อนอย่างว่าง่าย โคกิทสึเนะมารุยิ้มบางอย่างเอ็นดูยามมองเมียรักที่เจริญอาหารมากขึ้นกว่าก่อน นางมีน้ำมีนวลขึ้นเมื่อมีครรภ์ ยิ่งดูน่ารักน่าโอบกอดมิคลาย
ทุกคนในกลุ่มโจรของเขาล้วนตื่นเต้นไม่แพ้กันเมื่อรู้ว่าจะมีหลาน ต่างก็ประคบประหงมดูแลนาคิกิทสึเนะ สรรหาอาหารดี ๆ สมุนไพรบำรุงครรภ์มาให้นางมิขาด เด็กสาวเองก็เชื่อฟังคำแนะนำ ระมัดระวังตัวมากขึ้นเวลาจะทำอะไร และทานเผื่อลูกน้อยในท้องเสมอทั้งที่เมื่อก่อนนั้นนางกินน้อยเหลือเกิน เห็นเช่นนั้นโคกิทสึเนะมารุก็นึกดีใจ
“คำสุดท้ายแล้วนาคิ...เดี๋ยวข้าออกไปล้างมือก่อน เจ้าแต่งตัวให้เรียบร้อยเสียล่ะ” ชายหนุ่มเอ่ยพลางป้อนข้าวกับเนื้อปลาคำสุดท้ายเข้าปากเล็ก ๆ นั้น แล้วประคองนางให้นั่งลงบนฟูก นาคิกิทสึเนะพยักหน้ารับ มองหาโอบิมาผูกชุดไว้ดี ๆ ขณะที่โคกิทสึเนะมารุลุกออกไปล้างมือ
ตอนนั้นเอง ดวงตาสีทองเหลือบเห็นมงกุฎดอกหญ้าที่ตนทำไว้เมื่อวานหล่นอยู่ข้างฟูก เด็กสาวก้มลงเก็บมันขึ้นมาจัดให้เข้าที่ แม้ดอกหญ้าที่ร้อยเรียงเอาไว้จะแห้งเหี่ยวไปเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่เสียรูปมากนัก
“เป็นอย่างไรบ้าง?” นาคิกิทสึเนะเงยหน้าขึ้นตามเสียง เห็นสามีสุดที่รักนั่งลงข้าง ๆ ก่อนจะเอนตัวลงนอนหนุนตักนาง มองมงกุฎดอกหญ้าที่มือเล็กเรียวถือเอาไว้ “ยังพอสวมให้ข้าได้อยู่ไหม?”
ได้ยินดังนั้น นาคิกิทสึเนะก็ตาเป็นประกาย พยักหน้าหงึกด้วยความตื่นเต้น ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะดันตัวลุกขึ้นนั่ง ลูบแก้มนางอย่างอ่อนโยน
“สวมให้ข้าทีสิ...องค์หญิง”
เด็กสาวผงกหัวรับคำ ขยับตัวคุกเข่าให้ถนัดแล้วบรรจงสวมมงกุฎดอกหญ้าในมือลงเหนือเรือนผมสีเงินของชายหนุ่ม เมื่อจัดดูจนเรียบร้อยนางจึงผละออกมา จ้องมองคนตรงหน้าแล้วเอียงคออย่างครุ่นคิด โคกิทสึเนะมารุหัวเราะเบา ๆ ยามมองแววความใสซื่อที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า
“ข้าว่าของแบบนี้น่าจะเหมาะกับเจ้ามากกว่านะ...นาคิ” เอ่ยพลางถอดมงกุฎที่ตนสวมอยู่ใส่ให้กับเมียรักแทน นาคิกิทสึเนะคลำมันไปมาทั้งพวงแก้มแดงเรื่อก่อนจะเงยหน้าขึ้นยิ้มหวานให้ โจรหนุ่มยิ้มบาง มือแกร่งสอดเข้าอุ้มร่างบอบบางมาบนตัก
“วันนี้...เจ้าไปลานดอกหญ้ากับข้าได้หรือไม่?” เด็กสาวถามขณะโอบแขนรอบคอเขา โคกิทสึเนะมารุเลิกคิ้วน้อย ๆ คล้ายจะแปลกใจ
“อยากทำมงกุฎอีกหรือ?”
นาคิกิทสึเนะส่ายหัวไปมาก่อนจะพยักหน้า เห็นเช่นนั้นชายหนุ่มก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้เพราะความน่าเอ็นดูของนาง มือใหญ่ไล้เกลี่ยไปตามพวงแก้มนิ่มนวลขณะที่นางเอ่ยปาก “ข้าอยากให้ของขวัญเจ้า...เจ้าให้อะไรต่อมิอะไรกับข้ามากมายนัก”
“เจ้านี่นะ...งั้นไปอาบน้ำกันเสียก่อน แล้วข้าจะไปลานดอกหญ้าเป็นเพื่อนเจ้า ตกลงไหม เด็กดี?”
-
โคกิทสึเนะมารุทอดสายตามองเด็กสาวที่เดินนำอยู่เบื้องหน้าทั้งความคิดมากมายที่ล้นเอ่ออยู่ในหัว ดวงตาสีแดงทอแววอ่อนโยน ยามบีบกระชับมือเรียวเล็กซึ่งประสานกันไว้แนบแน่น...แม้พักนี้จะมีเรื่องหนักอกมากมาย แต่บางคราวเขาก็นึกอยากจะหลงลืมมันไปเสียชั่วครู่ เพื่อจะได้ดื่มด่ำกับความสุขใจยามอยู่ชิดใกล้เมียรัก
ท่านหญิงน้อยแห่งคุนิโยชิหันกลับมาด้วยแววตากลมโตสงสัยขณะขยับกายนั่งลง ณ ตรงกลางลานดอกหญ้า โคกิทสึเนะมารุยิ้มบาง นั่งลงเคียงกายนาง มือเอื้อมไปลูบไล้พวงแก้มขาวนวลอย่างเอ็นดู
“นี่หรือลานดอกหญ้าของเจ้า…” เสียงทุ้มว่า พลางดวงตาก็กวาดมองโดยรอบ เป็นสถานที่ที่ช่างดูเรียบง่าย หากแต่งดงามและอบอุ่นนัก “เหมือนเจ้าไม่มีผิดเลย...นาคิ”
“เหมือนข้า?” เด็กสาวกะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความงุนงง แต่ชายหนุ่มก็เอาแต่ยิ้มแย้มไม่ตอบอันใด เห็นเช่นนั้นนางก็ไม่ซักไซ้ เพียงแบมือยื่นออกไปด้วยสีหน้าจริงจัง “โคกิทสึเนะมารุ...ขอมือ...”
