หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

Fiction : จันทร์เสี้ยว・กระเรียนขาว・สองจิ้งจอก - บทที่ ๒๔ งานวิวาห์ (MikaTsuru / KogiNaki)

บทที่ ๒๔
結婚式
งานวิวาห์

“สึรุมารุ เจ้าแต่งตัวเสร็จหรือยัง?”

เสียงหวานใสดังขึ้นพร้อม ๆ กับร่างบอบบางชะโงกเข้ามาตรงประตูห้อง สึรุมารุที่กำลังแปรงผมหันกลับไปหาเจ้าของเสียงก่อนจะแย้มยิ้มหวาน มือเรียวกวักนางเข้ามา ซึ่งอีกฝ่ายก็เพียงส่ายหน้ายิ้ม ๆ และเดินมาหยุดนั่งลงเบื้องหลัง มือเล็กเอื้อมหยิบแปรงจากมือพี่สาวมาแปรงผมสีขาวยาวสลวยที่ทิ้งตัวระกับพื้นเสื่อทาทามิให้แทน

“ดูสิ...สามเดือนก่อนยังเป็นข้าที่ช่วยแปรงผมให้เจ้าในชุดเจ้าสาวอยู่เลย ตอนนี้กลับสลับตำแหน่งกันแล้วเสียได้” กระเรียนสาวเปรยพลางหัวเราะน้อย ๆ นาคิกิทสึเนะผงกศีรษะเห็นด้วย

“เจ้าสวยมาก…” เอ่ยยามมองภาพพี่สาวต่างสายเลือดสะท้อนเงาอยู่บนบานกระจก เช่นกับกับที่กระเรียนขาวมองตอบกลับมา

“เจ้าก็เช่นกัน…” หลังจากวันประลอง นาคิกิทสึเนะก็ไม่สวมหน้ากากอีกแล้ว ทำให้สึรุมารุนึกดีใจและโล่งใจอย่างประหลาด นางสัมผัสได้ว่า น้องสาวไม่หวาดกลัวสิ่งใดแม้แต่ความงามของตนอีกต่อไป นั่นคงเพราะนางมีสามีที่รักนางคอยปกป้องแล้วกระมัง

พอหวนนึกขึ้นได้ คำตอบของนาคิกิทสึเนะและโคกิทสึเนะมารุที่ดังขึ้นพร้อมกันในวันนั้นก็ลอยหวนกลับมาสู่ห้วงความคิดของกระเรียนขาวอีกครั้ง

‘ไม่จำเป็นหรอก...พวกข้ามีกันและกัน มีพวกพ้อง มีครอบครัว และมีลูก...เท่านั้นก็พอแล้ว’

“นาคิ เจ้าแน่ใจหรือเรื่องจะไม่จัดงานแต่งงาน?” สึรุมารุขยับหมุนตัวกลับมาจ้องมองใบหน้าของน้องสาวโดยตรง นาคิกิทสึเนะเลิกคิ้วก่อนจะกะพริบตาปริบแล้วผงกหัว มือเรียวยกขึ้นลูบหน้าท้องที่นูนขึ้นเล็กน้อย พวงแก้มนวลขาวเรื่อแดงยามริมฝีปากผุดรอยยิ้มจาง

“เขากับข้ามีเด็กคนนี้...เป็นคำสัญญาที่มีค่ายิ่งกว่าพิธีแต่งงานเสียอีก” ดวงตาเรียวเลื่อนขึ้นสบสายตาสึรุมารุ เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ขอแค่ได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าเท่านั้นก็เพียงพอกว่าสิ่งใดแล้ว”

ได้ยินเช่นนั้นกระเรียนขาวก็อดยิ้มน้อย ๆ ไม่ได้พลางขยับลูบแก้มเนียนอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยนโดยที่นาคิกิทสึเนะก็เอียงใบหน้าคลอเคลียฝ่ามือนุ่มตอบกลับ

“ข้าดีใจที่เจ้าได้มีความสุข...มีอิสระอย่างใจเสียที นาคิกิทสึเนะ”

“นั่นน่าจะเป็นคำพูดของข้า” เด็กสาวยิ้มหวาน มองร่างในชุดเจ้าสาวด้วยความชื่นชม นางชอบพี่สาวต่างสายเลือดในชุดกิโมโนขาวมาแต่ไหนแต่ไร หากแต่ยิ่งเป็นกิโมโนเจ้าสาวเช่นนี้ นาคิกิทสึเนะยิ่งรู้สึกว่าความเป็นกระเรียนขาวโฉมสะคราญของสึรุมารุยิ่งฉายชัด “ความงามของเจ้าทำร้ายเจ้าไม่ได้อีกแล้ว…”

พอบอกไปเช่นนั้น สึรุมารุก็แย้มรอยยิ้มสดใส ก่อนจะทำสีหน้าราวกับนึกบางสิ่งขึ้นมาได้ “จริงด้วยสิ มากับข้าหน่อยนาคิ ข้ามีเรื่องน่าตกใจให้เจ้าด้วยล่ะ!”

“เอ๋?” ท่านหญิงน้อยได้แต่กะพริบตางุนงง ยังไม่ทันจะตอบรับสิ่งใด ก็ถูกว่าที่เจ้าสาวดึงมือให้ลุกตามออกไปอีกห้องเสียแล้ว สองร่างเดินผ่านตามทางระเบียงที่ทอดยาว นาคิกิทสึเนะที่ยังคงสับสนได้แต่ก้าวต้อย ๆ ตามสึรุมารุที่ดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

“สึรุมารุ? ยังแต่งตัวไม่เสร็จออกมาทำไมนี่?” เสียงของนิคคาริทักขึ้นยามเจอะกันโดยไม่ตั้งใจ นางขมวดคิ้วมุ่น มองว่าที่เจ้าสาวด้วยท่าทางดุ ๆ สึรุมารุยิ้มแหย

“ขอโทษ ๆ เดี๋ยวข้าจะกลับไปแต่งตัวต่อ...แต่ว่าท่านผู้นั้นมาถึงแล้วใช่ไหมอาโอเอะ?” ท่านผู้นั้น...หรือ? ได้ยินคำกล่าวถึงบุคคลที่สาม นาคิกิทสึเนะก็เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ และยิ่งแปลกใจมากขึ้นอีกเมื่อนิคคาริผงกหัว

“มาถึงแล้วล่ะ...ข้าเชิญท่านไปพักผ่อนที่ห้องรับรองปีกตะวันออก ไม่ค่อยมีคน กำลังจะไปบอกพวกเจ้าพอดี” เอ่ยพลางดวงตาข้างที่มิได้หลบใต้เงาเส้นผมก็เลื่อนมามองท่านหญิงน้อยอย่างอ่อนโยนผิดกับยามมองกระเรียนขาว “รีบไปเถอะ…”

เด็กสาวไม่ได้ออกปากถามอะไรแม้แต่คำเดียวขณะตามสึรุมารุไปที่ห้องรับรองที่ว่า เพราะมัวแต่กำลังครุ่นคิดว่าใครกันที่จะกลายมาเป็น ‘เรื่องน่าตกใจ’ ของนางได้

“ขออนุญาต” มาได้สติอีกครั้งก็เมื่อพี่สาวหยุดยืนหน้าห้องหนึ่ง นาคิกิทสึเนะหันมองร่างในชุดเจ้าสาวที่ย่อกายนั่งลงกับพื้น มือเรียวบรรจงเลื่อนเปิดบานประตูอย่างช้า ๆ เช่นที่ไม่เคยทำมาก่อน

ทว่าภาพที่ปรากฏต่อหน้าก็ทำให้นางลืมเลือนเรื่องเล็กน้อยไปอย่างสิ้นเชิง

“ทะ...ท่านพ่อ?”

ริมฝีปากของชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ในห้องขยับเป็นรอยยิ้มยามเห็นนาง นาคิกิทสึเนะสูดจมูก โผกายตรงเข้าไปสวมกอดบิดาไว้แนบแน่น ฝังใบหน้างดงามลงกับแผ่นอกที่คุ้นเคย สัมผัสไอความอบอุ่นจากสองแขนของผู้บังเกิดเกล้าด้วยความโหยหา ปล่อยให้หยาดน้ำตาไหลล้นจากเขื่อนกั้นอย่างไม่ลังเล

เกือบสี่เดือน...ที่นางมิได้กอดท่านพ่อ

“ท่านพ่อ...ท่านผอมไปมาก อาการไม่ดีหรือ?” รู้สึกได้ถึงร่างกายที่ผ่ายผอมลง นางก็อดที่จะเงยหน้ามองไม่ได้  ด้วยเพราะเป็นห่วงเหลือเกินว่าท่านจะกังวลใจเรื่องนางจนสุขภาพแย่ลงไปอีก บิดาแย้มยิ้มบาง ยกมือลูบศีรษะนางด้วยความอ่อนโยน

“ไม่ได้ร้ายแรงถึงเพียงนั้นหรอกนาคิ...คนของเราพยายามปิดข่าวเรื่องเจ้ามิให้พ่อรู้ คงเพราะเป็นห่วง เกรงอาการจะแย่ลงนั่นล่ะ มารู้เอาก็เมื่อเดือนก่อนนี่เอง” เอ่ยพลางก้มลงจุมพิตบนหน้าผากมน มือใหญ่ไล้ไปตามพวงแก้มนวลเนียนที่ปราศจากสิ่งใดปกปิด “แม้จะเกิดเรื่องอะไรต่อมิอะไรขึ้นมากมาย แต่พ่อดีใจที่เจ้าปลอดภัย...เจ้ากับลูกน้อยในท้องเจ้า”

เด็กสาวเบิกตา สัมผัสบนหน้าท้องของตนโดยไม่รู้ตัว “ท่านพ่อทราบแล้วหรือ?”

“อืม...สึรุมารุส่งข่าวไปบอก และเชิญให้พ่อเดินทางมาร่วมงานแต่งงานน่ะ ซังโจส่งหมอมือดีไปดูแลตลอดทางเลยเชียว” ดวงตาอบอุ่นทอดไปยังสึรุมารุที่นั่งอยู่หน้าห้อง ซึ่งนางก็ยิ้มบาง ๆ ตอบกลับมา ก่อนที่จะเลื่อนกลับมายังบุตรสาวในอ้อมกอดอีกครา “เจ้ากล้าหาญมากที่พยายามไม่ให้เกิดการนองเลือดในการประลอง เป็นเช่นไรบ้างนาคิ? แข็งแรงดีทั้งแม่ทั้งลูกใช่ไหม”

“ข้ากับลูกแข็งแรงดี” ได้ยินเช่นนั้นนาคิกิทสึเนะก็นึกโล่งใจจนยิ้มออก “ข้ายินดีที่ท่านพ่อแข็งแรงดีที่เช่นกัน ข้าอยากให้ท่านได้เห็นหน้าหลานเหลือเกิน”

“ฮะ ๆ ไม่ต้องรีบร้อนไป อย่างไรเสียพ่อก็จะอยู่ช่วยเจ้าเลี้ยงหลานแน่นอน” ผู้ครองแคว้นคุนิโยชิหัวเราะร่า สวมกอดลูกสาวแก้วตาดวงใจไว้แน่น เด็กสาวก็สวมกอดตอบเขา ก่อนจะนึกบางสิ่งได้

“สึรุมารุ…” หันไปหาว่าที่เจ้าสาวพลางส่งเสียงร้องเรียก สึรุมารุเลิกคิ้วคล้ายงุนงง นาคิกิทสึเนะจึงยิ้มบางและเอื้อมมือไปทางนาง “เข้ามาเถอะ”

“แต่ข้าว่าข้าไม่ควร…”

“อย่าเอ่ยเช่นนั้น สึรุมารุ…” นายท่านยิ้มอ่อนโยนเมื่อกระเรียนขาวมีท่าทีลังเล ก่อนจะหลุบตาลงด้วยท่าทีเศร้าสร้อยเล็กน้อย “ข้าต้องขออภัยเจ้าอีกครั้งที่ไม่อาจปกป้องดูแลเจ้าได้เช่นที่เคยสัญญา แต่ข้าอยากให้เจ้ารู้ว่า...สำหรับข้า เจ้าคือพี่สาวของนาคิกิทสึเนะ ลูกสาวคนหนึ่งของข้าเสมอ”

ยามเห็นมือใหญ่เอื้อมมาหาพร้อม ๆ กับมือเรียวเล็กของนาคิกิทสึเนะ สึรุมารุก็พลันรู้สึกแทบจะกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ร่างเพรียวระหงโผเข้าหาทั้งสอง สวมกอดเอาไว้แนบแน่นโดยมีบิดาคอยลูบผมปลอบประโลม

“ข้าภูมิใจในตัวพวกเจ้าจริง ๆ ...ลูกสาวข้า”

-

“จะอย่างไรท่านพี่ก็ควรจะไปพบนายท่านแห่งคุนิโยชิเพื่อขอโทษและแม้จะไม่จัดพิธีสมรส แต่ก็ต้องพูดจาสู่ขอธิดาท่านให้เป็นทางการ”

“รู้แล้วน่า! ไม่ต้องพูดกรอกหูกันตลอดแบบนี้ก็ได้!” โคกิทสึเนะมารุหันไปแยกเขี้ยวใส่น้องชายที่เดินอยู่ข้างกาย อีกฝ่ายหัวเราะร่วนอย่างไม่รู้สึกรู้สา

“ข้ากลัวท่านพี่จะไม่ยอมทำตามที่พูด จึงต้องเดินตามคุมอยู่นี่ไงเล่า” มิคาสึกิในชุดเจ้าบ่าวยิ้มหวาน ขณะอดีตขุนพลแห่งซังโจทำปากขมุบขมิบด้วยท่าทีเบื่อหน่าย “โอ้...ห้องนี้ล่ะที่อาโอเอะบอกมา ขออนุญาตนะขอรับ”

ยังไม่ทันจะได้อ้าปากค้านว่าตั้งตัวไม่ทัน มิคาสึกิก็เลื่อนประตูเปิดก่อนเสียแล้ว นาคิกิทสึเนะกับบิดาที่อยู่ในห้องเงยหน้ามองแขกผู้มาเยือนอย่างไม่ตั้งตัวพลางเลิกคิ้วแปลกใจ

“อ้าว สึรุมารุไม่อยู่หรือ?” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจเอ่ยถาม ลอบคิดว่าจะมาดูหน้าเจ้าสาวก่อนเข้าพิธีเสียหน่อยแท้ ๆ

“อาโอเอะพานางไปแต่งตัวแล้วน่ะ” นาคิกิทสึเนะตอบ มิคาสึกิพยักหน้ายิ้ม ๆ แม้มีแววความเสียดายอยู่เล็กน้อยก็ตาม มือใหญ่เลื่อนไปดันหลังพี่ชายให้เข้าไปในห้อง ก่อนจะขอตัวไปเตรียมตัวเข้าพิธีบ้าง ทิ้งให้โคกิทสึเนะมารุได้แต่ยืนทำอะไรไม่ถูกอยู่ลำพัง จนเมียรักต้องออกปากถาม “โคกิทสึเนะมารุ...มีอะไรหรือ?”

“ข้า…” แม้เป็นนักรบที่เชี่ยวชาญ หากแต่ความสามารถในการมีปฏิสัมพันธ์กับคนไม่เคยคุ้นของเขาช่างต่ำเตี้ยเสียเหลือเกิน โคกิทสึเนะมารุเกาศีรษะอย่างลำบากใจ ก่อนจะเดินเข้ามานั่งลงตรงเบื้องหน้าสองพ่อลูก

“ข้า...ข้าอยากจะขออภัยท่าน ที่กระทำการอุกอาจ ลักตัวลูกสาวท่านไปจากขบวนเดินทางจนถึงขั้นได้เสียกัน” หลังอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็ออกปากไปได้ ทั้งชีวิตนี้แทบไม่เคยเอ่ยขอโทษใคร ทำให้โคกิทสึเนะมารุนึกกระดากปากอยู่ไม่น้อย “และ...พูดตอนนี้อาจจะสายไป แต่ข้าอยากจะสู่ขอลูกสาวท่าน มาเป็นภรรยาของข้าอย่างถูกต้อง”

เขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตา ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังทำสีหน้าเช่นไรอยู่...คงจะโกรธเคือง ก็แน่ล่ะ ลูกสาวคนเดียวที่รักมากเท่าชีวิตและเฝ้าทะนุถนอมดุจไข่ในหิน ต้องถูกโจรป่าช่วงชิงตัวไปกระทำย่ำยีจนตั้งท้องเช่นนี้

“ท่านโคกิทสึเนะมารุ” เสียงเรียบเย็นที่ดังขึ้นทำให้เจ้าของนามเผลอกำมือแน่นขึ้นชั่วขณะ “ชั่วชีวิตนี้ ข้ามีหญิงที่รักยิ่งกว่าตนเองอยู่เพียงสองคน คนหนึ่งคือสาวงามที่ข้าตกหลุมรักและสมรสกับนาง และอีกหนึ่งคือเด็กหญิงที่เกิดจากนางผู้เป็นที่รักคนนั้น”

