บทที่ ๒๔
『結婚式』
งานวิวาห์
“สึรุมารุ เจ้าแต่งตัวเสร็จหรือยัง?”
เสียงหวานใสดังขึ้นพร้อม ๆ กับร่างบอบบางชะโงกเข้ามาตรงประตูห้อง สึรุมารุที่กำลังแปรงผมหันกลับไปหาเจ้าของเสียงก่อนจะแย้มยิ้มหวาน มือเรียวกวักนางเข้ามา ซึ่งอีกฝ่ายก็เพียงส่ายหน้ายิ้ม ๆ และเดินมาหยุดนั่งลงเบื้องหลัง มือเล็กเอื้อมหยิบแปรงจากมือพี่สาวมาแปรงผมสีขาวยาวสลวยที่ทิ้งตัวระกับพื้นเสื่อทาทามิให้แทน
“ดูสิ...สามเดือนก่อนยังเป็นข้าที่ช่วยแปรงผมให้เจ้าในชุดเจ้าสาวอยู่เลย ตอนนี้กลับสลับตำแหน่งกันแล้วเสียได้” กระเรียนสาวเปรยพลางหัวเราะน้อย ๆ นาคิกิทสึเนะผงกศีรษะเห็นด้วย
“เจ้าสวยมาก…” เอ่ยยามมองภาพพี่สาวต่างสายเลือดสะท้อนเงาอยู่บนบานกระจก เช่นกับกับที่กระเรียนขาวมองตอบกลับมา
“เจ้าก็เช่นกัน…” หลังจากวันประลอง นาคิกิทสึเนะก็ไม่สวมหน้ากากอีกแล้ว ทำให้สึรุมารุนึกดีใจและโล่งใจอย่างประหลาด นางสัมผัสได้ว่า น้องสาวไม่หวาดกลัวสิ่งใดแม้แต่ความงามของตนอีกต่อไป นั่นคงเพราะนางมีสามีที่รักนางคอยปกป้องแล้วกระมัง
พอหวนนึกขึ้นได้ คำตอบของนาคิกิทสึเนะและโคกิทสึเนะมารุที่ดังขึ้นพร้อมกันในวันนั้นก็ลอยหวนกลับมาสู่ห้วงความคิดของกระเรียนขาวอีกครั้ง
‘ไม่จำเป็นหรอก...พวกข้ามีกันและกัน มีพวกพ้อง มีครอบครัว และมีลูก...เท่านั้นก็พอแล้ว’
“นาคิ เจ้าแน่ใจหรือเรื่องจะไม่จัดงานแต่งงาน?” สึรุมารุขยับหมุนตัวกลับมาจ้องมองใบหน้าของน้องสาวโดยตรง นาคิกิทสึเนะเลิกคิ้วก่อนจะกะพริบตาปริบแล้วผงกหัว มือเรียวยกขึ้นลูบหน้าท้องที่นูนขึ้นเล็กน้อย พวงแก้มนวลขาวเรื่อแดงยามริมฝีปากผุดรอยยิ้มจาง
“เขากับข้ามีเด็กคนนี้...เป็นคำสัญญาที่มีค่ายิ่งกว่าพิธีแต่งงานเสียอีก” ดวงตาเรียวเลื่อนขึ้นสบสายตาสึรุมารุ เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ขอแค่ได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าเท่านั้นก็เพียงพอกว่าสิ่งใดแล้ว”
ได้ยินเช่นนั้นกระเรียนขาวก็อดยิ้มน้อย ๆ ไม่ได้พลางขยับลูบแก้มเนียนอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยนโดยที่นาคิกิทสึเนะก็เอียงใบหน้าคลอเคลียฝ่ามือนุ่มตอบกลับ
“ข้าดีใจที่เจ้าได้มีความสุข...มีอิสระอย่างใจเสียที นาคิกิทสึเนะ”
“นั่นน่าจะเป็นคำพูดของข้า” เด็กสาวยิ้มหวาน มองร่างในชุดเจ้าสาวด้วยความชื่นชม นางชอบพี่สาวต่างสายเลือดในชุดกิโมโนขาวมาแต่ไหนแต่ไร หากแต่ยิ่งเป็นกิโมโนเจ้าสาวเช่นนี้ นาคิกิทสึเนะยิ่งรู้สึกว่าความเป็นกระเรียนขาวโฉมสะคราญของสึรุมารุยิ่งฉายชัด “ความงามของเจ้าทำร้ายเจ้าไม่ได้อีกแล้ว…”
พอบอกไปเช่นนั้น สึรุมารุก็แย้มรอยยิ้มสดใส ก่อนจะทำสีหน้าราวกับนึกบางสิ่งขึ้นมาได้ “จริงด้วยสิ มากับข้าหน่อยนาคิ ข้ามีเรื่องน่าตกใจให้เจ้าด้วยล่ะ!”
