หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2560

One Shot : ของขวัญแก่ดาบเลียนแบบ (KuriNba)

Title : ของขวัญแก่ดาบเลียนแบบ
Pairing : โอคุริคาระ x ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระ
Rate : ทั่วไป


““น้องชาย! ยินดีด้วยกับวันครบรอบได้รับเลือกเป็นสมบัติวัฒนธรรม!””

ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระสะดุ้งขึ้นน้อย ๆ เมื่อเปิดประตูเข้ามาในห้องแล้วถูกพี่ชายทั้งสองโผเข้ากอดอย่างไม่ทันตั้งตัว จิตวิญญาณดาบเลียนแบบกะพริบตาปริบด้วยความงุนงง

“พี่...นี่มันเรื่องอะไรกัน”

“นายท่านบอกว่าวันนี้เป็นวันครบรอบที่น้องได้รับเลือกเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นน่ะ ในฐานะที่น้องเป็นดาบเล่มแรกของนายท่านด้วย ก็เลยอยากจะให้ของขวัญ” ยามาบุชิกับโฮริคาวะผละออกไปเล็กน้อยแล้วหยิบซองจดหมายเล็ก ๆ ยื่นให้กับน้องชายที่รับไปด้วยสีหน้าไม่เข้าใจเต็มที่

“ของขวัญ…?” พี่ชายทั้งสองอมยิ้มไม่ตอบอะไรก่อนจะพากันวิ่งออกไปจากห้องโดยทิ้งให้ยามัมบะกิริยืนงงอยู่กับซองจดหมายในมือตามลำพัง

นี่มัน...อะไร

จิตวิญญาณดาบในร่างชายหนุ่มก้มลงมองของที่ได้รับมาแล้วจึงตัดสินใจแกะเปิดดู ในซองนั้นมีเพียงแค่กระดาษแผ่นเล็กเท่าฝ่ามือ เขียนข้อความไว้ด้วยหมึกพู่กันเพียงสั้น ๆ ว่า ‘ไปที่ห้องใต้หลังคา’ อยู่เพียงแผ่นเดียว ไม่ว่าจะพินิจมุมใดก็มิอาจคิดได้ว่าเป็นของขวัญ

หรือนายท่านจะเล่นซนอะไรอีก...นั่นเป็นความคิดแรกและความคิดเดียวที่ปรากฏขึ้นมาในหัวของยามัมบะกิริ จะอย่างไรเสียเขาเป็นดาบที่อยู่มานานที่สุดของฮงมารุแห่งนี้ พอจะเข้าใจนิสัย(เสีย)ของนายท่านอยู่บ้าง

ใจจริงก็ไม่อยากพาตัวเองไปข้องเกี่ยวกับเรื่องยุ่งยากหรอก แต่ขืนไม่ยอมเดินตามกระดานที่นายท่านวางไว้ เห็นท่าจะต้องประสบปัญหาที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่าเดิม

เอาก็เอา…

ยามัมบะกิริกระชับผ้าคลุมให้ลงมาปิดบังใบหน้ามิดชิดขึ้นก่อนจะออกเดินไปยังห้องใต้หลังคาตามที่กระดาษแผ่นนั้นสั่ง ถ้าจำไม่ผิด ห้องใต้หลังคาที่ว่านั่นจะเป็นที่กบดาน-- อย่างน้อยเขาก็คิดว่ามันเรียกได้ว่าเป็นที่กบดานของ…

“อ้าว ยามัมบะกิริหรือ มาได้จังหวะพอดีเลย”

“ยะเก็น โทชิโร่…” จิตวิญญาณดาบเลียนแบบเลิกคิ้วน้อยเหมือนจะถามไปด้วยในตัวว่ามาได้จังหวะพอดีกับอะไร ยะเก็นหยิบขวดยาเล็ก ๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะยื่นให้เขาทั้งรอยยิ้ม

“ฝากนั่นไปให้โชคุไดคิริที่ห้องครัวทีนะ แล้วก็...สุขสันต์วันครบรอบได้รับเลือกเป็นสมบัติวัฒนธรรม”

แม้คิดว่าวัตถุปริศนาชนิดนี้ไม่ควรเข้าไปอยู่ในครัว แต่ยามัมบะกิริก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากพยักหน้ารับคำอย่างงุนงงแล้วเดินไปตามที่ยะเก็นร้องขอ เขาชะโงกหน้าไปตรงประตู เห็นโชคุไดคิริกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมมื้อเย็นจึงส่งเสียงเรียก

“สายัณห์สวัสดิ์ ยามัมบะกิริคุง! อ้อ ยะเก็นคุงฝากมาสินะ ขอบคุณมาก”

“มันคืออะไรหรือ…” สุดท้ายก็อดไม่ได้ต้องออกปากถาม ดวงตาสีน้ำทะเลจ้องมองของเหลวปริศนาในขวดแก้วด้วยท่าทีไม่วางใจสุด ๆ แม้เขาจะเคยได้ยาของยะเก็นช่วยไว้หลายครั้ง แต่ก็ไม่อยากคาดเดาสักเท่าไรว่ามีดสั้นของโอดะ โนบุนากะเล่มนั้นจะสามารถผลิตยา...หรือสิ่งที่คล้ายคลึงแต่มิใช่ยาชนิดไหนออกมาได้บ้าง

“วัตถุปรุงรสน่ะ...จะว่าแบบนั้นก็ได้” โชคุไดคิริหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะก้มลงหยิบสิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะเตรียมอาหารส่งให้คนตรงหน้า “ขอโทษที่ต้องรบกวน ยามัมบะกิริคุง...วานช่วยเอาเชือกนี่ไปให้คุณสึรุที่ห้องนั่งเล่นทีสิ จริงด้วย สุขสันต์วันครบรอบที่เธอได้รับเลือกเป็นสมบัติวัฒนธรรมนะ!”