คราวนี้กลายเป็นโคกิทสึเนะมารุที่เป็นฝ่ายงุนงงเสียแทน ทว่าก็ยกมือวางทาบบนมือเรียวเล็กอย่างว่าง่ายเชื่อฟัง นาคิกิทสึเนะยิ้มบาง ประคองมือเขามาวางบนตักแล้วเก็บดอกหญ้ารอบกายมาถักร้อยเป็นสร้อยข้อมือ โดยมีดวงตาคู่คมทอดมองทุกการเคลื่อนไหว
“อยู่ที่ปราสาทเจ้าคงทำอะไรเช่นนี้บ่อยล่ะสินะ?”
“ไม่บ่อยเท่าไหร่…” ริมฝีปากบาง ๆ คลี่ออกเป็นรอยยิ้ม ขณะมือก็ตั้งใจถักสานสร้อยดอกหญ้าดังที่ตนตั้งใจไว้ว่าจะมอบให้แก่เขา “สึรุมารุเก็บดอกหญ้ากับดอกไม้มาให้ข้าทำหากมีโอกาส เพราะข้าแทบไม่ได้ออกไปนอกปราสาท…”
“มิน่าเล่า เจ้าถึงฝีมือดีเช่นนี้” เอ่ยพลางโน้มใบหน้าไปกดจุมพิตบนหน้าผากมนอย่างเอ็นดูรักใคร่ นาคิกิทสึเนะสั่นหัวไปมาแล้วเงยหน้ามองเขาตอบ
“สึรุมารุเก่งกว่าข้ามากนัก”
“สึรุมารุ? อ้อ...สาวน้อยที่อยู่กับมิคาสึกิใช่ไหม” โคกิทสึเนะมารุแตะปลายคางนึกภาพเจ้าของนามที่เขาเคยพบโดยตรงเพียงครั้งเดียว ถึงจะได้ยินชื่อเสียงของ ‘กระเรียนขาวโฉมสะคราญ’ มาก็จริง ทว่าเมื่อได้พานพบแล้วกลับรู้ว่านางไม่เหมือนที่เขาคิดไว้เลยแม้แต่นิด “ม้าดีดกะโหลกอย่างนางทำอะไรละเอียดลออเช่นนี้เป็นด้วยรึ”
นาคิกิทสึเนะพยักหน้าอย่างไม่คิดจะแก้ต่างให้พี่สาวบุญธรรม
“สึรุมารุซุกซน วัน ๆ เอาแต่เล่นสนุก กลั่นแกล้งผู้คน ออกไปขี่ม้า...สหายนางก็มีแต่ผู้ชาย” พูดถึงตรงนี้เด็กสาวก็อดที่จะอมยิ้มน้อย ๆ ไม่ได้ยามนึกถึงเรื่องราวครั้งอยู่ในปราสาท “แต่การมีนางอยู่ด้วย...ก็ทำให้ข้ามีความสุขมาก”
“เช่นนั้นข้าก็เข้าใจแล้วว่าทำไมมิคาสึกิถึงได้เลือกนาง” โจรหนุ่มยิ้มบางก่อนจะรวบอุ้มร่างบอบบางขึ้นมานั่งตัก ยกมือที่ข้างที่มีสร้อยข้อมือเส้นใหม่ถูกถักรอบไว้อย่างเรียบร้อยขึ้นมาดูด้วยความพึงพอใจ “มันสวยมากนาคิ...ขอบใจเจ้ามาก เมียรักของข้า”
“ข้าดีใจที่เจ้าชอบ…” นาคิกิทสึเนะยิ้มหวานเมื่อโดนจูบแก้ม แขนเรียวเล็กโอบรอบคอสามีผู้เป็นที่รักไว้แน่น ดวงตาสีทองหลุบลงเล็กน้อยก่อนริมฝีปากบางจะเอื้อนเอ่ย “มิคาสึกิ...เป็นคนเช่นไรหรือ?”
“หืม? อยากรู้ไปทำไมรึ?” โคกิทสึเนะมารุเลิกคิ้ว กระชับวงแขนรอบบั้นเอวบางให้ถนัด
“เขาเป็นนายของสึรุมารุ ข้าอยากรู้เขาเป็นคนเช่นไร...ข้าห่วงพี่สาวบุญธรรมของข้า” เด็กสาวตอบด้วยเสียงแผ่ว เห็นสีหน้านางเขาก็รู้ได้ว่าห่วงใยพี่สาวต่างสายเลือดผู้นั้นจริง ๆ
“อย่ากังวลไปเลยนาคิ...มิคาสึกิเป็นคนดีและอ่อนโยน ต้องดูแลพี่สาวเจ้าได้เป็นอย่างดี ไม่ขาดตกบกพร่องอย่างแน่นอน” ปลายจมูกกดฝังลงบนเนื้อนิ่มบนพวงแก้มนวล คลอเคลียไปมาด้วยรักใคร่ “ข้าสาบานได้เลย”
ท่านหญิงน้อยพยักหน้าเชื่อมั่นในคำนั้น ก่อนจะเอ่ยถามสิ่งที่ค้างคาใจตนมาหลายวัน
“แล้ว...เจ้าเป็นพี่ชายของมิคาสึกิ? แปลว่าเป็นชนชั้นสูงหรือ? เหตุใดเจ้าจึงจากบ้านมา...”
