หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Fiction : ซากุระโซว - บทที่ ๑ โคมไฟสีแดง (TarouJirou)

第一課
『紅灯』
บทที่ ๑ โคมไฟสีแดง


กลิ่นกัญชาอวลตลบ ผสานกับกลิ่นดอกไม้หอมหวนที่จัดตกแต่งไว้โดยรอบ เสียงชามิเซ็งบรรเลงแว่วคู่เคียงไปกับพิณโกโตะ ราวจะช่วยขับกล่อมอารมณ์ของผู้ที่มาพักผ่อนหย่อนใจ ใช้เวลาเริงรมณ์ไปกับเหล่าสาวงามในย่านนางโลมนี้ให้ได้นึกเป็นสุข แม้เพียงชั่วครั้งคราว ชั่วขณะ อย่างน้อย ๆ ก็ยังได้คลายความตึงเครียดลงจากชีวิตเบื้องนอกบ้าง


คืนนี้เป็นคืนแรกของคุนิยาสึ ทาโร่...ที่ได้แวะเวียนมายังเขตสถานเริงรมณ์แห่งนี้ แต่ก็ใช่ว่าเขาไม่คุ้นเคยกับเหล่านางโลม เพราะบ่อยครั้งไปที่ท่านพ่อจัดงานสังสรรค์ที่ปราสาทและเชิญพวกนางไปบรรเลงดนตรีให้บ้าง หรือหนักข้อเข้าหน่อยก็เป็นอะไรที่เกินเลยกว่านั้น ซึ่งทาโร่ไม่นึกอยากจะสนใจ


เพราะเสร็จจากสงครามจากแคว้นเหนือและได้รับชัยชนะมา ค่ำนี้จึงพอมีเวลาสังสรรค์กับท่านพ่อและสหายร่วมรบที่อยากจะเปลี่ยนบรรยากาศมาถึงหอนางโลมบ้าง หลังจากดื่มกิน พูดคุยกันเสร็จแล้ว เหล่าแม่ทัพนายกองหนุ่มก็ขอตัวจากพวกผู้ใหญ่ มาเดินเล่นดูอะไรสวย ๆ งาม ๆ แทนที่จะมองบิดาตนคลอเคลียกับสาวนางโลม ทาโร่เดินตามอยู่ด้านหลังกลุ่ม ฟังคำพูดคุยของเหล่าสหายที่ชวนชี้กันว่าจะไปเยี่ยมเยียนที่หอคณิกาใดดี


“โอ๊ะ ขอข้าแวะซื้อเหล้าสักเดี๋ยวนะ” เพื่อนในกลุ่มร้องบอกพลางวิ่งเข้าไปในร้านชำร้านหนึ่ง ขณะคนอื่น ๆ ตะโกนไล่หลังว่าจะไปหอคณิกาอยู่แล้วยังจะหาดื่มก่อนอีกหรือ ทาโร่สอดมือเข้าในแขนเสื้อพลางมองตามไป ขณะกำลังคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่นั้น ชายหนุ่มก็พลันรู้สึกถึงแรงปะทะเบา ๆ ที่ด้านหลัง


“ขอโทษจ้ะ!”


คนชนร้องบอกอย่างลวก ๆ ก่อนจะรีบวิ่งออกไปพร้อมกับไหสาเกสองสามไห ทาโร่ยังไม่ทันที่จะเอ่ยหรือตอบรับอะไรแม้แต่คำเดียวด้วยซ้ำ เพื่อนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ขมวดคิ้วมองตามไปอย่างฉงน


“เป็นนางโลมที่ตัวใหญ่ไม่เบา? เอ...หรือว่าจะเป็นนางโลมชายกันนะ? โอ้ จริงสิ! ทาโร่...เจ้าอยากลองหอนางโลมชายบ้างไหม? ได้ยินว่าพวกนั้นงดงามไม่แพ้อิสตรี อาจจะได้ประสบการณ์แปลกใหม่ก็เป็นได้นะ? ฮ่า ๆ”


