Title : ผ้าพันแผล
Paring : อิจิโกะ ฮิโตฟุริ x ยะเก็น โทชิโร่ (FEM)
Rate : ทั่วไป
Note : Side Story * จันทร์เสี้ยว・กระเรียนขาว・สองจิ้งจอก
“แล้วก็นะ...อุราชิมะคุงก็...ยะเก็น ยะเก็นฟังข้าอยู่รึเปล่า!”
“หืม? อื้ม...ฟังอยู่”
ยะเก็นเงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียกพลางมองมิดาเระที่มุ่ยหน้าทำแก้มป่องอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ตอนนี้ในห้องนอนของบุตรีตระกูลอาวาตะงุจิมีตะเกียงถูกจุดตั้งให้ความสว่างไว้หน่อย ๆ มิดาเระนั่งแปรงผมอยู่หน้ากระจก โฮเนบามิ โทชิโร่กำลังนอนอ่านหนังสืออยู่ใต้ผ้าห่มในฟูกของนาง ในขณะที่ยะเก็นนั่งเหม่อลอย
“เหม่ออะไรของเจ้า! ไม่ได้ฟังที่ข้าพูดเลยใช่ไหมม!” มิดาเระทำเสียงใสงอแงแกล้งโวยวายเช่นทุกคราที่ไม่ได้ดั่งใจ ซึ่งยะเก็นทำได้เพียงแค่ยิ้มแหย ๆ ตอบรับเพราะไม่มีคำใดปฏิเสธได้เลย
“ข้าขอโทษ…” เด็กสาวเอ่ยเสียงเบา
“มัวแต่คิดอะไรอยู่กันแน่ หืมม? ช่วงนี้เจ้าเหม่อลอยตลอดเลยนะ” มิดาเระวางแปรงลงแล้วขยับเข้ามานั่งตรงหน้ายะเก็นที่จับผมสีดำยาวประบ่าของตนม้วนเล่นหลบสายตา
“ข้าแค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ…”
“เรื่องท่านพี่หรือ?” เสียงเรียบเย็นของโฮเนบามิดังขึ้นทำเอายะเก็นสะดุ้งเฮือก มิดาเระเบิกตาละจากพี่สาวคนโตหันมามองทันที
“ยะเก็น...คิดอะไรเรื่องพี่อิจิเหรอ! บอกข้าได้ไหม? พี่อิจิมีอะไรน่าเป็นห่วง ทำไมข้าไม่สังเกตเลย” เด็กสาวถามรัวเร็ว อีกอาทิตย์เดียวก็จะถึงงานแต่งงานแล้ว ว่าที่เจ้าบ่าวอย่างพี่อิจิอารมณ์ดีกว่าปกติด้วยซ้ำ ทำไมยะเก็นจึงคิดเป็นห่วงอะไรพี่ชายใหญ่ของตระกูล โฮเนบามิลอบถอนใจอย่างเสียมิได้เมื่อดูเหมือนน้องสาวจะไม่เข้าใจยะเก็นเอาเสียเลย ทั้งที่ตัวนางเองก็ตกในห้วงรักเช่นกันแท้ ๆ…
“เรื่องท่านพี่จะแต่งงานสินะ” พี่สาวคนโตเอ่ยต่อโดยไม่ได้ละสายตาจากหนังสือในมือเลย ยะเก็นสะดุ้งหน้าแดงก่ำขึ้นทันที พยายามส่งสายตาปรามเชิงขอร้องให้โฮเนบามิช่วยหยุดก่อนที่มิดาเระจะรู้ แต่อีกฝ่ายไม่สนใจจะหันมา
“โธ่...ชุดสวย ๆ ไว้ร่วมงานก็มีแล้ว ไม่ต้องห่วงนะยะเก็น ข้าจะช่วยแต่งตัวเอง” มิดาเระหัวเราะคิก ๆ บางทียะเก็นก็แอบพาลเหนื่อยใจกับความใสซื่อไม่คิดอะไรของน้องสาวเสียจริง แต่ครั้งนี้อาจเป็นโชคดีของนางกระมัง
“ข้าไม่ได้ห่วงเรื่องนั้น…” แล้วจะหลุดปากไปทำไม! ดูเหมือนความระอาใจจะมีพลังมากกว่าความโล่งอก ยะเก็นนึกอยากตีปากตัวเองจริง ๆ ที่เผลอพูดอะไรแบบนั้นออกไป มิดาเระกะพริบตาปริบ ๆ สงสัย ขณะที่โฮเนบามิละสายตาจากหนังสือแล้วหันหน้ามามองคล้ายจะรอคำยืนยันความคิดของนาง เห็นดังนั้นยะเก็นก็อับจนหนทาง เด็กสาวถอนหายใจช้า ๆ แล้วหลุบตาลง
“ข้า...ไม่อยากให้พี่อิจิแต่งงาน”
“เอ๋!? ทำไมล่ะ! พี่อิจิกำลังจะแต่งงานกับคนที่พี่อิจิรักไง! กำลังจะได้มีความสุขแล้วนะ!” มิดาเระร้อง นางออกจะคิดว่าพี่อิจิกับองค์หญิงนาคิกิทสึเนะแห่งแคว้นคุนิโยชิสมกันจะตาย มีตรงไหนที่ยะเก็นไม่ชอบใจกัน โฮเนบามิทอดสายตามองน้องสาวคนรองที่เม้มปากแน่นด้วยความเป็นห่วงลึก ๆ หากแต่นางรู้ดีว่ายิ่งยะเก็นไม่พูดออกมา คงยิ่งคับอกไปใหญ่เป็นแน่
“ขะ...ข้าไม่อยากให้พี่อิจิแต่งงาน มิดาเระ ข้า...ข้ารักพี่อิจิ”
เสียงในประโยคหลังแผ่วเบาราวกระซิบ ราวกับจะถูกพัดหายไปได้ในสายลมเอื่อยที่ลอดผ่านใต้ประตูเข้ามา มิดาเระนั่งนิ่งอึ้ง ก้อนประหลาดจุกในลำคอ มองดูยะเก็นด้วยความตกตะลึง แม้ใสซื่อเพียงใด ทว่านางกลับเข้าใจโดยมิต้องตีความว่าในคำว่า ‘รัก’ ที่ยะเก็นเปล่งออกมานั้น มีความหมายเช่นใดแอบซ่อนอยู่
หาใช่ ‘รัก’ ในความหมายของพี่น้องอย่างที่มันสมควรเป็น...แต่เป็นคำว่า ‘รัก’ แบบเดียวกับที่นางใช้บอกอุราชิมะ คนรักของนาง มิดาเระรู้ดี
โฮเนบามิหลุบสายตาลง เท่านี้นางก็ได้รับการยืนยันความสงสัยทั้งหมดแล้ว…
ยะเก็น ‘รัก’ ท่านพี่ผู้ที่กำลังจะแต่งงานในเร็ววัน และนั่นทำให้น้องสาวเป็นทุกข์อยู่เช่นนี้ พี่น้องโทชิโร่แทบทุกคนมองออก คงเว้นก็แต่พี่อิจิที่มีความสุขมากเกินกว่าจะสังเกตเห็นแววตาเศร้าสร้อยของยะเก็น
“แต่มันไม่มีความหมายอะไรหรอก...พี่อิจิกำลังจะแต่งงาน ฮะ ๆ ...ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้”
“ยะเก็นคนบ้า!” มิดาเระร้องลั่นก่อนจะโผเข้ากอดพี่สาวคนรองไว้แน่นทันที ยะเก็นเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เหลือบมองคนที่อยู่ในอ้อมกอดอย่างงุนงง เมื่อรู้สึกได้ว่ามิดาเระตัวสั่นนิด ๆ
“มิดาเระ...ทำไม?”
