บทที่ ๒๕
『本当の家族』
ครอบครัวที่แท้จริง
“สึ~ รุ~ จังง~!!”
เสียงหวานใสดังขึ้นพร้อมกับร่างบอบบางที่โผถลาเข้าสวมกอดสึรุมารุแน่น ทำเอาคนถูกกอดกระอักลมไปเล็กน้อยแต่ก็รีบยกแขนกอดตอบนางไว้ด้วยความคิดถึงไม่ต่างกัน
“ซาดะจัง! ไม่เจอกันนานเลย ตัวสูงขึ้นนะเนี่ย?” เอ่ยทักพลางลูบหัวเด็กสาวอ่อนวัยกว่า จนสาวน้อยไทโกะงาเนะ ซาดามุเนะต้องทำแก้มป่องพองลม
“สึรุจังล่ะก็ ข้าไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนา! ใกล้จะได้แต่งงานกับมิทจังแล้วด้วย!”
“เดี๋ยวเถอะซาดะจัง! อีกตั้งหลายปีนะ” ก่อนจะได้สร้างเรื่องน่าตกใจก็ถูกขัดด้วยเสียงของคนที่เพิ่งผูกม้าเสร็จและรีบสาวเท้าเดินตามมาข้างหลังเสียก่อน สึรุมารุหัวเราะร่า หันไปยิ้มทักทายสหายรัก
“มิทสึทาดะสบายดีหรือ! โอ๊ะ แล้วนั่น...” ดวงตาสีทองพลันเหลือบเห็นอีกคนที่เพิ่งลงจากหลังม้าพอดี “จะว่าไป...ข่าวลือนั่นเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า ที่ว่าโอคุริคาระแต่งงานใหม่กับ…?”
“อื้อ! เรื่องจริงสึรุจัง!” ไทโกะงาเนะชิงตอบเสียงใส ตัดหน้าคู่หมั้นที่กำลังอ้าปากไปอย่างเฉียดฉิว “แถมนางยังคลอดลูกแฝดแล้วด้วยนะ…”
“นี่ยิ่งผิดคาดไปใหญ่!?”
“ฮะฮะฮะฮะ เสียงดังเชียวนะสึรุ เพื่อน ๆ เจ้ามาถึงแล้วหรือ” เสียงหัวเราะทุ้มนุ่มดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้เจ้าของนามหันกลับไปหาก่อนจะยิ้มกว้างดีใจเมื่อเห็นสามีสุดที่รักยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับอิชิคิริมารุ
“เสร็จงานแล้วเหรอมิคาสึกิ! มาทักทายเพื่อน ๆ ข้าสิ” ร้องพลางโผไปกอดแขนจันทร์เสี้ยวแห่งซังโจแน่น โชคุไดคิริแย้มยิ้มอย่างสุภาพก่อนจะโค้งกายลงเล็กน้อย
“โชคุไดคิริ มิทสึทาดะ...แม่ทัพฝ่ายขวาแห่งแคว้นคุนิโยชิ ยินดีที่ได้พบขอรับ ส่วนทางนี้คือคู่หมั้นของข้า ไทโกะงาเนะ ซาดามุเนะ แห่งตระกูลซาดามุเนะ” ชายหนุ่มออกปากแนะนำพลางผายมือไปยังสาวน้อยข้างกายที่โค้งศีรษะทักทาย “แล้วก็อีกคนตรงนั้นคือแม่ทัพฝ่ายซ้าย...โอคุริคาระขอรับ”
โอคุริคาระไม่ได้เอ่ยทักทายหรือตอบรับอะไร เพียงแต่มองด้วยท่าทีนิ่งเฉย
