หน้าเว็บ

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559

One Shot : ความฝันในถุงเครื่องราง (IchiYagen)

Title : ความฝันในถุงเครื่องราง
Paring : อิจิโกะ ฮิโตฟุริ x ยะเก็น โทชิโร่
Rate : ทั่วไป
Note : จาก โทวเค็นรันบุ ฮานามารุ ตอนที่ ๗



ว่ากันว่า…
หากเขียนถ้อยคำความปรารถนาจารจรดลงบนกระดาษ
อธิษฐานด้วยจิตแรงกล้าทั้งหมดที่มี
แล้วนำไปผูกแขวนไว้กับต้นไม้...
.
.
.
ความปรารถนานั้นจะกลายเป็นความจริง



ยะเก็นปีนขึ้นบนคาคบไม้ใหญ่ของซากุระหมื่นใบที่ยืนต้นตระหง่านอยู่เบื้องหน้าฮงมารุก่อนจะขยับตัวนั่งให้ถนัด ดวงตาหลังกระจกแว่นทอดมองกระดาษคำอธิษฐานที่เก็บไปไม่หมดกำลังพลิ้วล้อลมอยู่ท่ามกลางกลีบซากุระซึ่งเริ่มร่วงโรยอย่างเงียบงัน

หลายเดือนมาแล้ว...นับจากวันที่ทุกคนช่วยกันเขียนคำอธิษฐานผูกไว้ กระทั่งใบไม้ผลิผ่านพ้น ฤดูกาลเริ่มเปลี่ยนแปรสู่คิมหันต์แล้วก็ตาม

การเฝ้ารอก็ยังคงดำเนินต่อไป

"จะรู้ไหมนะว่าน้อง ๆ รออยู่ตลอดเลย" ยะเก็นพึมพำเสียงเบา ยืดตัวขึ้นปลดกระดาษคำอธิษฐานแผ่นสุดท้ายนั้นลงมา

'ขอให้พี่อิจิมาไว ๆ'

เขาไม่แน่ใจนักว่าใครเป็นคนเขียนคำอธิษฐานนี้ อาจจะเป็นมิดาเระ อาคิตะ มาเอดะ หรืออาจจะเป็นตัวเขาเองก็เป็นได้ แต่ถ้อยคำนั้น ก็เป็นคำที่แอบซ่อนอยู่ลึกสุดใจเขาเหมือน ๆ กัน

อยากเจอ...

ยะเก็นรู้สึกตัวถึงหยาดน้ำที่คลอรื้นในดวงตาจนต้องรีบถอดแว่นปาดเช็ดมันออก เขาพยายามทำตัวเข้มแข็งอยู่เสมอเพื่อเป็นที่พึ่งของน้อง ๆ แต่บางคราวบางครั้ง ยะเก็นก็อดหวังไม่ได้ว่า จะเป็นคนที่ได้รับความอ่อนโยนให้พอหายเหนื่อยล้าได้บ้างเหมือนกัน

ทว่าตอนนี้สิ่งที่ทำได้คงมีเพียงการเฝ้ารออย่างไร้จุดหมายต่อไป เด็กหนุ่มทอดถอนใจ มือพับกระดาษแผ่นนั้นเป็นทบเล็ก ๆ แล้วกำไว้แน่น ก่อนจะกระโดดพรวดลงมาจากต้นไม้ ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร ยะเก็นก็ตั้งใจมั่นไว้แล้ว

ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อน้อง ๆ ทุกคน...

พี่อิจิ...

-

"พะ...พี่ยะเก็น นอนไม่หลับเหรอครับ..." เสียงงัวเงียของโกโคไทเรียกให้ยะเก็นที่นั่งอยู่ชานเรือนเงยหน้ามองได้ไม่ยากนัก พอเห็นน้องชายตัวน้อยยืนหาวหวอดขยี้ตาอยู่หน้าประตูห้อง เด็กหนุ่มก็หัวเราะเบา ๆ และวางมือจากสิ่งที่ทำอยู่

"นั่นมันคำพูดของพี่ต่างหาก...ว่าไงเรา ปวดห้องน้ำเหรอ?" เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ครั้นโกโคไทพยักหน้าหงึกรับคำจึงลุกขึ้นจับมือพาเดินไปยังห้องน้ำที่อยู่ไม่ห่างนัก ระหว่างยืนคอย ยะเก็นก็ทอดสายตามองฟากฟ้าครึ้มเมฆด้านบนอย่างเหม่อลอย

...ตอนพี่อิจิมา จะสวยกว่านี้ไหมนะ ยังไงก็อยากให้ท้องฟ้าแรกที่พี่อิจิได้เห็นที่ฮงมารุ เป็นท้องฟ้าที่งดงามที่สุด

"พี่ยะเก็น...ทำอะไรอยู่เหรอครับ?" โกโคไทที่กลับออกมาจากห้องน้ำเงยหน้าถาม เรียกให้ยะเก็นได้สติก้มลงมอง รอยยิ้มบางคลี่ทาบบนริมฝีปาก

"กำลังคิดน่ะว่า...ถ้า--" คำพูดที่หลุดออกจากความคิดกลับต้องชะงัก เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าไม่ควรไปกระตุ้นความรู้สึกคิดถึงพี่อิจิของน้องขึ้นมาตอนนี้ ยะเก็นเม้มปาก ก่อนจะขยี้ผมโกโคไทที่กำลังงุนงงเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู "ถ้าไปถึงทะเลแล้วจะเป็นยังไงกันน้า...น่ะ"

ได้ยินแบบนั้นโกโคไทก็ตาเป็นประกาย อดนึกถึงสิ่งที่เรียกว่าทะเลที่เฝ้ารอมาเป็นเดือนไม่ได้ อีกไม่กี่วันก็จะได้ไปแล้ว

"ตะ...ต้องสุดยอดแน่ ๆ เลยครับ"

"ฮื่อ ถ้าได้สนุกกับทุกคนคงดีนะ" ยะเก็นยิ้มบางเมื่อได้ยินแบบนั้น อย่างน้อยโกโคไทก็ไม่ผิดสังเกต มือแข็งแรงโอบไหล่น้องชายพาเดินกลับไปยังห้องพัก เมื่อจัดผ้าห่มคลุมตัวให้โกโคไทและบอกราตรีสวัสดิ์ครั้งที่สองของคืนแล้ว เด็กหนุ่มก็กลับออกไปนั่งที่ชานเรือนหน้าห้อง หยิบอุปกรณ์ที่วางทิ้งเอาไว้มาจัดการต่อ

เขาสนเส้นด้ายเข้ารูเข็มอย่างแคล่วคล่อง ลงมือเก็บงานครั้งสุดท้ายให้เรียบร้อย ก่อนจะหยิบพับกระดาษในกระเป๋ากางเกงออกมากำไว้แน่น

แล้วใส่ลงไปในถุงเครื่องรางที่เพิ่งทำเสร็จ

-

"สายัณห์สวัสดิ์ขอรับยะเก็น จะไปไหนอย่างนั้นหรือขอรับ" ยะเก็นได้ยินจิ้งจอกน้อยร้องถามเสียงใสประสานไปกับเสียงฝนที่ตกคลออยู่นอกเรือนเมื่อเดินมาพบนาคิกิทสึเนะ

"สายัณห์สวัสดิ์...ข้าจะไปห้องดาบใหม่น่ะ" เขาเห็นดาบอาวุโสของตระกูลเลิกคิ้วน้อย ๆ เมื่อบอกออกไปเช่นนั้น จึงพูดเสริมทั้งรอยยิ้ม “เผื่อว่าจะมีสหายใหม่มาแล้ว”

"ไม่ใช่..." นาคิกิทสึเนะเปล่งเสียงออกมาเบา ๆ แต่แล้วก็เงียบไปไม่ออกวาจาใดต่อพร้อมกับยอมเปิดทางให้เขาผ่าน แม้ยะเก็นจะแปลกใจอยู่ในที แต่ก็โค้งหัวและเดินตรงไปยังปลายทางที่ตั้งใจไว้โดยไม่ซักไซ้อะไร

ก็พอรู้อยู่หรอกว่านาคิกิทสึเนะกำลังเป็นห่วง แต่เขาก็ยังอยากจะพยายามต่อไป ไม่ว่าจะวันฝนตก แดดออก กลางวันหรือกลางคืน ต่อให้ไม่รู้ว่าความพยายามที่ว่าจะไร้ผลไปอีกนานเพียงใดก็ตาม...ก็จะยังคงพยายามเพื่อให้น้อง ๆ ได้มีความสุขจริง ๆ เสียที

เพื่อน้อง ๆ ...