เจ้าของดวงตาสีทองคู่คมเงยหน้ามองยามได้ยินเสียง พยักหน้าน้อย ๆ มิใคร่จะเอ่ยอันใด เพราะรู้ดีว่าท้ายที่สุด สหายตนก็จะตัดสินใจเอาตามชอบอยู่ดี แม้เป็นบุตรชายเจ้าเมือง หากแต่ทาโร่กลับชมชอบการเป็นผู้ตามที่ดีเสียมากกว่าเป็นผู้นำที่ไม่มีใครสนใจ


คนอื่น ๆ อาจจะอยากชมสิ่งสวยงาม เพื่อลบเลือนภาพความโหดร้าย แต่ตัวทาโร่มักจะนึกอยากปลีกตัวไปที่ศาลเจ้า ใช้เวลาสงบ ๆ ทำสมาธิหลังเสร็จจากการศึกเหมือนเช่นทุกครั้ง นั่งหลับตาเงียบ ๆ ทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นในสงคราม...สีแดงและกลิ่นคาวของเลือด ภาพศพของทหารที่น่าเวทนา เสียงอาวุธกระทบเกราะเหล็ก จากนั้นก็จะถอนหายใจยาวอย่างนึกปลิดปลง


แต่กระนั้น...มันก็มิได้จบลง


ทาโร่มิอาจเข้าใจได้ว่าเหตุใดใต้หล้าจึงเป็นที่หมายปองนัก แผ่นดินและอำนาจที่ได้มาด้วยการเหยียบผ่านซากศพ ทับกดลงบนความโศกเศร้าและความทุกข์ทรมาน...มันงดงามเช่นสรวงสวรรค์แน่หรือ?


เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ทาโร่ก็พบว่าตนเดินตามเหล่าสหายเข้ามาในหอนางโลมเสียแล้ว ดวงตาคมกวาดมองโดยรอบบริเวณเก็งคัง* ที่ตกแต่งอย่างสวยงาม ขณะที่มาม่าซังสาวใหญ่กุลีกุจอออกมาต้อนรับ


“เชิญเลยเจ้าค่ะคุณชายทุกท่าน โอ้ และสวัสดียามค่ำนะเจ้าคะนายน้อยคุนิยาสึ” ทาโร่พยักหน้ารับน้อย ๆ เพราะความที่เป็นบุตรชายเจ้าเมือง จึงมักได้รับการปฏิบัติพิเศษจนเคยชินไปเสียแล้ว นางเชิญชวนพวกเขาเข้าไปด้านใน ผ่านทางเดินที่มีนางโลมชายเดินสวนมาหลายคน บ้างก็มากับลูกค้าชาย บางก็มากับหญิงสาวท่าทางมีอันจะกิน ทาโร่อดคิดไม่ได้จริง ๆ ว่านางโลมชายเหล่านั้น ทั้งใบหน้า การแต่งกาย อากัปกิริยา ล้วนงดงามไม่ต่างจากอิสตรี หากแต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามเฉกเช่นบุรุษเพศที่ได้รับการฝึกปรือมาสมคำเล่าขาน


มาม่าซังนำพวกเขามาถึงห้องรับรองขนาดใหญ่เช่นที่สหายของทาโร่ได้ขอไว้ จากนั้นนางก็ขอตัวเพื่อไปตามคนมาให้การรับรอง เหล่าชายหนุ่มเลือกที่นั่ง พูดจาคุยเล่นกันถึงเรื่องสงครามที่ผ่านมา บ้างก็อวดอ้างความสามารถตนว่าสังหารข้าศึกไปได้มากเท่าไร บ้างก็ชื่นชมนายทัพผู้ปรีชา ขณะทาโร่นั่งกอดอกหลับตาเงียบๆ อยู่ที่เบาะตรงมุมสุดของห้อง คิดทบทวนเช่นที่ทำมาตลอดเหมือนเคย


“ทาโร่ เจ้าจะไม่พูดอะไรบ้างหรือไง?”