ชายวัยกลางคนเอ่ย ลูบหัวนาคิกิทสึเนะที่ยิ้มบางซุกอยู่ข้างกายเบา ๆ

“หญิงคนแรกจากข้าไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ...และคนที่สองได้ตกเป็นของท่านเสียแล้ว ข้าจึงอยากขอท่านเพียงอย่างเดียว หากไม่เป็นการวิงวอนที่เกินตัวนักในฐานะเจ้าเมืองแคว้นเล็ก ๆ”

“อะ...อะไรหรือขอรับ” โคกิทสึเนะมารุนั่งตัวเกร็ง ชายวัยกลางคนเงยหน้า ยิ้มบางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“โปรดดูแลนาคิ...ดูแลแก้วตาดวงใจที่เหลือเพียงหนึ่งเดียวของข้าด้วย โปรดรักนาง...เช่นที่นางรักท่าน เมตตาปกป้องนางมิให้อันตรายใด ๆ มากล้ำกราย บุตรสาวข้าเยาว์วัยและอ่อนต่อโลก อาจสร้างความไม่พอใจให้ท่านหลายคราว โปรดยกโทษให้นาง และสั่งสอนให้นางรู้จักอะไร ๆ รอบกายด้วย”

“ท่านคุนิโยชิ…” หัวใจชายหนุ่มพลันรู้สึกเต็มตื้น โคกิทสึเนะมารุจรดมือลงด้านหน้า โค้งหัวต่ำที่สุดให้ชายตรงหน้า อย่างที่ไม่เคยยอมลงให้ใครมาก่อนแม้กระทั่งบิดาตนเอง

“ข้าจะ...รักและดูแลนาคิ เมียรักของข้า ให้สมกับที่นางรักและฝากชีวิตไว้กับข้าตลอดไปขอรับ!”

-

หลังพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่าง ๆ กันอยู่ครู่ใหญ่ สาวใช้ก็มาเชิญทั้งสามไปยังห้องพักของญาติ ซึ่งฝั่งมิคาสึกิก็มีเพียงโคกิทสึเนะมารุผู้เป็นพี่ชาย อิชิคิริมารุ ภรรยาและบุตรชายทั้งสอง ส่วนฟากเจ้าสาวอย่างสึรุมารุมีผู้ครองแคว้นคุนิโยชิกับนาคิกิทสึเนะที่เป็นเสมือนบิดาและน้องสาว นั่งคอยอยู่พักหนึ่ง เจ้าบ่าวเจ้าสาวจึงเข้ามาในห้องเพื่อแนะนำตัวต่อกันตามธรรมเนียม

นาคิกิทสึเนะแทบไม่อาจละสายตาชื่นชมจากพี่สาวได้ สึรุมารุอยู่ในชุดกิโมโนเจ้าสาวสีขาวสะอาด ปักทอลายนกกระเรียนสยายปีกโผบินเหนือเนื้อไหม เรือนผมยาวสลวยถูกรวบขึ้นสูงและถูกบดบังไว้ด้วยสึโนะคาคุชิ ริมฝีปากแต้มเติมสีแดงชาด...ดูราวกับเป็นนางกระเรียนผู้แสนงดงาม

หลังจากนั้นจึงเริ่มตั้งขบวนไปยังบริเวณจัดพิธีวิวาห์ ณ ศาลเจ้าใหญ่ของเมืองหลวงแคว้นซังโจ นาคิกิทสึเนะตื่นเต้นเล็กน้อยเพราะไม่คุ้นเคยกับการถูกแวดล้อมด้วยผู้คนจำนวนมาก แต่โคกิทสึเนะมารุและบิดาของนางก็คอยดูแลอยู่ข้างกายมิห่าง ด้านนอกศาลเจ้าจัดไว้สำหรับแขกเหรื่อจากแคว้นต่าง ๆ มากมาย รวมไปถึงเจ้าชายอิจิโกะและเหล่าน้องชายน้องสาวจากแคว้นอาวาตะงุจิ กับคนจากคุนิโยชิ ส่วนด้านในเป็นพื้นที่สำหรับญาติใกล้ชิดหรือคนสนิทซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก

พิธีเริ่มขึ้นอย่างเชื่องช้า หากแต่มีมนต์ขลัง มิคาสึกิงามสง่าสมฐานะจันทร์เสี้ยวแห่งซังโจ ส่วนสึรุมารุในงานพิธีดูสงบเสงี่ยมเรียบร้อยกว่าทุกครา ทั้งสองต่างขยับตัวปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างไม่บกพร่อง โค้งกายคำนับเทพเจ้า ออกวาจาขานรับการเป็นสามีภรรยาซึ่งกันและกัน ยื่นมือรับสาเกมงคล จิบครบจำนวนครั้งโดยที่สองดวงตาสบประสานด้วยความรักเช่นที่คนรอบข้างยังสัมผัสได้ ก่อนจะบรรจงจรดวางซาคาสึกิสีแดงลงพร้อมกัน

เมื่อจบพิธีด้วยความราบรื่น ข้ารับใช้ของซังโจก็ออกมาเชิญแขกเหรื่อไปยังโถงจัดเลี้ยงภายในบริเวณศาลเจ้าเพื่อร่วมรับประทานอาหาร และให้เวลาได้สนทนาแสดงความยินดีกับเจ้าบ่าวเจ้าสาว

ขณะกำลังพูดคุยกับแขกต่างเมืองอยู่นั้นเอง จู่ ๆ ปลายสายตาของสึรุมารุก็พลันเหลือบเห็นบางสิ่งที่ทำให้นางถึงกับเผลอตัวลุกขึ้นจากที่นั่ง รีบโผตรงไปยังระเบียงทางเดิน มิคาสึกิหันไปมอง แต่ก่อนจะได้เอ่ยปากเรียกก็ต้องชะงักลุกตามไปอีกคน ท่ามกลางความประหลาดใจของแขกเหรื่อในงานรวมถึงนาคิกิทสึเนะและโคกิทสึเนะมารุ

นกกระเรียนมงกุฎแดงโตเต็มวัยสองตัวตีปีกร่อนกายลงในสวนนอกตัวเรือน ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจัดจดจ้องตอบมายังร่างขาวสะอาดของสึรุมารุที่ยังแววตาสั่นระริกคล้ายไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น นางค่อย ๆ ก้าวเท้าเหยียบย่างลงบนทางหินเย็นเฉียบ ตรงไปหากระเรียนงดงามทั้งสองตัว ย่อตัวลงเอื้อมมือไปสัมผัสข้างแก้มของมันอย่างแผ่วเบา ก่อนที่เจ้ากระเรียนจะโน้มคอลงมา แนบแต้มแดงบนศีรษะชิดสนิทกับศีรษะนาง

เพียงเท่านั้น หยาดน้ำตาของสึรุมารุก็รินไหลอย่างสองแก้ม วงแขนกางออกโอบกอดพวกมันทั้งสองไว้แน่นก่อนจะหันกลับไปหาเจ้าบ่าวทั้งรอยยิ้มเปื้อนน้ำตา

“มิคาสึกิ...น้อง ๆ ของข้า”

มิคาสึกิเผลอกลั้นหายใจยามได้ยินเช่นนั้น ร่างสง่าก้าวลงจากชานเรือน ไปยืนเคียงข้างสึรุมารุแล้วยื่นมือไปสัมผัสขนอ่อนนุ่มของกระเรียนตัวที่ใหญ่กว่าอย่างระมัดระวัง ทว่ายามเห็นมันมองตอบกลับมาอย่างเชื่อง ๆ จึงแน่ใจ

“ไม่นึกเลยว่าจะได้พบกันอีก…”

ภาพของเจ้าบ่าวเจ้าสาวและคู่นกกระเรียนเบื้องหน้าสะกดสายตาของแขกเหรื่อทั้งงาน โคกิทสึเนะมารุกับนาคิกิทสึเนะมองหน้ากันด้วยความงุนงง อิชิคิริมารุปลอบโยนเมียรักที่ทำสีหน้าเหมือนมีแผนการยามเห็นสึรุมารุไม่รักษากิริยา เด็กน้อยตระกูลอาวาตะงุจิต่างโผกันมาดูนกกระเรียนด้วยความตื่นเต้น จนอิจิโกะกับยะเก็นต้องปรามให้สงบเสงี่ยม

ใครต่อใครอาจคิดไปว่ามันเป็นคำอวยพรจากเทพเจ้าหรือเหตุบังเอิญอันน่าอัศจรรย์และเป็นมงคลนักที่มีกระเรียนมงกุฎแดงมาเยี่ยมเยือนในพิธีวิวาห์ของจันทร์เสี้ยวแห่งซังโจกับกระเรียนขาวโฉมสะคราญ

แต่คงมีแค่เพียงมิคาสึกิและสึรุมารุเท่านั้นที่ล่วงรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่นี้หาใช่สิ่งน่าพิศวงใดเลย