โคกิทสึเนะมารุหลุบตาลงน้อย ๆ แม้จะคิดอยู่ว่าสักวันคงถึงเวลาที่ต้องตอบคำถามนี้กับใครสักคนก็ตาม แต่เขาก็ยังรู้สึกประดักประเดิดอยู่ดี
“จะว่าอย่างไรดี...ข้าไม่ค่อยชอบชีวิตในปราสาท ข้าทนอยู่ในที่ใดที่หนึ่งนาน ๆ ไม่ได้ ไม่เหมือนมิคาสึกิ” เล่าพลางแนบจุมพิตลงบนเรือนผมสีเงินอ่อนนุ่มของนาคิกิทสึเนะที่เงยหน้ามองตาแป๋ว
“ข้าอยาก...รู้เรื่องของเจ้าอีก” มือเรียวเล็กยกขึ้นลูบไปตามกรอบหน้าคมคายของชายหนุ่ม “ทุก ๆ อย่าง...ชีวิตที่ผ่านมาของเจ้า ความหวัง ความฝัน ความรู้สึกของเจ้า...เจ้าเล่าให้เมียฟังได้ไหม?”
เห็นรอยยิ้มออดอ้อนของจิ้งจอกน้อยบนตัก โคกิทสึเนะมารุก็คลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา มือแกร่งกระชับเอวบาง เอนร่างนางลงนอนกับพื้นหญ้า ดวงตาสีแดงสบประสานเข้ากับนัยน์ตาสีทองกลมใสน่าเอ็นดู
“เมียข้าร้องขอเสียขนาดนี้...เห็นทีไม่เล่าคงไม่ได้กระมัง” กดจุมพิตลงบนหน้าผากมน พลางมือก็เริ่มซุกซนไปตามร่างบอบบาง นาคิกิทสึเนะเกร็งตัวเล็กน้อย หากแต่ก็มิได้ขัดขืนแต่อย่างใด
“เล่าอย่างเดียวก็ใช่ท่า...กินเจ้าไปด้วย เล่าจนหมดสิ้นทุกอย่างเลยเป็นอย่างไร?”
-
“ท่านพี่...ทำอะไรอยู่รึ”
เสียงของน้องชายต่างมารดาที่ดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกล เรียกให้โคกิทสึเนะมารุที่ยืนนิ่งอยู่ตรงชานเรือนยามค่ำคืนหันไปมอง มิคาสึกิวัยสิบเจ็ดปีคลี่รอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ของตนบาง ๆ แล้วย่อกายลงนั่งบนระเบียงไม้พร้อมกับขวดสาเก
“คิดเรื่องสงครามที่เพิ่งผ่านมาหรือ?”
“อืม…” ผู้ถูกถามขานเสียงเบา หันกลับไปมองสวนหินเบื้องหน้าต่อ มิคาสึกิหัวเราะน้อย ๆ ขณะรินสาเกใส่ลงในถ้วยทั้งสองและวางไว้ข้างเคียงกัน
“ท่านพ่อชื่นชมท่านพี่ไม่ขาดปาก” ดวงตาจันทร์เสี้ยวเหลือบมองในงานเลี้ยงหลังเสร็จศึกที่มีบิดาผู้ครองแคว้นซังโจเป็นประธาน ก่อนจะเบนเลื่อนกลับมามองพี่ชายตน “กระนั้นแล้วขุนพลผู้ยิ่งใหญ่แห่งซังโจมีเรื่องอะไรที่ต้องเก็บมาคิด บอกข้าได้หรือเปล่า?”
“วันนี้...ข้าสังหารเด็กน้อยคนหนึ่งไปอย่างไม่ตั้งใจ” คำตอบของพี่ชายทำให้มิคาสึกิเลิกคิ้วน้อย ๆ โคกิทสึเนะมารุถอนหายใจ เงยหน้ามองดวงดาวที่พร่างพราวอยู่เกลื่อนฟากฟ้าในคืนเดือนดับ “เด็กนั่นจู่ ๆ ก็พุ่งตรงเข้ามาขวางดาบข้าที่หมายจะฟันเข้าใส่ทหารศัตรู…”
“ท่านพี่ไม่ตั้งใจมิใช่หรือ สงครามก็เป็นเช่นนั้น ท่านไม่ผิดเสียหน่อย” ดวงตาจันทร์เสี้ยวของมิคาสึกิสั่นไหวเล็กน้อยยามได้ยินเรื่อง ลอบนึกสงสารเด็กน้อยผู้นั้นอยู่จับใจ
“เจ้าไม่เป็นคนลงมือคงพูดได้ง่ายนัก” ขุนพลหนุ่มแห่งซังโจแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ พลางสอดมือเข้าในแขนเสื้อ เงยหน้ามองฟากฟ้าเกลื่อนดาว “พูดแบบนี้อาจดูเห็นแก่ตัว แต่ข้าอยากจะเลิกแล้วล่ะ มิคาสึกิ”
“ท่านพี่?” มิคาสึกิเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “ที่ว่าเลิกนั่น…”
“เลิกจากการรบ...จากสงคราม” โคกิทสึเนะมารุเอ่ยเสียงเรียบ ดวงตาสีแดงทอดมองเหม่อ “ตลอดหลายปีมานี้ข้าฝืนมาตลอดเพื่อแคว้นของเรา แต่ข้าไม่อยากต่อสู้นองเลือดแบบนั้นอีกแล้ว...ไม่อยากเห็นเด็กคนใด หรือคนคนไหนตายต่อหน้าอีกแล้ว”
ไม่เคยรู้เลยว่าขุนพลผู้เลื่องชื่อจะรู้สึกเช่นนั้นมาตลอด อึดอัด...เจ็บปวดมาตลอด เขาเองก็รู้ดีว่าพี่ชายต่างมารดาเป็นคนรักสงบเหมือน ๆ กับแม่ของเขา เกลียดการต่อสู้ที่ไม่จำเป็น แต่เพราะบัญชาของท่านพ่อจึงยังต้องรบเพื่อแคว้น และเพื่อเขาที่เป็นน้องชาย