“ข้ามีอะไรต้องพูดหรือ…” ทาโร่เงยหน้ามองคล้ายจะงุนงง พวกเพื่อน ๆ หัวเราะร่วนพลางตบบ่าหยอกล้อกับเขาเหมือนเช่นเคย สหายศึกรู้ดีว่านายน้อยแห่งตระกูลคุนิยาสึนั้นชิงชังสงคราม หากแต่เมื่อเลี่ยงไม่ได้ เจ้าตัวก็จำต้องยอมออกรบ และเหวี่ยงดาบเพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น


“ครั้งนี้เจ้าทำผลงานได้ดีออกจะตายไปมิใช่หรือ ท่านเจ้าเมืองก็ออกปากชมใหญ่ คงได้รับปูนบำเหน็จมากมายแน่ ไม่ดีใจบ้างเลยหรือไร?”


ร่างสูงส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนจะหลุบตาลงนิด ๆ


“ข้าไม่เคยนึกดีใจเมื่อเสร็จสิ้นสงคราม...ข้ามีเพียงแต่เรื่องที่ต้องครุ่นคิดมากมายไปหมด” ทาโร่เงยหน้าขึ้น ใช้นัยน์ตาสีทองสบกับเพื่อนร่วมศึกที่นั่งอยู่ข้าง ๆ “พวกเจ้าไม่เคยนึกรังเกียจการรบบ้างหรือ? ไม่เคยนึกรังเกียจภาพมนุษย์ที่ถูกฟาดฟันหล่นร่วง? ไม่เคยนึกรังเกียจกลิ่นคาวของเลือดบ้างหรือ?”


สหายศึกหันหน้ามองกัน ก่อนจะหันกลับมามองนายน้อยแห่งตระกูลนักรบที่ตนรับใช้


“หากจะบอกว่าไม่รังเกียจ อาจเป็นการโกหกมากเกินไป” มือแกร่งเอื้อมแตะบ่าสหายตนเบา ๆ “พวกเราเติบโตมาท่ามกลางยุคสมัยที่คละคลุ้งด้วยกลิ่นคาวเลือดนี้ ทาโร่...ข้ารู้ว่าเจ้าเกลียดชังสงคราม หากแต่เมื่อไฟมันลามลุกถึงเพียงนี้ คงไม่อาจจะดับลงได้ง่าย ๆ...ในฐานะลูกผู้ชาย เราทำได้เพียงชินชากับมันเท่านั้น”


ทาโร่หลุบตาลง ในอกปวดแปลบขึ้นมายามรับฟังคำพูดของสหายร่วมรบ...สงครามมิอาจหยุดลงได้โดยง่ายเช่นภาพความฝัน ชายหนุ่มพาลนึกตั้งคำถามในใจ ว่าการจะนำช่วงเวลาอันแสนสงบสุขกลับมาได้นั้น มีเพียงทางเดียวคือการรบไปเรื่อย เสียชีวิตล้ำค่าไปเรื่อย ตราบจนกระทั่งมีผู้ใดสักผู้ได้ครอบครองใต้หล้าที่แดงฉานเท่านั้นหรือ?