“บ้าที่สุด ทำไมถึงเก็บเอาไว้คนเดียวตลอดมาล่ะ! พวกเราเป็นพี่น้องกันนะ! แล้วก็เป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ!?” เด็กสาวเอ่ยเสียงเครือ กระชับกอดยะเก็นไว้แน่นไม่ยอมปล่อย จนพี่สาวต้องลูบหลังปลอบเบา ๆ
“ข้าจะบอกออกไปได้อย่างไร...มิดาเระ ว่าข้าหลงรักพี่ชายของตัวเองน่ะ” เสียงนุ่ม ๆ ของยะเก็นเต็มไปด้วยความขมขื่น นางไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ปล่อยให้ตัวเองใจเต้นกับความอ่อนโยนของท่านพี่ มันเป็นเรื่องไม่สมควรเอามาก ๆ แม้จะคนละแม่ แต่ยังไงก็ยังพ่อเดียวกัน...เป็นพี่น้องกัน
“ยะเก็น...ข้าไม่เคยสังเกตเลย ขอโทษนะ” มิดาเระผละตัวนิด ๆ ลูบแก้มยะเก็นด้วยสีหน้ารู้สึกผิดปนเห็นใจ พี่สาวส่ายหน้าไปมาช้า ๆ กุมมือของนางไว้อย่างแผ่วเบา
“ไม่ใช่ความผิดของใครหรอกมิดาเระ นอกจากของข้าเองที่ไม่รู้จักยับยั้งช่างใจจนมีความรู้สึกมากขนาดนี้” ยะเก็นยิ้มบาง ๆ “อย่าบอกใครนะ โดยเฉพาะพี่อิจิ ข้ายอมตายไปพร้อมความลับนี้ แต่พี่อิจิกำลังจะแต่งงาน...ข้าไม่อยากให้พี่อิจิต้องมากังวลเรื่องข้า”
“ยะเก็น…” แววตาของมิดาเระสั่นระริก ขณะที่โฮเนบามิเลิกคิ้วแล้วลุกขึ้นไปทางประตู
“เห็นที...คงไม่ทันเสียแล้ว” เอ่ยเบาพลางดึงเลื่อนประตูเปิดจนเกิดเสียงร้องดังขึ้นพร้อมกับร่างของเหล่าหนุ่มน้อยตระกูลโทชิโร่ที่ล้มโครมครามกันลงมากองอยู่กับพื้นห้อง โฮเนบามิถอนหายใจ มองพี่ชายฝาแฝดของตน “ท่านพี่...นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
“อา...ฮะ ๆ ขอโทษทีนะ” นามาซึโอะ โทชิโร่ บุตรคนรองจากพี่ใหญ่อิจิโกะที่โดนทับอยู่ใต้ร่างบรรดาน้องชายเงยหน้าขึ้นยิ้มแหยให้กับแฝดสาวผู้น้อง
“อ๋าาา! พวกเจ้า! กล้าดียังไงมาแอบฟังผู้หญิงคุยกัน เสียมารยาทนะยะ!” มิดาเระลุกยืนเท้าสะเอวแหวใส่เหล่าพี่น้องต่างมารดาของตนทันที
“ก็พวกข้าเป็นห่วงยะเก็นนี่!” อัตสึชิ โทชิโร่เงยหน้าขึ้นเถียง ยะเก็นขมวดคิ้วมองพี่ชายแท้ ๆ ของตน
“พี่อัตสึ...ข้าไม่ได้เป็นอะไร…”
“เลิกเฉไฉเถอะน่า...คิดว่าพวกข้าไม่รู้รึไง? เพิ่งจะได้คำตอบก็เมื่อกี้ล่ะ” อัตสึชิว่าพลางช่วยดึงน้อง ๆ ลุกขึ้นนั่งด้วย อาคิตะกับโกโคไทน้องเล็กโผเข้ากอดยะเก็นแล้วส่งเสียงกระจองอแง แม้จะยังเยาว์วัยจนไม่รู้อะไร แต่ก็เหมือนจะเข้าใจได้โดยสัญชาตญาณว่าพี่สาวกำลังลำบาก
“สังเกตกันมานานแล้วเหมือนกันว่ายะเก็นดูเศร้า ๆ ไปช่วงนี้...ถึงพอรู้ความจริงจะตกใจกันไม่น้อยก็เถอะ” นามาซึโอะขยับตัวนั่งขัดสมาธิบนเสื่อทาทามิหลังน้อง ๆ ที่ทับอยู่ลุกออกไปหมดแล้ว พลางส่งรอยยิ้มปลอบโยนให้กับยะเก็นที่กำลังลูบหัวปลอบอาคิตะกับโกโคไทอยู่
“ทุกคนรู้หมดหรือ…” เด็กสาวเลิกคิ้ว แอบนึกเสียหน้าเพราะเผลอแสดงความรู้สึกมากเกินไปจนถูกพี่น้องจับได้
“รู้ว่าเจ้าไม่สบายใจ แต่ไม่รู้หรอกว่าเป็นเรื่องแบบนี้” อัตสึชิเอ่ยพลางเกาหัวน้อย ๆ ไม่กล้าสบตากับน้องสาวร่วมครรภ์มารดา “เจ้า...ชอบพี่อิจิจริง ๆ หรือ?”
ยะเก็นมุ่ยหน้าเหมือนจะตอบกลับว่า ‘ถ้าไม่จริง ข้าจะนั่งกังวลอยู่เช่นนี้หรือ’ พลางก้มลงซุกน้องชายตัวน้อยทั้งสองที่กอดอยู่ ทำให้พี่น้องทุกคนต้องหรี่ตามองคนพูดไม่คิดที่สะดุ้งเฮือกก่อนจะทำปากขมุบขมิบว่าขอโทษทันที
“เอาล่ะ!” มิดาเระร้องขึ้น “เราจะปล่อยให้ยะเก็นไม่มีความสุขแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ! อีกตั้งหลายวันกว่าจะถึงงานแต่งงาน อย่างน้อยต้องทำให้ยะเก็นได้ใกล้ชิดกับพี่อิจิมากกว่านี้!”
“อะไรนะ! ทำแบบนั้นไม่ได้!” ยะเก็นหน้าซีดรีบค้านทันที น้องสาวทรุดกายนั่งลง จับมือทั้งสองข้างของยะเก็นเอาไว้พลางยิ้มบาง ๆ
“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ต้องการ ยะเก็น...เจ้ากำลังจะเสียพี่อิจิไปตลอดกาล และการทำแบบนี้คงเหมือนยิ่งให้ความหวังใช่ไหม? แต่ว่านะ...ข้ากลับมองว่ามันเป็นการตักตวงความสุขให้มากที่สุดในตอนที่พี่อิจิยังไม่มีใคร มันไม่ผิดเสียหน่อยนะ”
“แต่ว่า…” ยะเก็นลังเล
“เจ้าเป็นน้องสาวของพี่อิจิ...ใกล้ชิดในฐานะพี่น้องจะเป็นไรไปเล่า” นามาซึโอะเอ่ยยิ้ม ๆ พลางเอื้อมมือมาลูบหัวยะเก็นเบา ๆ “ใช้เวลากับพี่อิจิตามลำพังให้มากกว่าเดิม เพราะเมื่อพี่อิจิแต่งงานแล้ว พวกเราไม่ว่าคนไหน ๆ ก็คงไม่มีโอกาสนั้นอีก”
พี่น้องทุกคนหลุบตาลงยามได้ยินเช่นนั้น...ไม่มีใครคิดโต้เถียงได้ พี่อิจิแต่งงานเมื่อไร คงต้องยกเวลาให้กับภรรยา ยิ่งมีลูกคงให้ความสนใจพวกน้อง ๆ เช่นตนได้น้อยลงอีก บางทีนี่คงเป็นโอกาสสุดท้ายจริง ๆ ไม่ใช่แค่สำหรับยะเก็น
แต่สำหรับพี่น้องโทชิโร่ทุก ๆ คน…
-
“พี่อิจิกลับมาแล้วว!”