เป็นเพียงการมาร่วมแสดงความยินดีของเพื่อนเก่าเท่านั้นเอง

วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

One Shot : คำตอบของจันทร์เสี้ยว (MikaTsuru)

Title : คำตอบของจันทร์เสี้ยว
Paring : มิคาสึกิ มุเนะจิกะ x สึรุมารุ คุนินากะ
Rate : ทั่วไป
Note : *SPOILER* ที่มาจากเนื้อหาภาคละครเวที (อาจถือเป็นการเปิดเผยเนื้อหา แต่จะเลี่ยงไม่กล่าวว่าเกิดอะไรขึ้นค่ะ)


“ถ้าข้าไม่กลับเป็นอย่างเดิม...เจ้าจะทำอย่างไรรึ มิคาสึกิ”

สึรุมารุเท้าศอกกับโต๊ะเตี้ย ทอดสายตาเหม่อมองบรรยากาศนอกเรือนยามค่ำคืนผ่านประตูโชจิที่เปิดอ้ารับลมเย็น เสียงเรไรร้องกริ่ง ประสานคลอไปกับเสียงน้ำในลำธารไหลเอื่อยช้า

เหตุการณ์ที่เพิ่งพ้นผ่านมา ช่างเป็นสิ่งที่ราวกับหลับฝันไปหนึ่งตื่น

ฝันที่พอลืมตาขึ้นก็เห็นทุกคนอยู่ตรงนั้น...ฝันที่พอรู้สึกตัวก็มีจันทร์เสี้ยวแสนงดงามอยู่ข้างกาย

“ถ้าข้าไม่กลับเป็นอย่างเดิม จะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ไม่รู้...ข้าอาจบ้าคลั่ง อาละวาดทำร้ายทุกคน ทำร้ายนายท่าน ทำลายฮงมารุแห่งนี้...”

ปลายเสียงของสึรุมารุแผ่วลงเล็กน้อยยามเอ่ย ยามนั้นแม้มิอาจควบคุมร่างกายได้ แต่ดวงตาสะท้อนเห็นทุกภาพ ทุกเหตุการณ์ และดวงใจก็คอยเฝ้ากรีดร้องอยู่ทุกชั่วขณะ ว่าขอให้ทุกสิ่งจงจบสิ้นลงเสียที

ไม่อยากทำร้ายใครอีกแล้ว…

“หากว่าทุกคนเป็นอะไรไป…”

“สึรุมารุ” เสียงของมิคาสึกิที่นั่งจิบชาอยู่อีกฝั่งของโต๊ะเตี้ยดังขึ้น ขัดประโยคที่ยังไม่ทันจบดีของเจ้าของนาม จอมดาบจันทร์เสี้ยวบรรจงจรดวางถ้วยกระเบื้องลงกับโต๊ะอย่างแผ่วเบา แล้วเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้ดาบอ่อนอาวุโสกว่า

“หากเจ้าไม่กลับเป็นอย่างเดิม ข้าก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อเรียกสติเจ้าเอง”

ดวงตาสีทองของสึรุมารุเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย มองสบเข้าไปในดวงตาอันเป็นเอกลักษณ์ที่ค่อย ๆ ปรือเปิดขึ้นมาสะท้อนซึ่งกันและกันโดยตรง

“ต่อให้ต้องหักแขนหักขาเจ้า...ฟาดฟันคมดาบใส่เจ้าไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ต่อให้ต้องหลั่งเลือดสักกี่หยด ข้าก็พร้อมจะยอมพลีทุกสิ่งสิ้น ขอเพียงเจ้ากลับมาเป็นเช่นอย่างเดิม”

มิคาสึกิเอียงคอน้อย ๆ ริมฝีปากได้รูปคลี่แย้มรอยยิ้มอย่างอ่อนหวาน ทว่าสึรุมารุกลับมองเห็นบางสิ่งล้ำลึกที่แฝงซ่อนมาพร้อมกับความอ่อนโยนแสนอบอุ่นนั้น…

หาใช่ความน่าหวาดหวั่น หาใช่ความหนาวสะท้านเยียบเย็นแผ่นหลังยามเมื่อรู้คำตอบว่าอีกคนจะทำเช่นไร

แต่เป็นสิ่งที่เขาเฝ้ารอคอยมาเนิ่นนาน

“นี่มัน...น่าประหลาดใจเสียจริง”


























Title : คำตอบของจันทร์เสี้ยว -ANSWER-
Paring : มิคาสึกิ มุเนะจิกะ x สึรุมารุ คุนินากะ
Rate : ทั่วไป
Note : *SPOILER* ที่มาจากเนื้อหาภาคละครเวที (อาจถือเป็นการเปิดเผยเนื้อหา แต่จะเลี่ยงไม่กล่าวว่าเกิดอะไรขึ้นค่ะ)


“ถ้าข้าไม่กลับเป็นอย่างเดิม...เจ้าจะทำอย่างไรรึ มิคาสึกิ”

ข้าชะงักมือที่กำลังยกถ้วยชาจรดริมฝีปาก ลืมตาขึ้นมองบรรยากาศนอกเรือนยามค่ำคืนผ่านประตูโชจิที่เปิดอ้ารับลมเย็น เสียงเรไรร้องกริ่ง ประสานคลอไปกับเสียงน้ำในลำธารไหลเอื่อยช้า

เหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นมา ช่างเป็นสิ่งที่ราวกับหลับฝันไปหนึ่งตื่น

ฝันร้ายที่เห็นเจ้าที่หาใช่เจ้าไม่

“ถ้าข้าไม่กลับเป็นอย่างเดิม จะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ไม่รู้...ข้าอาจบ้าคลั่ง อาละวาดทำร้ายทุกคน ทำร้ายนายท่าน ทำลายฮงมารุแห่งนี้...”

ปลายเสียงของสึรุมารุแผ่วลงเล็กน้อยยามเอ่ย ข้ากล้ำกลืนความคิด จิบชิมชารสชาติชืดที่ไหลผ่านริมฝีปากลงสู่ลำคอ โดยปราศจากกลิ่นหอมติดนาสิก หรือความขมติดโคนลิ้นเช่นทุกครา

โอ สึรุมารุเอ๋ย เจ้าจะเคยล่วงรู้หรือไม่ ว่าใจข้าแทบขาดรอนยามเห็นเจ้าเมื่อชั่วขณะนั้น

“หากว่าทุกคนเป็นอะไรไป…”

“สึรุมารุ” ข้าเอ่ยขึ้น ขัดประโยคที่ยังไม่ทันจบดีของเจ้าของนาม สองมือบรรจงจรดวางถ้วยกระเบื้องลงกับโต๊ะอย่างแผ่วเบา แล้วเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้หลานชายที่ยังคงเป็นเด็กน้อยเสมอในสายตา

“หากเจ้าไม่กลับเป็นอย่างเดิม ข้าก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อเรียกสติเจ้าเอง”

ข้าค่อย ๆ ปรือเปิดดวงตา มองสบเข้าไปในดวงตาสีทองของสึรุมารุที่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย สะท้อนซึ่งกันและกันโดยตรง

“ต่อให้ต้องหักแขนหักขาเจ้า...ฟาดฟันคมดาบใส่เจ้าไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ต่อให้ต้องหลั่งเลือดสักกี่หยด ข้าก็พร้อมจะยอมพลีทุกสิ่งสิ้น ขอเพียงเจ้ากลับมาเป็นเช่นอย่างเดิม”

เพราะข้าจะไม่มีวันยอมปล่อยให้เจ้าต้องทรมานกับผลอันเกิดจากการกระทำของตนยามปราศจากสติยั้งคิด ไม่มีวันยอมปล่อยให้เจ้าต้องก้าวเดินไปในเส้นทางมืดมนตามลำพังอีกต่อไป

“นี่มัน...น่าประหลาดใจเสียจริง”

เจ้าผู้เฝ้าค้นหาสิ่งน่าประหลาดใจในชีวิตอยู่เสมอ  สึรุมารุ บางคราวข้านึกฉงนใจ หากข้ามอบสิ่งที่เจ้าปรารถนาให้ได้ เจ้าจะยังเอาตนเองไปเสี่ยงอันตรายอีกหรือไม่

แต่ว่า...ต่อให้เจ้าต้องกลับกลายเป็น ‘อะไร’ ไปอีกคราก็ตามที

‘คำตอบ’ ของจันทร์เสี้ยวผู้นี้ก็จะยังคงเดิม

ข้าจะทำทุกวิถีทาง


วันศุกร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

One Shot : สาวทอผ้ากับชายเลี้ยงวัว (MikaTsuru?)