“เอ๋?” ท่านหญิงน้อยได้แต่กะพริบตางุนงง ยังไม่ทันจะตอบรับสิ่งใด ก็ถูกว่าที่เจ้าสาวดึงมือให้ลุกตามออกไปอีกห้องเสียแล้ว สองร่างเดินผ่านตามทางระเบียงที่ทอดยาว นาคิกิทสึเนะที่ยังคงสับสนได้แต่ก้าวต้อย ๆ ตามสึรุมารุที่ดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
“สึรุมารุ? ยังแต่งตัวไม่เสร็จออกมาทำไมนี่?” เสียงของนิคคาริทักขึ้นยามเจอะกันโดยไม่ตั้งใจ นางขมวดคิ้วมุ่น มองว่าที่เจ้าสาวด้วยท่าทางดุ ๆ สึรุมารุยิ้มแหย
“ขอโทษ ๆ เดี๋ยวข้าจะกลับไปแต่งตัวต่อ...แต่ว่าท่านผู้นั้นมาถึงแล้วใช่ไหมอาโอเอะ?” ท่านผู้นั้น...หรือ? ได้ยินคำกล่าวถึงบุคคลที่สาม นาคิกิทสึเนะก็เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ และยิ่งแปลกใจมากขึ้นอีกเมื่อนิคคาริผงกหัว
“มาถึงแล้วล่ะ...ข้าเชิญท่านไปพักผ่อนที่ห้องรับรองปีกตะวันออก ไม่ค่อยมีคน กำลังจะไปบอกพวกเจ้าพอดี” เอ่ยพลางดวงตาข้างที่มิได้หลบใต้เงาเส้นผมก็เลื่อนมามองท่านหญิงน้อยอย่างอ่อนโยนผิดกับยามมองกระเรียนขาว “รีบไปเถอะ…”
เด็กสาวไม่ได้ออกปากถามอะไรแม้แต่คำเดียวขณะตามสึรุมารุไปที่ห้องรับรองที่ว่า เพราะมัวแต่กำลังครุ่นคิดว่าใครกันที่จะกลายมาเป็น ‘เรื่องน่าตกใจ’ ของนางได้
“ขออนุญาต” มาได้สติอีกครั้งก็เมื่อพี่สาวหยุดยืนหน้าห้องหนึ่ง นาคิกิทสึเนะหันมองร่างในชุดเจ้าสาวที่ย่อกายนั่งลงกับพื้น มือเรียวบรรจงเลื่อนเปิดบานประตูอย่างช้า ๆ เช่นที่ไม่เคยทำมาก่อน
ทว่าภาพที่ปรากฏต่อหน้าก็ทำให้นางลืมเลือนเรื่องเล็กน้อยไปอย่างสิ้นเชิง
“ทะ...ท่านพ่อ?”
ริมฝีปากของชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ในห้องขยับเป็นรอยยิ้มยามเห็นนาง นาคิกิทสึเนะสูดจมูก โผกายตรงเข้าไปสวมกอดบิดาไว้แนบแน่น ฝังใบหน้างดงามลงกับแผ่นอกที่คุ้นเคย สัมผัสไอความอบอุ่นจากสองแขนของผู้บังเกิดเกล้าด้วยความโหยหา ปล่อยให้หยาดน้ำตาไหลล้นจากเขื่อนกั้นอย่างไม่ลังเล
เกือบสี่เดือน...ที่นางมิได้กอดท่านพ่อ
“ท่านพ่อ...ท่านผอมไปมาก อาการไม่ดีหรือ?” รู้สึกได้ถึงร่างกายที่ผ่ายผอมลง นางก็อดที่จะเงยหน้ามองไม่ได้ ด้วยเพราะเป็นห่วงเหลือเกินว่าท่านจะกังวลใจเรื่องนางจนสุขภาพแย่ลงไปอีก บิดาแย้มยิ้มบาง ยกมือลูบศีรษะนางด้วยความอ่อนโยน
“ไม่ได้ร้ายแรงถึงเพียงนั้นหรอกนาคิ...คนของเราพยายามปิดข่าวเรื่องเจ้ามิให้พ่อรู้ คงเพราะเป็นห่วง เกรงอาการจะแย่ลงนั่นล่ะ มารู้เอาก็เมื่อเดือนก่อนนี่เอง” เอ่ยพลางก้มลงจุมพิตบนหน้าผากมน มือใหญ่ไล้ไปตามพวงแก้มนวลเนียนที่ปราศจากสิ่งใดปกปิด “แม้จะเกิดเรื่องอะไรต่อมิอะไรขึ้นมากมาย แต่พ่อดีใจที่เจ้าปลอดภัย...เจ้ากับลูกน้อยในท้องเจ้า”
เด็กสาวเบิกตา สัมผัสบนหน้าท้องของตนโดยไม่รู้ตัว “ท่านพ่อทราบแล้วหรือ?”