นายน้อยแห่งซังโจได้แต่ทอดมองแผ่นหลังของพี่ชายนิ่งงัน…
-
โคกิทสึเนะมารุลุกขึ้นมาเก็บข้าวของช่วงกลางดึก หนีออกจากปราสาทก่อนที่จะมีใครรู้เรื่อง ชายหนุ่มที่ไม่รู้จะไปที่ใดดีเลือกเดินตรงไปทางเขตป่าอินาริ อย่างน้อยก็น่าจะพอหลบซ่อนตัวจากการค้นหาของท่านพ่อได้สักระยะ
ท่ามกลางความมืดมิด สองเท้ายังคงสืบก้าวเดินอย่างรวดเร็วต่อเนื่องอย่างไม่หยุดพักเพราะเกรงว่าหากชักช้าไปแม้สักนิด กองกำลังของซังโจจะออกตามหาแม่ทัพอย่างเขาเสียให้วุ่น ซึ่งโคกิทสึเนะมารุไม่ต้องการเช่นนั้น แต่ชายหนุ่มก็เชื่ออยู่ว่าคนเป็นน้องจะเข้าใจ และช่วยปกป้องเขาได้
ต่อไปก็เข้าป่าแล้วจะอย่างไรต่อดี...อดีตขุนพลแห่งซังโจได้แต่ทอดถอนลมหายใจขณะทิ้งกายนั่งลงโคนต้นไม้ แล้วเงยหน้ามองดวงดาวที่เกลื่อนอยู่เต็มฟ้า ครุ่นคิดอย่างหนักว่าควรต้องจัดการชีวิตตนเช่นไรดี
จริงอยู่ว่าด้วยความเป็นนักรบ เดินทางมาก็มาก ทำให้เขาคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตโลดโผนผจญภัย เชื่อว่าตนสามารถจับปลาล่าสัตว์มาทำอาหารได้ ไม่อดตายแน่นอน หากแต่การใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับกิจวัตรประจำวันเพียงเท่านั้นเขาจะมิเบื่อจนตายก่อนหรือไร
ยังไงก็ต้องหาอะไรที่…
ความคิดพลันหยุดชะงักเมื่อใบหูที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดีได้ยินเสียงประหลาดบางอย่าง โคกิทสึเนะมารุขยับข้าวของข้างกายซ่อนไว้อย่างแผ่วเบา กระชับดาบที่เหน็บข้างเอวให้ถนัดและลุกขึ้น ฝีเท้าขยับก้าวอย่างระมัดระวังและแผ่วเบาที่สุดไปทางต้นเสียง
“จิ้งจอก?” ดวงตาเรียวคมกะพริบปริบยามเห็นสุนัขจิ้งจอกแดงตัวใหญ่ตัวหนึ่งนั่งตรงอยู่เบื้องหน้าแนวต้นไม้ทอดยาว มองตอบเขากลับมาด้วยแววตาสีทองนิ่งเฉย โคกิทสึเนะมารุเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจเมื่อสิ่งมีชีวิตตรงหน้ายกกายลุกขึ้น หมุนตัวหันหลังให้และเดินหายไปความมืดมิด ชายหนุ่มราวถูกสะกด เผลอก้าวเท้าจะตามมันไป
“อย่าเข้าไปจะดีกว่า” แต่เสียงหนึ่งก็เรียกสติเขากลับมาเสียก่อน อดีตขุนพลแห่งซังโจหันกลับไปมอง เห็นเป็นชายร่างสูงใหญ่กำยำคนหนึ่ง ผมยาวสีเลือดหมู ดูแล้วน่าจะอายุมากกว่าเขา
“ท่านคือ…” โคกิทสึเนะมารุนึกแปลกใจ ไม่นึกว่าจะเจอคนในป่าเวลาดึกดื่นเช่นนี้ อีกฝ่ายแย้มรอยยิ้มติดเศร้ามาให้ขณะก้าวเข้ามาใกล้
“หากเข้าไปใน ‘วงกต’ ของป่าอินาริโดยปราศจากจิตใจที่มั่นคงล่ะก็ เจ้าจะกลับออกมาไม่ได้เอานะ” มือใหญ่แกร่งเอื้อมไปสัมผัสต้นไม้หนึ่งพลางหลับตาลง “นางก็กลับมาไม่ได้เช่นกัน”
“นาง? แล้วท่านเป็นใคร เหตุใดมาอยู่ที่ป่ายามวิกาลเพียงลำพัง” ชายหนุ่มถามย้ำเมื่อยังไม่ได้รับคำตอบ
“โอ ข้านี่ช่างเสียมารยาท...ข้าชื่อทมโบะกิริ อาศัยอยู่แถวนี้ล่ะ” ทมโบะกิริเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ ทอดสายตาเข้าไปยังความมืดมิดในป่าลึก “ภรรยาของข้า...หายตัวเข้าไปในวงกตหลายปีแล้ว และนับจากวันนั้น ข้าก็มาที่นี่ เพื่อเฝ้ารอ เผื่อว่านางจะกลับมา”
“เฝ้ารอ...ตลอดหลายปีเลยงั้นรึ? ท่านไม่คิดจะเข้าไปตามหานางเหรอ” โคกิทสึเนะมารุถาม มองตามสายตาอีกฝ่ายไปด้วยความไม่เข้าใจ