Title : สาวกระเรียนทอผ้ากับชายคุณปู่เลี้ยงวัว
Paring : มิคาสึกิ มุเนะจิกะ x สึรุมารุ คุนินากะ
Rate : ทั่วไป



อิจิโกะ ฮิโตฟุริ : เอาล่ะ ทุกคน ขยับกันเข้ามาใกล้ ๆ สิขอรับ...วันทานาบาตะทั้งที หากจะมิเอ่ยเรื่องตำนานอันเป็นที่เล่าขานก็คงจะถือเป็นผิดแปลก ในวันพิเศษเช่นนี้ ข้า อิจิโกะ ฮิโตฟุริ ในฐานะพี่ชายคนโตของบ้านอาวาตะงุจิ จะขอรับหน้าที่เป็นผู้เล่าเอ--

เฮชิคิริ ฮาเซเบะ : เดี๋ยวสิ จำเป็นด้วยเหรอ แค่เขียนคำอธิษฐานแล้วผูกกับต้นไผ่ก็พอแล้วล่ะมั้ง? จะได้รีบแยกย้ายกันไปนอนเสียที

อิจิโกะ ฮิโตฟุริ : แต่นายท่านเป็นคนอยากฟังนะขอรับ ท่านฮาเซเบะ

เฮชิคิริ ฮาเซเบะ : ตามประสงค์ของนายท่านเลยขอรับ!

อิจิโกะ ฮิโตฟุริ : (ยิ้ม) ...เช่นนั้น เพื่อมิให้เป็นการเสียเวลา ข้าขอเริ่มเลยนะขอรับ


ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ณ สองฟากฝั่งคงคาสวรรค์ ยังมีกระเรียน(?)ตัวหนึ่งรับบัญชาจากองค์จักรพรรดิผู้เป็นใหญ่
ทำหน้าที่เป็นผู้ทอพัสตราภรณ์ถวาย นามอันเป็นที่เรียกขานของกระเรียนตัวนั้นคือ...สึรุมารุ


เฮชิคิริ ฮาเซเบะ : เดี๋ยว ๆ ...ข้าจำได้ว่าโอริฮิเมะ แถมยังเป็นเทพธิดาด้วย

อิจิโกะ ฮิโตฟุริ : โอริฮิเมะเก่าแล้วขอรับ นี่ปี ๒๒๐๕ แล้ว เปลี่ยนบ้างก็ดีนะขอรับ…

เฮชิคิริ ฮาเซเบะ : แต่ข้าว่าชื่อใหม่นั่นมันคุ้นหูชอบกล--


สึรุมารุมุ่งมั่นตั้งใจกับการทำงานของตน หาได้เคยใส่ใจคนผู้ใดไม่  เว้นก็แต่เพียงการเที่ยวเล่นกลั่นแกล้งคนในช่วงเวลาพักผ่อน
ซึ่งนั่นทำให้สึรุมารุมีโอกาสได้พบกับชาย(แก่)เลี้ยงวัว นาม มิคาสึกิ ผู้ชื่นชอบการดื่มชาเป็นยิ่ง

ทั้งสองตกหลุมรักซึ่งกันและกัน จนในที่สุดก็ตกลงปลงใจจะแต่งงานอยู่กินฉันสามีภรรยา ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข


สึรุมารุ : มิคาสึกิ! มิคาสึกิ! ดูนี่สิ! นกสีฟ้า!


มิคาสึกิ : โอ้...น่าแปลกใจจริง สึรุยอดรัก เจ้าไปตกมาจากไหนรึ

สึรุมารุ : ถามแปลก ก็มีอยู่แม่น้ำเดียวเนี่ย...ข้าไม่อุตส่าห์ข้ามไปตกนกไกลถึงแม่น้ำซันสึหรอก โอ้ ตาแก่ ดูเหมือนวัวของเจ้าจะกลัวเจ้านี่แน่ะ หนีไปไหนกันหมดแล้ว

มิคาสึกิ : ผิดแล้วคนดี คิดว่าพวกมันหนีไปตั้งแต่ข้าต้มชาแล้วล่ะนะ

สึรุมารุ : นี่มันน่าตกใจจริง ๆ …

มิคาสึกิ : ฮะฮะฮะฮะ


ทว่าหลังวิวาห์ ทั้งสองต่างเอาแต่พลอดรักซึ่งกัน--


เฮชิคิริ ฮาเซเบะ : เดี๋ยว ๆ ก็ไม่อยากขัดหรอกนะ แต่นั่นคือพลอดรักแล้วรึ?

อิจิโกะ ฮิโตฟุริ : ความรักมีหลายรูปแบบนะขอรับ...ท่านฮาเซเบะ

เฮชิคิริ ฮาเซเบะ : …..


ทั้งสองต่างเอาแต่พลอดรักซึ่งกัน จนหลงลืมหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ทำให้องค์จักรพรรดิทรงพิโรธยิ่ง
จึงมีบัญชาให้แยกมิคาสึกิและสึรุมารุออกจากกัน กั้นกลางด้วยคงคาสวรรค์

สองสามีภรรยาเสียใจมาก จนไม่เป็นอันทำการทำงาน


มิคาสึกิ : สึรุมารุ...ข้าหยุดร้องไห้ไม่ได้มาเนิ่นนานแล้ว คนดี เจ้าพอมีอะไรเยียวยาข้าได้บ้างหรือไม่

สึรุมารุ : เอ้ารับ!

มิคาสึกิ : โฮ่...นี่มัน สิ่งที่มนุษย์เรียกว่าหน้ากากกันแก๊สรึ? ขอบคุณมากนะสึรุ

สึรุมารุ : บอกกี่ทีแล้วว่าเวลาหั่นหอมให้ใส่เอาไว้ด้วย ทำหายไปล่ะสิ เจ้านี่น้า…


องค์จักรพรรดิเห็นเช่นนั้นก็นึกสงสาร จึงตกลงพระทัย ยอมให้ทั้งคู่ได้พบกันหนึ่งปีครั้ง ในค่ำคืนวันที่ 7 เดือน 7
แต่ด้วยเพราะมีคงคาสวรรค์กั้นขวาง สึรุมารุและมิคาสึกิจึงไม่อาจข้ามฟากไปหากันได้


สึรุมารุ : ทำอย่างไรดีล่ะ...น้ำก็แรงซะด้วย

มิคาสึกิ : สึรุเอ๋ย ใช้กองทัพนกสีฟ้าของเจ้ามาทำเป็นสะพานข้ามดีไหม

สึรุมารุ : โอ๊ะ! ไม่เลว ๆ


ด้วยเหตุฉะนี้ ในวันที่ 7 เดือน 7 ของทุกปี
มิคาสึกิ ชายแก่เลี้ยงวัว และสึรุมารุ กระเรียนทอผ้า จะได้ข้ามสะพานนกสีฟ้ามาพบกันอย่างมีความสุข


อิจิโกะ ฮิโตฟุริ : และนี่คือตำนานของทานาบาตะขอรั--

เฮชิคิริ ฮาเซเบะ : ข้าว่ามันไม่ใช่! แบบว่าจะมองตรงไหนอะไรยังไง ตีลังกามองยังไม่ใช่เลยนะ!

อิจิโกะ ฮิโตฟุริ : แต่ว่านายท่านเป็นคนบอกให้เล่าแบบนี้…

เฮชิคิริ ฮาเซเบะ : ตามประสงค์ของนายท่านเลยขอรับ!

อิจิโกะ ฮิโตฟุริ : เอาล่ะทุกคน เขียนคำขอพรแล้วเอาไปแขวนกับกิ่งไผ่ได้แล้วนะขอรับ! หืม? คำขอพรของพี่หรือ…





วันเสาร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

Fiction : จันทร์เสี้ยว・กระเรียนขาว・สองจิ้งจอก - บทที่ ๒๓ การต่อสู้ (MikaTsuru / KogiNaki)

บทที่ ๒๓
『争い』
การต่อสู้

ลานประลองดาบขององค์ชายอิจิโกะแห่งอาวาตะงุจิและอดีตขุนพลแห่งซังโจ โคกิทสึเนะมารุ ถูกจัดขึ้นยังบริเวณลานหินกว้างภายในเขตปราสาทซังโจ แบ่งพลับพลาของผู้ชมออกเป็นสามฝั่ง ล้อมรอบบริเวณ ฝั่งหนึ่งคือองค์ชายองค์หญิงน้อย ๆ แม่ทัพ ทหารและผู้ติดตามจากอาวาตะงุจิ ฝั่งตรงข้ามอันเป็นประธานคือที่นั่งของผู้ครองแคว้นซังโจ ที่ปรึกษาและขุนนางระดับสูง รวมไปถึงสึรุมารุและนาคิกิทสึเนะ ส่วนอีกฝั่งคือข้าราชบริพารระดับรองของซังโจซึ่งเป็นพยานในการต่อสู้