ยะเก็นนั่งอ่านกลอนอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวที่ได้รับมาเป็นพิเศษตอนได้ยินน้อง ๆ ตะโกนบอก เพราะนิสัยชอบศึกษาอะไรหลาย ๆ อย่าง หนังสือ เอกสารและข้าวของเครื่องใช้ที่สรรหาได้มาจึงมากมายไปหมด พี่อิจิเห็นใจไม่อยากให้ไปปะปนกับของคนอื่นจึงยกห้องนี้ให้กับนาง
เด็กสาวละสายตาจากอักษรพู่กันบนกระดาษ ลุกออกจากห้องเดินไปหน้าเรือนแล้วแอบมองจากหลังประตู เห็นพี่อิจิที่กำลังลงจากม้า รับกอดอาคิตะและโกโคไทน้องเล็ก ทักทายคู่แฝดมาเอดะและฮิราโนะ ฟังคำบอกเล่าวีรกรรมจากโกโต ชินาโนะและฮากาตะ ก่อนจะกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างกับมิดาเระแล้วหัวเราะคิกคักกัน ในฐานะพี่ชายคนโตของน้อง ๆ ทั้งสิบสองคน พี่อิจิช่างสมบูรณ์แบบจริง ๆ
ยะเก็นถอนหายใจขณะหมุนตัวเดินกลับห้อง นางยังไม่กล้าพอที่จะเดินเข้าไปหาพี่อิจิเช่นน้อง ๆ คนอื่น จิตใจนางยังไม่สงบดีนัก...และอ่อนแรงเหลือเกิน
พี่น้อง...พี่น้อง...พี่น้อง…
ยะเก็นพยายามท่องย้ำคำนี้ในใจทุกครั้งที่เห็นหน้าพี่อิจิ ย้ำเตือนให้รู้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ นางทำได้แค่ยิ้มและหัวเราะไปกับพี่น้องทุกคนเท่านั้น แม้โดยทั่วไปแล้ว พี่อิจิจะปฏิบัติกับน้อง ๆ ทุกคนอย่างเท่าเทียม แต่บางคราวยะเก็นก็อดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่านางเป็นคนโปรดของพี่ชาย เพราะนิสัยชอบดูแล มีความเป็นผู้ใหญ่กว่าพี่ ๆ น้อง ๆ จึงแบ่งเบาภาระพี่อิจิได้ไม่น้อย
ยะเก็นชอบ...ยามถูกพี่อิจิลูบหัว ยิ้มอย่างอ่อนโยนและบอกกับนางว่า ‘เก่งมาก ยะเก็น’ ด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลที่สุด พลันนั้นยะเก็นก็จะหน้าแดงซ่าน ใจเต้นเร็วจนต้องรีบวิ่งหนี
แต่มาตอนนี้ไม่ใช่แบบนั้นแล้ว...ยะเก็นพยายามกันตัวเองให้ออกห่างพี่อิจิให้มากที่สุด เพราะยิ่งใกล้ชิดมากเท่าไหร่ หัวใจของนางก็ยิ่งเจ็บปวดและถลำลึกมากขึ้นเท่านั้น นางจะต้องหยุด ก่อนที่อะไร ๆ จะเลยเถิดจนเป็นการทำร้ายตัวเองหนักกว่าเดิม และตั้งใจมั่นไว้แล้วว่าจะไม่ยอมเข้าร่วมแผนการของมิดาเระอย่างเด็ดขาด
มันไม่มีเหตุผลเลย...เด็กสาวทรุดตัวนั่งลงในห้องทำงาน หยิบกลอนที่ทิ้งค้างเอาไว้มาอ่านต่อเพื่อรวบรวมความคิดที่กระจัดกระจายให้เข้าที่เสียที
ทำไมจะต้องเข้าใกล้ชิดพี่อิจิ และปล่อยให้ตัวเองทรมานมากกว่าเดิมด้วย สำหรับพี่น้องคนอื่นน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ยะเก็นที่มีความรู้สึกดี ๆ ให้พี่ชายไม่อยากจะเจ็บปวดมากไปกว่านี้อีกแล้ว
“ข้ารักท่านถึงเพียงเท่านี้ แต่ก็ไม่อาจกล่าวออกมาได้ ต้นหญ้าซาชิโมะแห่งภูเขาอิบุกิ ท่านคงจะไม่ตระหนักว่า ไฟรักได้แผดเผาใจข้าถึงเพียงเท่านั้น (かくとだに えやはいぶきの さしも草 さしも知らじな もゆる思ひを)*...ของฟุจิวาระ โนะ ซาเนกาตะงั้นหรือ?”
เสียงทุ้มนุ่มนวลที่ดังขึ้นในระยะแนบชิดทำเอาเด็กสาวสะดุ้งเฮือกจนสุดตัว พลอยทำคนด้านหลังตกใจไปด้วย ยะเก็นรวบปิดกลอนที่อ่านอยู่ หันใบหน้าซีด ๆ ไปหาคนที่ลอบเข้ามาโดยไม่รู้ตัว
“พะ พี่!?”
อิจิโกะ ฮิโตฟุริแห่งแคว้นอาวาตะงุจิที่หายจากอาการตกใจหัวเราะน้อย ๆ แล้วเอื้อมมือมาหยิบหนังสือกลอนที่อยู่บนโต๊ะมาดู “เดี๋ยวนี้อ่านกลอนด้วยเหรอ? ยะเก็นนี่เก่งรอบด้านจริง ๆ นะ...พี่ยอมเลย”
“อย่ามาไม่ให้สุ้มให้เสียงสิ…” ยะเก็นหน้าแดงเรื่อ ส่งสายตาค้อนน้อย ๆ แล้วฉวยหนังสือของตนคืนมากอดไว้ไม่ให้โดนแย่งไปอีก โดยมีอิจิโกะยิ้มอย่างอ่อนโยนมองนางเหมือนเช่นทุกที “ข้า...ยังไม่เคยศึกษากลอน ก็เลยอยากจะลองเริ่มดูบ้างเท่านั้นเองล่ะ…”
“เก่งจังเลยนะ...เล่นกีฬาก็เก่ง เล่นการละเล่นอะไรก็เก่ง ถนัดวิชาการแพทย์ ไหนจะด้านศิลปะอีก บางทีพี่ก็อิจฉายะเก็นจริง ๆ นะ ที่ทำอะไรได้มากมายขนาดนี้” พี่ชายคนโตแย้มยิ้มบางพลางลูบหัวน้องสาวเป็นคำชม ดวงตากลมโตของเด็กสาวเหลือบขึ้นมองก่อนจะหลุบลงนิด ๆ
“พี่อิจิก็เก่งออกมิใช่หรือ...การรบ การวางแผนอะไรแบบนั้นที่ข้าทำไม่เป็น”
อิจิโกะยิ้มบาง ๆ เมื่อได้ยินแบบนั้น “ไม่ได้ตั้งใจจะเก่งด้านนี้หรอก...เพียงแต่จำต้องเก่งเพื่อที่จะได้ไม่มีผู้ใดมากดขี่รังแกแคว้นและน้อง ๆ อันเป็นที่รักของพี่ได้น่ะ”
ยะเก็นเลิกคิ้วเมื่อได้ยินแบบนั้น มือเล็กวางหนังสือกลอนลงบนโต๊ะแล้วขยับตัวหันมาหาพี่ชายด้วยสีหน้าจริงจัง
“พี่อิจิ...ขอข้า...เปลี่ยนชุดให้ได้ไหม?”