“...?”

เชือกกับสึรุมารุ...สมการที่เข้ากันได้แต่ไม่ควรจับคู่กันที่สุดโคจรมาเจอกันแล้วสินะ ยามัมบะกิริเผลอเอาคำแปลก ๆ ที่มีเขียนไว้ในสิ่งที่เรียกว่า ‘หนังสือเรียน’ ของนายท่านมาใช้ในใจอย่างไม่รู้ตัว แต่กระนั้นเขาก็เดินถือเชือกขดนั้นไปที่ห้องนั่งเล่นอย่างไม่มีปากเสียง

“โอ้! มาแล้วรึ มาแล้วรึ!” สึรุมารุที่นอนกินเซมเบ้ดู ‘โทรทัศน์’ อยู่ร้องขึ้นก่อนจะกลิ้งตัวมารับเชือกไปจากมือเขาแทบจะทันทีที่ได้ยินเสียงร้องเรียก “เหมาะเลยทีเดียว ไม่เลวเลยเจ้าหนูมิทสึ...ยามัมบะกิริ ข้ามีเรื่องจะขอให้ช่วยที”

ดาบอาวุโสเอ่ยพลางโยนเชือกไปไว้ข้างจานเซมเบ้ของตนก่อนจะหยิบถุงอาหารแมวมาส่งให้คนที่ยังทำหน้างงไม่หาย “เอานี่ไปให้อิมะโนะสึรุงิที่ใต้ต้นซากุระ ฝากด้วยล่ะ สุขสันต์วันครบรอบได้รับเลือกเป็นสมบัติวัฒนธรรมนะ!”

พูดเท่านั้นก่อนจะหอบเชือกวิ่งออกจากห้องไป ปล่อยให้ยามัมบะกิริได้แต่ก้มมองถุงอาหารแมวอย่างเต็มไปด้วยคำถาม อิมะโนะสึรุงิจะเอาอาหารแมวไปทำอะไรกันนะ ถึงแม้จะไม่ได้รับคำตอบ เขาก็ยอมเดินตามที่สึรุมารุว่า ไปยังใต้ต้นซากุระที่อิมะโนะสึรุงิกำลังเล่นสนุกอยู่

“อ๊ะ คุณยามัมบะกิริ!” เจ้าตัวที่เห็นเขารีบกระโดดลงจากกิ่งไม้ใหญ่ แต่จะด้วยเพราะกะพลาดหรือลมแรงอะไรก็ตามแต่ ทำให้ร่างเล็ก ๆ นั้นหล่นอั่กลงมาทับยามัมบะกิริพอดิบพอดีจนต้องลงไปกองกับพื้นทั้งคู่

“ขะ ขอโทษครับคุณยามัมบะกิริ! อ๊ะ อาหารแมว!” มีดสั้นหนึ่งเดียวของซังโจร้องขึ้นพร้อมกับดึงถุงอาหารแมวออกมาจากมือยามัมบะกิริ

“ว่าแต่...จะเอาอาหารแมวนั่นไปทำอะไร” คนสวมผ้าคลุมพยายามรวบรวมกำลังหลังถูกกระแทกไม่ออมแรงเพื่อเค้นเสียงเอ่ยถาม ซึ่งอิมะโนะสึรุงิก็กะพริบตาปริบ ๆ

“ก็เอาไปให้แมวน่ะสิครับ” พอได้คำตอบเช่นนั้นยามัมบะกิริก็สำนึกได้ว่าไม่น่าถามเลย...อาหารแมวคงจะเอาไปให้เป็ดกินมั้ง “จะว่าไปคุณยามัมบะกิริ...”

ดาบอาวุโสในร่างเด็กน้อยทำหน้านึกได้ มือล้วงหยิบบางอย่างออกมาจากใต้เสื้อ “ข้าเจอนี่หล่นอยู่...ฝากเอาไปคืนคุณโอคุริคาระที่ห้องทีนะครับ!”

“หืม...นี่มัน” ยามัมบะกิริที่แบมือรับของสิ่งนั้นมากะพริบตาด้วยความงุนงง “สร้อยของโอคุริคาระ?”

ก็แปลกอยู่ เพราะปกติเจ้านั่นแทบไม่ยอมให้สร้อยนี่ห่างตัว เหมือนที่เขาไม่เคยให้ผ้าคลุมหลุดไปอยู่ในมือใครทั้งสิ้น แต่แม้จะรู้สึกเช่นนั้น ยามัมบะกิริก็ไม่รู้ว่าจะเอ่ยปากถามไปเพื่ออะไรจึงแค่พยักหน้า

“ขอบคุณนะครับคุณยามัมบะกิริ” อิมะโนะสึรุงิยิ้มเผล่ มือกอดถุงอาหารแมวไว้ให้ถนัดพร้อมกับส่งเสียงไล่หลังมาเมื่อยามัมบะกิริก้าวเดินต่อไปยังปลายทาง “สุขสันต์วันครบรอบได้รับเลือกเป็นสมบัติวัฒนธรรมคร้าบบ!”