“ยินดีที่ได้พบและยินดีต้อนรับทุกท่านสู่ปราสาทซังโจ อุตส่าห์เดินทางฝ่าหิมะมาเสียไกล เข้ามาพักผ่อนกันก่อนเถิด นาคิกิทสึเนะอยู่ที่ห้องด้านใน ให้สึรุมารุนำไป แล้วข้าจะให้คนจัดของว่างไปต้อนรับนะ” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจยิ้มละไมเอ่ยก่อนจะก้มลงจุมพิตเหนือเรือนผมสีพิสุทธิ์ของภรรยาแสนรักเบา ๆ “ดูแลเพื่อน ๆ เจ้าให้ดีล่ะ สึรุของข้า...ข้ายังมีงานคั่งค้างอีกเล็กน้อย ประเดี๋ยวจะตามไปนะคนดี”
“อื้อ!” กระเรียนขาวโฉมสะคราญยิ้มหวานตอบ แล้วหันไปชวนสหายจากแคว้นบ้านเก่าให้ตามเข้าไปด้านในโดยมีสายตาของคนเป็นสามีมองตามไปอย่างอ่อนโยน
หลังเสร็จพิธีวิวาห์ของมิคาสึกิกับสึรุมารุ ทุกชีวิตต่างหวนคืนสู่สภาวะปกติของตน โคกิทสึเนะมารุ นาคิกิทสึเนะและพวกพ้องกลุ่มโจรกลับไปใช้ชีวิตในป่าอินาริในฐานะอารักษ์ของแคว้น พี่น้องจากตระกูลอาวาตะงุจิก็กลับบ้านตน โดยไม่มีปัญหาคาใจใดต่อกันอีก ในขณะที่จันทร์เสี้ยวกับกระเรียนขาวเริ่มใช้ชีวิตฉันสามีภรรยาอย่างแท้จริงด้วยกัน
จากวันนั้น ห้วงฤดูกาลก็ผ่านผันมาจนถึงเหมันต์แล้ว การใช้ชีวิตในป่าช่วงนี้ค่อนข้างยากลำบากเพราะอาหารก็หายาก และอากาศยังหนาวเหน็บ ลำพังตัวโคกิทสึเนะมารุและพวกทมโบะกิริไม่มีปัญหาใด ๆ แต่นายท่านแห่งซังโจห่วงใยนาคิกิทสึเนะกับ ‘หลานชาย’ ตัวน้อยที่เพิ่งถือกำเนิดได้ไม่นานจึงชวนให้กลุ่มโจรแห่งป่าอินาริทุกคนเข้ามาพักในปราสาทจนกว่าลมหนาวจะผ่านไป
“นาคิ! ทุกคนมาแล้วนะ!” สึรุมารุเลื่อนเปิดประตูห้องพักของนาคิกิทสึเนะโดยไม่แม้แต่จะรอให้คนด้านในตั้งตัว จนโคกิทสึเนะมารุที่นอนออดอ้อนซุกตักเมียรักอยู่ถึงกับสะดุ้งหันมาหรี่มองตาขวาง “อะไรเจ้าหมา...ถึงเวลาข้าคุยกับนาคิบ้างสิ”
“จะเข้ามาก็ให้สุ้มให้เสียงก่อนไม่ได้หรือไงกัน” ปากว่าพลางแต่ก็ดันตัวลุกขึ้น โดยมีนาคิกิทสึเนะคอยช่วยจัดเส้นผมยาว ๆ ให้เข้าที่ กระเรียนขาวทำท่าทางลอยหน้าลอยตาไม่สนใจก่อนจะก้าวเข้ามานั่งข้างน้องสาว พวกโชคุไดคิริเดินก้าวตามเข้ามาเมื่อเห็นว่าการทะเลาะเสร็จสิ้นแล้ว
“ไม่ได้พบกันนานเลยนะ” พอเห็นคนคุ้นเคย ท่านหญิงน้อยก็แย้มยิ้มบางและโค้งหัวนิด ๆ เป็นการทักทาย
“ไม่ได้พบกันนานเลย ท่านหญิง...สบายดีนะขอรับ?” โชคุไดคิริเอ่ยยิ้ม ๆ พลางย่อกายนั่งลงแล้วยื่นห่อผ้าที่ถือติดมืออยู่ให้แก่นาง “นี่เป็นของขวัญจากนายท่าน แด่นายน้อยน่ะขอรับ”
“จากท่านพ่อหรือ?” นาคิกิทสึเนะเลิกคิ้ว แต่แววตาก็เป็นประกายเล็กน้อยยามรับห่อผ้านั้นมาเปิดพินิจดูภายใน เห็นเป็นกำไลข้อเท้าสำหรับเด็กทารก หล่อด้วยทองคำและสลักลวดลายอย่างวิจิตรบรรจง กระพรวนสีทองอันเล็กที่ห้อยประดับอยู่ส่งเสียงกรุ๋งกริ๋งยามขยับไปมา “สวยจัง…”