ยะเก็นกำถุงเครื่องรางในมือเอาไว้แน่นขณะเลื่อนเปิดประตู เด็กหนุ่มหลับตา เพ่งจิตภาวนาด้วยกำลังทั้งหมดที่มี ขอให้ได้พานพบเสียที...

ทว่า...กลับไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น

ไม่มีเลย...

จิตวิญญาณดาบแห่งอาวาตะกุจิทรุดกายนั่งลงตรงมุมห้อง ซุกใบหน้าลงกับเข่าที่ชันขึ้น กัดริมฝีปากแน่นพยายามสะกดกลั้นความอ่อนแอในจิตใจ จะแสดงออกมาไม่ได้ จะให้ใครรู้ไม่ได้ ได้แต่เฝ้าบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจะต้องเข้มแข็ง เพื่อเป็นที่พึ่งของน้อง ๆ ...จนกว่าพี่อิจิจะมา

แต่แล้วมันเมื่อไหร่กันล่ะ...

เมื่อไหร่...อีกนานแค่ไหน...พี่อิจิถึงจะมา

หรือว่า...ต้องเฝ้ารอเช่นนี้ไปตราบจนชั่วนิรันดร์?

-

ยะเก็นไม่รู้ตัวว่าเผลอหลับไปเมื่อไหร่ ทว่าตอนลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าฝนที่โปรยอยู่ด้านนอกหยุดไปแล้ว บนไหล่มีผ้าห่มผืนหนึ่งคลุมอยู่ เด็กหนุ่มยกมือสัมผัสมันอย่างงุนงง แต่ก็คาดเดาว่าอาจจะเป็นนาคิกิทสึเนะ โฮเนบามิ หรือใครสักคนมาคอยดูแลกระมัง ตอนนั้นเอง ยะเก็นก็ชะงักเมื่อพบว่าในมือว่างเปล่า เขารีบหันมองโดยรอบก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก และเก็บเครื่องรางที่หล่นอยู่ข้างตัวขึ้นมาคล้องคอไว้

...ดีที่ยังไม่หายไปไหน

“ป่านนี้แล้ว…?” เอ่ยพึมพำพลางพับผ้าห่มให้เรียบร้อยมาถือไว้แล้วลุกขึ้นยืน รีบสาวเท้าตรงกลับห้องด้วยความว้าวุ่นใจ เกรงว่าถ้าพวกน้อง ๆ เห็นเขาหายไปคงเป็นกังวลไม่ยอมหลับยอมนอนกันแน่ ๆ

ทว่าเมื่อมาถึงห้อง น้อง ๆ ทุกคนก็นอนหลับอยู่ในฟูกของตัวเองหมดแล้ว ยะเก็นถอนหายใจ นึกโล่งอกที่ทุกคนเป็นเด็กดีไม่งอแง แต่อีกใจก็รู้สึกผิดไม่น้อยที่ไม่ได้อยู่คอยดูแล เด็กหนุ่มก้าวเข้าไปในห้อง ปิดประตูอย่างเงียบเชียบ ก้มตัวดึงผ้าห่มที่เลื่อนหลุดคลุมตัวน้องชายแต่ละคนไว้ให้เรียบร้อย

ยะเก็นนั่งลงข้าง ๆ ฟูก ลูบหัวอาคิตะที่คิ้วขมวดกระสับกระส่ายคล้ายกำลังฝันร้ายเบา ๆ ปลอบโยนจนเจ้าตัวค่อยพอสงบพริ้มหลับต่อ เห็นเช่นนั้นคนเป็นพี่ชายก็อดจะยิ้มออกมาไม่ได้...บางทีเขาก็นึกอยากให้นี่เป็นความฝัน เป็นเพียงฝันที่พอตื่นขึ้นมาแล้วน้อง ๆ จะได้พบพี่อิจิอยู่ตรงหน้า

“ช่วยรอหน่อยนะ...พี่อาจจะยังพยายามไม่มากพอ แต่ว่า…” เอ่ยกระซิบเสียงเบาแผ่ว โดยหวังอยู่ลึก ๆ ว่ามันจะลอยไหลเข้าไปในห้วงภวังค์ฝันของน้องน้อยทุกคนได้ ยะเก็นก้มหน้าลง กัดริมฝีปาก กำเครื่องรางที่ห้อยคอไว้แน่น รู้สึกได้ถึงแรงสั่นไหวของร่างกาย

“สักวัน...พี่อิจิจะมา”

แม้ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่...แต่สักวันหนึ่งคงจะมา

ยะเก็นนั่งอยู่เงียบ ๆ ในห้องพักใหญ่ คล้ายกำลังทบทวนความคิด ก่อนจะตัดสินใจลุกออกมาในที่สุด เด็กหนุ่มมองน้อง ๆ ที่หลับสนิท มือเลื่อนปิดประตูอย่างเบาเสียงที่สุด

“ยะเก็น” เสียงเรียกคุ้นหูทำให้ยะเก็นหันกลับไปมอง เห็นนาคิกิทสึเนะยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับจิ้งจอกคู่ใจที่นอนพาดบนบ่าเหมือนเช่นปกติ ปากขยับอ้าเอ่ยเสียงเบา “ได้รับป้ายเครื่องรางที่มีพลังแรงกล้ามาจากนายท่านน่ะขอรับ”

“มาสิ…”

วินาทีที่เสียงของนาคิกิทสึเนะเปล่งออกมา ยะเก็นก็พลันชะงัก เบิกตาด้วยความประหลาดใจ

-

“ข้าคืออิจิโกะ ฮิโตฟุริ...ทาจิเพียงหนึ่งเดียวที่ถูกตีขึ้นมาโดยอาวาตะกุจิ โยชิมิทสึ”

เด็กหนุ่มรู้สึกได้ว่าหัวใจเต้นแรงเหลือเกินขณะสองขารีบสาวก้าวเดินขึ้นบันไดตรงไปยังห้องของนายท่านตามที่นาคิกิทสึเนะบอก เสียงนุ่มนวลเอ่ยขานนามดังแว่วมา ยะเก็นได้ยินไม่ถนัด หากแต่กึ่งจะเชื่อกึ่งจะไม่เชื่อว่านี่คือความจริง จนต้องหยิกเข้าที่แขนตัวเองเป็นการพิสูจน์ และจบลงด้วยการสะดุ้งเพราะความเจ็บ

ไม่ได้กำลังฝันใช่ไหม?...

“เพื่อนายท่าน เพื่อฮงมารุ...ข้าจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ขอรับ”

หยุดยืนที่ตรงขั้นบนสุดของบันได ขาสั่นด้วยความตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สั่นเสียจนก้าวไม่ออก ลึกลงในใจอยากจะเห็นเดี๋ยวนี้ว่าคนที่จะเปิดประตูออกมาจะใช่คนที่พวกน้อง ๆ รอคอยหรือเป็นเพียงภาพลวงตา

เร็วสิ...เร็วเข้าเถอะ…

“รับทราบขอรับ ขอน้อมรับบัญชา”

ยะเก็นสะดุ้งขึ้นเพราะเสียงเปิดประตู ดวงตาสั่นระริกสะท้อนภาพร่างสูงสง่าก้าวถอยหลังออกมาและโค้งกายให้คนในห้อง บริเวณนั้นค่อนข้างมืด หากแต่แสงจันทร์นวลใยที่สาดลอดผ่านซี่หน้าต่างมากระทบร่างนั้น ทำให้ยะเก็นแน่ใจว่า ‘เขา’ ที่หันกลับมาหามีตัวตนอยู่จริง

...อยู่ตรงหน้านี่เอง

“พะ...พี่อิจิ”

ผู้ถูกเรียกด้วยเสียงเบาแผ่วแทบจะกลืนหายไปในอากาศแย้มรอยยิ้มบางแสนอ่อนโยนให้ ยะเก็นแข็งทื่อไปทั้งร่างยามสบสายตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นอาทรคู่นั้น ความรู้สึกในอกผสมปนเปจนกันไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไร ทั้งดีใจ ประหลาดใจ สุขใจ