สมบัติทางวัฒนธรรมงั้นหรือ วันนี้เขาได้ยินคำนั้นกี่ครั้งแล้วก็ไม่รู้...ทั้งที่ตนเองก็ไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจอะไรเป็นพิเศษ อย่างไรเสียก็เป็นแค่ของเลียนแบบของยามัมบะกิริ โชงิอยู่ดีนี่นา

ไม่ได้น่ายินดี ไม่ได้น่าภูมิใจสักนิด

“โอคุริคาระ” จิตวิญญาณดาบของคุนิฮิโระหยุดอยู่ตรงหน้าห้องที่เขาคุ้นเคยอยู่ในระดับหนึ่ง เพราะเคยมาอาศัยนอนค้างอยู่บ่อย ๆ พลางเอ่ยเรียก แอบฉงนใจเล็กน้อยกับความเงียบผิดปกติรอบบริเวณ

ปกติต้องมีเสียงเมี้ยว ๆ ดังอยู่แถวนี้ไม่ใช่เหรอ…

“คุริคาระ” ยามัมบะกิริเรียกซ้ำเพราะเจ้าของห้องไม่ยอมตอบ หรือว่าจะไม่อยู่ก็ไม่ทราบ เพื่อความแน่ใจเขาจึงตัดสินใจถือวิสาสะเปิดประตู

ว่างเปล่า…

ไม่มีคนอยู่ นัยน์ตาสีน้ำทะเลหลุบลงมองสร้อยในมืออย่างลังเลว่าควรจะกลับมาอีกครั้งทีหลังดีหรือไม่ ทว่าขณะที่กำลังจะก้าวเท้าเดินออกจากห้อง หูก็พลันได้ยินเสียงประหลาดดังขึ้นก่อน

ยามัมบะกิริหันกลับมา ขมวดคิ้วมองรอบห้องว่ามีอะไรอยู่หรือไม่ “คุริคาระ…อยู่หรือ?” เท้าค่อย ๆ ก้าวกลับเข้าไปในห้อง ส่งเสียงเรียกอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจว่าเสียงที่ได้ยินเกิดจากคนทำ แมวทำ หรือพลังงานลึกลับทำ…

เสียงกุกกักดังมากขึ้นเมื่อยามัมบะกิริเดินเข้าไปใกล้ตู้เก็บของ เรียวคิ้วขมวดเข้าหากันด้วยความข้องใจ ก่อนจะตัดสินใจเปิดตู้นั้นออก

“โอคุริคาระ!?”

ดวงตาสีน้ำทะเลเบิกกว้างเพราะภาพที่เห็นช่างชวนให้ตกใจเสียยิ่งกว่าเห็นสึรุมารุนั่งสงบเสงี่ยมเรียบร้อย หรือนายท่านลุกออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ (ตามที่นายท่านเรียก) เสียอีก

โอคุริคาระนอนอยู่ที่ตู้ชั้นล่าง โดยที่มือ เท้า และปากถูกมัดเอาไว้แน่น ดวงตาสีทองฉายแววอยากฆ่าคนเต็มที่ แต่ยามัมบะกิริก็ทำได้เพียงกล้ำกลืนความหวั่นใจจากจิตสังหาร ช่วยดึงเจ้าของห้องออกมาและแก้มัดให้พลางถามไปด้วย

“ใครทำแบบนี้น่ะ?”

จิตวิญญาณดาบของดาเตะกำลังจะอ้าปากตอบ ทันใดนั้นประตูห้องที่เปิดอ้าไว้ก็ถูกปิดเสียงดังโครม...ในห้องมืด ๆ เหลือเพียงยามัมบะกิริกับโอคุริคาระที่นั่งค้างอยู่

“ดะ...เดี๋ยวสิ!” คนสวมผ้าคลุมเหงื่อตก รีบถลาลุกไปจะเปิดประตู แต่ปรากฏว่าไม่ว่าจะขยับ จะเลื่อนอย่างไรก็เปิดไม่ได้ นี่เขากำลังโดนแกล้งอะไรอยู่เนี่ย

“คุนิฮิโระ…” เสียงราบเรียบของโอคุริคาระที่คล้ายจะปลงกับเหตุการณ์แบบนี้แล้วเรียกให้เจ้าของนามหันกลับไป มังกรหนุ่มถอนหายใจเฮือก มือใหญ่ตบลงบนเสื่อทาทามิข้างตัวเหมือนบอกให้มานั่ง

ซึ่งยามัมบะกิริก็เดินคอตกไปนั่งอย่างเลี่ยงไม่ได้

“นี่มันอะไรกัน…” เมื่อขยับตัวได้ที่ ชันขาขึ้นนั่งกอดเข่าเรียบร้อยตามประสาเด็กมองโลกในแง่ร้ายแล้วดาบเลียนแบบก็พึมพำออกมาเบา ๆ โอคุริคาระเองก็มีท่าทางหงุดหงิดไม่แพ้กัน แต่เหมือนจะลดระดับลงจากเมื่อครู่เล็กน้อย

“เจ้าพวกนั้นวางยาแล้วจับข้ามัดขังไว้ในตู้ บอกว่าวันนี้เป็นวันครบรอบที่เจ้าได้รับเลือกเป็นสมบัติวัฒนธรรม...ก็เลยอยากให้ของขวัญ” ได้ยินคนข้างกายเอ่ยเช่นนั้น ยามัมบะกิริก็พยักหน้า คลับคล้ายคลับคลาเหมือนพี่ชายก็พูดแล้วครั้งหนึ่ง

“.....”

โอคุริคาระพูดแล้วก็เงียบไปเสียนาน ทำให้ยามัมบะกิริเริ่มไม่แน่ใจว่าอีกคนหลับไปหรือเปล่า จนต้องหันไปดู

ทว่าทันทีที่หันไป...ริมฝีปากก็ถูกช่วงชิงไปด้วยริมฝีปากอุ่นจนเกือบร้อนของคนที่ยังไม่หลับอย่างที่เขากลัว มือใหญ่ประคองใบหน้างดงามใต้ผ้าคลุมไว้ พลางกดน้ำหนักจุมพิตลงไปอีกเล็กน้อยตรึงสัมผัสก่อนจะผละออกมา

“วันครบรอบที่ได้รับเลือกเป็นสมบัติวัฒนธรรม...ยินดีด้วย”

ดาบเลียนแบบที่ได้รับเลือกเป็นสมบัติทางวัฒนธรรม...ไม่ได้น่ายินดี ไม่ได้น่าภูมิใจสักนิด ถ้อยคำอวยพรที่ได้รับมาตลอดทั้งวันไม่ได้ทำให้จิตใจของยามัมบะกิริเบิกบาน แต่กระนั้น…