“โอ้ เหมือนจะมาแล้วล่ะ...เลิกทำหน้าเคร่งเครียดแล้วฉลองให้ผ่อนคลายเสียหน่อยเถอะ!” เพื่อนที่นั่งเงียบอยู่ฝั่งประตูมาตลอดร้องบอกเมื่อเห็นเงาที่เข้ามาใกล้


บานประตูค่อย ๆ เลื่อนเปิดออก กระทั่งเห็นร่างของนางโลมชายสามคนที่ก้มหัวแสดงความเคารพ ทาโร่เบือนสายตาไปทางอื่น คล้ายว่ามิอยากจะสนใจความบันเทิงหรือสิ่งใดก็แล้วแต่ที่พวกนางจะนำมา ได้ยินเพื่อน ๆ ของเขาทักทายต้อนรับ เชิญทั้งสามเข้ามาด้านใน ชายหนุ่มคาดเดาว่านางโลมชายทั้งสามก็คงเริ่มทำงานของตนทันที


เพื่อน ๆ ของเขาหัวเราะสนุกสนาน ท่าทางจะถูกใจกับนางโลมชายเหล่านั้นไม่น้อย แต่ทาโร่ก็ยังไม่นึกอยากจะสนุกด้วยเลยแม้แต่นิด ใจจริงอยากจะลุกออกไปเสียให้พ้นจากตรงนี้ด้วยซ้ำเมื่อเริ่มได้กลิ่นยาสูบที่อบอวล ไม่ใช่ว่ารังเกียจอะไร แค่เพียงมันรบกวนความคิดของเขาเท่านั้น


“ท่านพี่ไม่มาดื่มด้วยหรือจ๊ะ?”


“ไม่ล่ะ ข้า…” ทาโร่หันกลับมา ตั้งใจจะปฏิเสธเจ้าของเสียงหวานอ้อนที่มาเชิญชวน ทว่าเมื่อได้สบตา ชายหนุ่มก็รู้สึกราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนในชั่ววินาที…


---

*เก็งคัง (玄関) - บริเวณหน้าบ้านญี่ปุ่น เป็นที่สำหรับให้แขกเปลี่ยนรองเท้าก่อนจะเข้าในตัวบ้าน

One Shot : ค้อน กรรไกร กระดาษ (HizaHige / HigeHiza)

Title : ค้อน กรรไกร กระดาษ
Pairing : ฮิซามารุ x ฮิเงคิริ / ฮิเงคิริ x ฮิซามารุ
Rate : PG-13
Note : Dark x Violence


ค้อน...พิพากทัณฑ์…
คนทำผิดต้องถูกลงโทษ


กรรไกร...ตัดสะบั้น…
คนขี้โกงต้องโดนหั่นทิ้ง


กระดาษ...บางแสนบาง…
คนอ่อนแอต้องแบกรับกรรม


ค้อน...กรรไกร...กระดาษ…
ค้อนทุบกรรไกร
กรรไกรตัดกระดาษ
กระดาษห่อค้อน


ค้อน - กรรไกร - กระดาษ
จงหันหน้าให้ถูกทาง…
มิเช่นนั้นระวังคอจะบิ่น


ค้อน / กรรไกร / กระดาษ
คนแพ้ต้องกลืนเข็มแสนเล่ม


ค้อน กรรไกร กระดาษ
พี่จะตัดขาเจ้า


““เป่ายิ้งฉุบ! หันไปทางนั้น! เป่ายิ้งฉุบ! เสมองั้นเหรอ! เป่ายิ้งฉุบ! หันไปทางนั้น!””


“น้องชายแพ้แล้ว!”


“พี่ท่านเปลี่ยนทางชี้ ขี้โกงนี่นา!”


เสียงหัวเราะใสแจ๋วดังกังวานอยู่ในสวนนอกเรือนโบราณ จิตวิญญาณดาบสองพี่น้องตัวน้อย ๆ ในชุดซุยคังเปลี่ยนจากการเล่นเป่ายิ้งฉุบมาเป็นไล่จับกันยามเมื่อน้องชายไม่ยอมรับคำตัดสิน กวดตามพี่ชายที่วิ่งหนีพลางอมยิ้มอารมณ์ดี


“มาคุระงามิแพ้พี่แล้ว ต้องทำตามสัญญาด้วยนะ” ซุนนาชิเอ่ยยิ้ม ๆ เมื่อกลับมานั่งพักกันตรงชานเรือนพลางลูบหัวน้องชายที่กำลังจิบน้ำให้หายเหนื่อยอยู่