“ได้พบกันจนได้นะ...ยะเก็น โทชิโร่” เสียงนุ่มนวลเอ่ย เรียกสติยะเก็นกลับมาได้อีกครั้ง “ไม่สิ...ยะเก็น”

ยะเก็นเผลอสูดหายใจลึก ก่อนจะสิ่งที่วุ่นวายอยู่ในใจจะกลับสู่ความเป็นระเบียบเรียบร้อยได้เหมือนเคย เด็กหนุ่มรีบตรงเข้าไปหาพี่อิจิ ลึกลงในอกมีเสี้ยวความคิดที่อยากจะสวมกอดให้แน่ใจว่าไม่ใช่ภาพลวงตา แต่ความเป็นผู้ใหญ่มีมากกว่า จึงเพียงแค่หยุดยืนตรงหน้า

“เดี๋ยวเอากระดิ่งไปแขวนให้นะ” อิจิโกะเอ่ยขอบคุณเมื่อได้ยินเช่นนั้นและหยิบกระดิ่งที่ติดตัวมาส่งให้ ยะเก็นมองตราแสนคุ้นเคยที่สลักรอยประดับอยู่บนผิวทองเหลืองแล้วกำมันไว้แน่น ก่อนจะนึกขึ้นมาได้

“มีที่ดี ๆ ที่อยากให้ไปด้วยกันอยู่น่ะ มากับข้าหน่อยได้รึเปล่า?”

“ที่ดี ๆ?” พี่ชายกะพริบตาแปลกใจ ยะเก็นอมยิ้มไม่ได้บอกอะไรเพิ่มเติมก่อนจะเดินนำลงบันไดไป มือใต้ถุงมือสีดำกำถุงเครื่องรางที่ห้อยคอไว้แน่น ได้ยินเสียงฝีเท้าของอิจิโกะเดินตามลงมาไม่ห่าง

เด็กหนุ่มเดินอ้อมไปทางหลังเรือน ขยับบันไดที่พาดนำขึ้นไปบนหลังคาให้พอดีก่อนจะปีนขึ้นไป อดหัวเราะไม่ได้เมื่อได้ยินพี่ชายร้องเสียงหลงรีบเข้ามาจับบันไดไว้ให้

“ยะเก็น มันอันตรายนะ...อย่างน้อยก็บอกพี่ก่อนสิว่าจะขึ้นไป” อิจิโกะเอ่ยเชิงดุอย่างไม่จริงจัง มองคนที่ขึ้นไปถึงบนหลังคากระเบื้องแล้วจับบันไดไว้ให้แทน

“น่า ๆ ขึ้นมาเถอะ” ยะเก็นหัวเราะไม่ใส่ใจ อิจิโกะขมวดคิ้วน้อย ๆ แต่ก็ยอมปีนตามมาแต่โดยดี เด็กหนุ่มยื่นมือจับดึงพี่ชายให้ตามขึ้นมาก่อนจะพาเดินไปตรงกลางหลังคาแล้วหย่อนตัวนั่งลงก่อน

“ที่นี่น่ะ...เป็นที่ที่เห็นทิวทัศน์ทั่วฮงมารุได้สวยงามที่สุดเลยล่ะ”

“งั้นเหรอ…” พี่ชายขานรับเบา ๆ พลางค่อย ๆ ย่อตัวลงนั่งข้างกาย ยะเก็นอดจะเผลอยิ้มไม่ได้เมื่อได้กลิ่นของพี่อิจิที่อยู่ห่างไปเพียงเอื้อมมือ เป็นกลิ่นอ่อนหอมชวนให้รู้สึกสบายใจเหลือเกิน เมื่อขยับที่ทางจนเรียบร้อย อิจิโกะก็ผ่อนลมหายใจช้า ๆ “ลมเย็นสบายดีจังเลย”

“กว้างดีใช่ไหมล่ะ?” เด็กหนุ่มหันไปหา มองเสี้ยวหน้าของพี่ชายที่ถูกอาบไล้ไปด้วยแสงจันทร์นวลใย แล้วรู้สึกใจเต้นขึ้นมานิด ๆ ด้วยความตื่นเต้นเมื่อคิดว่าพี่ชายมาแล้วจริง ๆ แต่ก็เก็บงำความคิดทั้งหมดไว้ได้อย่างมิดชิดด้วยท่าทางเป็นผู้ใหญ่ของตนกับการแสร้งทำเป็นแนะนำสถานที่ไปพลาง ๆ “มีบ่ออาบน้ำกลางแจ้งแล้วก็ที่ซักผ้าด้วย ทุ่งนาอยู่ทางโน้น แล้วก็โน่นเป็นโรงฝึก”

ยะเก็นหลุบตาลงนิด ๆ ก่อนจะเงยหน้ามองพี่อิจิแล้วแย้มยิ้ม

“พวกเราน่ะ...แข็งแกร่งขึ้นมาก ๆ แล้วนะ”

อิจิโกะหัวเราะเสียงเบารับคำนั้นโดยไม่ได้สอบถามอะไร ยะเก็นไม่นึกแปลกใจแต่สังเกตเห็นดวงตาสีทองเบื้องหน้าเหลือบมองต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่สะดุดตา “ตรงนั้นมีต้นไม้ใหญ่อยู่ด้วยนี่นา”

“ใช่แล้วล่ะ...จะว่าเป็นสัญลักษณ์ของฮงมารุนี่เลยก็ได้ล่ะมั้ง ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าต้นอะไร แต่สุดท้ายก็ผลิดอกออกมาเป็นซากุระ...สวยมากเลย” พอหวนนึกถึงวันที่ต้นไม้นั้นยังประดับพราวด้วยกลีบซากุระสีชมพูอ่อน ให้น้อง ๆ ได้เล่นสนุกกัน ยะเก็นก็อดยิ้มไม่ได้ “ไว้ปีหน้าที่บานใหม่...ไปดูด้วยกันนะ”

“นั่นสินะ…” พี่ชายรับคำ ทอดสายตามองเขาอย่างอ่อนโยน ก่อนจะชะงักนิด ๆ เพราะเหลือบเห็นบางสิ่งเข้า “ยะเก็น ห้อยอะไรไว้ที่คอน่ะ?”

“อา...เนี่ยเหรอ?” เด็กหนุ่มก้มลงมองตามสายตา ยกมือขึ้นกำสิ่งที่สวมคล้องคอเอาไว้ “ก่อนหน้านี้ทุกคนนิยมกัน...เป็นเครื่องรางที่ข้าทำเองน่ะ”

“เครื่องรางเหรอ?” คนมาใหม่กะพริบตาคล้ายยังงุนงง ปลายนิ้วใต้ถุงมือสีดำของยะเก็นเขี่ยเนื้อผ้าไปมานิด ๆ ก่อนจะตัดสินใจถอดมันออกยื่นไปให้พี่ชายที่เลิกคิ้ว “ให้ดูจะดีเหรอ?”

พอเขาพยักหน้า อิจิโกะจึงรับไปแกะออกอย่างระมัดระวัง ยะเก็นเม้มปากนิด ๆ ทอดสายตามองซากุระหมื่นใบที่ยืนต้นอยู่บนเนินห่างไปจากจุดที่พวกตนอยู่

“ต้นซากุระนั่น...ช่วยทำให้ความปรารถนากลายเป็นจริง” ไม่แม้แต่จะเหลือบมองท่าทีของร่างสูง ริมฝีปากขยับเอ่ยต่อไป “กระดาษนั่น...ข้าไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคนเขียน แต่ดูเหมือนว่าทุกคนจะเขียนอธิษฐานเรื่องพี่อิจิไปแขวนเอาไว้...อยากให้พี่อิจิมาไว ๆ บ้างล่ะ อยากแข็งแกร่งขึ้นก่อนพี่อิจิจะมา อยากเล่นกับพี่อิจิ ความปรารถนาอยากเจอพี่อิจิของทุกคน...สื่อออกมาแบบนั้น”

พอนึกถึงพวกน้อง ๆ ในหัวใจของยะเก็นก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งอบอุ่นมากยิ่งขึ้นก็เมื่อคิดว่าในที่สุดทุกคนก็ไม่ต้องทำหน้าเศร้าสร้อยแบบนั้นอีกต่อไป

ความปรารถนาของทุกคนเป็นจริง...พี่อิจิอยู่ที่นี่แล้ว

ยะเก็นคิดว่าความปรารถนาของเขา...คือการได้เห็นน้อง ๆ มีความสุข

“ยะเก็นเองก็อยากให้ความปรารถนานี้เป็นจริง ก็เลยเอามาใส่ถุงเครื่องรางพกไปไหนมาไหนด้วยเหรอ?” น้ำเสียงอ่อนโยนของพี่อิจิที่ถามขึ้นทำให้ยะเก็นชะงัก

ความปรารถนา...ของเขา?