นาคิกิทสึเนะดูเงียบไปกว่าปกติเมื่อยามเช้าวันประลองมาถึง สึรุมารุแปรงผม ช่วยนางแต่งตัวและพากันไปรับประทานอาหาร เด็กสาวออกปากเพียงแค่ถามถึงสามีที่ถูกคุมขังไว้ในคุกใต้ดินว่าได้ทานอาหารอิ่มหนำดีหรือไม่ ซึ่งนิคคาริก็รับคำว่านางเป็นคนจัดอาหารอย่างดีไปส่งให้เขา และคุมจนทานหมดทุกคำด้วยตนเอง

“จะอย่างไรเสียก็เป็นการต่อสู้อย่างสมศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ฝ่ายหนึ่งได้เช่นไร อีกฝ่ายก็สมควรได้เช่นนั้น” หญิงสาวเอ่ยบอกขณะตักข้าวส่งให้นาง ได้ยินเช่นนั้นนาคิกิทสึเนะก็ยิ้มบางและก้มหน้าก้มตาทานมื้อเช้าของตนเงียบ ๆ ไม่ได้พูดจาปราศรัยแต่อย่างใดอีก ทำให้สึรุมารุและนิคคาริได้แต่สบตากันด้วยความเป็นกังวล

เมื่อเสร็จจากมื้ออาหาร ทั้งสองก็พาท่านหญิงน้อยไปยังที่นั่งข้างลานประลอง มีขุนนางระดับสูงมาคอยท่าแล้ว  อิจิโกะและคนจากฝั่งอาวาตะงุจิก็พร้อมหน้า ส่วนโคกิทสึเนะมารุนั่งอยู่ข้างพลับพลาของซังโจ ดาบที่นางลอบนำออกมาจากกระโจมถูกส่งไปถึงมือเจ้าของมันเรียบร้อย นาคิกิทสึเนะลอบมองเขา นึกอยากโอบกอดให้กำลังใจ แต่มิอาจทำได้ หลังจากประจำที่กันได้ไม่นานเกินรอ มิคาสึกิกับอิชิคิริมารุก็มาถึง

“การประลองในวันนี้ มิใช่การประลองเพื่อหมายเอาชีวิต ผู้ใดได้รับชัยชนะ จะได้ครองคู่กับท่านหญิงนาคิกิทสึเนะแห่งคุนิโยชิ และผู้แพ้จะไม่มีสิทธิ์โต้แย้งใด” นายท่านแห่งซังโจที่หยุดยืนหน้าพลับพลาประกาศด้วยน้ำเสียงแน่นหนักทรงอำนาจ “ขอให้พวกเจ้าทั้งสองโปรดควบคุมสติและอารมณ์ของตนให้ดี ประลองกันให้สุดฝีมือ แต่จงอย่ามาดหมายการเข่นฆ่า จงหยุด...เมื่อข้าสั่งให้หยุด หรือประกาศชัยชนะแล้ว”

โคกิทสึเนะมารุพ่นลมหายใจน้อย ๆ และก้าวไปกลางลานประลองโดยมีสายตาห่วงใยของนาคิกิทสึเนะมองตามหลัง ในขณะที่อิจิโกะลุกขึ้นยืน หันไปโค้งให้คนของตนตามมารยาทแล้วจึงเดินออกมา

ครั้นเห็นคู่ประลองทั้งสองยืนประจำที่ โค้งกายทำความเคารพซึ่งกัน และชักดาบออกมาเตรียมพร้อมแล้ว มิคาสึกิก็สูดลมหายใจลึก

“ข้า มิคาสึกิ มุเนะจิกะ ในนามของผู้ครองแคว้นซังโจ...ขอเริ่มการประลองดาบระหว่างองค์ชายอิจิโกะ ฮิโตฟุริแห่งอาวาตะงุจิ และโคกิทสึเนะมารุแห่งซังโจ ณ บัดนี้!”

บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดลงทันที สายตาทุกคู่พลันจดจ้องมากลางลานประลอง ซึ่งทั้งสองกำลังพินิจประเมินกันและกัน ความกดดันโรยตัวลงทั่วบริเวณ ก่อนที่อิจิโกะจะเป็นฝ่ายพุ่งเข้าหาก่อนเมื่อเจอช่องว่าง โคกิทสึเนะมารุแสยะยิ้มน้อย ๆ พร้อมกับยกดาบตนขึ้นตั้งรับอย่างรวดเร็ว จนเกิดเสียงเหล็กกระทบกันกังวานก้อง

ไม่เลว...ดวงตาสีแดงเรียวคมหลุบลงมองใบหน้าหมดจดที่ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมานอกจากเพียงความตึงเครียด แรงที่ต้านกับใบดาบของเขาหนักหน่วงจนน่าประหลาดใจ แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ต่อกรไหว สองร่างผละจากกันชั่วขณะ ก่อนจะเริ่มบรรเพลงเพลงดาบที่รวดเร็วโจมตีเข้าใส่กันไม่ยั้ง

ท่วงท่าการตวัดดาบของอิจิโกะนั้นทั้งสง่างามและพลิ้วไหว ในขณะที่จังหวะของโคกิทสึเนะมารุหนักแน่นและทรงพลัง ลีลาการต่อสู้อันงดงามระหว่างคู่ประลองทั้งสองสะกดสายตาผู้ชมได้ชะงัดจนไม่มีใครออกปากพูดอะไร

นาคิกิทสึเนะบีบมือที่ประสานกันไว้แน่น หลับตาปี๋ภาวนาให้สามีผู้เป็นที่รักปลอดภัยมิได้รับบาดเจ็บ ยามการต่อสู้ดุเดือดขึ้นทุกขณะวินาที โดยไม่รู้ตัวแม้แต่นิดว่าภาพของตนอยู่ในสายตายะเก็นซึ่งนั่งอยู่ที่พลับพลาฝั่งตรงข้ามตลอดเวลา

คู่ประลองต่างผลัดกันรุกผลัดกันรับ จู่โจม หลบหลีกโดยไม่มีใครพลาดพลั้ง อิจิโกะปัดคมดาบที่โคกิทสึเนะมารุฟาดฟันเข้าใส่ ก่อนจะอาศัยจังหวะนั้นวาดดาบในมือตนเข้าใส่ฝ่ายตรงข้าม โคกิทสึเนะมารุรีบยกดาบขึ้นกันเอาไว้ น้ำหนักที่ปะทะลงมาทรงพลังอย่างน่าใจหาย จนชายหนุ่มรู้สึกว่าแขนขวาทั้งแขนสะเทือนตามแรง...เจ็บไปถึงบาดแผลเก่าตรงไหล่ กระนั้นก็ยังฝืนแรงเอี้ยวตัวหลบจากรัศมีคมนั้นและแทงดาบสวนไปตรงต้นแขนขวาของคู่ประลองจนเกิดเป็นแผลเฉี่ยวได้

อิจิโกะสะดุ้งรีบถอยไปตั้งหลัก กุมแผลเลือดไหลไว้แน่นขณะขมวดคิ้วมุ่น เมื่อครู่เขาสัมผัสได้ว่าโคกิทสึเนะมารุมีอาการแปลกไป ดวงตาสีทองลอบมองสำรวจว่ามีจุดใดที่อีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บหรือไม่ และแม้จะอดีตขุนพลแห่งซังโจที่ยกดาบขึ้นเตรียมพร้อมอีกครั้งจะพยายามปกปิดเต็มที่ แต่ในที่สุดเจ้าชายหนุ่มก็สังเกตเห็น

...ไหล่ขวา

โคกิทสึเนะมารุสูดหายใจลึก เห็นท่าทีคนตรงหน้าเขาก็พอเดาออกว่าอิจิโกะล่วงรู้ถึงอาการบาดเจ็บที่ตนฝืนปกปิดไว้แล้ว ตอนนี้ไหล่เขาเจ็บระบมด้วยแรงสะเทือนปะทะเมื่อครู่ อาจเหวี่ยงดาบได้อีกไม่กี่ครั้ง กระนั้นเมื่ออีกฝ่ายเตรียมพร้อมโจมตี เขาก็ทำได้เพียงขยับตัวตั้งรับ

“ไม่เลวนี่…เห็นอายุเท่านี้แต่ฝีมือเกินคาดเชียว” จิ้งจอกหนุ่มเอ่ย เหลือบดวงตาลอบมองเมียรักที่กำลังจ้องมาด้วยความเป็นห่วงชั่วขณะทั้งจิตใจไหวสั่น

“เป็นเกียรติที่ได้รับคำชมจากท่าน...แต่ข้าไม่คิดจะยอมแพ้หรอกนะขอรับ”