“นายท่านว่า...มันเคยเป็นของท่านหญิงมาก่อน” แม่ทัพหนุ่มเสริม ขณะเด็กสาวกะพริบดวงตาเรียวสีทองปริบ ก้มมองของในมือตนอีกครั้ง โดยมีโคกิทสึเนะมารุชะโงกหน้ามาซบอิงไหล่นางดูด้วย
ปลายนิ้วเล็กขยับลูบไปตามร่องรอยสลักอย่างแผ่วเบา นางไม่มีทางจำมันได้เพราะตอนนั้นคงยังเล็กมาก หากแต่เมื่อรู้ว่าเคยเป็นของตนมาก่อน ก็อดจะรู้สึกหวนหาขึ้นมามิได้ ริมฝีปากบางได้รูปคลี่ออกเป็นรอยยิ้ม เสียงหวานพึมพำเอ่ย “ขอบคุณมากนะ…”
“ว่าไป ตาหนูหลับอยู่หรือเปล่านี่?” สึรุมารุถาม เริ่มขยับตัวยุกยิกคล้ายอยากจะเล่นกับหลานตัวน้อยแล้ว
“หลับไปพักใหญ่แล้ว...น่าจะตื่นแล้วล่ะ” นาคิกิทสึเนะผงกหัวพลางฝากกำไลในมือไว้กับสามี ลุกไปยังเปลเด็กที่แยกไว้ในส่วนห้องนอนก่อนจะประคองห่อผ้าสีขาวหนาขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ทั้งสึรุมารุ ไทโกะงาเนะ รวมถึงโชคุไดคิริต่างก็ตาเป็นประกาย ตื่นเต้นที่จะได้เห็นเด็กน้อย
“ชื่ออะไรหรือ!” ไทโกะงาเนะร้องถามเสียงใส
“โทโมเอะน่ะ” เด็กสาวผู้เป็นมารดาตอบเสียงหวานพลางค่อย ๆ นั่งลง คลายขอบผ้าที่ปกปิดศีรษะซึ่งปกคลุมด้วยเส้นผมสีเงินออกให้หนูน้อยที่กำลังส่งเสียงอ้อแอ้เป็นสัญญาณว่าตื่นอยู่ได้พบผู้คนที่แวดล้อม ดวงตาสีทองเหมือนนาคิกิทสึเนะฉายประกายกลมแป๋ว ริมฝีปากขยับยิ้มกว้างจนเห็นเหงือกสีชมพู มืออ้วนป้อมเอื้อมมาหาคนที่ชะโงกหน้าดูอยู่อย่างไม่มีท่าทีหวาดกลัว
“ดูคล้ายท่านนะขอรับ…ท่านหญิง” โชคุไดคิริเอ่ยกับท่านหญิงน้อยซึ่งก้มหน้าเขินอาย ขณะสึรุมารุอุ้มหลานชายตัวน้อยไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงอย่างหมั่นเขี้ยวจนโคกิทสึเนะมารุต้องขยี้นางผมเตือนให้เบาแรง ขณะไทโกะงาเนะตื่นเต้นขออุ้มด้วยคน
“โอ้...โทโมเอะตื่นแล้วหรือ?” มิคาสึกิที่เปิดประตูเข้ามาในห้องเอ่ยทักทายทั้งรอยยิ้ม ทำให้สึรุมารุยอมผละจากการตบตีกับโคกิทสึเนะมารุโผไปหาได้
“มิกะ! เจ้าหมาดุข้าอีกแล้ว!” เสียงใสร้องฟ้องพลางกอดแขนสามีสุดที่รัก แลบลิ้นใส่อดีตขุนพลแห่งซังโจที่แยกเขี้ยวแง่ง จันทร์เสี้ยวหัวเราะน้อย ๆ ยกมือขึ้นลูบผมยาวสลวยของภรรยาสาวอย่างอ่อนโยน