“เปล่าสักหน่อยนี่...ก็แค่พวกน้อง ๆ รบเร้าเท่านั้นล่ะ” หลุดปากออกไปแบบนั้นเพราะคำถามไม่ตั้งตัวกลับก่อให้เกิดความสับสนขึ้นมาชั่วขณะ อุตส่าห์คิดว่าแน่ใจแล้วเชียวว่าความปรารถนาแท้จริงของตนคืออะไร

บางทีอาจจะ…

“งั้นเหรอ...ก่อนพี่มา เจ้าเป็นคนดูแลน้อง ๆ มาตลอดเลยสินะ” อิจิโกะเอ่ยเสียงอ่อนลงยามได้ยินเช่นนั้น ยะเก็นรู้ดีว่ากำลังถูกจ้องมอง หากแต่ไม่กล้าแม้แต่จะหันไป ทำได้เพียงก้มหน้าลงมากขึ้น

“ไม่ได้มีแต่ข้าสักหน่อย...นาคิกิทสึเนะ นามาซึโอะ โฮเนบามิก็ช่วยดูแลด้วย”

“ยะเก็น...เก่งมากเลย” ยามเมื่อรู้สึกตัวอีกที บนศีรษะก็มีมือใหญ่ ๆ อบอุ่นวางทาบลงมา ยะเก็นเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ก้อนเนื้อเจ้ากรรมในอกเต้นรัวมากขึ้นกว่าเดิม “ผ่อนคลายได้แล้วนะ”

เพียงแค่ได้ยินคำพูดที่สุดแสนจะอ่อนโยนนั้น ทำให้ราวกับน้ำหนักทุกสิ่งทุกอย่างที่ยะเก็นแบกรับมาตลอดมลายหายไปจากบนสองบ่า หยาดน้ำตารื้นคลอออกมาตรงขอบตาอย่างกลั้นไม่อยู่

“ยะ อย่าพูดบ้า ๆ น่า!” รีบปัดมือที่ลูบหัวอยู่ออกอย่างเก้อเขิน แล้วหันหนีไปอีกทาง ยะเก็นรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แล่นผ่าวบนสองแก้มอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน “ข้าโตแล้วนะ...โธ่”

ได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ ของคนข้างกาย แต่เด็กหนุ่มก็ไม่ยอมหันไป ได้แต่ทำเป็นเสมองพระจันทร์ดวงกลมเด่นที่ฉายแสงนวลลอออยู่บนท้องฟ้ายามดึกสงัด

“พี่อิจิเนี่ย...โชคดีจังนะ” เมื่อได้เห็นความงดงามนั้นในหัวที่ยุ่งเหยิงเพราะถูกป่วนครั้งแล้วครั้งเล่าของเด็กหนุ่มก็เริ่มกลับสู่ความสงบ ยะเก็นยิ้มออกมา

นั่นสินะ เคยหวังเอาไว้เหมือนกันนี่นา...ว่าอยากให้ท้องฟ้าแรกที่พี่อิจิได้เห็นที่ฮงมารุ เป็นท้องฟ้าที่งดงามที่สุด

“พระจันทร์คืนนี้...สวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นเลยล่ะ”

ทั้งสองใช้เวลาอยู่ด้วยกันบนหลังคาสักพักใหญ่ พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่เกิดขึ้น อิจิโกะสอบถามความเป็นไป หน้าที่ที่ต้องทำในฮงมารุ และเรื่องของพวกน้อง ๆ ซึ่งยะเก็นก็ตอบอย่างตั้งใจทุกคำถาม

“พี่ขอไปดูพวกน้อง ๆ ก่อนนะ ยะเก็นจะเข้านอนด้วยเลยไหม?” พี่ชายเอ่ยเมื่อเห็นว่าล่วงดึกมากแล้ว ยะเก็นส่ายหน้าพลางขยับขาชันขึ้นเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนท่านั่ง

“ยังหรอก ข้าว่าจะรับลมอยู่ตรงนี้อีกสักพัก พี่อิจิไปก่อนเลย”

“งั้นเหรอ...อย่านอนดึกนักล่ะ” อิจิโกะยิ้มบางก่อนจะขยี้ผมน้องชายเบา ๆ อีกครั้งแล้วหัวเราะเมื่อยะเก็นปัดมือออกเช่นเคย ชายหนุ่มดันตัวลุกขึ้น ลงจากบนหลังคาอย่างระมัดระวัง โดยมีสายตาของยะเก็นมองตามไป

เมื่อดูจนแน่ใจว่าพี่อิจิหายเข้าไปในเรือนพักแล้ว เด็กหนุ่มก็ยกมือขึ้นปิดหน้า ส่งเสียงร้องในลำคอให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ระบายทุกความรู้สึกออกมาแม้เป็นช่วงสั้น ๆ

เป็นครั้งแรกที่ดีใจจนแทบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ เป็นครั้งแรกที่รู้ว่าการเป็นผู้ถูกดูแลเป็นเช่นไร เป็นครั้งแรกที่ได้รู้จักน้ำตาแห่งความสุข เป็นครั้งแรก...ที่ยิ้มได้กว้างขนาดนี้

“พี่อิจิ...บ้าชะมัด”

-

หลังจากนั่งพักจนสงบใจได้แล้ว ยะเก็นก็กลับลงมาจากบนหลังคา ขณะกำลังคิดว่าจะเข้าไปหยิบข้าวของไปอาบน้ำอย่างไรดีไม่ให้รบกวนเวลานอนของน้อง ๆ สายตาก็สะดุดเข้ากับร่างของพี่ชายที่กำลังหอบข้าวของพะรุงพะรังเดินไปทางต้นซากุระหมื่นใบ

ทำอะไรอยู่นะ...ป่านนี้แล้วแท้ ๆ ยะเก็นเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจก่อนจะเดินตามไป สายตาช่างสังเกตก็สอดส่องมองของในมือของคนตัวสูงที่มีทั้งม้วนเชือก แผ่นไม้ และอุปกรณ์งานช่าง

“พี่อิจิ!” เสียงร้องเรียกของเขาทำให้อิจิโกะที่หยุดอยู่ใต้ต้นไม้สะดุ้งเฮือก

“ยะ...ยะเก็นเองเหรอ ตกใจหมด” เมื่อหันมาเห็นว่าเป็นเขา อิจิโกะก็ถอนใจเฮือก ยะเก็นล้วงมือลงในกระเป๋าเสื้อนอก เดินเข้าไปใกล้ ๆ ก้มมองสิ่งที่กองอยู่ตรงหน้า

“ทำอะไรอยู่น่ะ? ดึกป่านนี้แล้ว” พอถามไปแบบนั้น อิจิโกะก็หลุบตาคล้ายลังเลว่าจะพูดดีหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ยอมออกปากเอ่ยตอบ

“อยากจะทำชิงช้า...ไว้เล่นกับน้อง ๆ น่ะ” ยะเก็นเลิกคิ้วแปลกใจก่อนจะพับแขนเสื้อเตรียมก้มลงช่วย ทำเอาพี่ชายสะดุ้งลนลานนิด ๆ “ยะเก็น ไม่ต้องหรอก! ไปนอนก่อนเถอะ เดี๋ยวพี่ทำเอง”

“ไม่เป็นไร น้อง ๆ ก็เป็นน้องข้าเหมือนกัน” ยะเก็นยิ้มบาง หยิบเชือกมาวัดขนาดให้พอเหมาะ “เพื่อน้อง ๆ ไม่เป็นไรหรอก พี่อิจิจะได้ไม่ต้องเหนื่อยคนเดียวไงล่ะ”