ทำไมพอเป็นโอคุริคาระพูดแล้วเขาถึงดีใจกันล่ะ…

“หน้าแดงเชียวนี่…” ริมฝีปากหยักคลี่ยิ้มร้ายกาจเหมือนเช่นที่ชอบทำเวลาแกล้งเขาได้สำเร็จ ยามัมบะกิริรู้สึกตัวตอนนั้นเองว่าสองแก้มร้อนผ่าว และโอคุริคาระก็ขยับเข้ามาประชิดจนอยู่ในท่าล่อแหลมขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

“คะ...คุริคาระ…”

“อะไร…”

“จะทำอะไรเนี่ย”

โอคุริคาระหัวเราะในลำคอเบา ๆ เมื่อได้ยินแบบนั้นก่อนจะโน้มหน้าผากลงมาแนบกับหน้าผากมน พร้อมกับมือใหญ่ที่ดึงผ้าคลุมผืนเก่าออกอย่างถือวิสาสะ

“ให้ของขวัญเจ้าไง...คุนิฮิโระ”

……..
…..
..

เหล่าผู้สมรู้ร่วมคิดสร้างสถานการณ์ที่แอบฟังอยู่หน้าห้องหันไปมองหน้ากันตาปริบ ๆ แล้วตัดสินใจลงมติเอกฉันท์โดยไร้เสียงว่าควรจะวิ่งเดี๋ยวนี้

ก่อนจะได้ยินอะไรแปลก ๆ เข้าจริง...

วันพุธที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560

One Shot : ดอกฮิกันฤดูใบไม้ผลิ (HeshiSani)

Title : ดอกฮิกันฤดูใบไม้ผลิ
Pairing : เฮชิคิริ ฮาเซเบะ x ซานิวะ (♀)
Rate : ทั่วไป



ซานิวะไม่ปรากฏตัวออกมาให้เห็นได้หลายวันแล้ว…

“คุณฮาเซเบะ! นายท่านเป็นยังไงบ้างเหรอครับ?” เสียงเจื้อยแจ้วของเหล่าทันโตวตัวน้อยเรียกให้ฮาเซเบะที่ถือถาดอาหารอยู่เหลียวกลับไปมองด้วยท่าทีเหนื่อยหน่าย

“นายท่านยังไม่ดีขึ้น พวกเจ้าก็อย่าไปกวนเชียวล่ะ” ดาบผู้ช่วยเอ่ยเท่านั้น ก่อนจะหันกายเดินตรงกลับไปยังปลายทางของตน โดยไม่ปล่อยโอกาสให้เด็กน้อยที่กำลังทำสีหน้ากังวลใจถามอะไรได้อีก

ไม่มีดาบเล่มใดได้พบ ‘นายท่าน’ มาหลายวันแล้ว...ยกเว้นเฮชิคิริ ฮาเซเบะ ที่รับใช้ใกล้ชิดนางที่สุด

“นายท่าน...ขออนุญาตนะขอรับ--”

ฮาเซเบะใช้มือเดียวเลื่อนประตูเปิดออก ก่อนที่ปลายเสียงจะขาดหายเมื่อเห็นสภาพภายในห้องหม่นมืด จิตวิญญาณดาบแห่งโอดะใจหายวาบ เผลอทิ้งถาดอาหารที่ถืออยู่ ถลาเข้าไปประคองร่างในอาภรณ์สีดำสนิทที่ล้มนิ่งอยู่บนพื้นเสื่อทาทามิขึ้นมาในอ้อมแขน

“นายท่าน! นายท่านขอรับ!” เขาส่งเสียงเรียก เขย่าตัวนางเบา ๆ ให้ได้สติ ร่างกายของนางดูอ่อนเพลียโรยแรงมากผิดปกติ ซึ่งมันยังไม่ควรเกิดขึ้นในเวลานี้…ฮาเซเบะขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ

ทำไมกัน ทั้งที่เขาก็ให้ ‘ยา’ กับนางสม่ำเสมอมิได้ขาดแท้ ๆ

แต่ความสงสัยก็มีอำนาจไม่สู้ความห่วงใย ร่างสูงกัดฟันแน่น ไม่รีรอชักช้า รีบเลิกชายผ้าคลุมหน้าสีดำขึ้นเล็กน้อยพอให้เห็นริมฝีปากซีดเซียวที่เผยอหอบหายใจคล้ายคนใกล้จบชีวิตเต็มทน เขาใช้ฟันดึงถุงมือที่สวมอยู่ออก ยื่นมือเข้าไปใกล้นางมากที่สุด

“นายท่าน...ได้โปรด กัดเถิดขอรับ” จิตวิญญาณดาบหนุ่มได้แต่เพียงภาวนาเงียบ ๆ ให้นางยอมทำตามที่บอก มือแกร่งกระชับไหล่บอบบางไว้แน่น เผลอเร่งเร้าด้วยหัวใจที่แทบขาดรอนเต็มทน

ในที่สุดนางก็ยอมอ้าปาก กัดลงที่มือของเขาอย่างแรงจนจมเขี้ยว เลือดสีแดงข้นไหลซึมออกมาจนหยดลงเลอะบนอาภรณ์สีดำ ฮาเซเบะนิ่วหน้าเล็กน้อยด้วยความเจ็บ แต่เพียงชั่วครู่ก็กลับแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอันล้นเปี่ยมไปด้วยความสุข

“เก่งมากขอรับ...นางฟ้าของฮาเซเบะ”

...นี่เป็น ‘ความลับ’ ของเขากับนางเพียงสองคน

นายท่านล้มป่วยด้วยโรคร้ายบางประการเมื่อไม่นานมานี้ แม้แต่ยาของยะเก็นหรืออำนาจปัดเป่าโรคภัยของอิชิคิริมารุและโอเด็นตะ มิทสึโยะยังมิอาจช่วยให้นางดีขึ้น ทุกคนในเรือนล้วนเป็นห่วง พยายามค้นหาหนทางทุกวิธีในทุกยุคสมัยมาช่วยรักษา