“หืม...เอาสิ พี่ก็ว่าจะขอให้ยะเก็นช่วยอยู่พอดีเลยล่ะ” อิจิโกะกะพริบตาปริบก่อนจะยิ้มบางและพยักหน้า ร่างสูงโปร่งขยับลุกขึ้นยืนพร้อมกับเอื้อมมือไปช่วยดึงน้องสาวให้ลุกตามด้วย
ยะเก็นลอบผ่อนลมหายใจอย่างช้า ๆ บอกหัวใจที่กำลังเต้นรัวให้กลับเป็นปกติเสียที มือเล็ก ๆ เรียวบางจับกระชับมืออบอุ่นของพี่ชายคนโตเอาไว้แน่น ขณะที่เดินตามไปที่ห้องพักของพี่อิจิที่อยู่ในเรือนด้านใน
“ห้องทำงานของยะเก็นน่ะ…” เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นทำให้เด็กสาวสะดุ้งเงยหน้าขึ้นมอง “ตำรับตำรามันเยอะเสียจนล้น ต้องเอามาวางบนพื้นแล้วมิใช่หรือ? ทำไมไม่บอกพี่ล่ะ จะได้หาตู้ใหม่มาให้”
“ไม่รบกวนหรอก...วางแบบนั้นข้าก็หาของเจอนะ ช่วงนี้พี่อิจิกำลังยุ่งนี่นา ไหนจะเรื่องแต่งงาน ไหนจะเรื่องดูแลพวกหัวเมือง” ยะเก็นส่ายหน้าเมื่อพี่ชายหันกลับมามองแล้วยิ้มน้อย ๆ
“ไม่ได้ยุ่งขนาดจะปลีกเวลามาให้น้อง ๆ ไม่ได้เสียหน่อย…เอาเป็นว่าเดี๋ยวพี่ให้คนหาตู้มาให้เพิ่มอีกแล้วกันนะ เกิดน้อง ๆ เข้าไปเล่นซนในห้องแล้วจะพาลทำของบนพื้นเสียหายเอา” อิจิโกะเอ่ยทั้งรอยยิ้มพลางบีบมือนางไว้แน่น ๆ ทำให้ยะเก็นที่เพิ่งรวบรวมสติได้ต้องเม้มปากแน่น “จากนี้มีอะไรบอกพี่นะ...อย่าเก็บไว้คนเดียว เข้าใจไหม ยะเก็น”
“อื้อ…” เด็กสาวบีบมืออุ่นตอบด้วยความรู้สึกอับจนคำพูดใดจะโต้ตอบได้มากกว่าที่เปล่งเสียงไป พี่ชายที่เห็นเช่นนั้นก็ยิ้มบาง ๆ ไม่ได้ซักไซ้แล้วเดินนำไปจนถึงห้องพัก
หลังจากเลื่อนประตูห้องปิดเรียบร้อย ยะเก็นก็รีบปล่อยมือแล้วเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบชุดยูกาตะและโอบิออกมา ดวงตาแอบเหลือบมองอิจิโกะเดินเข้าไปหลังฉากเปลี่ยนเสื้อก่อนจะถอนหายใจกับตนเองช้า ๆ แล้วจึงเดินตามเข้าไป ด้วยใจที่พยายามคุมให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้
“เหนื่อยไหม พี่อิจิ?” ยะเก็นเอ่ยถามไม่ให้บรรยากาศเงียบเสียจนน่าอึดอัด พลางมือก็ดึงเชือกปลดเกราะที่พี่ชายสวมอยู่ ประคองมันลงวางกับผ้ารองอย่างระมัดระวัง อิจิโกะหัวเราะเบา ๆ ขณะคลายคอเสื้อออก
“เหนื่อยสิ…” เสียงทุ้มนุ่มเว้นช่วง ริมฝีปากคลี่เป็นรอยยิ้มอ่อนโยนมองสบสายตายะเก็นที่เดินอ้อมมาด้านหน้าเพื่อปลดกระดุมเสื้อนอกให้ “แต่ว่านะ ได้กลับมาเจอน้อง ๆ มีความสุขกันดีก็หายเหนื่อยแล้วล่ะ”
ดวงตากลมของเด็กสาวกะพริบปริบยามได้ยินเช่นนั้นก่อนจะหลุบลง
“พี่อิจินี่...พูดจาได้สมกับคนเป็นพี่ชายจริง ๆ นะ” ยะเก็นเอ่ยเสียงแผ่ว...ใช่แล้ว เป็นพี่น้อง เป็นน้องของพี่อิจิที่จะต้องมีความสุขเพื่อให้พี่ชายผู้เหนื่อยล้าได้สบายใจ
“ฮะ ๆ ก็พี่เป็นพี่ของพวกยะเก็นนี่นา” อิจิโกะหัวเราะเสียงใส ขยับกายสวมยูกาตะไว้ดี ๆ พลางทอดสายตาอ่อนโยนมองยะเก็นที่ก้มลงผูกโอบิให้ “จะว่าไป...มิดาเระบอกว่ายะเก็นมีเรื่องไม่สบายใจหรือ?”
เด็กสาวชะงักมือ นึกต่อว่าน้องสาวในใจที่คิดจะดำเนินแผนการที่พูดไว้จริง ๆ โดยไม่ปรึกษานางแม้สักคำ สุดท้ายแล้วก็หลุดปากออกไปเสียงห้วน “ไม่มี!”
“ยะเก็น?” พี่ชายกะพริบตาปริบ คงจะตกใจกับคำตอบกะทันหัน ยะเก็นนึกอยากตีปากตัวเองสักทีที่ทำตัวมีพิรุธ เมื่อคืนยังไม่เข็ดหรือไงกัน แต่ก่อนจะได้ทำอย่างคิด สัมผัสอุ่นบนข้างแก้มก็ทำให้นางชะงัก
สองมือของอิจิโกะประคองใบหน้านางขึ้น คิ้วขมวดจ้องมองดูทั้งเป็นห่วงและจับผิดในคราวเดียวว่ามีเรื่องอะไรหรือไม่ ยะเก็นเลื่อนสายตากลอกหลบ เอือมระอากับตัวเองเสียเหลือเกินที่หัวใจเต้นรัวถึงเพียงนี้ แต่แล้วใบหน้าเคร่งเครียดของพี่ชายก็กลับกลายเป็นแย้มรอยยิ้ม
“หยิบฮากามะมาทีสิ”
“หา?”
-
“พะ พี่อิจิ! เดี๋ยวสิ จะรีบไปไหนน่ะ!”
ยะเก็นร้องเสียงหลงเมื่อถูกดึงมือผ่านโถงทางเดินตรงออกไปยังนอกเรือนพัก อิจิโกะไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว แต่เพียงลอบเห็นแววความคิดแรงกล้าในดวงตาพี่ชาย เท่านั้นเด็กสาวก็รู้ได้ว่านางคงจะเจอปัญหาเป็นแน่
เจ้าชายแห่งอาวาตะงุจิพานางตรงมาถึงคอกม้าแล้วจึงปล่อยมือ เดินไปสั่งการคนดูแลคอก หยิบอานและบังเหียนผูกเข้ากับอาชาคู่ใจ ยะเก็นเลิกคิ้วงุนงง แอบคิดอยากวิ่งหนี หากแต่นางช้าไปเพราะถูกพี่อิจิรวบอุ้มขึ้นนั่งบนหลังม้าเสียก่อน
“พี่อิจิ! อะไรเนี่ย--” ปลายเสียงขาดหายเมื่อพี่ชายดันตัวขึ้นมานั่งซ้อนด้านหลัง สอดแขนผ่านข้างเอวนางไปจับบังเหียน พลันทำให้พวงแก้มนวลแดงก่ำจนต้องก้มหน้างุด รู้สึกได้ถึงไออบอุ่นจากอกกว้างที่แนบชิดกับแผ่นหลัง
“จะพาไปที่ดี ๆ นะ…” อิจิโกะก้มลงกระซิบข้างหูนางเพียงเท่านั้น ก่อนจะดึงบังเหียน ควบม้าออกวิ่งจากคอก ผ่านเส้นทางในปราสาท ตรงออกไปยังประตูที่นำไปสู่ภูเขาด้านหลัง ยะเก็นหลับตาปี๋ยามถูกสายลมพัดเข้าปะทะใบหน้า มือเกาะคอม้าไว้แน่น
ร่างกายของพี่อิจิอยู่ใกล้ชิดเหลือเกิน...ใกล้จนเกินไป
แต่นางก็...รู้สึกดีเหลือเกิน...จนเจียนจะกลายเป็นความรู้สึกผิด
ลมหายใจร้อน ๆ เป่ารดอยู่เหนือกระหม่อม นางอยู่ตรงกลาง ในอ้อมแขนของพี่ชายผู้เป็นที่รัก แผ่นหลังสัมผัสถูกอกอุ่นหลายครั้งครายามอาชาขยับควบ ยะเก็นยกมือขึ้นกดบนหน้าอก บอกหัวใจที่เต้นรัวไม่หยุดให้นิ่งเสียที ก่อนที่พี่อิจิจะได้ยินเข้า
ดวงตากลมโตค่อย ๆ ปรือเปิดขึ้นมองใบหน้างดงามของพี่ชายที่อยู่ห่างไปใกล้เพียงเอื้อม ใบหน้าที่นางเห็นมาแต่เล็ก และเฝ้าหลงใหลตั้งแต่เมื่อใดไม่อาจทราบ
อา...