“ยะเก็น…” พี่ชายมองเด็กน้อยหัวดื้อก่อนจะหัวเราะเบา ๆ แล้วหยิบข้าวของลงมือทำไปด้วยกัน

มือทำงาน ปากก็พูดคุย หัวเราะกันไปพลาง เพลินกันจนไม่รู้ว่าดึกดื่นขนาดไหน ชิงช้าที่อิจิโกะตั้งใจไว้เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ในขณะที่ยะเก็นก็เริ่มปิดปากหาวหวอดแล้วเหมือนกัน

“ง่วงแล้วเหรอ” เสียงอ่อนโยนของพี่ชายดังขึ้น ยะเก็นซึ่งกำลังยืนโงนเงนผูกเชือกชิงช้าให้เรียบร้อยทำปากขมุบขมิบนิด ๆ

“นิดหน่อย...ไม่ได้นอนเต็มที่มาตั้งแต่คืนก่อนน่ะ”

“เอ๋! แล้วยังไม่รีบไปนอนอีก จริง ๆ เลย” อิจิโกะร้อง และก่อนคนงัวเงียจะทันรู้ตัวว่าเกิดอะไรก็ถูกช้อนอุ้มลอยขึ้นจากพื้น ดวงตาปรือเจียนปิดเบิกกว้างตกใจ ใบหน้าแดงเรื่อทันที

“พะ พะ...พี่อิจิ!?” เขินเสียจนร้องต่อว่าอะไรไม่ออก พี่ชายขมวดคิ้วมองเขาพลางพ่นลมหายใจคล้ายจะเหนื่อยหน่ายกับความฝืนตัวเองไม่สุดสิ้น ก่อนจะก้าวเท้าเดินตรงกลับเข้าเรือน แต่แทนที่จะไปที่ห้องนอนของน้อง ๆ กลับเลี้ยวไปยังอีกห้องแทน

“นี่ห้องที่นายท่านให้พี่ บอกว่าเดี๋ยวจะขยับย้ายห้องให้ไปอยู่ใกล้น้อง ๆ อีกที” อิจิโกะเอ่ยบอกเมื่อเห็นท่าทีงงงวยของยะเก็น มือค่อย ๆ ประคองน้องชายในอ้อมแขนลงบนฟูกที่ปูเตรียมไว้ก่อนหน้า เพราะเจ้าตัวคาดว่าจัดการเรื่องชิงช้าเรียบร้อยคงกลับมาสลบพอดี “ยะเก็นนอนที่นี่ก่อนแล้วกัน จะได้ไม่รบกวนน้อง ๆ”

“แล้วพี่อิจิจะนอนไหนล่ะ? ไม่เป็นไรหรอก ข้าเข้าไปนอนเงียบ ๆ ก็ได้” ยะเก็นดันตัวจะลุกขึ้น แต่มือใหญ่ก็กดให้ลงนอนเหมือนเดิม

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่เอาฟูกอีกผืนมาปูนอนตอนงานเสร็จ” รอยยิ้มแสนอ่อนโยนประดับบนใบหน้า พลางมือก็ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมร่างน้องชายให้ ยะเก็นขมวดคิ้วลังเลแต่สุดท้ายก็ยอมพยักหน้าเพราะคิดว่าไม่อยากรบกวนน้อง ๆ เหมือนกัน

“อย่านอนดึกนะ” ดึงผ้าห่มปิดใบหน้าพลางเหลือบตาไปอีกทางเอ่ยงึมงำ อิจิโกะเลิกคิ้วนิด ๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้นแต่ก็ยิ้มบาง มือขยับไปลูบหัวที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีดำอ่อนนุ่ม ก่อนที่จะกดริมฝีปากแนบลงบนหน้าผากมนอย่างแผ่วเบา ยะเก็นเบิกตากว้าง

“ฝันดีนะ...ยะเก็นของพี่”

เอ่ยเท่านั้นก่อนจะลุกเดินออกไปจากห้อง ทิ้งให้คนที่ถูกจู่โจมไม่ตั้งตัวได้แต่กะพริบตาปริบ ใบหน้าแดงก่ำ จากงัวเงียกลายเป็นตาสว่างด้วยความตกใจอยู่ลำพัง

“ให้ตายสิ…”

มือหนึ่งยกขึ้นปิดหน้า อีกมือกุมอกที่หัวใจเต้นรัวไม่หายเสียที...ที่อยากให้พี่อิจิมาน่ะ เพื่อน้อง ๆ ไม่ใช่เพื่อตัวเองเสียหน่อยไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมต้องรู้สึกดีขนาดนี้ด้วย…

พี่อิจิ...บ้าชะมัด!




Fiction : จันทร์เสี้ยว・กระเรียนขาว・สองจิ้งจอก - บทที่ ๙ ปลาน้อย (NC) (MikaTsuru / KogiNaki)

บทที่ ๙
『小魚』
ปลาน้อย

สึรุมารุถลันกายออกจากห้องนอนทันทีที่อาโอเอะมาแจ้งว่ามิคาสึกิกลับมาแล้ว ซ้ำยังได้รับบาดเจ็บกลับมาอีกต่างหาก แม้จะไม่ได้อันตรายถึงชีวิตแต่ก็อ่อนล้าอยู่มาก นางใจไม่สงบมาหลายวันแล้วนับตั้งแต่มิคาสึกิเดินทางไป คล้ายจะมีสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง

แต่ไม่นึกเลยว่ามันจะกลายเป็นจริง

ขณะที่วิ่งตรงไปยังห้องที่มิคาสึกิพักรักษาตัว หญิงสาวก็นึกโทษตัวเองเป็นร้อยเป็นพันครั้ง...ว่านางได้นำโชคร้ายมาสู่ผู้ครอบครองอีกแล้วอย่างนั้นใช่ไหม และครั้งนี้ คือคนที่นางไม่ปรารถนาจะให้เป็นอะไรไปอย่างที่สุด

“โอ๊ะ! สึรุมารุ ใจเย็นก่อน” เพราะรีบร้อนมากไปจึงชนเข้ากับอิชิคิริมารุที่เดินสวนมาเข้าโดยบังเอิญ เขาประคองนางเอาไว้แล้วยิ้มบาง ๆ “จะรีบไปหามิคาสึกิรึ?”

“อิชิคิริมารุ! มิคาสึกิเป็นอย่างไรบ้าง!?” มือเรียวจับคว้าที่แขนชายหนุ่ม ร้องถามด้วยความร้อนรน อิชิคิริมารุส่ายหน้าน้อย ๆ แล้วจับไหล่นางทั้งสองข้างเหมือนปลอบให้ใจเย็นลงเสีย

“มิคาสึกิปลอดภัย...ถูกแทงลึกอยู่ เสียเลือดพอสมควร แต่มีดไม่เข้าอวัยวะสำคัญ รอแค่ให้แผลหายเท่านั้นล่ะ” ได้ยินดังนั้นสึรุมารุก็ถอนหายใจเฮือกแล้วเซซุกกับอกกว้างของอิชิคิริมารุ ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่ถือสาพลางลูบหัวนาง “เจ้าไปหามิคาสึกิเถอะ...ตอนนี้เจ้านั่นตื่นแล้ว จะหลับหรือจะตื่นก็พร่ำเพ้อหาเจ้าไม่ขาดปาก ข้าทำแผลไปยังรำคาญจะแย่”

“อื้อ ขอบคุณนะ อิชิคิริมารุ” หญิงสาวยิ้มบางก่อนจะเดินตรงไปยังห้องของมิคาสึกิ โดยมีสายตาอบอุ่นอ่อนโยนของอิชิคิริมารุที่มองตามไปอย่างนึกเอ็นดู

สึรุมารุชะลอฝีเท้าลงเมื่อใกล้จะถึงประตู ความตั้งใจทีแรกที่จะเปิดประตูโผล่เข้าไปหามิคาสึกิให้เร็วที่สุดถูกแทนที่ด้วยความกังวลเดิม ๆ ที่เกาะกินในใจ...เป็นเพราะนางอย่างนั้นใช่ไหม มิคาสึกิถึงเสี่ยงตายเช่นนี้...เป็นเพราะนางที่นำความโชคร้ายมาให้อย่างนั้นใช่ไหม?