ทว่าก็ไร้ผล

จนกระทั่งฮาเซเบะค้นพบวิธีหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ...หาใช่วิธีที่ยุ่งยาก แต่เพียงไม่มีผู้ใดเคยนึกถึง

และเขาพึงใจจะเก็บมันไว้เพียงลำพัง ไม่เคยปริปากบอกใคร

ไม่อาจรู้ว่ากี่เวลาผันผ่าน กว่าริมฝีปากบางจะยอมคลายจากมือของเขา ฮาเซเบะคลี่ผ้าคลุมปิดใบหน้าของนางไว้เช่นเดิม แล้วสอดแขนประคองอุ้มร่างที่หลับใหลไร้สติไปนอนราบบนฟูกให้สบาย

จิตวิญญาณดาบหนุ่มสวมถุงมือปกปิดรอยกัดมากมายที่นางเป็นผู้ทิ้งเอาไว้ ขณะสายตาอ่อนโยนจ้องมองใบหน้าใต้ผืนแพรสีดำด้วยความรักใคร่ เขาลุกขึ้นเก็บถาดอาหารที่กระจายเกลื่อนวางไว้หน้าห้อง พร้อมกับหยิบช่อดอกไม้เล็ก ๆ ที่เก็บมาจากในสวน นำมาจัดใส่ในแจกันให้เรียบร้อย

“อยากออกไปข้างนอกหรือขอรับ...ท่านยังไม่หายป่วยเลยนะ” ฮาเซเบะเอ่ยเสียงนุ่มนวล หยิบกระถางกำยานหอมมาจุดแล้ววางไว้ข้างหัวนอน ปลายนิ้วเลื่อนไปสัมผัสที่ข้างแก้มใต้ผ้าคลุมของนาง ดวงตาเหลือบมองดอกไม้สีแดงในแจกันที่วางอยู่ไม่ห่าง “ดอกฟูจิบานแล้วนะขอรับ...เป็นทิวแถวงดงามมากทีเดียว ไว้ข้าจะเก็บมาให้นายท่านได้ชม”

ฮาเซเบะประคองมือเรียวเล็กขึ้นมา กดริมฝีปากจูบประทับลงไปอย่างแผ่วเบา...บนหลังมือ ฝ่ามือ ปลายนิ้วทุกนิ้ว และข้อมือของนาง เน้นย้ำตราตรึงความคำนึงให้นางได้รับรู้

“นางฟ้าของฮาเซเบะ…เมื่อไรท่านจะตอบรับข้า”

ความรู้สึกที่มิอาจส่งบอกออกไปได้ยามนางลืมตา ถูกถ่ายทอดผ่านทุกสัมผัสที่แนบลงบนผิวซีดขาว หากแม้นเขาหาญกล้ามากกว่านี้อีกสักนิด จะสื่อความนัยให้นางรับรู้โดยตรงได้บ้างหรือไม่

ฤดูใบไม้ผลิภายนอกงดงามมากก็จริง…

แต่หญิงสาวชุดดำที่นอนทอดกายอยู่เบื้องหน้าเขาต่างหากที่งดงามยิ่งกว่า

-

เมื่อดูแลจนแน่ใจว่านางหลับสนิท ลมหายใจปกติดีแล้ว ฮาเซเบะจึงลุกขึ้นจัดการงานของตน เขารินน้ำจากถังไม้ใส่ลงในชาม แล้วใช้ผ้าชุบเช็ดทำความสะอาดร่างกายให้นางในบริเวณที่ทำได้

ทุกครั้งฮาเซเบะจะเป็นคนดูแลนางเองเสมอ ไม่เคยให้ใครเข้ามายุ่มย่ามในห้อง แม้ว่าโชคุไดคิริจะเคยเสนอตัวมาช่วยอีกแรงก็ตามที

ดวงตาเขาเหลือบมองรอบห้องที่มืดหม่น มีเพียงแสงจากประตูกระดาษสีเข้มสาดลอดมาจาง ๆ อบอวลด้วยกลิ่นหอมจากกระถางกำยาน และกลิ่นของนาง…

นี่เป็นที่สำหรับเขาและนางเพียงสองคนเท่านั้น

“ฮาเซเบะคุง…” พอเดินออกมาจากห้องได้ไม่ไกล เสียงเรียกของโชคุไดคิริก็ทำให้เขาหันไปมองได้ไม่ยากนัก เมื่อเห็นสายตาที่คล้ายจะถามว่ามีอะไร ดาบแห่งดาเตะจึงออกปากถามด้วยท่าทางไม่มั่นใจ “นายท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”

ผู้ถูกถามหลุบสายตาลงเล็กน้อย “...ยังไม่ดีขึ้น”

“อย่างนั้นหรือ” โชคุไดคิริไม่ได้ใส่ใจท่าทางเช่นนั้น เพียงแต่ทอดสายตามองทางห้องของซานิวะอย่างไม่สบายใจ “นางมิล้มป่วยนานผิดปกติไปหน่อยหรือ...ฮาเซเบะคุง บางทีข้าได้กลิ่นประหลาดลอยมาจากทางห้องนางด้วย เจ้าเข้าไปที่ห้องนั้นเสมอ เคยได้กลิ่นไหม?”