นี่หรือคือสิ่งที่มิดาเระต้องการมอบให้นาง...โอกาสได้อยู่ชิดใกล้พี่อิจิ
แม้จะรู้ว่ามันไม่ถูกต้อง...แต่ในยามนี้ยะเก็นกลับรู้สึกมีความสุขมากพอที่จะยอมลืมทุกสิ่ง ยอมโยนความผิดชอบชั่วดีทิ้งไปชั่วคราว ขอเพียงให้ได้แนบชิดพี่ชายเช่นนี้อีกแม้แค่เสี้ยววินาที
เด็กสาวหลับตาลง ตัดสินใจปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไปตามธรรมชาติ
ม้าตัวงามค่อย ๆ เหยาะก้าวช้าลงตามแรงบังคับของผู้ขี่ อิจิโกะดึงบังเหียนให้มันหยุดแล้วหย่อนตัวลงก่อนจะอุ้มประคองยะเก็นลงมาบนพื้น และใช้มือโอบไปปิดตานางไว้ ทำเอาน้องสาวถึงกับสะดุ้งน้อย ๆ
“ดะ...เดี๋ยวสิ อะไรกัน!?” ยะเก็นร้อง ดิ้นไปมานิด ๆ แต่เพราะใช้แรงไม่เต็มที่จึงไม่ทำให้อิจิโกะรู้สึกรู้สา ร่างสูงโอบดันไหล่บาง ให้เดินไปตามทางที่ต้องการอย่างระมัดระวัง ก่อนจะก้มลงกระซิบข้างใบหู
“ถึงแล้วล่ะ…”
เด็กสาวตัวเกร็งวาบอย่างไม่ตั้งใจขณะที่มืออุ่นที่แนบปิดตาเลื่อนออกไปกุมตรงไหล่ทั้งสองข้างไว้แทน ยะเก็นค่อย ๆ ลืมตาช้า ๆ ทีละข้างก่อนจะเบิกกว้างขึ้นเพราะภาพที่ปรากฏต่อหน้า
แคว้นอาวาตะงุจิทั้งแคว้นอยู่เบื้องหน้านาง ทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตา ภาพปราสาท บ้านเรือน ทุ่งนา การเคลื่อนไหวเล็กกระจ้อยของผู้คนในเมืองหลวง แม่น้ำ ภูเขา พี่อิจิพานางมาถึงยอดเขาสูงเพื่อจะให้ได้ชมทัศนียภาพอันงดงามนี้หรือ
“พี่อิจิ…”
“นี่เป็นที่ที่เห็นแคว้นเราได้ทั้งหมด...สมัยพี่เด็ก ๆ ท่านพ่อชอบพามาที่นี่เวลามีเรื่องไม่สบายใจ” อิจิโกะเอ่ย บีบไหล่เล็กบางของน้องสาวเบา ๆ คล้ายกำลังปลอบโยน “แคว้นอาวาตะงุจิเป็นแคว้นที่งดงามมาก เจ้าเห็นไหม...เพราะแบบนั้น พี่จึงไม่อาจยอมให้ใครมาย่ำยีทำลายได้...เพราะเป็นแคว้นที่งดงามเช่นนั้น และเป็นแคว้นที่มีน้อง ๆ ที่พี่รักยิ่งกว่าชีวิตตนเองอาศัยอยู่”
ยะเก็นหลุบตาลงนิด ๆ เมื่อได้ยินดังนั้น มือที่สวมถุงมือสีดำยกขึ้นแตะบนหลังมือพี่ชายเบา ๆ
“พี่อิจิเก่งแบบนี้...ไม่มีใครมาย่ำยีแคว้นเราได้หรอก”
-
“เรียบร้อยแล้ว”
มิดาเระตบ ๆ โอบิของยะเก็นให้เข้าที่ก่อนจะผละออกมาเงยหน้ามองพี่สาวที่อยู่ในชุดกิโมโนสวยงามสำหรับร่วมพิธีแต่งงานของพี่อิจิกับนาคิกิทสึเนะ เส้นผมสีดำยาวประบ่าถูกรวบเป็นมวยที่ท้ายทอย โดยมีเครื่องประดับดอกไม้กับปิ่นปักผมติดเอาไว้
ไม่บ่อยนักที่นางจะเห็นยะเก็นในชุดแบบนี้ จึงอดจะปลื้มปริ่มไม่ได้
“ทำไมต้องทำหน้าแบบนั้นด้วย” ยะเก็นมุ่ยหน้า รู้สึกไม่คุ้นชินกับเสื้อผ้าแบบนี้เอาเสียเลย ในเมื่อส่วนใหญ่นางใส่แต่ชุดแบบตะวันตกนี่นะ
“ยะเก็นเนี่ยก็สวยเหมือนกันนะ” มิดาเระหัวเราะคิกคัก ไม่ใส่ใจคนถูกชมที่ตอนนี้หน้าแดงไปถึงไหน ๆ แล้ว
หลังจากตบตีแก้เขินกันไปมาอยู่พักใหญ่ โฮเนบามิก็มาเรียกให้ไปที่โถงพิธี ยะเก็นพยายามเลี่ยงไม่ยอมมองอิจิโกะในชุดเจ้าบ่าว แต่ยามปลายสายตาเผลอลอบเห็น เพียงชั่วขณะ...ก็รู้ได้ว่าพี่ชายสง่างามเพียงใด
สง่างามสมฐานะเจ้าชายองค์โตแห่งอาวาตะงุจิ...สง่างามสมกับที่เป็นพี่ชายของนาง...สง่างามเสียจนไม่อยากให้ผู้ใดได้ชิงไปครอบครอง
นางหลับตาลง ไสส่งความคิดผิดวิสัยออกไปเสียให้พ้น มือเรียวซึ่งประสานอยู่บนตักบีบกันแน่น ยามสติที่หลุดหายไปกับห้วงภวังค์ค่อย ๆ คืนหวนกลับมา ยะเก็นเงยหน้า มองผู้คนที่เริ่มทยอยเข้ามาจนเต็มโถง ดูเตรียมพร้อมสำหรับพิธีวิวาห์ที่จะเริ่มขึ้นในอีกไม่นาน
เวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไป...ทว่าไร้เงาเจ้าสาว
แขกเหรื่อเริ่มหันไปพูดคุยซักถามกันด้วยความกังขา สีหน้าที่เปี่ยมด้วยความสุขของอิจิโกะก็เริ่มกลับกลายเป็นตึงเครียด ยะเก็นแอบเห็นพี่ชายกระซิบสั่งความกับนางาโซเนะผู้เป็นทั้งอาจารย์และแม่ทัพคนสนิทอยู่หลายครา แต่กระนั้นนาคิกิทสึเนะก็ยังไม่ปรากฏตัวเสียที
คำคาดการณ์ต่าง ๆ นานาแว่วดังในห้องโถง บ้างก็ว่านาคิกิทสึเนะหลบหนีการแต่งงาน บ้างก็ว่านางอาจถูกโจรป่าดักปล้น หรือเลวร้ายยิ่งกว่าคือคุนิโยชิบิดพลิ้วคำสัตย์ ไม่ยอมส่งตัวธิดามาให้ในวันที่กำหนด ยิ่งฟัง ใจเด็กสาวเองก็เริ่มไม่สู้ดีตามไป
สงสาร...ที่พี่ชายต้องมาเจออะไรแบบนี้
“ข้า...ขอออกไปสูดอากาศนะ”
ยะเก็นหันไปบอกโฮเนบามิที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แล้วทำทีลุกขึ้นเดินไปที่ระเบียงด้านนอก ทว่าขาทั้งสองกลับยิ่งพาเดินไกลเรื่อยจนถึงคอกม้า นางถกชายอาภรณ์หรูหรา กระโดดขึ้นขี่อาชาคู่ใจควบออกไปโดยไม่ฟังคำทัดทานของเหล่าทหารดูแลคอก
สายลมโบกพัดปะทะใบหน้า คลี่มวยผมที่เกล้าไว้อย่างสวยงามให้เริ่มหลุดรุ่ย หากแต่ยะเก็นไม่สนใจ นางขี่ม้าออกจากปราสาท มุ่งหน้าเข้าไปยังป่าลึก ลิ่วตรงขึ้นภูเขาสู่สถานที่ที่พี่ชายเคยพามาก่อนหน้านี้
เด็กสาวดึงบังเหียนให้ฝีเท้าควบเร็วของอาชาหนุ่มชะลอลงเมื่อถึงจุดหมาย แล้วจึงหย่อนตัวลงบนพื้น มือเรียวเล็กปลดเครื่องประดับผม โยนทิ้งไปอย่างไม่คิดไยดีขณะเดินไปหยุดยืนตรงริมผา ที่เดียวกับที่พี่ชายบอกว่ามักจะมาเมื่อยามไม่สบายใจ ยามดวงตากลมทอดมองทัศนียภาพแสนงดงามของแคว้นอันเป็นที่รัก ริมฝีปากก็เผยอสูดหายใจเข้าลึก
“พี่อิจิ...บ้าที่สุด!!”