“คิดสิ...ข้าคิดว่าตนมีจิตใจมั่นคงแล้วที่จะตามหาตัวนางให้พบ แต่ไม่ว่าอย่างไร ก็ทำได้เพียงแต่เดินหลงไปมาอยู่ในวงกต ไม่เจอแม้แต่วี่แววว่านางยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ กว่าจะกลับออกมาได้ ก็ไม่รู้แล้วว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด และหลงลืมร่องรอยที่พบในวงกตไปจนหมด” น้ำเสียงทุ้มหนักของทมโบะกิริเอ่ยแผ่วเบา คนอ่อนวัยกว่าหลุบสายตาลงเล็กน้อย
“เข้าไปตามหานางกับข้าไหม...ข้าไม่กลัวหรอกหากต้องติดอยู่ในวงกต เพราะตอนนี้ข้าก็ไม่มีที่ไปแล้ว” ว่าพลางสาวเท้าตรงไปหยิบห่อสัมภาระของตนมาสะพายพาดไหล่
“อะ...อะไรนะ?” ร่างสูงใหญ่เผลอร้องเสียงหลง หากแต่ก่อนจะทันได้ห้ามปราม โคกิทสึเนะมารุก็ก้าวข้ามเข้าไปในเขตวงกตเสียแล้ว ชายหนุ่มขยี้ผมตัวเองอย่างร้อนใจก่อนจะรีบวิ่งตามไป
-
เมื่อไล่ตามฝีเท้าของโคกิทสึเนะมารุทัน ทมโบะกิริก็พบว่าพวกตนเดินอยู่กลางป่าลึกเสียแล้ว ดวงจันทร์เริ่มคล้อยลงต่ำไปทางทิศตะวันตก ร่างสูงใหญ่สาวก้าวตรงเข้าไปดึงแขนเจ้าของเรือนผมสีเงินเอาไว้
“เจ้ากำลังทำอะไรอยู่กันแน่!” ร้องถามออกไปคล้ายเสียงตวาด แต่ในน้ำเสียงนั้นก็มีความร้อนรนปนห่วงรวมอยู่ด้วย โคกิทสึเนะมารุเหลียวกลับมา ดวงตาสีแดงกะพริบปริบ
“หาภรรยาของท่านอยู่ไง…”
ทมโบะกิริถอนหายใจเฮือกยามได้ยินเช่นนั้น ก่อนจะปล่อยท่อนแขนที่ตนจับไว้ออก “ฟังนะ...ข้าไม่คิดว่านางจะมีชีวิตอยู่แล้วล่ะ เรื่องมันก็หลายปีมาแล้ว”
“แต่ท่านก็มารอนางทุกวันไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นมิได้หมายความว่าท่านมีความหวังอยู่หรือว่านางจะกลับมาหา” อดีตขุนพลแห่งซังโจเลิกคิ้ว “อยากจะโอบกอดนางอีกครั้ง ไม่ว่าจะพบนางในสภาพเช่นไร นั่นมิใช่สิ่งที่ท่านปรารถนาหรือ”
“เจ้า…” แววตาของฝ่ายถูกถามสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะหลุบวูบลง “นั่นสินะ...ข้าเฝ้าตามหานางอยู่นาน รอคอยไม่ว่ากี่ปีโดยที่ทั้งหวังและไม่กล้าหวัง แต่ก็ถูกของเจ้า น้องชาย ข้าอยากโอบกอดนางอีกครั้ง...ไม่ว่านางจะอยู่ในสภาพเช่นไรก็ตามที”
โคกิทสึเนะมารุพยักหน้า ก่อนที่พลันนั้นจะได้ยินเสียงบางอย่างดังแว่วมา ชายหนุ่มชะงักนิ่ง หลับตาเงี่ยหูฟังให้ถนัด พลอยทำให้ทมโบะกิริเงียบไปด้วย
เป็นเสียงกระดิ่ง…
“ทางนั้นหรือ” ร่างผมสีเงินพึมพำเบา ๆ แล้วเดินตรงไปทางต้นเสียงที่ได้ยิน คนที่เดินตามมาเลิกคิ้วแต่ก็ไม่ออกปากถามแต่อย่างใด โคกิทสึเนะมารุก้าวเท้าไปเรื่อย กวาดดวงตาสีแดงมองหาทั่วบริเวณ ไม่แม้แต่จะตั้งคำถามว่าเสียงนั้นจะนำพาพวกเขาไปหาสิ่งใด
เพราะชายหนุ่มคิดว่าตนรู้ดีว่าปลายทางคืออะไร…
ในที่สุดยามเมื่อมีแสงสีทองเรื่อเรืองที่ขอบฟ้าฟากตะวันออก โคกิทสึเนะมารุก็หยุดยืนนิ่งหน้าต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ทอดมองสิ่งตรงหน้าอย่างอาวรณ์ ทมโบะกิริสูดหายใจลึก สองขาสั่นเทาค่อย ๆ ก้าวไปหยุดตรงหน้าสิ่งนั้น ย่อตัวลงเอื้อมไปหยิบ ‘แหวน’ ที่วางอยู่หน้ากองดินเตี้ยขึ้นมา
“ทมโบะกิริ…” โคกิทสึเนะมารุเรียกชื่ออีกฝ่ายเบา ๆ เห็นรอยยิ้มแสนเศร้าคลี่ออกมาบนริมฝีปากของคนที่กำแหวนวงนั้นไว้ในมือแน่น พร้อมกับเงาสะท้อนของหยาดน้ำในดวงตาที่ค่อย ๆ ปิดลง
“อืม...แหวนของนาง” ร่างสูงใหญ่ยันกายลุกขึ้น หันกลับมาหาเขา “ขอบคุณมากที่อุตส่าห์พาข้ามาจนเจอ”
ชายหนุ่มหลุบตาลงเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า แม้จะเป็นสิ่งที่คาดไว้แต่แรกแล้วก็ตาม ทว่ามันก็ยังคงเจ็บปวดอยู่ที่ตรงไหนสักแห่งในใจอยู่ดี ทมโบะกิริเห็นท่าทางเช่นนั้นก็พอเดาความคิดของคนตรงหน้าออก มือใหญ่เอื้อมไปบีบไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ
“เจ้ารู้ไหม น้องชาย...นางเป็นสิ่งสำคัญเพียงหนึ่งเดียวของข้า นับจากที่เราแต่งงานกัน” คนอายุมากกว่าเอ่ย คลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน “เป็นเพราะเจ้าแท้ ๆ เลย...ข้าจึงได้สิ่งสำคัญกลับคืนมาอีกครั้ง”
“สิ่งสำคัญหรือ…” ดวงตาสีแดงมองสบตาทมโบะกิรินิ่งงัน...พลันคำถามก็เกิดขึ้นในใจที่เคยวางเฉยต่อทุกสิ่ง ว่าแล้วเช่นนั้น ‘สิ่งสำคัญ’ ของเขาคืออะไรกัน
“ว่าไปเจ้าชื่ออะไรหรือน้องชาย?” คล้ายเพิ่งนึกได้ อีกฝ่ายจึงเอ่ยถามมา พลอยทำให้โคกิทสึเนะมารุรู้สึกตัวว่าตนยังมิได้แนะนำชื่อเสียงเรียงนามเลย...อาจเพราะความคุ้นชินจากการเป็นนักรบกระมัง เพียงชักดาบฟาดฟัน ศัตรูตรงหน้าก็สิ้นใจ หาได้มีใครอยากทราบนามของเขาไม่
“ข้าชื่อ...โคกิทสึเนะมารุ”
“โคกิทสึเนะมารุแห่งซังโจรึ?” ทมโบะกิริเบิกตาเล็กน้อย หากแต่ไม่มีท่าทีหวาดกลัวเช่นที่โคกิทสึเนะมารุคาดไว้ ซึ่งทำให้จิ้งจอกแห่งซังโจคิดแปลกใจอยู่ในที “เหตุใดนักรบผู้เลื่องชื่อเช่นเจ้าจึงมาอยู่กลางป่าเช่นนี้ได้เล่า”
“ข้าเบื่อหน่ายสงคราม...อยากใช้ชีวิตตามใจตนชอบบ้าง” ชายหนุ่มเอ่ยตอบไปตามความคิดของตนโดยตรง ทมโบะกิรินิ่งมองเขาเงียบงันอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบาง ๆ
“อย่างนั้นรึ…” เอ่ยพลางหัวเราะ “เช่นนั้นข้าก็เข้าใจความรู้สึกเจ้า ข้าก็เคยเป็นนักรบชั้นล่างของอาวาตะงุจิมาก่อน แต่ยามเมื่อต่อสู้มากเข้า จิตใจก็เริ่มเบื่อหน่าย ประกอบกับได้พบกับนางพอดี ข้าจึงออกจากกองทัพ ใช้ชีวิตเยี่ยงชาวบ้านธรรมดา...เชื่อข้าเถอะว่าการใช้ชีวิตตามใจอยากนั้นมันสุขเสียยิ่งกว่าการวนเวียนอยู่กับการแย่งชิงอำนาจแน่นอน”
ได้ยินเช่นนั้นโคกิทสึเนะมารุก็อดจะเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว “จะว่าเป็นโชคหรือเปล่านะ...ที่ได้เจอคนที่คิดเช่นเดียวกัน”
ทมโบะกิริหัวเราะแล้วอ้าปากคล้ายจะเอ่ยบางสิ่ง ทว่าเสียงประหลาดที่ครวญครางอยู่ไม่ห่างกลับทำให้ทั้งสองชะงักเงียบ ต่างคนต่างขยับตัว กวาดมองรอบกายอย่างระแวดระวัง
“ตรงนั้นน่ะ...มีใครอยู่ใช่ไหมม…” ในที่สุดก็จับใจความได้เป็นเสียงพูดยานคางคล้ายเสียงคนเมามาย โคกิทสึเนะมารุกับทมโบะกิริหันมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ ด้วยไม่คาดนึกว่าจะมีคนอื่นอยู่ในวงกตอีก “ข้าหิวมากเลย...พอจะมีอาหารติดมาสักเล็กน้อยไหม?”
“เจ้าเป็นใคร อยู่ตรงไหนหรือ?” ทมโบะกิริเอ่ยถาม ขณะอดีตขุนพลแห่งซังโจกระชับดาบที่เหน็บเอวเผื่อไว้ว่าอีกฝ่ายจะทำอันตราย ราวจะเป็นการตอบสนองต่อคำถามของทมโบะกิริ มือหนึ่งขยับโบกไหวไปมาอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ไม่ห่างจากต้นที่พวกเขายืนอยู่เท่าไรนัก
“ไม่นึกเลยว่าจะมีคนเข้ามาในวงกตป่าอินาริด้วย” ทันทีที่ก้าวไปหยุดตรงหน้า เจ้าของเสียงเรียกหาเมื่อครู่ก็ยิ้มเผล่ทั้งใบหน้าดูอิดโรย มือหนึ่งกอดไหสาเก อีกมือถือประคองหอกเล่มยาวไว้ “ข้าชื่อนิฮงโก เป็นทหารของแคว้นเล็ก ๆ ไม่ไกลจากนี่...แต่ก็หนีทัพมาหลงอยู่ในป่านี่ได้สักพักแล้วล่ะ แบบว่า...การรบอะไรแบบนั้นไม่เหมาะกับข้าน่ะนะ”
“บังเอิญจริงนะ…” เห็นท่าทีเช่นนั้นทั้งสองก็พอคลายใจ ทมโบะกิริเปิดห่อผ้าที่ข้างเอว หยิบผลไม้ลูกหนึ่งส่งให้นิฮงโก ขณะโคกิทสึเนะมารุก็เก็บดาบเข้าฝักให้เรียบร้อย