“อาจจะเป็นกลิ่นกำยาน...ข้าจุดทิ้งไว้ในห้องนาง” ฮาเซเบะถอนหายใจน้อย ๆ “กลิ่นดอกไม้ที่นางชอบ”

โชคุไดคิริยิ้มบางยามได้ยินเช่นนั้น เขารู้ดีว่าสหายให้ความใส่ใจนางมากเพียงไร หากจะมีใครจดจำกลิ่นดอกไม้ที่หญิงสาวชอบได้ ก็คงไม่กี่คนเท่านั้น

“อย่างไรข้าก็ปรารถนาให้นางดีขึ้นโดยไว” เขาเอ่ย “ทุกคนอยากพบนายท่านแล้ว”

ฮาเซเบะมิได้ตอบรับคำนั้น เพียงแค่หันเดินจากไปโดยไม่ออกวาจา

-

แม้จะไม่มีซานิวะคอยอยู่ดูแล แต่ภารกิจในฐานะจิตวิญญาณดาบผู้ปกป้องห้วงประวัติศาสตร์ก็ยังคงดำเนินอยู่อย่างไม่จบสิ้น ตราบใดที่อสูรร้ายยังปรากฏกาย และในราตรีที่จันทร์เสี้ยวทอแสงงดงามนี้ก็เฉกเช่นกัน

“ฮ่าา! จบสักที...เหนื่อยชะมัด!” เสียงของมุตสึโนะคามิที่กำลังยืดเส้นยืดสายดังขึ้นขณะที่ฮาเซเบะกำลังเช็ดเลือดศัตรูออกจากใบดาบ เขาเหลือบมองร่างสูงใหญ่ทั้งหลายที่ล้มรายเรียงอยู่ในสนามรบเบื้องหน้าด้วยสายตาเย็นชานิ่งเฉย

“ฮาเซเบะ! จะกลับกันแล้วนะ!” สึรุมารุส่งเสียงร้องเรียกขณะที่ประตูกาลเวลาที่จะนำพาทุกคนกลับไปยังเรือนพักกำลังคลี่เปิดออกอย่างช้า ๆ

“เดี๋ยวข้าไป…” ดาบแห่งโอดะเอ่ยบอก รอจนสหายหันหลังไปหมดแล้วจึงย่อกายลงข้างร่างไร้ชีวิตของอสูรโอดาจิ เขาถอดถุงมือออก เอื้อมมือข้างที่เต็มไปด้วยรอยกัดของนายท่านผู้เป็นที่รักไปสัมผัสตรงรอยบาดแผลของมัน

กลุ่มก้อนสีดำลุกโชนขึ้น ก่อนจะค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปใต้ผิวหนังของฮาเซเบะ ชายหนุ่มหรี่ตาลงเล็กน้อยเพราะความเจ็บปวดที่แล่นซ่านผ่านมาตามลำแขน แต่ก็ยังฝืนอดทน รอจนมันถูกดูดกลืนเข้ามาในร่างจนหมด แล้วจึงผละออกมา สวมถุงมือไว้ดังเดิม

เขาเก็บกลั้นความทรมานในกาย เดินตามสหายกลับไปสู่ฮงมารุที่มีนายท่านรอคอยอยู่

...พร้อมกับ ‘ยา’ ของนาง

-

มีบางอย่างแปลกไป…

ฮาเซเบะที่เดินมาใกล้ถึงหน้าห้องพักของนายท่านขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ เขาสังหรณ์ไม่ดีมากอยู่แล้วตั้งแต่ก้าวย่างกลับเข้ามาในเขตเรือนอันสงัดเงียบผิดธรรมดา

และยิ่งหวั่นใจมากขึ้นทุกฝีเท้าที่ตรงไปยังห้องที่ประตูถูกเปิดอ้าไว้เช่นที่ไม่ควรจะเป็น

ไม่ควรมีใครมาที่นี่...ไม่ควร!

“นายท่าน!” ในที่สุดความอดทนก็ไม่หลงเหลือ ฮาเซเบะโผตรงไปหน้าห้อง ก่อนจะเบิกตากว้างเพราะภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า

ซานิวะชุดดำนอนนิ่งอยู่บนพื้นเสื่อ ผ้าแพรเลื่อนหลุดออกเผยผิวใบหน้าที่ซีดบางจนเห็นเส้นเลือดดำพาดเรียง ดวงตาที่โพลงอยู่ราวกับลูกแก้วใสวาววับสะท้อนเงา ข้าง ๆ นั้นคือร่างในอาภรณ์สีน้ำเงินดุจสีฟากฟ้ายามราตรีที่ถือดาบอันมีลักษณ์ดั่งจันทร์เสี้ยวเปื้อนเลือดยืนค้ำร่างนางอยู่

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

“สงสัยมาเสียก็นาน...ว่าเหตุใดเจ้าจึงหวงแหนห้องนี้นักหนา” ร่างนั้นหัวเราะ หันกลับมาหาเขาอย่างช้า ๆ จนฮาเซเบะสังเกตเห็นดวงตาคู่นั้นเข้า

ดวงตาจันทร์เสี้ยวอันเป็นเอกลักษณ์...ถูกสีดำกลืนกินอยู่ครึ่งดวงแล้ว

“ที่แท้ก็ซ่อน ‘ศพ’ ของนายท่านไว้นี่เอง”

มิคาสึกิยิ้มบาง กวาดสายตาไปหยุดอยู่ตรงดอกไม้สีแดงในแจกัน “ดอกฮิกันเพียงดอกเดียวที่เบ่งบานอย่างผิดฤดูกาล...ก็เหมือนกับของขวัญแด่ความตายของนางเลยนะ”

“นางยังไม่ตาย”

เสียงแผ่วเบาของฮาเซเบะทำให้จิตวิญญาณอาวุโสหันมามอง เขารู้สึกว่าทั่วร่างร้อนผ่าว มือเอื้อมไปชักดาบที่อยู่ในฝักออกมาชี้หน้าอีกคนเมื่อใดมิอาจทราบ

“นายท่านยังไม่ตาย! นางยังมีชีวิตอยู่!”