ก่อนจะเปล่งคำตะโกนออกไปสุดเสียง ยะเก็นหอบหายใจหลังปลดปล่อยความรู้สึกซึ่งอัดแน่นล้นปริ่มอยู่ในอกมาเนิ่นนาน ร่างบอบบางค่อย ๆ ทรุดกายลงนั่งยอง สองแขนยกกอดตนเองไว้แน่นคล้ายจะปลอบประโลมหัวใจที่เต้นระรัวไม่ยอมสงบนิ่งเสียที
ตั้งแต่ผ่านวัยทารกมา นางไม่เคยร้องไห้...และไม่เคยคิดจะร้องแม้ยามนี้
แค่หนีออกมาจากงานแต่งงานของพี่ชายที่ตนหลงรัก แล้วมาตะโกนบ้าบออยู่คนเดียวก็มากเกินพอแล้วสำหรับนาง ยะเก็นรู้ตัวดีว่าไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน และมันควรจะต้องจบลงเสียที
เด็กสาวสูดหายใจเข้าลึกคล้ายจะเรียกสติก่อนจะดันร่างลุกขึ้นยืนเต็มสองขาอีกครั้ง นางสัญญากับตนเองในใจอย่างแผ่วเบาว่าจะทิ้งทุกสิ่งไว้ตรงหน้าผานี้...ทิ้งความรักครั้งแรก ทิ้งความเจ็บปวดทั้งหมดมวล
ถึงเวลากลับเป็นผู้ใหญ่…
-
เป็นเวลาเนิ่นนานเสียจนหลงลืมที่จะนับ ตั้งแต่ยะเก็นไม่พูดไม่จากับพี่อิจิเลยแม้แต่คำเดียว หนึ่งคือนางคอยพยายามหลบหน้า และอีกหนึ่งคือพี่อิจิเองก็ไม่ค่อยอยู่ปราสาท เอาแต่ออกเดินทางไปพร้อมเหล่าทหารหาญ ตามหาเจ้าสาวที่หายตัวไปอยู่ทุกหนทุกแห่ง จนพี่น้องซึ่งเฝ้ามองอยู่เริ่มเป็นกังวล
ใคร ๆ ก็ว่านาคิกิทสึเนะถูกโจรป่าฆ่าตายไปแล้ว มิเช่นนั้นมีหรือจะหลบซ่อนจากสายตากองกำลังอาวาตะงุจิที่กระจายอยู่ทั่วแว่นแคว้นได้นานถึงเพียงนี้
ยะเก็นเลิกสนใจ...อย่างน้อย ๆ ก็พยายามเต็มที่ที่จะเลิกสนใจว่าพี่อิจิจะทำอะไร หรือคู่หมั้นของพี่จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร นางใช้เวลาแต่ละวันหมดไปกับการขังตัวเองอยู่ในห้องทำงาน อ่านกลอนที่อ่านจบนานแล้วอยู่ซ้ำไปมา อ่านจนท่องจำได้ทุกบท หรือไม่เช่นนั้นก็อ่านตำราทางการแพทย์ จะพักสายตาก็เมื่อน้อง ๆ มาส่งเสียงเรียกชวนไปเล่นด้วยกัน
กระนั้น แม้จะได้หัวเราะ ได้ซุกซนสนุกสนาน...ในหัวของยะเก็นก็ยังคงมีเมฆหมอกหมองมัว บดบังความคิดจนไม่อาจทำสิ่งที่ปรารถนาอยากทำได้สมดังใจ
แม้จะพยายามหาคำตอบว่าเป็นเพราะเหตุใด ก็มิอาจล่วงรู้ได้
วันนั้นเป็นอีกวันหนึ่งที่ยะเก็นนั่งเอนศีรษะพิงขอบหน้าต่าง ทอดสายตามองทัศนียภาพภายนอกอย่างเงียบ ๆ บนตักมีตำรายาเล่มเก่าเปิดวางไว้ ก่อนจะถอนหายใจออกมาช้า ๆ เมื่อความคิดไม่แล่นอย่างที่ต้องการ ทีแรกนางตั้งใจจะคิดตำรับยาใหม่ แต่ไม่ว่าจะค้นข้อมูลมากแค่ไหน ก็ยังหาส่วนผสมที่อยากทดลองไม่ได้เลย
เมื่อเป็นแบบนี้ก็ออกจะหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย
“ยะเก็น” เสียงของพี่ชายคนรองนามาซึโอะมาเรียกอยู่หน้าห้อง เจ้าของนามขานรับด้วยเสียงเอื่อยชา “พี่อิจิบอกให้ตามทุกคนไปที่ห้องนั่งเล่นน่ะ”
“ข้าไม่ไป…” เด็กสาวพ่นลมหายใจเมื่อได้ยินชื่อระคายหู นางลุกขึ้นจากตรงที่นั่งอยู่ พับตำราเอาไปวางไว้บนโต๊ะแล้วทำทีเดินไปค้นในตู้หนังสือเพื่อจะหาอะไรมาอ่านผ่อนคลายสมองบ้าง
“เถอะน่า...ไม่ต้องคุยกับพี่อิจิก็ได้ แค่ไปด้วยกัน” ยะเก็นได้ยินเสียงพี่ชายถอนหายใจ ก่อนจะพูดต่อ “พวกน้อง ๆ ก็อยากเจอเจ้านะ พักนี้เจ้าไม่ได้ออกไปเล่นด้วยเลย”
โดยฐานะความเป็นพี่ พอได้ยินเรื่องน้อง ๆ เด็กสาวก็เริ่มใจอ่อน มือเรียวหยิบหนังสือกลอนออกมาแล้วยอมเปิดประตู ก่อนจะตามนามาซึโอะไปยังห้องนั่งเล่นที่พวกพี่น้องมาคอยอยู่แล้ว ทุกคนมีท่าทางดีใจมากเมื่อเห็นนาง ไม่นานนักพี่อิจิจึงเข้ามา
“ทุกคน...วันพรุ่งนี้เราจะเดินทางกันไปท่องเที่ยวนะ”
คำพูดของพี่ชายคนโตทำให้น้อง ๆ ส่งเสียงโหวกเหวกร่าเริงทันที ขณะยะเก็นที่ทำทีเป็นอ่านกลอน ไม่แม้แต่จะหันไปมองพี่ชายต้องเงยหน้าสบตากับนามาซึโอะ โฮเนบามิและอัตสึชิด้วยความประหลาดใจ
สามเดือนที่ไม่ได้สนใจเรื่องในบ้านเลย คราวนี้วางแผนอะไรไว้กันแน่
แต่ไม่ต้องคิดนานทั้งสี่ก็รู้...จะมีอะไรเสียอีก นอกเหนือจากการไปตามหาเจ้าสาวที่หายตัวไป
“เอาล่ะ...อย่าลืมเก็บของกันให้ครบนะ อย่าลืมล่ะว่าพรุ่งนี้ออกเดินทางกันเวลาไหน” พี่ชายคนโตแย้มยิ้มหลังจากตกลงเวลาและกำหนดการกับพวกน้อง ๆ เรียบร้อย ก่อนที่พวกเด็ก ๆ จะหัวเราะร่าเริงรีบลุกไปเก็บข้าวของกันที่ห้องของตัว อิจิโกะมองตามน้อง ๆ ไปแล้วหันกลับมามองน้องคนโตทั้งสี่คน