“อืม...สึรุมารุส่งข่าวไปบอก และเชิญให้พ่อเดินทางมาร่วมงานแต่งงานน่ะ ซังโจส่งหมอมือดีไปดูแลตลอดทางเลยเชียว” ดวงตาอบอุ่นทอดไปยังสึรุมารุที่นั่งอยู่หน้าห้อง ซึ่งนางก็ยิ้มบาง ๆ ตอบกลับมา ก่อนที่จะเลื่อนกลับมายังบุตรสาวในอ้อมกอดอีกครา “เจ้ากล้าหาญมากที่พยายามไม่ให้เกิดการนองเลือดในการประลอง เป็นเช่นไรบ้างนาคิ? แข็งแรงดีทั้งแม่ทั้งลูกใช่ไหม”
“ข้ากับลูกแข็งแรงดี” ได้ยินเช่นนั้นนาคิกิทสึเนะก็นึกโล่งใจจนยิ้มออก “ข้ายินดีที่ท่านพ่อแข็งแรงดีที่เช่นกัน ข้าอยากให้ท่านได้เห็นหน้าหลานเหลือเกิน”
“ฮะ ๆ ไม่ต้องรีบร้อนไป อย่างไรเสียพ่อก็จะอยู่ช่วยเจ้าเลี้ยงหลานแน่นอน” ผู้ครองแคว้นคุนิโยชิหัวเราะร่า สวมกอดลูกสาวแก้วตาดวงใจไว้แน่น เด็กสาวก็สวมกอดตอบเขา ก่อนจะนึกบางสิ่งได้
“สึรุมารุ…” หันไปหาว่าที่เจ้าสาวพลางส่งเสียงร้องเรียก สึรุมารุเลิกคิ้วคล้ายงุนงง นาคิกิทสึเนะจึงยิ้มบางและเอื้อมมือไปทางนาง “เข้ามาเถอะ”
“แต่ข้าว่าข้าไม่ควร…”
“อย่าเอ่ยเช่นนั้น สึรุมารุ…” นายท่านยิ้มอ่อนโยนเมื่อกระเรียนขาวมีท่าทีลังเล ก่อนจะหลุบตาลงด้วยท่าทีเศร้าสร้อยเล็กน้อย “ข้าต้องขออภัยเจ้าอีกครั้งที่ไม่อาจปกป้องดูแลเจ้าได้เช่นที่เคยสัญญา แต่ข้าอยากให้เจ้ารู้ว่า...สำหรับข้า เจ้าคือพี่สาวของนาคิกิทสึเนะ ลูกสาวคนหนึ่งของข้าเสมอ”
ยามเห็นมือใหญ่เอื้อมมาหาพร้อม ๆ กับมือเรียวเล็กของนาคิกิทสึเนะ สึรุมารุก็พลันรู้สึกแทบจะกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ร่างเพรียวระหงโผเข้าหาทั้งสอง สวมกอดเอาไว้แนบแน่นโดยมีบิดาคอยลูบผมปลอบประโลม
“ข้าภูมิใจในตัวพวกเจ้าจริง ๆ ...ลูกสาวข้า”
-
“จะอย่างไรท่านพี่ก็ควรจะไปพบนายท่านแห่งคุนิโยชิเพื่อขอโทษและแม้จะไม่จัดพิธีสมรส แต่ก็ต้องพูดจาสู่ขอธิดาท่านให้เป็นทางการ”
“รู้แล้วน่า! ไม่ต้องพูดกรอกหูกันตลอดแบบนี้ก็ได้!” โคกิทสึเนะมารุหันไปแยกเขี้ยวใส่น้องชายที่เดินอยู่ข้างกาย อีกฝ่ายหัวเราะร่วนอย่างไม่รู้สึกรู้สา
“ข้ากลัวท่านพี่จะไม่ยอมทำตามที่พูด จึงต้องเดินตามคุมอยู่นี่ไงเล่า” มิคาสึกิในชุดเจ้าบ่าวยิ้มหวาน ขณะอดีตขุนพลแห่งซังโจทำปากขมุบขมิบด้วยท่าทีเบื่อหน่าย “โอ้...ห้องนี้ล่ะที่อาโอเอะบอกมา ขออนุญาตนะขอรับ”
ยังไม่ทันจะได้อ้าปากค้านว่าตั้งตัวไม่ทัน มิคาสึกิก็เลื่อนประตูเปิดก่อนเสียแล้ว นาคิกิทสึเนะกับบิดาที่อยู่ในห้องเงยหน้ามองแขกผู้มาเยือนอย่างไม่ตั้งตัวพลางเลิกคิ้วแปลกใจ