กระเรียนขาวกำมือแน่นก่อนจะผ่อนลมหายใจแล้วค่อย ๆ แง้มประตูนิด ๆ แอบมองคนที่อยู่ภายในห้อง...เขานอนอยู่นิ่ง ๆ ทอดสายตามองเพดาน ใบหน้างดงามซีดเซียวลงไปเล็กน้อยอาจเพราะเสียเลือด ขณะที่หญิงสาวกำลังยืนลังเลว่าจะเข้าไปดีหรือไม่นั้น เสียงทุ้มก็ดังขึ้นเสียก่อน

“สึรุ?”

เจ้าของนามสะดุ้งเฮือกรีบหลบกลับไปหลังประตูแล้วกระแอมน้อย ๆ ก่อนจะแกล้งดัดเสียงเอ่ยตอบกลับไป “ข้าไม่ใช่สึรุสักหน่อย”

มิคาสึกิที่อยู่ในห้องเลิกคิ้วแล้วหัวเราะเบา ๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไฉนเลยจะจำเสียงนางผู้เป็นที่รักที่เฝ้ารอคอยอยากได้ยินมาหลายวันไม่ได้ ชายหนุ่มดันตัวลุกขึ้นนั่งช้า ๆ พลางมองเงาร่างของสึรุมารุที่อยู่หลังประตู รูปร่างของนางช่างอรชรอ้อนแอ้น เห็นเพียงเงาก็น่าหลงใหลมากแล้ว

“ฮะฮะฮะ หากไม่ใช่สึรุแล้วมาแอบดูข้าทำไมกันรึ? ไหน...เข้ามาให้ข้าดูหน้าชัด ๆ หน่อยนะ”

“มะ ไม่ได้นะ ข้าน่ะเป็น...เป็น…” หญิงสาวเม้มปาก พยายามกวาดสายตามองหาว่าจะเอาอะไรมาอ้างดี จนแล้วจนรอด ดวงตาคู่งามก็เหลือบเห็นบ่อน้ำในสวนตรงหน้าห้องเข้าพอดี “ข้าเป็นแค่ปลาในบ่อที่กลายร่างเป็นคนได้! ข้าแค่ผ่านมาเท่านั้นเอง!”

“โอ้...ข้าไม่เคยเห็นเลย มาให้ข้าเห็นหน่อยซี่...ได้ไหม?” ผู้ครองแคว้นซังโจอมยิ้มกับความน่ารักของหญิงสาวที่ตนรักพลางมองเงาด้านนอกที่ท่าทางลุกลี้ลุกลนนิด ๆ

“ข้าให้เจ้าเห็นไม่ได้หรอกนะ...ไม่งั้นข้าก็จะกลับไปเป็นปลาน่ะสิ!” คนที่สวมรอยเป็นปลายังคงหาข้ออ้างต่อไป เขินอายที่ถูกจับได้ว่าแอบมอง อีกอย่างคือนางยังรู้สึกสับสนในใจไม่กล้าพบหน้าเขา

“ฮะฮะฮะ งั้นข้าจะปิดตาก็ได้นะ”

“...หากเจ้าไม่ได้เห็นข้าแล้วจะให้ข้าเข้าไปหาทำไมกันเล่า?”

“อยากได้ยินเสียงใกล้ ๆ น่ะ” มิคาสึกิยังคงหัวเราะอยู่เช่นเคย ทอดมองร่างเพรียวบางที่ยืนอยู่นอกประตู ใจจดจ่อรอให้นางยอมเข้ามาในห้องเสียที สึรุมารุถอนหายใจช้า ๆ ทั้งใบหน้าร้อนเรื่อแล้วจับขอบประตูไว้

“เช่นนั้น...เจ้าปิดตานะ” เมื่อมิคาสึกิส่งเสียงขานรับ นางจึงค่อย ๆ แง้มประตูแอบดู เห็นเขาใช้สองมือยกปิดตา ท่าทางน่ารักไม่น้อยแล้วจึงเดินเข้าไปในห้อง “ห้ามแอบดูนะ…”

“อื้ม ๆ ข้ามองอะไรไม่เห็นเลยล่ะ” ชายหนุ่มหัวเราะน้อย ๆ ขณะที่สึรุมารุนั่งลงตรงหน้า ดวงตาสีทองคู่สวยหลุบลงมองช่วงท้องของเขาที่มีผ้าพันแผลพันเอาไว้อย่างรู้สึกผิด จริงอยู่มันไม่ใช่นางที่ก่อเรื่อง...แต่นางอาจเป็นต้นเหตุก็ได้นี่นา

“ข้าอยู่ตรงหน้าเจ้านี่แล้ว มิกะ…” เสียงหวานเอ่ยพลางเอื้อมมือไปลูบแก้มชายหนุ่มอย่างแผ่วเบา เรียกรอยยิ้มน้อย ๆ ให้คลี่ทับลงบนริมฝีปากได้รูป

“ดีใจที่เจ้ามาหานะ...”

“อื้ม...ข้ามาหาแล้ว เจ้าก็ต้องรีบหายดีนะ เข้าใจไหม?” หญิงสาวอดยิ้มน้อย ๆ อย่างโล่งใจไม่ได้ยามเห็นรอยยิ้มและท่าทางสบาย ๆ ของมิคาสึกิ จริงแล้วอย่างอิชิคิริมารุว่า เขาไม่ได้เป็นอะไรมาก

“ฮะฮะฮะ...อื้ม ข้าจะรีบหายเพื่อภรรยาสุดที่รักของข้านะ” สึรุมารุหน้าแดงเรื่อ นึกอยากจะเถียงว่ายังไม่ใช่ภรรยาเสียหน่อย หากแต่ก็เปลี่ยนใจแล้วเลื่อนใบหน้าไปจูบริมฝีปากอุ่นเบา ๆ อย่างนุ่มนวล มิคาสึกิยิ้มน้อย ๆ พร้อมกับกดริมฝีปากตอบนางแน่น กระทั่งสึรุมารุได้สติจึงผละออกมา

“ฮะฮะฮะ ปลาตัวนี้ลามกจัง…” ชายหนุ่มเอ่ยหยอกล้อโดยที่ยังไม่ได้เปิดตา กระเรียนขาวหน้าแดงเรื่อ เพราะเห็นภาพน่ารัก ๆ ของมิคาสึกินางจึงเผลอตัวไปแท้ ๆ

“เจ้าเองก็เถอะ...ทำเช่นนี้ภรรยาจะไม่ว่าหรือ?”

ผู้ครองแคว้นซังโจหัวเราะน้อย ๆ ยามได้ยินเช่นนั้น “อื้มม...ข้าว่าคงไม่ว่าหรอก เนอะ?”

“ข้าไม่รู้นางด้วยหรอกนะ...ถึงเวลาพักผ่อนของเจ้าแล้ว ข้าควรไปดีกว่า” หญิงสาวมุ่ยหน้าแดงเรื่อเอ่ยก่อนจะดันตัวลุกขึ้น หากทว่ายังไม่ทันจะขยับกายไปไหนก็ถูกวงแขนแกร่งรวบเอวบอบบางไว้ก่อน ร่างเพรียวเซถลา ล้มลงในอ้อมกอดของคนที่สะดุ้งนิด ๆ เพราะถูกแผลแต่ก็ยังคงหลับตายิ้มไม่รู้ร้อนรู้หนาว

“ไหนขอข้าสูดดมกลิ่นกายเจ้าหน่อยสิ” สึรุมารุหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าเก่าทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ปลายจมูกของมิคาสึกิกดแนบลงมาบนลำคอ สูดกลิ่นหอมที่แสนคิดถึงโดยไม่รอคำตอบรับหรือปฏิเสธอีกต่อไป

“อื๊ออ!” กระเรียนสาวหยีตานิด ๆ มือเรียวดันไหล่กว้างเอาไว้คล้ายจะให้ปล่อยด้วยความเขินอาย “กลิ่นปลามันเหม็นคาวนะ!”