“ท่านพี่...เรื่องนี้น่ะ…” นามาซึโอะออกปาก หากแต่ก็ถูกขัดด้วยเสียงของพี่ชาย
“นามาซึโอะ...อย่าคิดอะไรมากมายเลย ต่อให้พี่จะทำอะไร สิ่งที่พี่ต้องการก็เพียงแค่ให้พวกเจ้าทุกคนมีความสุข เพื่อทดแทนสิ่งที่พี่ทำเอาไว้ในสามเดือนนี้เท่านั้น” อิจิโกะยิ้มบางเอ่ย ยะเก็นเหลือบสายตาหนีไปจดจ่อบนหน้ากระดาษแม้จะรู้ว่ากำลังถูกพี่ชายมองอยู่ก็ตามที “พวกเจ้าก็ไปเตรียมของเถอะ...ขาดเหลืออะไรจะได้หาได้ทัน”
บุตรชายคนรองเหลือบมองน้องสาวฝาแฝดตนแล้วยอมพยักหน้าอย่างเสียมิได้ก่อนจะลุกขึ้นชวนอัตสึชิ น้องชายต่างมารดากลับห้องไปเก็บของ
“ท่านพี่ก็ไปเถอะ...ข้าอยากจะคุยกับยะเก็นตามลำพัง” โฮเนบามิเอ่ยขึ้นยามเห็นพี่ชายคนโตที่มองยะเก็นด้วยท่าทางไม่สู้สบายใจนัก เมื่อได้ยินเช่นนั้น อิจิโกะก็ได้เพียงพยักหน้ารับแล้วลุกออกไป เมื่อพ้นสายตาพี่ชายแล้ว เด็กสาวจึงหันมาหายะเก็นที่เอาแต่นั่งอ่านกลอนเงียบ ๆ “ยะเก็น...เจ้าไปด้วยนะ”
“ข้าไม่อยากไป...พี่โฮเนบามิ” ยะเก็นเอ่ย ทว่าพี่สาวกลับส่ายหน้า เอื้อมมือมากุมมือนางไว้
“ข้ารู้ว่าเจ้าลำบากใจ...แต่ว่ายะเก็น ข้าสังหรณ์ไม่ดี เชื่อว่าเจ้าเองก็คงรู้สึกได้เช่นกัน” น้องสาวเงยหน้า หันกลับมองนางด้วยความฉงน โฮเนบามิหลุบตาลง
“...ข้าเกรงว่าหากเกิดอะไรขึ้น คงมีเพียงเจ้า ที่จะหยุดพี่อิจิได้”
ยะเก็นเหลือบตาไปอีกทางเมื่อได้ยินเช่นนั้น นางยังมองหน้าพี่อิจิไม่ติด แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนไปหยุดปัญหาได้หากเกิดอะไรขึ้นเล่า กระนั้นสุดท้ายก็ได้แต่พยักหน้าไป
เพราะตนเองก็สังหรณ์ไม่ดีเช่นกัน
-
“ข้าอิ่มข้าวแล้ว จะไปหาสมุนไพรสักหน่อย...นาน ๆ ทีจะได้มาป่าแถบนี้ น่าจะพอมีพืชน่าสนใจเก็บกลับไปปรุงยาได้บ้าง ไม่ต้องให้ใครตามไปนะ เกะกะเปล่า ๆ ”
หลังจากเห็นว่าพี่อิจิกับเหล่าทหารควบม้าพ้นจากสายตาไปแล้ว เด็กสาวก็ลุกขึ้นปัดกระโปรง ส่งข้าวกล่องให้ข้ารับใช้แล้วหันไปตอบนามาซึโอะ เห็นโฮเนบามิที่นั่งอยู่ข้างฝาแฝดของนางมองตอบมาด้วยแววตาเป็นกังวล แม้รู้ว่าพี่สาวกำลังคิดอะไร แต่ยะเก็นก็เพียงแค่ทำเป็นออกปากอีกเรื่อง
“น่า...ข้าไม่เป็นไรหรอก จะรีบกลับมานะ”
นางพูดเท่านั้นแล้วก็คว้าย่ามสะพายขึ้นบ่า ได้ยินเสียงพี่ชายดังไล่หลังขณะหันหลังเดินจากกลุ่มพี่น้องมา เด็กสาวก้าวเท้าลึกตรงเข้าไปในป่าลึก พลางดวงตาก็กวาดมองหาพืชสมุนไพรไปด้วย กระนั้น ยะเก็นกลับรู้สึกว่าตนไม่มีสมาธิเหมือนเคย...เพราะมีแต่ภาพของพี่อิจิคอยวนเวียนกลับเข้ามาในหัว ยิ่งคิดก็ยิ่งขุ่นเคืองใจ
พี่อิจิคนบ้า...บอกว่าจะพาน้อง ๆ มาเที่ยวแท้ ๆ แต่สุดท้ายก็จบลงที่การตามหานาคิกิทสึเนะจริง ๆ ด้วย
นางค่อนข้างมั่นใจว่ามันมิใช่ความอิจฉา...ก็แค่โกรธกระมัง ยะเก็นไม่รู้ตัวแม้แต่นิดว่าถอนหายใจไปกี่ครั้งขณะพยายามบอกตัวเองเช่นนั้น พลางมือก็เก็บตัวอย่างสมุนไพรใส่ลงในย่าม
มารู้สึกตัวก็เมื่อได้ยินเสียงแปลกประหลาดบางอย่างกำลังตรงมาทางที่นางอยู่ เด็กสาวขมวดคิ้วมุ่น สัญชาตญาณระวังภัยทำงานโดยทันที สองขาเรียวหยัดขึ้นเต็มความสูง ดวงตากวาดมองรอบบริเวณ เสียงนั่นเงียบลงที่หลังพุ่มไม้ และด้วยความค้างคาใจ ยะเก็นที่ไม่นึกกลัวอันตรายแม้แต่นิดก็เดินไปแหวกกลุ่มใบไม้สีเขียวทึบออกดู
“อ๊ะ…”
นี่เป็นภาพมายาของป่าอินาริงั้นหรือ…? เด็กสาวขมวดคิ้วด้วยไม่อยากจะเชื่อสายตาเมื่อเห็นคนที่ทรุดนั่งหอบหายใจอยู่ใต้ต้นไม้เบื้องหน้า ทั้งเรือนผมสีเงิน ทั้งหน้ากากที่สวมอยู่นั่น ไม่มีทางเป็นใครอื่นไปได้ นอกจากผู้หญิงที่พี่ชายตามหาอยู่นานร่วมสามเดือน
นาคิกิทสึเนะแห่งคุนิโยชิ
“ยะเก็น!”
ยะเก็นกำลังจะอ้าปากสอบถาม ทว่ากลับถูกชะงักไว้ด้วยเสียงร้องเรียกแสนคุ้นหู นางเหลียวกลับไปมองต้นเสียงด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ ก่อนจะหันกลับมาทางเด็กสาวอายุมากกว่าเบื้องหน้าอีกครั้ง
“รีบหนี…ข้าจะถ่วงเวลาพี่อิจิให้เอง”
แม้จะดูสับสน แต่นาคิกิทสึเนะก็ไม่ออกปากถาม เพียงรีบหอบเอาห่อผ้าขนาดยาวที่กอดอยู่ วิ่งหลบไปอีกทางอย่างแผ่วเบาที่สุด ยะเก็นมองไล่หลังอดีตคู่หมั้นของพี่ชายจนหายลับไปจากสายตาแล้วจึงถอนหายใจ ร่างบอบบางหมุนตัวกลับไปหาเจ้าของเสียงเรียกที่ยังขานชื่อตามหานางอยู่
“ข้าอยู่นี่ พี่อิจิ!”