“อ้าว สึรุมารุไม่อยู่หรือ?” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจเอ่ยถาม ลอบคิดว่าจะมาดูหน้าเจ้าสาวก่อนเข้าพิธีเสียหน่อยแท้ ๆ
“อาโอเอะพานางไปแต่งตัวแล้วน่ะ” นาคิกิทสึเนะตอบ มิคาสึกิพยักหน้ายิ้ม ๆ แม้มีแววความเสียดายอยู่เล็กน้อยก็ตาม มือใหญ่เลื่อนไปดันหลังพี่ชายให้เข้าไปในห้อง ก่อนจะขอตัวไปเตรียมตัวเข้าพิธีบ้าง ทิ้งให้โคกิทสึเนะมารุได้แต่ยืนทำอะไรไม่ถูกอยู่ลำพัง จนเมียรักต้องออกปากถาม “โคกิทสึเนะมารุ...มีอะไรหรือ?”
“ข้า…” แม้เป็นนักรบที่เชี่ยวชาญ หากแต่ความสามารถในการมีปฏิสัมพันธ์กับคนไม่เคยคุ้นของเขาช่างต่ำเตี้ยเสียเหลือเกิน โคกิทสึเนะมารุเกาศีรษะอย่างลำบากใจ ก่อนจะเดินเข้ามานั่งลงตรงเบื้องหน้าสองพ่อลูก
“ข้า...ข้าอยากจะขออภัยท่าน ที่กระทำการอุกอาจ ลักตัวลูกสาวท่านไปจากขบวนเดินทางจนถึงขั้นได้เสียกัน” หลังอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็ออกปากไปได้ ทั้งชีวิตนี้แทบไม่เคยเอ่ยขอโทษใคร ทำให้โคกิทสึเนะมารุนึกกระดากปากอยู่ไม่น้อย “และ...พูดตอนนี้อาจจะสายไป แต่ข้าอยากจะสู่ขอลูกสาวท่าน มาเป็นภรรยาของข้าอย่างถูกต้อง”
เขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตา ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังทำสีหน้าเช่นไรอยู่...คงจะโกรธเคือง ก็แน่ล่ะ ลูกสาวคนเดียวที่รักมากเท่าชีวิตและเฝ้าทะนุถนอมดุจไข่ในหิน ต้องถูกโจรป่าช่วงชิงตัวไปกระทำย่ำยีจนตั้งท้องเช่นนี้
“ท่านโคกิทสึเนะมารุ” เสียงเรียบเย็นที่ดังขึ้นทำให้เจ้าของนามเผลอกำมือแน่นขึ้นชั่วขณะ “ชั่วชีวิตนี้ ข้ามีหญิงที่รักยิ่งกว่าตนเองอยู่เพียงสองคน คนหนึ่งคือสาวงามที่ข้าตกหลุมรักและสมรสกับนาง และอีกหนึ่งคือเด็กหญิงที่เกิดจากนางผู้เป็นที่รักคนนั้น”
ชายวัยกลางคนเอ่ย ลูบหัวนาคิกิทสึเนะที่ยิ้มบางซุกอยู่ข้างกายเบา ๆ
“หญิงคนแรกจากข้าไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ...และคนที่สองได้ตกเป็นของท่านเสียแล้ว ข้าจึงอยากขอท่านเพียงอย่างเดียว หากไม่เป็นการวิงวอนที่เกินตัวนักในฐานะเจ้าเมืองแคว้นเล็ก ๆ”
“อะ...อะไรหรือขอรับ” โคกิทสึเนะมารุนั่งตัวเกร็ง ชายวัยกลางคนเงยหน้า ยิ้มบางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“โปรดดูแลนาคิ...ดูแลแก้วตาดวงใจที่เหลือเพียงหนึ่งเดียวของข้าด้วย โปรดรักนาง...เช่นที่นางรักท่าน เมตตาปกป้องนางมิให้อันตรายใด ๆ มากล้ำกราย บุตรสาวข้าเยาว์วัยและอ่อนต่อโลก อาจสร้างความไม่พอใจให้ท่านหลายคราว โปรดยกโทษให้นาง และสั่งสอนให้นางรู้จักอะไร ๆ รอบกายด้วย”