“พี่ท่านอยากให้ข้าทำอะไรหรือ?” เด็กชายเงยหน้า ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นสองเขี้ยวน้อย ๆ ซุนนาชิยกมือขึ้นแตะปลายคางทำสีหน้าครุ่นคิด


“อยากให้มาคุระงามิเป็นเด็กแบบนี้ตลอดไป” พี่ชายหันมายิ้มหวาน มาคุระงามิได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ


“เหตุใดหรือพี่ท่าน? เหตุใดอยากให้ข้าเป็นเด็กตลอดไป” เสียงใสถามซื่อไร้เดียงสา ซุนนาชิหัวเราะคิกคักแล้วเอื้อมมือไปลูบหัวน้องชายสุดที่รักเบา ๆ


“พี่จะได้ดูแลเจ้าได้ตลอดไปไงล่ะ”


มาคุระงามิเบิกตาเป็นประกายก่อนจะพยักหน้าหงึกรับคำ...หากเป็นสิ่งที่พี่ท่านต้องการ จะอะไรเขาก็ทำให้ได้ทั้งนั้น


กลิ่นหอมรื่นของพรรณไม้เจือจานไปในนาสิกประสาท เหลือเพียงกลิ่นควันแสบจมูก สายลมเย็นที่พัดต้องกายค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นไอร้อนผ่าวแผดเผา หยาดเหงื่อจากการเล่นสนุก กลับกลายเป็นเหงื่อกาฬยามมองสบสายตาคู่นั้น


ซุนนาชิยิ้มแย้มอ่อนหวาน ชักดาบร่างต้นของตนออกอย่างใจเย็นขณะก้าวเดินตามเขามาช้า ๆ น้ำเสียงนุ่มนวลเอ่ยถ้อยเดิมซ้ำไปมาอย่างปลอบประโลม


“ไม่เป็นไรนะ...เด็กดี แค่พริบตาเดียว ไม่เจ็บหรอก”


“พี่ท่าน...ข้ากลัว” มาคุระงามิสะอื้นบอกพลางกระถดตัวถอยหลังด้วยความหวาดหวั่น ซุนนาชิเอื้อมมาจับแขนเขากำเอาไว้แน่น เด็กชายสะดุ้ง พยายามจะแกะมือข้างนั้นออก แต่กลับพบว่าพละกำลังของคนเป็นพี่ชายมหาศาลอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน


“เด็กดี ไม่ต้องกลัวนะ…” ซุนนาชิโน้มตัวลงมาจูบหน้าผากเขาเบา ๆ ก่อนจะผละออกนิด ๆ ยิ้มมองใบหน้าของน้องชายที่เต็มไปด้วยน้ำตาและน้ำมูก “แค่ชั่วกะพริบตาเท่านั้น เจ้าไม่เจ็บหรอก เหมือนเล่นค้อน กรรไกร กระดาษไงล่ะ?”


“อื้อ...” มาคุระงามิสะอื้นฮัก พยักหน้าแม้หวาดกลัวเต็มที พี่ท่านบอกว่าหากไม่ทำเช่นนี้ คนผู้นั้นจะ...แต่เมื่อถึงเวลาเขากลับอ่อนแอ ตื่นตระหนก ขาดสติจนเผลอวิ่งหนีมา ทำให้พี่ท่านต้องเหนื่อยมาไล่ตาม


“เอาล่ะ มาคุระงามิ คราวนี้เจ้าจะแพ้พี่อีกไหมนะ?” ซุนนาชิยิ้มน้อย ๆ น้องชายกายสั่นเทา ยกมือขึ้นเตรียมพร้อม พยายามบอกตัวเองไว้เสมอ...หากเป็นสิ่งที่พี่ท่านต้องการ จะอะไรเขาก็ทำให้ได้ทั้งนั้น


“เป่ายิ้งฉุบ...หันไปทางนั้น”


“อ๊าาาาาาาาา!!!”