“ฮะฮะฮะ กลิ่นปลาอะไรกัน...หอมจริง ๆ” เสียงทุ้มหัวเราะเบาชิดริมหู ซุกไซ้ปลายจมูกดมดอมไปทั่วซอกคอขาวนวลจนคนบนตักต้องดิ้นขยุกขยิกไปมาด้วยความจักจี้

“ฮะฮะฮะฮะ เป็นร่างกายที่หอมจริงนะ กลิ่นเดียวกับภรรยาของข้าเลย อื้มมม ตรงนี้ก็ใช่นะ” เอ่ยพลางก้มลงคลอเคลียเนินอกอิ่มที่อยู่ใต้อาภรณ์แล้วไล่เรื่อยลงไปยังหน้าท้องแบนราบ ขณะมือซุกซนก็เริ่มปลดคลายโอบิและรั้งดึงชุดหญิงสาวที่กำลังดิ้นขลุกขลักลงช้า ๆ

“ยะ อย่าสิ…” สึรุมารุร้องค้าน พยายามดันศีรษะเขาให้ผละออก แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผลนัก “มิคาสึกิ พักผ่อนได้แล้วน่า…”

“หืมม...ข้ายังไม่ชื่นใจเลยนะ”

“แล้วเจ้าจะชื่นใจไปถึงเมื่อไหร่กันเล่า!”

“ฮะฮะ ไม่รู้สิ ข้าคิดถึงเจ้านะ” ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ใช้นิ้วแยกชุดงามออกจากกันแล้วพรมจุมพิตลงบนหน้าท้องขาวนวลอย่างแผ่วเบา พลางสูดกลิ่นกายหอมระรื่นที่โหยหามานานหลายวัน น่ากลัวเขาจะเสพติดสึรุมารุเข้าเสียแล้ว มือใหญ่หากแต่อ่อนนุ่มด้วยไม่เคยต้องงานหนักลูบไล้ไปตามผิวบางนุ่มนิ่ม

“มิกะบ้า…” ค้อนทั้งใบหน้าแดงก่ำ แต่สุดท้ายก็ยอมให้ชายหนุ่มได้สัมผัสสูดดมตามใจชอบ เพราะใจนางเองก็เฝ้าคิดถึงเขามาตลอดไม่ต่างกัน

“ข้าชอบกลิ่นนี้จริง ๆ นะ...หอมยั่วยวนข้าดีจัง” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจยิ้มบาง ๆ พร้อมกับพลิกร่างบนตักให้ลงไปนอนบนฟูกแทนที่แล้วลืมตาขึ้นช้า ๆ สึรุมารุสะดุ้งเฮือกรีบยกมือปิดตาเขาไว้ด้วยความเขินอายไม่อยากให้เห็นใบหน้าในตอนนี้ทันที

“ขะ...ข้าบอกว่าห้ามมองไง!”

“ฮืมม...” คนด้านบนหัวเราะน้อย ๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้นก่อนจะเลื่อนมือขึ้นนวดเฟ้นบนทรวงอกนิ่มที่ให้สัมผัสชวนคิดถึงนัก จนหญิงสาวต้องหลับตาปี๋แทน “ขนาดเดียวกับของภรรยาข้าเลยนะ...นุ่มมาก ๆ ล้นมือข้าเลยเชียว”

“ลามก! ปล่อยเลยนะ!”

“ฮะฮะ ไหนดูซิ...มีส่วนไหนที่เหมือนภรรยาข้าอีกนะ?” มิคาสึกิยิ้ม หากแต่สึรุมารุกลับเห็นรอยยิ้มนั้นเป็นรอยยิ้มที่สุดแสนจะร้ายกาจของจันทร์เสี้ยวเอาแต่ใจ มือใหญ่เลื่อนลูบลงผ่านหน้าท้องลงไปกุมส่วนล่างอ่อนนุ่ม ทำเอานางตกใจเผลอปล่อยมือมาดันแขนเขาเอาไว้แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้สะทกสะท้านแต่อย่างใด “อืมม ตรงนี้ยิ่งเหมือน”

“มิกะ..ปล่อยข้านะ” ใบหน้างดงามแดงเรื่อจนแทบไม่เห็นผิวขาวจัดเพราะความร้อนจากฝ่ามือที่แนบลงมา พยายามใช้มือที่แทนสิ้นแรงผลักไสให้คนดื้อดึงยอมปล่อย

“หืมม...เริ่มหลงข้าเข้าแล้วสินะ ปลาน้อย” ตามด้วยเสียงหัวเราะตามแบบฉบับของเจ้าตัวจนสึรุมารุชักอยากจะตบตีเสียหลาย ๆ ทีให้หายซน

“เปล่านะ! เจ้าก็มีภรรยาของเจ้าแล้วมิใช่รึ!”

“ฮะฮะฮะ เจ้าตอบสนองดีเหมือนภรรยาข้าเลยนี่นา”

“มิกะ...เจ้าบ้า” สาวงามรู้สึกอับจนคำพูดโต้ตอบ ได้แต่ยกมือขึ้นปิดหน้าแดงก่ำ ขณะที่มิคาสึกิลืมตาขึ้นช้า ๆ แล้วยิ้มพราวอย่างชอบใจพลางขยับมือลูบส่วนล่างบอบบาง เสียงครางหวานหลุดรอดจากริมฝีปากสีเรื่อ แม้เขินอายหากแต่นางกลับไม่ขัดขืน ทำเอาเขาอดคิดไม่ได้ว่าช่างน่ารักน่าชังเสียนี่กระไร มือใหญ่สอดเข้าไปใต้ผ้า ถูคลึงกลีบสาวอ่อนนุ่มก่อนจะค่อย ๆ สอดนิ้วแทรกเข้าไปช้า ๆ

“ฮะฮะฮะฮะ นิ้วข้ากำลังสำรวจตรงนี้ของปลาน้อยล่ะ” มิคาสึกิหัวเราะอารมณ์ดีกวาดนิ้วไปสัมผัสทั่วผนังเนื้ออ่อน ขณะที่สึรุมารุกัดฟันกรอด

“อื๊อออ...พอกันที ข้าไม่ใช่ปลาน้อยนะ!” เสียงหวานร้องลั่นทั้งใบหน้าแดงก่ำโดยที่จับจ้องร่างด้านบนด้วยแววตาขุ่น ๆ แม้นางจะเป็นคนเริ่มกุเรื่องนี้ขึ้นมาก็ตามที

“อะไรกันคนดี โกหกไม่ไหวแล้วหรือ?” จันทร์เสี้ยวคลี่ยิ้มเอ่ยหยอกเย้า ควานนิ้วไปทั่วช่องทางที่ชุ่มไปด้วยน้ำ

“อ๊าา! ข้าแค่ไม่อยาก...ได้ยินเจ้าพูดถึงคนอื่น..ในขณะเล่นสนุกกับร่างกายข้า อื๊มม! แม้นั่นเป็นแค่เรื่องล้อเล่นก็ตาม…”

“หืม...หึงหวงแม้กระทั่งเรื่องราวที่เจ้าแต่งขึ้นมาเองกระนั้นรึ? ช่างเป็นเด็กไม่ดีเอาเสียเลยนะ” มิคาสึกิยิ้มพริ้ม มองร่างกายบอบบางตรงหน้าที่เกร็งอยู่ไม่น้อย พวงแก้มขาวนวลดุจหิมะแรกแดงเรื่อ ก่อนจะขยับนิ้วเสียดสีเข้าออกในช่องทางร้อนเร็วขึ้นอีกกระตุ้นให้นางขาดใจ

“อ๊าาา! ใช่สิ! ข้ามันเด็กไม่ดี!” สึรุมารุสะดุ้งแอ่นเอวขึ้นตามแรงเสียวซ่าน คนเอาแต่ใจมองริมฝีปากบางที่ถูกกัดระบายอารมณ์แล้วหัวเราะเบา ๆ พลางดันนิ้วเข้าไปลึกสุด กดขยี้ลงกับจุดอ่อนไหวเต็มแรง

“น่าจับทำโทษนัก…” เอ่ยเพียงเท่านั้นก่อนจะถอนนิ้วออกมาและจับแกนกลางร่างกายที่ตื่นตัวเต็มที่สอดใส่เข้าในกลีบรุ่มร้อนทันทีมิรั้งรอ จนกระเรียนสาวต้องหลับตาปี๋ มิคาสึกิวางมือลงค้ำกับฟูกพลางยิ้มน้อย ๆ มองว่าที่ภรรยาผู้ซึ่งทอดกายอยู่ใต้ร่าง “สมใจเจ้าแล้วใช่ไหม?”