“ท่านคุนิโยชิ…” หัวใจชายหนุ่มพลันรู้สึกเต็มตื้น โคกิทสึเนะมารุจรดมือลงด้านหน้า โค้งหัวต่ำที่สุดให้ชายตรงหน้า อย่างที่ไม่เคยยอมลงให้ใครมาก่อนแม้กระทั่งบิดาตนเอง
“ข้าจะ...รักและดูแลนาคิ เมียรักของข้า ให้สมกับที่นางรักและฝากชีวิตไว้กับข้าตลอดไปขอรับ!”
-
หลังพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่าง ๆ กันอยู่ครู่ใหญ่ สาวใช้ก็มาเชิญทั้งสามไปยังห้องพักของญาติ ซึ่งฝั่งมิคาสึกิก็มีเพียงโคกิทสึเนะมารุผู้เป็นพี่ชาย อิชิคิริมารุ ภรรยาและบุตรชายทั้งสอง ส่วนฟากเจ้าสาวอย่างสึรุมารุมีผู้ครองแคว้นคุนิโยชิกับนาคิกิทสึเนะที่เป็นเสมือนบิดาและน้องสาว นั่งคอยอยู่พักหนึ่ง เจ้าบ่าวเจ้าสาวจึงเข้ามาในห้องเพื่อแนะนำตัวต่อกันตามธรรมเนียม
นาคิกิทสึเนะแทบไม่อาจละสายตาชื่นชมจากพี่สาวได้ สึรุมารุอยู่ในชุดกิโมโนเจ้าสาวสีขาวสะอาด ปักทอลายนกกระเรียนสยายปีกโผบินเหนือเนื้อไหม เรือนผมยาวสลวยถูกรวบขึ้นสูงและถูกบดบังไว้ด้วยสึโนะคาคุชิ ริมฝีปากแต้มเติมสีแดงชาด...ดูราวกับเป็นนางกระเรียนผู้แสนงดงาม
หลังจากนั้นจึงเริ่มตั้งขบวนไปยังบริเวณจัดพิธีวิวาห์ ณ ศาลเจ้าใหญ่ของเมืองหลวงแคว้นซังโจ นาคิกิทสึเนะตื่นเต้นเล็กน้อยเพราะไม่คุ้นเคยกับการถูกแวดล้อมด้วยผู้คนจำนวนมาก แต่โคกิทสึเนะมารุและบิดาของนางก็คอยดูแลอยู่ข้างกายมิห่าง ด้านนอกศาลเจ้าจัดไว้สำหรับแขกเหรื่อจากแคว้นต่าง ๆ มากมาย รวมไปถึงเจ้าชายอิจิโกะและเหล่าน้องชายน้องสาวจากแคว้นอาวาตะงุจิ กับคนจากคุนิโยชิ ส่วนด้านในเป็นพื้นที่สำหรับญาติใกล้ชิดหรือคนสนิทซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก
พิธีเริ่มขึ้นอย่างเชื่องช้า หากแต่มีมนต์ขลัง มิคาสึกิงามสง่าสมฐานะจันทร์เสี้ยวแห่งซังโจ ส่วนสึรุมารุในงานพิธีดูสงบเสงี่ยมเรียบร้อยกว่าทุกครา ทั้งสองต่างขยับตัวปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างไม่บกพร่อง โค้งกายคำนับเทพเจ้า ออกวาจาขานรับการเป็นสามีภรรยาซึ่งกันและกัน ยื่นมือรับสาเกมงคล จิบครบจำนวนครั้งโดยที่สองดวงตาสบประสานด้วยความรักเช่นที่คนรอบข้างยังสัมผัสได้ ก่อนจะบรรจงจรดวางซาคาสึกิสีแดงลงพร้อมกัน