องค์ชายแห่งอาวาตะงุจิกระชับดาบในมือมั่นก่อนจะพุ่งเข้าหาอย่างไม่รีรอ โคกิทสึเนะมารุยกดาบขึ้นตั้งรับ ทว่าอิจิโกะกลับเบี่ยงตัวเปลี่ยนวิถีดาบกะทันหัน ดวงตาสีแดงเบิกกว้างเมื่อถูกปัดดาบกระเด็นหลุดจากมือ ก่อนที่คนอายุน้อยกว่าจะสะบัดปลายคม วาดเข้าที่ไหล่ข้างขวาของเขาเต็มแรงจนถากได้แผลลึก

“โคกิทสึเนะมารุ!” นาคิกิทสึเนะกรีดร้อง เผลอตัวลุกยืนขึ้นทันทีที่เห็นสามีทรุดกายนั่งลง อิจิโกะชี้ปลายดาบใส่หน้าเขา เหยียดสายตาลงมองอย่างดุดัน โคกิทสึเนะมารุกัดฟันกรอด กุมแผลเลือดรินที่ไหล่ขวามองคนที่ยืนค้ำหัวอยู่ แม้อีกฝ่ายไม่ใช้แรงเต็มที่จนถึงกับจะทำแขนเขาแทบขาดก็จริง แต่ก็เจ็บหนักจนจับดาบไม่ไหวแล้ว

“แม้จนตอนนี้นางก็ยังมองเพียงท่าน…” แววตาของเจ้าชายหนุ่มคลอนเครือยามเหลียวเห็นสีหน้าซีดเผือดของท่านหญิงน้อยผู้เป็นที่รัก การเผชิญหน้ากับความห่วงใยที่นางมีต่อชายอื่น...ช่างสุดแสนเจ็บปวดเสียจนทำให้เขาแทบควบคุมตัวเองไม่ได้

ดาบในมืออิจิโกะถูกยกขึ้นท่ามกลางความตกใจและเสียงอึงอลร้องห้ามของผู้คนรอบบริเวณ โคกิทสึเนะมารุหลับตาลง คล้ายจะรู้ดีถึงชะตากรรมและเตรียมใจสำหรับผลที่ตนสมควรได้รับ เขาฝากฝังทุกสิ่งไว้กับมิคาสึกิหมดแล้ว...ไม่มีอะไรต้องห่วงอีกแล้ว

เสียงใบมีดที่กำลังตัดฝ่าอากาศลงมาหยุดชะงัก อดีตขุนพลแห่งซังโจนึกประหลาดใจจนต้องลืมตาขึ้นมาก่อนจะยิ่งตกตะลึงเมื่อเห็นร่างหนึ่งยืนขวางอยู่ตรงหน้า คมดาบของอิจิโกะจ่ออยู่ที่ข้างลำคอของคนผู้นั้น โดยที่ดวงตาของเจ้าของดาบเองก็เบิกกว้างอยู่ไม่ต่างกัน

“นะ...นาคิกิทสึเนะ?”

ชายหนุ่มทั้งสองครางออกมาเสียงแผ่วเบา...นาคิกิทสึเนะยืนขวางอยู่ระหว่างกลาง ใบหน้าใต้หน้ากากซีดเผือด ร่างกายบอบบางสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด แต่กระนั้นก็ยังคงกางแขนปกป้องสามีผู้เป็นที่รักไม่ยอมขยับ ผู้คนรอบข้างล้วนนิ่งงันไปด้วยภาพที่เห็น สึรุมารุเกือบจะโผกายออกไปแล้วหากมิคาสึกิไม่ยกแขนกั้นทางนางเอาไว้

“ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร…” แววตาของเจ้าชายแห่งอาวาตะงุจิสั่นระริก มองสบตานางด้วยความไม่เข้าใจ...เหตุใดนางต้องเสี่ยงชีวิตตนเอง ปกป้องชายคนนั้นถึงขนาดนี้ด้วย

“ข้า...ข้ารักเขา” เสียงเบาแผ่วดังลอดผ่านริมฝีปาก นาคิกิทสึเนะสูดหายใจลึกเรียกความกล้าแล้วหลับตาลง มือปลดหน้ากากที่สวมอยู่ออก ทิ้งมันลงกับพื้นก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขาตรง ๆ โดยปราศจากสิ่งใดกั้นขวางเป็นคราแรก

“ข้าขอโทษที่หักหลังเจ้า...ข้าขอโทษที่ทำผิดคำสาบาน ข้าขอโทษที่ไม่อาจเป็นภรรยาของเจ้าได้...แต่ว่าอิจิโกะ” ดวงตาสีทองเรียวงามเหลือบมองบุรุษเดียวในดวงใจที่นั่งอยู่เบื้องหลัง “แต่...ความรักที่ข้ามีต่อเขา ความรู้สึกที่เรามีต่อกันนั้นก็เป็นเรื่องจริง”

รอยยิ้มบางคลี่ออกมาบนริมฝีปากกลีบบาง พร้อมกันกับหยาดน้ำหยดใสซึ่งคลออยู่ตรงขอบตา มือเล็กยกขึ้นสัมผัสเหนือหน้าท้องที่นูนขึ้นมาเล็กน้อย และคงไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นมาก่อน

“เช่นกันกับเด็กในท้องของข้าคนนี้…”

แม้เสียงเอ่ยแผ่วเบา แต่ด้วยความเงียบสนิททั่วทั้งบริเวณ ทุกคนรอบสนามประลองต่างได้ยินคำนั้น อิชิคิริมารุกับนิคคาริหันไปมองหน้ากัน สึรุมารุยกมือปิดปากด้วยความคาดไม่ถึง ยะเก็นเองก็เบิกตากว้างไม่ต่างจากผู้ชมทั้งหลาย มีก็แต่เพียงมิคาสึกิที่ทราบเรื่องอยู่แล้วจึงไม่แสดงท่าทีอันใด

เสี้ยวสติที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดของอิจิโกะพลันขาดผึงลงทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น...มือซึ่งถือดาบจ่อแนบอยู่บนคอนาคิกิทสึเนะชักขึ้นสูง หมายจะฟาดฟันใส่นางด้วยอารมณ์ที่ไม่อาจควบคุม โคกิทสึเนะมารุกัดฟันแน่น รีบดันตัวขึ้นดึงเมียรักซึ่งไม่ยอมขยับหลบเข้ามาในอ้อมกอด หันแผ่นหลังตนเตรียมรับคมดาบแทน

“พี่อิจิ พอได้แล้ว...!!”

ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของผู้คนที่แวดล้อมอยู่รอบกาย มีเสียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ลอดดังเข้าไปถึงโสตประสาทของเจ้าชายหนุ่มให้พลันชะงักมือทันที อิจิโกะหอบหายใจ มองสองร่างที่โอบกอดกันแนบชิดอยู่เบื้องหน้า แล้วจึงหันกลับไปทางเจ้าของเสียง

“ยะเก็น…”

“พอสักที...พี่อิจิไม่ใช่พี่อิจิที่พวกข้ารู้จักแล้วนะ” เด็กสาวสูดหายใจลึก มือเรียวกำแน่น จ้องมองตอบเขาด้วยแววตาคลอนไหวก่อนที่ร่างบอบบางจะโผลงจากพลับพลาเดินตรงเข้ามาหา

“พูดอะไรของเจ้าน่ะยะเก็น...พี่ก็ยังเป็นพี่คนเดิ--”

เพี๊ยะ!