เสียงโหยหวนกลืนหายไปในความเงียบงัน ยามรู้สึกตัวขึ้นอีกครั้ง มาคุระงามิก็นอนซมอยู่ในผ้าห่ม มีโทโมคิริผู้เป็นพี่ชายคอยดูแลไม่ห่างแม้สักนาที


“ดูสิ...มาคุระงามิเล่นซนจนได้เรื่องเลยนะ” โทโมคิริยิ้มบาง มือลูบแก้มที่ร้อนผ่าวเพราะพิษไข้ของน้องชายเบา ๆ มาคุระงามินั้นแม้จะอ่อนล้าเต็มทีแต่ก็ยังคงพยายามยิ้มตอบ “มาคุระงามิน่ะยังเด็ก ต้องให้พี่คอยดูแลตลอดเลยนะ”


“อื้อ…” เสียงของเด็กน้อยแหบแห้งอ่อนแรง น้ำตาคลอออกมาตามขอบตา มือเล็ก ๆ กุมมือพี่ชายไว้แน่น “ข้า...ทำได้ดีแล้วใช่ไหม? เป็นผู้ใหญ่ขึ้นนิดหน่อยแล้วใช่ไหม?”


รอยยิ้มของโทโมคิริกระตุกบิดเล็กน้อยยามได้ยินเช่นนั้น มือเรียวขยับมาลูบแก้มมาคุระงามิอย่างอ่อนโยน


“มาคุระงามิน่ะ...เป็นเด็กแบบนี้ก็น่ารักดีออก...นะ?”


ใบหน้างดงามของพี่ชายในดวงตาไหวระริกค่อย ๆ ลบเลือนไปเมื่อฮิซามารุรู้สึกตัวตื่นขึ้นในกลางดึกของค่ำคืนที่เย็นฉ่ำด้วยสายฝนฤดูใบไม้ร่วง


ท่ามกลางเสียงของสัตว์น้อยที่ประสานคลอไปกับเสียงคร่ำครวญของฟากฟ้า ชายหนุ่มยันร่างเปลือยลุกขึ้นนั่ง หันมองพี่ชายที่ยังหลับสนิทอยู่ข้างกายด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการร่วมรักแล้วยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหันกลับมามองร่างกายตัวเอง มือเลื่อนลงลูบท่อนขาที่วางราบอยู่กับฟูกอ่อนนุ่ม


ความเจ็บปวดที่หลงเหลือจากความฝันเลือนหายไปแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงความอิ่มเอมใจที่ได้กลับมาอยู่กับพี่ท่านอีก...แม้พี่ท่านจะจำชื่อเขาไม่ได้ก็เถอะ


“น้องชาย...นอนไม่หลับหรือ?” เสียงหวาน ๆ เรียกให้ฮิซามารุหันไปมองอีกครั้ง เมื่อเห็นฮิเงคิริกำลังขยี้ตางัวเงียก็อดหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้


“ข้าตื่นเพราะฝันน่ะพี่ท่าน…”


“ฝันร้ายหรือ? มานี่มา” ฮิเงคิริเอ่ยพลางลุกขึ้นนั่งแล้วยกมือโอบคอเขาลงนอนตักที่เปลือยเปล่า ฮิซามารุเบิกตาหน้าแดงน้อย ๆ เพราะไม่ทันตั้งตัว หากแต่ก่อนจะได้ออกปากค้านสิ่งใด มือนุ่มของพี่ชายก็ทาบลงบนศีรษะ ขยับลูบปลอบโยนอย่างแผ่วเบา


“โอ๋นะ...โอ๋ ๆ”


ฮิซามารุนึกอยากเถียงไปว่าตนไม่ใช่เด็กน้อยให้มาคอยโอ๋แล้ว แต่ความละมุนนุ่มของบรรยากาศก็ทำให้ชายหนุ่มเลือกที่จะเงียบแล้วหลับตาลง