“โอ๋นะเจ้า สึรุของข้า…ไปกวนโทโมเอะล่ะสิถึงได้โดนดุน่ะ หืม?” ว่าพลางโอบไหล่บางนั่งลงข้าง ๆ แล้วเอื้อมมือไปคลอเคลียเล่นกับหลานชายตัวน้อยที่ไทโกะงาเนะอุ้มอยู่
“จะว่าไป...สึรุจังไม่มีลูกบ้างหรือ?” เด็กสาวอ่อนวัยสุดหันไปถามหลังประคองโทโมเอะน้อยส่งคืนให้มารดาแล้ว ฝ่ายถูกถามเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะยิ้มบาง ๆ
“ท่านหมอว่า...ข้าคงมีลูกไม่ได้น่ะ” มิคาสึกิหลุบสายตาลงมองภรรยาสาวด้วยความเป็นห่วง แต่ครั้นเห็นแววตานางยังสดใสก็พาให้นึกโล่งอก
แม้เคยคาดไว้แล้วเพราะนางไม่มีวี่แววจะตั้งครรภ์เสียทีแม้จะนอนร่วมฟูกกันมาหลายเดือน ทว่าวันที่ทราบจากแพทย์ประจำตระกูลซังโจว่าสึรุมารุคงไม่สามารถมีลูกได้จริง ทั้งเขาและนางต่างก็หัวใจสลายไม่ต่างกัน แต่กระเรียนขาวก็เข้มแข็งมากเกินกว่าจะซึมเซากับเรื่องเพียงเท่านี้ นางยังคงมองโลกในแง่ดี ยิ้มบอกเขาว่า
‘ถึงจะไม่มีลูก แต่ได้อยู่กับมิคาสึกิก็พอแล้ว!’
ยามนึกถึงเรื่องคราวนั้น มือใหญ่ของจันทร์เสี้ยวผู้งดงามก็เผลอกระชับร่างบอบบางที่แนบชิดไว้แน่น ก่อนจะสัมผัสได้ถึงความอ่อนนุ่มของฝ่ามือที่วางทาบลงมาบนมือของเขา ยามก้มลงมอง จึงได้เห็นริมฝีปากสีกลีบซากุระที่คลี่เป็นรอยยิ้มละไม ทำให้เขาก็อดที่จะยิ้มตอบไม่ได้
“อย่างไรเสีย...ซังโจก็มีโทโมเอะเป็นผู้สืบสกุลแล้วนี่นะ ไม่เป็นไรหรอก” ปลายนิ้วเกลี่ยเส้นผมสีขาวราวเกล็ดหิมะอย่างอ่อนโยน พลางกดจุมพิตลงเหนือกระหม่อมนางด้วยความรัก “สำหรับข้า...ได้อยู่กับสึรุมารุก็เพียงพอแล้ว”
“หวาา! น่ารักจัง! นี่มิทจัง พวกเราเอาแบบนี้บ้างไหม? อยู่กันสองคนไม่ต้องมีลูกหรอก” ไทโกะงาเนะร้องเสียงใส โผกอดคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ จนเซเกือบล้ม
“ซาดะจัง...เดี๋ยวเถอะ อย่าเสียมารยาทสิ” โชคุไดคิริเอ่ยดุทั้งรอยยิ้มลำบากใจพลางประคองนางให้ลุกขึ้นดี ๆ “อีกอย่างข้าก็อยากมีลูกไว้สืบทอดตระกูลนะ”
“บู้ว! ไว้ขอลูกคาระจังมาเลี้ยงสักคนก็ได้” พอเด็กสาวพูดหยอกเช่นนั้นโอคุริคาระก็หันกลับมามองด้วยแววตาถมึงทึงจนคนพูดต้องรีบมุดแอบหลังคู่หมั้นหนุ่มทันที ท่ามกลางเสียงหัวเราะของทุกคนในบริเวณ
นิคคาริเข้ามาเชิญแขกไปยังห้องพักเมื่อคุยกันไปได้พักใหญ่ แม้จะยังมีท่าทีอยากอยู่ร่วมวงสนทนาต่อ แต่ไทโกะงาเนะก็ยอมเชื่อฟังโชคุไดคิริว่าให้ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า พักผ่อนร่างกายที่เพิ่งผ่านการเดินทางมาเสียก่อน ส่วนโอคุริคาระเต็มใจลุกไปแทบจะทันทีเพราะเหนื่อยล้าเต็มทนแล้ว