“พวกข้าเองก็จากบ้านมาเพราะสงครามเหมือน ๆ กัน”
หลังจากนิฮงโกทานผลไม้จนพออิ่มท้อง ทั้งสามก็นั่งลงพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวซึ่งกันและกันในฐานะของคนที่เบื่อหน่ายสงครามมิต่าง สุดท้ายจึงตัดสินใจว่าจะหาสถานที่ดี ๆ สักที่หนึ่งในวงกตป่าอินาริเพื่อตั้งค่าย อาศัยอยู่ร่วมกัน ตามคำที่ทมโบะกิริเปรยออกมาระหว่างการสนทนา
“หากเป็นในวงกตป่าอินาริที่ไม่ค่อยมีคนสัญจร เราคงใช้ชีวิตอยู่กันได้อย่างสงบสุข”
ออกเดินเท้าหาทำเลเหมาะ ๆ ในการอาศัยอยู่โดยมีโคกิทสึเนะมารุที่คล้ายจะมีสัมผัสพิเศษเมื่ออยู่ในป่าอินาริเป็นคนนำ เอาข้าวของของแต่ละคนมารวมกัน ตั้งเป็นค่ายพักแรมเล็ก ๆ ไม่ไกลจากแหล่งน้ำ อาหารหรือก็เก็บเอาผลไม้ และล่าสัตว์ในป่ามาทำกิน หากเดินไกลไปสักหน่อยก็จะพบหมู่บ้าน อีกฟากเป็นตัวเมืองแสงสีที่นิฮงโกมักจะเข้าไปสังสรรค์กับเหล่านางโลม รวบรวมข้อมูลความเป็นไปนอกเขตป่ากลับมาให้
และวันหนึ่งก็พาคนสองคนกลับมาพร้อมกัน
“ข้าเจอเจ้าสองคนนี่ที่หอนางโลม พอคุยไปคุยมาถูกคอ แถมฝีมือยังไม่เลว ก็เลยชวนกลับมาด้วยน่ะ” นิฮงโกหัวเราะร่า แนะนำโคกิทสึเนะมารุและทมโบะกิริให้รู้จักสหายใหม่ คือ โอเทกิเนะและโดดานุกิ มาซาคุนิ ซึ่งทั้งคู่เป็นอดีตทหารของแคว้นหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากย่านนางโลมเท่าไรนัก และต่างเบื่อหน่ายสงครามมิต่าง
จากนั้นมาทั้งห้าก็รวมกลุ่มใช้ชีวิตด้วยกันในป่าอินาริ
ทมโบะกิริชอบที่จะใช้เวลานอกเหนือจากการเยี่ยมหลุมศพภรรยาเดินท่องหาพรรณไม้ในป่า เจอแหล่งอาหารและแหล่งสมุนไพรมากมายนำกลับมาปรุงยาใช้กัน โอเทกิเนะสนุกกับการฝึกทำอาหารจนคล่องแคล่ว โดดานุกิชอบการฝึกฝนฝีมือ ส่วนโคกิทสึเนะมารุที่รักชีวิตโลดโผนผจญภัยเลือกจะออกล่าสัตว์ ไม่ก็สำรวจลึกเข้าไปในป่าเขา
และที่นั่นเองเป็นที่ซึ่งเขาได้พบกับโคเซ็ตสึ ซามอนจิ...อดีตสหายตั้งแต่วัยเยาว์และร่วมรบเคียงไหล่เมื่อครั้งอยู่ที่ซังโจ ทว่าอีกคนเกลียดชังการต่อสู้เป็นยิ่งนัก จึงจากกองทัพมาเมื่อสองปีก่อน หลีกหนีชีวิตวุ่นวาย เข้าซบอิงศาสนาเป็นที่พึ่งและอาศัยอยู่ลำพังในกระท่อมเก่าบนเขาที่เป็นของพระอาจารย์ตน
“ข้ามีเรื่องอยากขอให้เจ้าช่วย” โคเซ็ตสึออกปากกับเขาเช่นนี้ในวันหนึ่งหลังจากชีวิตในป่าอินาริของโคกิทสึเนะมารุเริ่มเข้าที่เข้าทาง “หมู่บ้านที่อยู่ทางตะวันออกกำลังถูกกดขี่อย่างหนักโดยเจ้าเมืองที่ไร้มนุษยธรรมที่หนุนหลังกลุ่มคนร่ำรวย...และยังไม่มีแคว้นใดเข้าปราบปราม ข้ารู้ว่ามันคงไม่ถูกนัก แต่ข้าอยากขอให้เจ้าช่วยพวกเขาด้วย”
ไม่รู้จะด้วยความคิดเช่นใด อาจจะนึกสนุก หรือใจรักความยุติธรรมเยี่ยงนักรบที่ไม่อาจทนเห็นคนอ่อนแอถูกรังแก โคกิทสึเนะมารุตอบตกลง และชักชวนพวกทมโบะกิริให้เข้าร่วมแผนการด้วย
ทั้งห้าปกปิดตนลอบเข้าไปในหมู่บ้าน ลอบมองเหล่าคนยากที่ใช้ชีวิตกันอย่างอดอยากด้วยความสะท้อนใจ และตัดสินใจบุกเข้าปล้นคฤหาสน์และข่มขู่เจ้าเมืองให้เลิกกดขี่คนของตนในหมู่บ้านแห่งนั้น และจากนั้นก็นำทรัพย์สมบัติที่ได้มาแจกจ่ายแก่ชาวบ้าน
คงจะไม่มีใครล่วงรู้ว่าแท้จริงพวกเขาเป็นใคร นอกจากเพียงเด็กน้อยคนหนึ่งที่ลอบตามเข้าป่ามาด้วย น่าแปลกที่กว่าพวกโคกิทสึเนะมารุจะรู้ตัว ก็เข้ามาถึงกลางวงกตเสียแล้ว
“ข้า...ข้าชื่อชิชิโอ! ข้าไม่มีพ่อแม่...ข้าขออยู่กับพวกท่านได้ไหม?”