พี่ชายสุดที่รักของเขา...น่ารักเช่นนี้จะไม่ยอมยกให้ใครทั้งนั้น...เพราะฉะนั้น ไม่ว่าอะไรที่พี่ท่านต้องการ เขาก็ทำให้ได้ทั้งสิ้น


ขอเพียง...พี่ท่านยังคงอยู่กับเขา...ยังดูแลและรักเพียงแต่เขา...เท่านั้นก็พอ

ฮิเงคิริลูบหัวน้องชายตัวน้อยแสนรักอยู่จนกระทั่งหลับสนิทไปบนตัก มือเรียวเลื่อนไปขยับดึงผ้าห่มที่คลุมครึ่งร่างกายแกร่งช่วงล่างออก ทอดมองท่อนขาสั้นกุดเพียงเข่าของฮิซามารุด้วยสายตาอิ่มเอม ปลายนิ้วไล้ไปตามแก้มที่อ่อนนิ่มอย่างเด็กชายวัยเยาว์


“มาคุระงามิเอ๋ย...คุโมะคิริมารุ...โฮเอมารุ...อุสึมิโดริ…ไว้มีเวลา มาเล่นค้อน กรรไกร กระดาษกันอีกนะ” เสียงหวานกระซิบผิวแผ่ว ดวงตาอ่อนโยนทอดมองใบหน้ายามหลับใหลของน้องชายตัวน้อยบนตัก รอยยิ้มแสนสุขผุดพรายขึ้นบนใบหน้างดงาม


“ฮิซามารุของพี่...เจ้าน่ะ เป็นเด็กเช่นนี้ตลอดไปดีแล้ว…”


ค้อน กรรไกร กระดาษ
หากเจ้าจะเติบโตจากพี่ไป

พี่จะ - ตัดขา - เจ้า

One Shot : คืนไร้จันทร์ (MikaTsuru)

Title : คืนไร้จันทร์
Pairing : มิคาสึกิ มุเนะจิกะ x สึรุมารุ คุนินากะ
Rate : ทั่วไป
แม้นค่ำคืนมืดสลัวไร้ฟอนไฟ...ข้าจักเฝ้ามองหมู่ดาวพราวกะพริบ
แม้นค่ำคืนมืดมิดไร้แสงดาว...ข้าจักเฝ้ามองดวงจันทร์นวลใย
แม้นค่ำคืนมืดหม่นไร้เงาจันทร์...ข้าจักเฝ้ามองฟากฟ้าร้างโล่ง
แม้นค่ำคืนนี้ยาวไกลจนวันพรุ่งมิอาจมาถึง...ข้าก็จักเฝ้าครุ่นคำนึงหาเจ้าตลอดไป
จะจดจำ...ความงดงามอันเป็นนิจนิรันดร์ของเจ้า
จะรอคอย...อยู่ในโลงศพ...
จะโอบกอด...โครงกระดูกเอาไว้...
จะเฝ้ารอ...และวาดหวังเอาไว้ว่าในสักวันหนึ่ง...
สักวันหนึ่ง ณ สถานที่ใดสักแห่ง...
ในโลกที่แสนสงบสุข...
เราจะได้พบกันอีกครั้ง
ในวันที่ความปรารถนาทั้งมวลได้รับการเติมเต็ม
ในวันที่สองเราได้บรรจบพบหน้า
ในวันที่ดวงใจมิต้องโหยหา
ในวันที่น้ำตาแห่งความโศกามิได้ไหลรินอีกต่อไป
ยอดรักของข้าเอย
ในวันที่ฟากฟ้า...ได้ประดับด้วยจันทร์เสี้ยวแสนงดงาม
ในวันนั้น...นกกระเรียนสีขาวในโคลนตมผู้นี้
จะสยายปีกโผบินอีกครา