เมื่อกลับมาอยู่กันลำพังสี่คนอีกครั้ง บรรยากาศในห้องก็เงียบลงไปชั่วขณะ มิคาสึกิและโคกิทสึเนะมารุต่างโอบกอดภรรยาผู้เป็นที่รักไว้แนบกาย ทอดสายตามองเกล็ดหิมะที่โปรยลงนอกชานเรือน ไม่มีใครพูดอะไรออกมา
“ข้า...คิดว่าตัวเองโชคดีเหลือเกินที่ได้พบพวกเจ้า”
เสียงหวานนุ่มของสึรุมารุดังขึ้นทำลายความสงัดลง เรียกให้ทุกคนหันไปมอง ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มน้อย นางเอนศีรษะอิงไหล่สามี มือเรียวทาบวางบนหน้าขาของเขาอย่างแผ่วเบา
“ข้าสูญเสียครอบครัวไปแต่ยังเล็ก เผชิญอะไรต่อมิอะไรตามลำพังมามากนัก...เกือบสูญสิ้นศรัทธาในทุกสิ่ง แต่การได้พบ ได้อยู่ร่วมกับพวกเจ้า ก็ทำให้ข้ารู้สึกเหมือนกลับมามีครอบครัวอีกครั้ง” ดวงตาสีทองกลมเลื่อนสบกับอีกสามคนที่ยิ้มตอบกลับมา
“ข้าก็ด้วย…” นาคิกิทสึเนะเอ่ยเสียงแผ่ว ก้มมองลูกน้อยที่อุ้มอยู่ในอ้อมแขน “ดีใจ...ที่ได้มีครอบครัวที่มีพวกเจ้าอยู่ด้วยกันทุกคน”
“นาคิ...เจ้านี่นะ” โคกิทสึเนะมารุหัวเราะในลำคอ กอดกระชับเอวเพรียวบางของเมียรักไว้แน่นแล้วกดจุมพิตลงข้างแก้มนาง “ขอบคุณนะ...ที่เจ้าไม่รังเกียจข้าเมื่อตอนนั้น แม้ข้าจะทำเรื่องไม่ดีลงไปกับเจ้าก็ตามที ขอบคุณที่ยอมอยู่กับข้า”
“พูดอะไรไม่สมเป็นท่านพี่เลย ฮะฮะฮะฮะ” มิคาสึกิหัวเราะหยอกล้อจนพี่ชายต้องหันมาถลึงตาใส่ ทว่าไม่อยู่ในความสนใจของคนช่างล้อที่ก้มลงโอบกระชับร่างขาวปลอดไว้ กดปลายจมูกลงเหนือเรือนผมกรุ่นหอม “เจ้าเติมเต็มใจที่กลวงเปล่าของข้า...และพวกเจ้าก็เติมสีสันให้ชีวิตแสนจืดชืดของข้ากลับมาสดใสอีกครา”
ทั้งจันทร์เสี้ยว กระเรียนขาว และสองจิ้งจอกต่างหันสบสายตาซึ่งกันและกัน คลี่รอยยิ้มออกมาเมื่อรับรู้ได้ถึงความคิดที่มิได้ต่างกันเลยแม้สักนิด
ผู้ครองแคว้น...สาวงาม...ธิดาน้อย...จอมโจร
ต่างคนต่างก้าวเดินมาบนเส้นทางที่แตกต่าง ค่อย ๆ จรดมาบรรจบและผสานรวมหลอมไปด้วยกันอย่างไม่รู้ตัว
หัวใจที่เคยพานพบ พรากห่าง หวนคืนกลับมาเป็นหนึ่งเดียวกัน
ตามการชักนำของเส้นด้ายแห่งโชคชะตา
จากชีวิตที่เป็นเส้นขนาน...กลับกลายมาเป็น “ครอบครัวที่แท้จริง” ของกันและกัน
เติมเต็มซึ่งกันและกัน ให้สี่หัวใจอ้างว้างล้นปรี่ด้วยความสุขสันต์อีกครา
ตลอดกาล...