แม้ในทีแรกจะลังเล แต่เด็กน้อยก็ไม่ยอมถอดใจ เฝ้าขอร้องอ้อนวอนจนในที่สุดทมโบะกิริก็ใจอ่อนและช่วยกล่อมทุกคนจนยินยอมในที่สุด โดดานุกิรับหน้าที่สอนชิชิโอน้อยให้รู้จักการต่อสู้และการใช้ชีวิตในป่าจนคล่องแคล่ว
เด็กชายเล่าให้พี่ ๆ ทั้งหลายฟังเกี่ยวกับเรื่องของหมู่บ้านอีกหลายหมู่บ้านที่ตกเป็นเหยื่อความอยุติธรรม ต่างคนต่างก็หันมองหน้ากัน สื่อสารกันทางสายตาอย่างเงียบ ๆ ว่า
‘จะไม่ยอมให้เป็นเช่นนี้เด็ดขาด’
-
เป็นเวลาหลายปีที่ ‘กลุ่มโจรแห่งป่าอินาริ’ ใช้ชีวิตเช่นนั้นมา บุกปล้นคฤหาสน์คนร่ำรวยที่รวยอย่างผิดครรลอง หรือมิเช่นนั้นก็ดักปล้นขบวนเดินทางของผู้มีฐานะที่หลงผ่านเข้ามาในวงกต นำข้าวของที่ได้มา และไม่มีประโยชน์ใช้งานในหมู่พวกตนไปแจกจ่ายแก่ชาวบ้าน จนชื่อเสียงของกลุ่มเริ่มขจรขจายออกไปไกล นิฮงโกเป็นผู้นำเรื่องราวกลับมาเล่าให้ทุกคนฟัง
โคกิทสึเนะมารุพอใจแต่ละวันที่เป็นเช่นนี้นัก นอกจากโคเซ็ตสึแล้ว เขาไม่เคยมีสหายสนิท ไม่เคยรู้จักมิตรภาพแท้จริง จนกระทั่งได้พบกับพวกทมโบะกิริ และได้ใช้เวลาพูดคุย สนุกสนานไปด้วยกัน สำหรับชายหนุ่มแล้ว อดจะคิดขึ้นมามิได้ว่า คนเหล่านี้คือ ‘สิ่งสำคัญ’ ที่เขาจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายได้อย่างเด็ดขาด...และทุกคนก็คิดเช่นนั้นเหมือน ๆ กัน
ครั้งแรกที่โคกิทสึเนะมารุได้ยินข่าวลือเรื่องความลึกลับของท่านหญิงน้อยแห่งคุนิโยชินั้นก็เมื่อดักปล้นขบวนขุนนางที่จะเดินทางไปเยี่ยมญาติยังต่างแดน วันนั้นเขาเหม่อลอย เอาแต่ฟังแว่วเสียงหัวร่อต่อกระซิกของหญิงสาวในขบวนถึงเรื่องเด็กสาวที่มักจะสวมหน้ากากปกปิดซีกล่างของใบหน้าตลอดเวลา จนแผนการผิดพลาด
เมื่อกลับมาถึงค่ายพัก ลูกน้องทุกคนสอบถามเขาด้วยความไม่เข้าใจ โคกิทสึเนะมารุไม่เคยทำผิดพลาด ทว่านับจากวันนั้น ทุกอย่างก็ดูจะกลับตาลปัตรไปหมด
ไม่เคยแม้แต่จะพบหน้า ไม่เคยแม้แต่จะได้ยินเสียง ไม่อาจล่วงรู้ด้วยซ้ำว่านางจะงดงามหรือหาไม่ ทว่าเขากลับเอาแต่เหม่อลอยนึกภาพเด็กสาวสวมหน้ากากผู้นั้น แม้แต่เรื่องเล็กน้อยยังพลาดท่าเสียจนทำให้ทุกคนเริ่มเป็นห่วง และเริ่มออกสืบข่าวเรื่องท่านหญิงน้อยที่ทำให้ลูกพี่ตนหลงใหลได้ถึงเพียงนี้
วันหนึ่งโคกิทสึเนะมารุออกล่าสัตว์ หวังจะนำไปขายในตลาดมืด ด้วยเพราะข่าวลือเรื่องกลุ่มโจรของพวกเขา ทำให้ผู้คนเริ่มหวาดกลัวไม่กล้าผ่านทาง ชายหนุ่มหยิบมีดพกและคันธนูที่ทำกันเอง ออกเดินค้นทั่วป่าจนกระทั่งพบลูกจิ้งจอกน้อยตัวหนึ่ง
มือแกร่งขึ้นสายธนูอย่างไม่ลังเลแม้สักนิด สัญญากับตัวเองว่าครั้งนี้เขาจะไม่พลาด ทว่าทันทีที่ปล่อยลูกธนู เจ้าจิ้งจอกน้อยก็หันมามองแล้วกระโดดหลบไปอย่างว่องไว โคกิทสึเนะมารุกัดฟันกรอด กำคันธนูไว้แน่นแล้วรีบตามมันไป
เจ้าตัวเล็กหยุดยืนใต้แนวต้นไม้ หันมองเขาด้วยดวงตากลมใสซื่อ พลอยทำให้โคกิทสึเนะมารุยิ่งนึกหงุดหงิดเมื่อเหยื่อตัวน้อยไม่นึกหวั่นเกรงและยังกดดันเขาได้เช่นนี้อีก ชายหนุ่มขยับก้าวออกไปเพื่อเล็งยิงให้ถนัด ทว่าด้วยความไม่ทันระวังเพราะมัวแต่จับจ้องลูกจิ้งจอกตรงหน้า ลูกธนูพุ่งออกไป ถากที่ข้างลำตัวมันเล็กน้อย ในขณะที่ตัวเขากลับพลาดท่าตกลงไปในหลุมดักที่พวกของตนวางไว้เอง
ชิชิโอเป็นคนตามมาพบและช่วยเขาขึ้นมา ซึ่งโคกิทสึเนะมารุหงุดหงิดไม่น้อยเพราะความอับอายที่ปล่อยให้ลูกน้องได้มาเห็นสภาพตนตอนดูไม่ได้
“ลูกพี่!”
“อะไร...ถ้าจะมาปากเสียเรื่องลูกจิ้งจอกนั่น เงียบไปเลยดีกว่า” แต่ในตอนที่กำลังทำแผลอยู่นั้นเอง เด็กหนุ่มน้องเล็กของกลุ่มก็เปิดกระโจมเข้ามาด้วยท่าทางตื่นเต้น เสียงที่สดใสเป็นปกติสั่นเครือ โคกิทสึเนะมารุเอ่ยเสียงหงุดหงิดอารมณ์เสียทำเอาเด็กหนุ่มด้านหลังสะดุ้งเฮือก
“มะ...ไม่ใช่นะครับ คือว่า…นาคิกิทสึเนะแห่งคุนิโยชิ ท่านหญิงน้อยที่ลูกพี่หมายตาไว้ มีข่าวว่านางจะเดินทางไปสมรสกับองค์ชายแห่งแคว้นอาวาตะงุจิพรุ่งนี้ และจะต้องเดินทางผ่านทางป่าอินาริ บางทีเรา…”
ชิชิโอยังเอ่ยไม่ทันจบ โคกิทสึเนะมารุก็แสยะยิ้มมุมปาก อารมณ์ที่ขุ่นมัวมาตลอดทั้งวันจางหายไปหมดสิ้นด้วยเพียงแค่ได้ยินข่าวคราวของ ‘นาคิกิทสึเนะ’
“เตรียมตัวซะ…”
นางกำลังจะมา...กำลังจะก้าวเข้ามาสู่เขตแดนคมเขี้ยวของเขา
และเขาจะไม่มีวันปล่อยเด็กสาวที่เฝ้าคำนึงมาแสนนานให้หลุดมือไปเป็นของชายอื่นได้อย่างเด็ดขาด