อดีตดาบของโนบุนากะตวาดกร้าว ก่อนร่างจะพุ่งตรงเข้าใส่มิคาสึกิที่แสยะคลี่รอยยิ้มตรงมุมปาก ยกดาบจันทร์เสี้ยวขึ้นมารับแรงที่ปะทะเข้าใส่

“โอ...ฮาเซเบะเอ๋ย เจ้าเคยส่องกระจกดูตนเองบ้างหรือเปล่า” จอมดาบเอ่ยถามเสียงนุ่มนวล จ้องมองเขาอย่างเย้าหยอก “ดูสิ...ดวงตาเจ้าก็เหมือนของข้ามิมีผิด”

ฮาเซเบะชะงักเล็กน้อยเมื่อถูกทัก เหลือบมองสบดวงตาลูกแก้วไร้ชีวิตของนายท่านที่สะท้อนภาพของเขาอยู่...เห็นสีดำกำลังเคลื่อนเข้ากลืนกินดวงตาข้างซ้าย ไม่ต่างจากมิคาสึกิ

แต่ถึงอย่างนั้น

“แล้วอย่างไร…” ชายหนุ่มถอยหลังออกมาตั้งหลัก แสยะยิ้มแล้วถอดถุงมือออก เผยให้เห็นมือที่ถูกสีดำสนิทกลืนไปจนหมด “ข้าไม่สนใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนั้นหรอก...ขอเพียงแค่ปกป้องนายท่านเอาไว้ได้”

ปกป้องนางจากอันตราย...ปกป้องนางแม้จากความตาย

ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตเขาก็ยอม

“หากนางรับรู้ความคิดของเจ้าได้ก็คงจะดี...ฮาเซเบะที่น่าสงสาร” รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้างดงาม มิคาสึกิวาดดาบร่างต้นขึ้นในท่วงท่าสง่างามเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตี ฮาเซเบะเองก็เช่นกัน…

เสียงดาบสองเล่มปะทะฟาดฟันกันดังกังวานก้องทั่ว สองร่างขยับจู่โจมหลบหลีกกันไปมาอย่างแคล่วคล่อง หยาดเลือดกระเซ็นสาด กระทบตามพื้นเสื่อ ผนังห้อง และประตูกระดาษ

ฮาเซเบะทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้น มือยังกำด้ามดาบที่บิ่นร้าวพร้อมจะแหลกสลายไปทุกเมื่อแน่น ขณะที่กลุ่มก้อนสีดำลุกโชนขึ้นจากทั่วร่างของเขา ส่งเสียงหวีดร้องและแตกกระจายไปทั่วทุกที่ในฮงมารุ

“รู้จัก ‘โคโดกุ’ ไหม?” มิคาสึกิเอ่ยถาม ยกดาบขึ้นพาดลำคอของเขาเอาไว้ “มันคือพิธีสร้างอสูรด้วยการจับสิ่งมีชีวิตมาขังรวมในที่ปิด ปล่อยให้พวกมันเข่นฆ่ากันเองจนเหลือเพียงตัวสุดท้ายที่แบกรับทุกความอาฆาตของพวกพ้องเอาไว้”

ดวงตาของฮาเซเบะไม่แม้แต่จะมองดาบอาวุโส ภาพเดียวที่อยู่ในดวงตาของเขา คือภาพของซานิวะชุดดำที่นอนนิ่งราวกับหุ่นกระบอกที่ไร้ผู้เชิด…

นางฟ้าของฮาเซเบะ…

กลีบฮิกันราโรยแรง ดังหลั่งน้ำตาให้แก่ความตายของนางและเขา

“พิธีนั้น...กำลังจะเริ่ม”

เสียงสุดท้ายที่เขาได้ยิน คือวาจาอันเจือกลั้วด้วยเสียงหัวเราะสนุกสนานของมิคาสึกิ และเสียงดาบที่วาดลงข้างลำคอ บั่นศีรษะกระเด็นขาดไปตกลงข้างร่างซานิวะชุดดำ

ภาพสุดท้ายที่เขาได้เห็น…

คือหยาดน้ำใสที่รินไหลออกมาจากดวงตาลูกแก้ว

ราวกับจะตัดพ้อเขาอยู่เงียบ ๆ



อา...นางฟ้าของฮาเซเบะ ได้โปรดอย่าร่ำไห้ไปเลยขอรับ


แม้มิอาจปกป้องท่านได้ในภพนี้...ข้าก็จะขอติดตามท่านไป
เพื่ออยู่เคียงข้างและปกปักษ์ท่านไปชั่วกาลอนันต์


One Shot : หัวใจของสมบัติล้ำค่า (Mika??)

Title : หัวใจของสมบัติล้ำค่า
Pairing : มิคาสึกิ มุเนะจิกะ x ??
Rate : ทั่วไป



วันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 1951 : มิคาสึกิ มุเนะจิกะ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติแผ่นดินของญี่ปุ่น

เดียวดายในตู้กระจก ตัวข้าได้แต่เพียงเฝ้ามองกาลเวลาที่ล่วงเลยผ่านไปประดุจดังสายน้ำอันมิเคยนิ่งหยุด จากชั่วขณะกลับเป็นวัน วันเคลื่อนเป็นเดือน เดือนล่วงเข้าปี หลากหลายปีถมทับเพิ่มพูนสูงขึ้น ผ่านทางทัศนวิสัยเพียงหนึ่งที่หลงเหลือ...