เสียงท้ายประโยคพลันขาดหายกลับกลายเป็นเสียงกระทบดังกังวาน ภาพของยะเก็นที่สะบัดฝ่ามือตบหน้าพี่ชายเต็มแรงอย่างปราศจากความกลัวเกรงทำให้ทุกคนต้องเบิกตากว้าง ไม่เว้นแม้แต่โคกิทสึเนะมารุและนาคิกิทสึเนะที่เพิ่งรอดพ้นความตายจากคมดาบมาได้อย่างเฉียดฉิว

อิจิโกะเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน มือใต้ถุงมือสีขาวยกขึ้นแตะบนแก้มตนที่ร้อนผ่าวก่อนจะหันกลับมาหาน้องสาวคล้ายต้องการคำตอบ ทว่าสิ่งที่พบ...กลับเป็นภาพยะเก็นตัวสั่นเทา แววตาคลอน้ำตาอยู่ตรงเบื้องหน้า ยิ่งทำให้อุณหภูมิร่างกายของเขาเย็นวาบไปทั่วสรรพางค์

ไม่เคยเห็นยะเก็นร้องไห้มาก่อนเลย...หนำซ้ำ เจ็บปวดยิ่งเสียกว่าคือคนที่ทำให้น้องมีน้ำตาคือตัวเขาเอง

“หันมองน้อง ๆ บ้างหรือเปล่า...เคยสนใจบ้างไหมว่าตลอดเวลาที่พี่อิจิมัวแต่ไล่ตามพี่นาคิกิทสึเนะ น้อง ๆ ต้องเหงาถึงขนาดไหน” เด็กสาวเอ่ยเสียงเครือสั่น เงยหน้ามองพี่ชายด้วยความขุ่นเคือง “พี่อิจิที่พวกข้ารู้จัก ไม่มีวันทำแบบนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเห็นครอบครัวมาก่อนสิ่งอื่นใดไม่ใช่หรือ”

พี่ชายคนโตชะงักนิ่งยามสดับฟังถ้อยประโยคนั้น ดวงตาสีทองหลุบลงเล็กน้อยก่อนจะเลื่อนไปสบกับนาคิกิทสึเนะซึ่งอยู่ในอ้อมกอดของชายที่นางรัก มองร่างกายบอบบางที่เขาไม่มีวันได้กลับคืนมา

“พี่นาคิกิทสึเนะรักท่านโคกิทสึเนะมารุ…แล้วตอนนี้นางยังมีลูกในท้อง พี่อิจิจะพรากพ่อลูกเขาหรือ?” เสียงของน้องสาวเรียกให้อิจิโกะหันกลับมา แววตาของยะเก็นในตอนนี้เหลือเพียงความไหวสั่น มือเรียวเล็กเอื้อมมากุมด้ามดาบที่ชายหนุ่มถืออยู่ ปลดมันออกจากมือเขาอย่างช้า ๆ “พอเถอะนะ…”

เด็กสาวปล่อยดาบทิ้งลงกับพื้น โผกายเข้าสวมกอดพี่ชายไว้แน่น

“กลับมาเป็นพี่อิจิที่แสนดีของพวกข้าเถอะ…”

ไม่มีคำพูดใด ๆ ตอบรับ...มีเพียงแค่วงแขนแสนอบอุ่นที่โอบร่างนางกระชับไว้แนบสนิทกาย

-

“ต้องขออภัยด้วยที่สร้างปัญหาให้มากมาย...ท่านมิคาสึกิ และทุก ๆ ท่าน”

หลังจากพูดคุยจบปัญหากันลงได้อย่างเรียบร้อย อิจิโกะก็มานั่งโค้งหัวต่อหน้ามิคาสึกิ นายท่านแห่งซังโจหัวเราะน้อย ๆ พลางแย้มยิ้มบาง

“ไม่หรอก...ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรมากมาย อย่าได้กังวลไป” เอ่ยพลางดวงตาจันทร์เสี้ยวก็เคลื่อนไปมองสาวน้อยที่อยู่กับน้อง ๆ ตรงพลับพลาฝั่งตรงข้าม “น้องสาวเจ้า...เป็นเด็กที่กล้าหาญและเฉลียวฉลาดมาก นางคงจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีให้กับอาวาตะงุจิได้”

“ขอบพระคุณขอรับ” เห็นน้องสาวได้รับคำชมเช่นนั้น คนเป็นพี่ชายก็อดยิ้มแทนมิได้ “หากไม่ได้นาง...ข้าจะทำเรื่องเลวร้ายอะไรลงไปบ้างก็ไม่อาจรู้ได้ โปรดยกโทษให้ข้าที่ปล่อยให้อารมณ์มีอำนาจด้วยเถอะขอรับ ท่านโคกิทสึเนะมารุ นาคิกิทสึเนะ”

“อื้ม…” นาคิกิทสึเนะยิ้มบางพลางพยักหน้าน้อย ๆ ขณะโคกิทสึเนะมารุทำเสมองทางอื่นเสีย ทว่ามือก็โอบไหล่เมียรักไว้ไม่ยอมห่าง แม้จะถูกอาโอเอะจับทำแผลให้อยู่ก็ตามที “ข้าขอโทษ...ที่ผิดสัญญาต่อเจ้า และขอบคุณเจ้ามากที่เมตตา”

“ข้ารู้ความจริงข้อนั้นอยู่แล้ว...ว่าเจ้าไม่เคยรักข้า แต่ข้าก็ยังดึงดัน...” อิจิโกะหลุบตาลงด้วยความโศกเศร้าเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ใช่เด็ก ๆ ที่จะมัวเอาแต่ใจแล้ว “...ถือว่าหายกันนะ นาคิกิทสึเนะ?”

เด็กสาวยิ้มหวานจากใต้หน้ากาก ก่อนจะผงกหัวรับคำ

“ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว…” อิชิคิริมารุกระแอมเบา ๆ แล้วออกปากขึ้นเมื่อเห็นว่าทุกสิ่งคลี่คลายลงด้วยดี “อิจิโกะ พวกท่านพักที่ปราสาทซังโจอีกสักระยะ อยู่ร่วมงานวิวาห์ของมิคาสึกิด้วยเลยดีไหม?”

“เอ๋!” ว่าที่บ่าวสาวร้องออกมาพร้อมกัน ก่อนที่สึรุมารุจะเป็นฝ่ายถาม “เดี๋ยวสิ! นึกว่างานแต่งงานเลื่อนไปเสียอีก จัดการเรียบร้อยแล้วหรือ?”

ที่ปรึกษาแห่งซังโจกอดอกแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “มีเพียงชุดเจ้าสาวของเจ้าที่เปื้อนเปรอะ...กับอาการบาดเจ็บของมิคาสึกิเท่านั้นที่ทำให้กำหนดการต้องเลื่อนออกไป แต่การเตรียมงานทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว อย่าได้ห่วงไปเลย หากพวกเจ้าพร้อมเมื่อไร ก็จัดพิธีได้ทุกเมื่อ”

“เช่นนั้นจัดพรุ่งนี้เลยดีไหม!” ได้ยินเช่นนั้น ดวงตาจันทร์เสี้ยวเป็นประกายขึ้นมาทันทีก่อนเจ้าตัวจะต้องร้องโอดโอยเมื่อถูกกระเรียนสาวแสนรักฟาดไหล่เข้าให้

“เดี๋ยวเถอะเจ้า! อาการบาดเจ็บยังไม่หายเลยนะ!”

“แต่ข้าก็อยากแต่งงานกับเจ้าไว ๆ นี่นา…” มิคาสึกิทำเสียงอ่อยเพราะถูกดุ ขณะที่โคกิทสึเนะมารุซึ่งเพิ่งจะทำแผลเสร็จเรียบร้อยจงใจส่งเสียงให้เขาได้ยิน

“เอาแต่ใจไม่เปลี่ยนแบบนี้คงจะได้แต่งงานหรอก…”

“ท่านพี่ใจร้ายนัก!”

“หากไม่เป็นการรบกวนมากจนเกินไป...ข้ากับน้อง ๆ ก็ยินดีตอบรับคำเชิญ” อิจิโกะยิ้มบางพลางโค้งศีรษะลงเล็กน้อย “และหากมีสิ่งใดที่ข้าและคนจากอาวาตะงุจิสามารถช่วยเหลือได้ โปรดบอกกล่าวได้เสมอนะขอรับ”

“โอ้...สมกับเป็นสุภาพบุรุษแห่งอาวาตะงุจิ มีน้ำใจจริง ๆ นะ” อิชิคิริมารุหัวเราะร่วน “แต่พวกท่านเป็นแขก เชิญพักผ่อนตามสบายเถอะ น้อง ๆ ของท่านก็คงจะเหนื่อยมาก แล้วก็ไหน ๆ มีโอกาสมาต่างแคว้นทั้งที ไว้ข้าจะจัดคนให้พาท่องเที่ยวในซังโจดีไหม?”

“ถือเป็นพระคุณขอรับ...น้อง ๆ ก็คงอยากจะเปิดหูเปิดตาเช่นกัน” เจ้าชายหนุ่มค้อมตัวอย่างนอบน้อมก่อนจะขอตัวเพื่อไปดูแลเหล่าน้องชายน้องสาวที่กำลังคอยอยู่ เมื่อพ้นสายตา ที่ปรึกษาแห่งซังโจจึงหันกลับมาหาโคกิทสึเนะมารุ

“โคกิทสึเนะมารุ...เจ้ากับนาคิกิทสึเนะคิดเห็นเช่นไรเรื่องการวิวาห์ หากจะจัดพิธี ก็จะได้จัดพร้อมมิคาสึกิเสียเลย ดีหรือไม่?” ได้ยินคำถามเช่นนั้น ทั้งสองก็เหลียวไปมองหน้ากันและกัน

และเอ่ยตอบออกมาในจังหวะเดียวกันด้วยท่าทีไม่ได้นัดหมาย