เมื่อจบพิธีด้วยความราบรื่น ข้ารับใช้ของซังโจก็ออกมาเชิญแขกเหรื่อไปยังโถงจัดเลี้ยงภายในบริเวณศาลเจ้าเพื่อร่วมรับประทานอาหาร และให้เวลาได้สนทนาแสดงความยินดีกับเจ้าบ่าวเจ้าสาว
ขณะกำลังพูดคุยกับแขกต่างเมืองอยู่นั้นเอง จู่ ๆ ปลายสายตาของสึรุมารุก็พลันเหลือบเห็นบางสิ่งที่ทำให้นางถึงกับเผลอตัวลุกขึ้นจากที่นั่ง รีบโผตรงไปยังระเบียงทางเดิน มิคาสึกิหันไปมอง แต่ก่อนจะได้เอ่ยปากเรียกก็ต้องชะงักลุกตามไปอีกคน ท่ามกลางความประหลาดใจของแขกเหรื่อในงานรวมถึงนาคิกิทสึเนะและโคกิทสึเนะมารุ
นกกระเรียนมงกุฎแดงโตเต็มวัยสองตัวตีปีกร่อนกายลงในสวนนอกตัวเรือน ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจัดจดจ้องตอบมายังร่างขาวสะอาดของสึรุมารุที่ยังแววตาสั่นระริกคล้ายไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น นางค่อย ๆ ก้าวเท้าเหยียบย่างลงบนทางหินเย็นเฉียบ ตรงไปหากระเรียนงดงามทั้งสองตัว ย่อตัวลงเอื้อมมือไปสัมผัสข้างแก้มของมันอย่างแผ่วเบา ก่อนที่เจ้ากระเรียนจะโน้มคอลงมา แนบแต้มแดงบนศีรษะชิดสนิทกับศีรษะนาง
เพียงเท่านั้น หยาดน้ำตาของสึรุมารุก็รินไหลอย่างสองแก้ม วงแขนกางออกโอบกอดพวกมันทั้งสองไว้แน่นก่อนจะหันกลับไปหาเจ้าบ่าวทั้งรอยยิ้มเปื้อนน้ำตา
“มิคาสึกิ...น้อง ๆ ของข้า”
มิคาสึกิเผลอกลั้นหายใจยามได้ยินเช่นนั้น ร่างสง่าก้าวลงจากชานเรือน ไปยืนเคียงข้างสึรุมารุแล้วยื่นมือไปสัมผัสขนอ่อนนุ่มของกระเรียนตัวที่ใหญ่กว่าอย่างระมัดระวัง ทว่ายามเห็นมันมองตอบกลับมาอย่างเชื่อง ๆ จึงแน่ใจ
“ไม่นึกเลยว่าจะได้พบกันอีก…”
ภาพของเจ้าบ่าวเจ้าสาวและคู่นกกระเรียนเบื้องหน้าสะกดสายตาของแขกเหรื่อทั้งงาน โคกิทสึเนะมารุกับนาคิกิทสึเนะมองหน้ากันด้วยความงุนงง อิชิคิริมารุปลอบโยนเมียรักที่ทำสีหน้าเหมือนมีแผนการยามเห็นสึรุมารุไม่รักษากิริยา เด็กน้อยตระกูลอาวาตะงุจิต่างโผกันมาดูนกกระเรียนด้วยความตื่นเต้น จนอิจิโกะกับยะเก็นต้องปรามให้สงบเสงี่ยม
ใครต่อใครอาจคิดไปว่ามันเป็นคำอวยพรจากเทพเจ้าหรือเหตุบังเอิญอันน่าอัศจรรย์และเป็นมงคลนักที่มีกระเรียนมงกุฎแดงมาเยี่ยมเยือนในพิธีวิวาห์ของจันทร์เสี้ยวแห่งซังโจกับกระเรียนขาวโฉมสะคราญ
แต่คงมีแค่เพียงมิคาสึกิและสึรุมารุเท่านั้นที่ล่วงรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่นี้หาใช่สิ่งน่าพิศวงใดเลย
เป็นเพียงการมาร่วมแสดงความยินดีของเพื่อนเก่าเท่านั้นเอง