ด้วยชีวิตที่ยืนยาวกว่าพันปี ความเปลี่ยนแปลงหลายหลากสะท้อนภาพอยู่บนใบดาบของข้า ข้าเห็นผู้คน เห็นเหตุการณ์ เห็นชีวิต เห็นความผยองลำพอง เห็นความตาย

ข้าเห็นโลกมามาก...ก่อนจะถูกจำกัดไว้แต่เพียงในที่คับแคบ

เรื่องเล่าซึ่งเคยได้สดับฟังเมื่อยุคสมัยนักดาบยังรุ่งโรจน์ กล่าวว่าหากแม้นสิ่งของใดยังคงตัวตนอยู่ได้จวบครบพันปี สิ่งของนั้นจักเริ่มกลับกลายเป็นมีชีวิต เฉกเช่นที่มนุษย์ขานเรียกว่า ‘สึคุโมะงามิ’ นั้น ครั้งหนึ่งข้าเคยคิดว่ามันเป็นเพียงนิทานปรัมปรา ตราบจน ‘จิตวิญญาณ’ ของข้าเริ่มถือกำเนิดเป็นกายเนื้อ จึงเข้าใจในที่สุดว่าคือความจริง

แม้ร่างปราศจากความรู้สึกโหยหิว มิจำเป็นต้องอาศัยอาหารใดประทังชีวิต...หากแต่จิตใจของข้ากลับสัมผัสได้ถึงความแห้งแล้ง กระหายบางสิ่งอย่างน่าประหลาด

ทว่ามันคือสิ่งใด...สิ่งที่ข้าเฝ้าปรารถนาให้มาเติมเต็ม?

ทุกวี่วัน ข้าเฝ้ามองผู้คนที่เดินผ่านกันไปมาหน้าตู้กระจก มองเสื้อผ้าอาภรณ์ที่เปลี่ยนแปลงเรื่อยไปตามยุคสมัยที่แปรผัน ลอบฟังถ้อยสนทนาที่ลอดเข้ามาในโสต แย้มยิ้มให้กับเหล่าเด็กน้อยวัยเยาว์บางผู้ที่ยังมีดวงตาใสบริสุทธิ์มากพอจะมองเห็นข้าในร่างจิตได้

“ตาสวยจังฮะ” เด็กชายตัวน้อยเกาะมือกับขอบตู้ ร้องเสียงใสยามสบตากับข้าที่หัวเราะด้วยอารมณ์รื่นเริง “เหมือนพระจันทร์เสี้ยวเลย!”

“ฮะฮะฮะฮะ...ก็คุณปู่เป็นจันทร์เสี้ยวนี่นะ เอ้า เอ้า รีบตามบิดามารดาเจ้าไปเสียก่อนจะพลัดหลงเอานะ” ข้าคลี่ยิ้ม พยักหน้าให้เด็กน้อยที่ผงกหัวรับคำแล้วรีบวิ่งตามชายหญิงที่เดินนำไปก่อนแล้ว

ไม่ใช่เด็กทุกคนไปที่จะเห็นข้า ออกจะเป็นส่วนน้อยเสียด้วยซ้ำ การได้สนทนากับพวกเขาจึงนับเป็นหนึ่งในความบันเทิงที่หาได้ยากยิ่งสำหรับชีวิตอันแสนเปลี่ยวเหงา

ข้าปิดตาลงหลังสังเกตเห็นว่าเด็กน้อยกลับไปอยู่ในความดูแลของบิดามารดาเรียบร้อยแล้ว นึกอยากใช้เวลากับตนเพียงชั่วครู่เพื่อทบทวนชีวิตที่ผ่านมา เช่นที่ทำอยู่เป็นครั้งคราวยามส่วนเสี้ยวในหัวใจเรียกร้องบางสิ่ง

เป็นความจริง...ด้วยชีวิตที่ยืนยาวกว่าพันปี ความเปลี่ยนแปลงหลายหลากสะท้อนภาพอยู่บนใบดาบของข้า ข้าเห็นผู้คน เห็นเหตุการณ์ เห็นชีวิต เห็นความผยองลำพอง เห็นความตาย

หากแต่ข้ามิอาจจดจำมันได้ทั้งหมด บางเรื่องราวข้าเลือกจะจดจำ บางถ้อยคำข้าตัดสินใจที่จะลืม

มีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจเลือนลบไปจากห้วงความคิด...คือภาพของเกล็ดหิมะขาว

หลับตาลงครั้งคราใด สวนหินในเหมันตฤดูที่ปกคลุมไปด้วยละอองหิมะจักปรากฏขึ้นเสมอ และสิ่งที่ตามติดมาคือเสียงหัวเราะสดใสของเด็กน้อยผู้หนึ่ง

ข้าไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร...ด้วยในนิมิตฝันไม่เคยปรากฏใบหน้าของเด็กคนนั้น ข้ารู้เพียงว่าระหว่างข้ากับเขา มีสายสัมพันธ์แสนอบอุ่นต่อกันอยู่

‘ท่านมิคาสึกิ! ชอบที่สุดเลย!’

ยามเมื่อได้ยินเสียงนั้นแว่วดังมาตามสายลมแห่งความทรงจำ ข้าก็อดยิ้มออกมามิได้ บางทีนั่นอาจเป็นเพียงสิ่งเดียวที่จิตใจแห้งผากยังคงเฝ้าปรารถนา อาจเป็นหยาดน้ำเพียงหยดเดียวที่หล่อเลี้ยงหัวใจไร้แรงของ ‘สมบัติล้ำค่า’ เช่นอย่างข้า

ข้าไม่เคยเห็นฤดูหนาวแท้จริง นับตั้งแต่มาอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้

...และไม่เคยพบเด็กน้อยหิมะขาวของข้าอีกเลย

ป่านฉะนี้เจ้าอาจเติบใหญ่ อาจหลงลืมข้าไปจนหมดสิ้นแล้ว...แต่หากเราได้พบกันอีกครา ข้าก็ปรารถนาว่าจะรับรู้ได้โดยพลันว่านั่นคือเจ้า…

ปรารถนาจะได้หวนกลับไปทอดมองเหมันต์ฤดูด้วยกันกับเจ้า ที่นอกตู้กระจก

หัวใจไร้ค่าของสมบัติแผ่นดินชิ้นนี้...ยังเฝ้าเพียรภาวนา

ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใครก็ตาม