“อาา...พูดเรื่องอะไรของเจ้าน่ะ” ดวงตาคู่งามมองค้อน หากแต่ขยับกายรับตัวตนของเขาเข้าไปจนมิดด้าม มิคาสึกิแย้มยิ้มอ่อนโยนพลางใช้หลังมือเกลี่ยแก้มนวลก่อนจะจับเรียวขาขาวนวลขึ้นพาดบ่าแล้วจุมพิตเบา ๆ

“ฮะฮะฮะฮะ ก็เจ้าเข้ามายั่วยวนข้าถึงที่นี่เลยมิใช่รึ? คนงาม...ไม่ใช่ว่าเจ้าต้องการให้ข้ารักหรือ?”

“คนที่เรียกข้าเข้ามาแล้วกกกอดมิให้ไปไหนคือเจ้ามิใช่รึ!? อื๊มมมม!”

เอ่ยค้านได้เพียงเท่านั้นก่อนที่มิคาสึกิผู้มีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับบนใบหน้ามิคลายจะเริ่มขยับร่าง เสียดสีความเป็นชายเข้ากับช่องทางร้อนเร่าที่เกร็งรัดแน่นทุกจังหวะ สึรุมารุหลับตาปี๋ กำฟูกนอนใต้ร่างไว้แน่นระบายอารมณ์ที่เริ่มเตลิดตามบทรักแสนนุ่มนวลหากแต่เต็มไปด้วยความเสียวซ่าน

“อืมม...ดูเจ้าต้องการข้ามากขนาดนี้...ตั้งแต่ที่เข้ามาหาข้าแล้วใช่ไหม?” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจเอ่ยยิ้ม ๆ ไล้หลังมือไปตามพวงแก้มขาวที่แดงเรื่อชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อแห่งปรารถนาพลางขยับเอวกดแก่นกายเข้าไปลึกอย่างเชื่องช้า

“ข้าเปล่า...นะ! อื๊มมม!” หญิงสาวหน้าแดงก่ำ หลับหูหลับตาเอ่ยค้านก่อนจะตามมาด้วยเสียงครางหวานทำเอาคนขี้แกล้งอดหัวเราะไม่ได้

“ร่างกายสวย ๆ ของเจ้าเป็นถึงขนาดนี้แล้ว...ยังจะปฏิเสธอีกรึ? หืมม” ร่างด้านบนโน้มตัวลงกระซิบและตวัดเลียข้างใบหูร้อนผ่าวกระตุ้นอารมณ์นางจนรู้สึกได้ถึงแรงตอดรัดที่หนักมากขึ้นจนอดไม่ไหวต้องขยับกระแทกเข้าไปอีก เรียกเสียงร้องครางกระเส่าจากคนงามได้เป็นอย่างดี

“อาา...มิกะ...มิกะ…” สึรุมารุปรือตาขึ้นนิด ๆ ขณะริมฝีปากยังเผยอหอบหายใจด้วยถลำลึกตามอารมณ์ร้อนแรงของชายหนุ่มจนเกิดถอนตัวไม่ขึ้น วงแขนเรียวขาวยกขึ้นโอบกระหวัดรอบคอคนด้านบน ยกเอวขยับกระแทกสวนตอบไปหนัก ๆ

“อืมม...สึรุ...อย่ายั่วยวนข้านักซี่” มิคาสึกิกระตุกยิ้มพึงพอใจยามรู้สึกได้ถึงแรงกระแทกก่อนจะรวบเอวบางรั้งร่างนางขึ้นมาบนตัก บดเบียดแผ่นอกเข้าแนบชิดสองถันอ่อนนุ่มแล้วขยับกายเร่งจังหวะให้หนักหน่วงมากขึ้นอีก พลางกดริมฝีปากซุกไซ้ไปตามซอกคอขาวนวลเนียน เม้มประทับฝากรอยรักไว้อย่างเป็นเจ้าของ

“อาาาา! มิกะ...มิกะของข้า!” ใบหน้าหวานเงยขึ้นหอบหายใจ ขณะปล่อยวงแขนกระชับแน่นกับร่างแกร่ง ขยับกายตอบรับแรงเร่าร้อนอย่างหนักหน่วง

“อื้มมม...สึรุ ช้าลงหน่อย เดี๋ยวข้าก็ทนไม่ไหวเอาหรอก…” เสียงทุ้มหัวเราะอ่อนหวาน กระชับกอดนางให้แนบแน่นขณะเร่งจังหวะเข้าเต็มที่เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะกัดฟันปลดปล่อยเข้าไปในร่างบอบบางที่เกร็งตัวปลดปล่อยออกมาพร้อมกันเมื่อถึงจุดสุดยอด

กระเรียนขาวหอบหายใจถี่ก่อนจะซุกลงกับไหล่กว้างแล้วกระชับกอดแน่น มิคาสึกิลูบผมสีพิสุทธิ์อ่อนนุ่มเบา ๆ ขณะไล่จูบไปตามลาดไหล่ก่อนจะรู้สึกได้ถึงแรงสะอื้นจึงต้องชะงักผละออกมานิด ๆ

“สึรุมารุ...เจ้าร้องไห้หรือ?” หญิงสาวที่ซุกอยู่ตรงไหล่ยังคงส่ายหัวไม่ยอมเงย เห็นดังนั้นจันทร์เสี้ยวผู้งดงามก็ขมวดคิ้วมุ่น คลายอ้อมกอดแล้วใช้สองมืออบอุ่นประคองใบหน้าของนางขึ้นมาช้า ๆ เห็นดวงตาสีทองแดงเรื่อ หยาดน้ำตาย้อยหยดอาบเต็มพวงแก้มนวล ทำให้หัวใจของเจ้าครองแคว้นซังโจกระตุกวูบ

“ร้องไห้ด้วยเหตุใด...ยอดรักของข้า บอกสามีเจ้าหน่อยได้หรือไม่?” มิคาสึกิยิ้มปลอบโยน ประทับจูบซับน้ำตาที่ซึมไหลขณะลูบปลายนิ้วไปตามแก้มนางอย่างแผ่วเบา

“ข้า...ข้าเป็นตัวกาลกิณี…” สึรุมารุเอ่ยเสียงสะอื้น แล้วซุกใบหน้าลงกับอกกว้าง “ใครที่ได้ตัวข้าไป...ย่อมต้องพบกับจุดจบโศกนาฏกรรม...มิคาสึกิ…”

“โอ...ข้าไม่ได้พบกับโศกนาฏกรรมเสียหน่อย กระเรียนน้อยของข้า” มือใหญ่อบอุ่นลูบหัวปลอบนางเบา ๆ ขณะแขนอีกข้างโอบกระชับร่างบอบบางไว้อย่างอ่อนโยน “ดูสิ...ข้ามิได้เป็นอะไร ร่วมรักกับเจ้าได้ด้วยซ้ำ”

“แต่เจ้าก็บาดเจ็บ...เกือบถึงตาย” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นร้องค้าน ก่อนจะเม้มปากยามต้องเอ่ยสิ่งที่ปวดใจที่สุด “...เจ้าเป็นคนแรก ที่ข้าไม่นึกอยากให้เป็นอะไรไป...มิคาสึกิ...มิคาสึกิ...ข้ารักเจ้า! รักเจ้าอย่างถอนตัวไม่ขึ้น! นับแต่คืนแรกที่ได้สมยอมกับเจ้า!”

จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจยิ้มบางยามได้ยินเช่นนั้นก่อนจะก้มลงจูบประทับบนริมฝีปากบางอย่างแผ่วเบา หากแต่กดค้างเอาไว้เนิ่นนาน...สึรุมารุเบิกตากว้าง ทำนบน้ำตาพังทลายก่อนจะโผเข้ากอดร่างสููงไว้แล้วจูบตอบแน่น ๆ

ไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยอันใด...เพียงจูบนี้...สัมผัสนี้...นางก็ได้คำตอบทั้งหมด…

มิคาสึกิจะอยู่เคียงข้างนางไป...ตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต และไม่ว่าจะต้องพบเจอโศกนาฏกรรมอันใด เขาก็จะไม่ทอดทิ้งนางอย่างแน่นอน…

เท่านี้...ก็มากพอสำหรับกระเรียนขาวที่ไร้ค่าเช่นนางแล้ว