พี่ชายที่มาหยุดยืนตรงหน้าถอนหายใจด้วยท่าทางโล่งอก “ทำไมออกมาคนเดียวแบบนี้ล่ะยะเก็น ในป่าที่ทางก็ไม่คุ้นแบบนี้มันอันตรายนะ อย่างน้อยก็น่าจะพาองครักษ์มาด้วย…”
“ข้าไม่เป็นไร พี่อิจิ...เอาคนมาด้วยแล้วมันเกะกะเวลาเก็บสมุนไพร ก็รู้นี่ว่าข้าไม่ชอบให้ใครจ้องตอนทำงานน่ะ” ยะเก็นเอ่ยขัดก่อนที่พี่ชายจะพูดจบ มือเรียวตบลงบนกระเป๋าใส่พืชพรรณที่สะพายอยู่ข้างเอวเป็นเชิงบอกว่าแยกมาเพื่อสิ่งนี้เท่านั้น
“ยะเก็น…” แม้นางอาจไม่รู้ตัวว่าเพิ่งทำอะไรไป แต่อิจิโกะกลับเบิกตาเล็กน้อย ก่อนจะระบายยิ้มบางออกมาอย่างคนโล่งใจ “...นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าพูดกับพี่ในรอบสามเดือนเชียว”
เด็กสาวสะดุ้งน้อย ๆ เมื่อถูกทัก จนต้องรีบยกมือตะครุบปาก...เผลอไปแท้ ๆ เชียว เพราะสถานการณ์ตอนนี้มีเพียงนางกับพี่ชายเพียงสองคน ประกอบกับความตั้งใจจะช่วยนาคิกิทสึเนะทำให้ยะเก็นเผลอลืมความขุ่นข้องหมองใจระหว่างตนกับพี่อิจิไป
“ละ...แล้วมันทำไมล่ะ” เมื่อเริ่มเรียกสติได้จึงย้อนตะกุกตะกัก...นึกอยากตีปากไม่รักดีที่เกิดคุมไม่อยู่เอาเสียตอนนี้ และเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนี้เหลือเกิน เด็กสาวกระแอมน้อย ๆ แล้วแสร้งเอ่ยถาม “ว่าแต่...แล้วตกลงเจอนาคิกิทสึเนะไหม?”
“เจอ...แต่นางหนีไปน่ะ” เห็นน้องสาวทำเปลี่ยนเรื่องเช่นนั้น ชายหนุ่มก็ไม่ซักไซ้ต่อ เพียงออกปากตอบไปตามตรง ยะเก็นเลิกคิ้ว มองแววตาสีทองที่ทอความเศร้าด้วยความเห็นใจอยู่เล็กน้อย
“ไม่นึกเลยว่าจะมีผู้หญิงกล้าหนีจากพี่อิจิด้วย” เพียงเด็กสาวเปรยเสียงเบา พี่ชายที่รับฟังอยู่ก็คลี่รอยยิ้มบางด้วยความเอ็นดู มือใหญ่อบอุ่นใต้ถุงมือขาวเอื้อมมา ขยี้ลงบนเรือนผมสีดำขลับของนางอย่างแผ่วเบา
“มีสิ...สองคนเชียว นาคิกิทสึเนะคนหนึ่ง…” เจ้าชายแห่งอาวาตะงุจิเว้นช่วง เรียกความสนใจให้ยะเก็นต้องเงยหน้ามอง ขณะมือข้างนั้นเลื่อนลงมาเกลี่ยเส้นผมที่ปรกข้างแก้มนางออก “...และอีกคนก็คือเจ้า”
“ข้าไม่ได้หนีเสียหน่อย…!” สดับยินคำนั้น ใบหน้านวลก็พลันแดงก่ำ ยะเก็นร้องแก้ต่างพลางรีบหมุนตัวหันหนี เดินหลบเลี่ยงร่างสูงโปร่งของพี่ชายไปอีกทางทันที “ไม่รู้กับพี่อิจิด้วยแล้ว...ข้าจะกลับไปหาน้อง ๆ ล่ะ”
ว่าแล้ว นางก็รีบพาตัวเองลี้หนีจากสถานการณ์ยุ่งยากที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง สาวเท้าตรงกลับค่ายพักสวนกับแม่ทัพนางาโซเนะโดยไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามองพี่ชายที่กำลังกะพริบตาปริบด้วยความงุนงง
“อ้าว ยะเก็น! พี่อิจิไปตามเจ้าน่ะ คลาดกันเหรอ?” อัตสึชิส่งเสียงถามน้องสาวร่วมครรภ์มารดา ขณะที่ทุกคนกำลังเก็บข้าวของเตรียมเดินทางต่อ ยะเก็นสะบัดหน้าแทนคำตอบว่าไม่สนใจ เรียกเสียงถอนหายใจจากโฮเนบามิได้เบา ๆ ทว่าจังหวะที่หันไปอีกทางนั้นเอง สายตาก็พลันปะเข้ากับบางสิ่งผิดแปลก
“นั่น...ท่านโคกิทสึเนะมารุ...แห่งซังโจหรือ?”
“อืมใช่ เห็นว่าเป็นคนที่ลักตัวพี่นาคิกิทสึเนะไปน่ะ เจ้ารู้จักหรือ” พี่ชายกะพริบตาปริบ ๆ เอ่ยถาม ทว่ายะเก็นก็ขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อยด้วยความครุ่นคิด มองชายร่างสูงผู้มีเรือนผมสีเงินยาวสลวย รวมถึงคนอื่นที่นางไม่คุ้นหน้า
“ข้าแค่เคยอ่านเจอในบันทึก…” นางรู้ว่าโคกิทสึเนะมารุเป็นพี่ชายของมิคาสึกิ มุเนะจิกะ ผู้ครองแคว้นซังโจ หากเขาเป็นผู้ลักตัวนาคิกิทสึเนะ คู่หมั้นขององค์ชายอิจิโกะแห่งแคว้นอาวาตะงุจิไปเช่นนั้นก็หมายความว่าจากนี้จะต้องมีปัญหาใหญ่ตามมาอย่างแน่แท้
...และนางไม่อยากจะคิดเลยว่ามันคืออะไร
-
เมื่อเดินทางมาถึงเขตแดนเมืองหลวงแคว้นซังโจ พี่อิจิให้ทหารพาพวกน้อง ๆ ไปเที่ยวเล่นในเมือง ในขณะที่เจ้าตัวเข้าไปยังปราสาทพร้อมกับโคกิทสึเนะมารุและกลุ่มโจรแห่งป่าอินาริ เพื่อขอพบผู้ครองแคว้น แม้ยะเก็นจะนึกกังวลใจ แต่นางก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่าการตามพี่น้องไป
“พี่โฮเนบามิ ยะเก็น ดูนี่สิ! น่ารักใช่ม้า! อุราชิมะคุงเลือกให้ข้าล่ะ~” เสียงสดใสของมิดาเระเรียกให้ยะเก็นเงยหน้ามองน้องสาวที่ยืนอยู่ข้างคนรักของนาง พร้อมกับกะพริบตาด้วยความงุนงงว่าควรจะต้องสังเกตตรงไหนเป็นพิเศษ
“อะ อื้ม...น่ารัก” เอาเถอะ ตอบไปก่อนแล้วกัน
“ยะเก็นนี่ล่ะก็...ไม่ได้ฟังข้าพูดอีกแล้วใช่ไหม” เด็กสาวยกมือเท้าเอวทำแก้มป่อง ซึ่งยะเก็นก็ได้แต่เบือนสายตาหลบไปอีกทางเพื่อหนีความจริงโดยมีโฮเนบามิทำตาปริบ ๆ อยู่ข้าง ๆ เหมือนนางเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามิดาเระให้ดูอะไร ในขณะที่พี่ชายน้องชายตื่นเต้นพากันวิ่งไปดูร้านรวงโน่นนี่สนุกสนาน
“ก็...เมื่อกี้ไม่ทันฟัง” คนเป็นพี่สาวได้แต่เกาแก้มยิ้มแหย ๆ เผลอเหม่อไปเพียงหน่อยเดียว ไม่นึกว่าจะตามเรื่องตามราวไม่ทันถึงเพียงนี้
ขณะกำลังคิดว่าจะเอาตัวรอดจากน้องสาวอย่างไรดี เสียงของนายทหารที่ควบม้าตรงมาหาก็ช่วยต่อลมหายใจนาง (รวมถึงโฮเนบามิ) ได้พอดิบพอดี
“ทุกท่าน! องค์ชายมีคำสั่งให้มาเชิญเข้าไปยังปราสาทซังโจเพื่อพักผ่อนขอรับ! นายท่านแห่งซังโจได้จัดที่พักให้เรียบร้อยแล้ว เชิญเลยขอรับ”
“ขอบคุณ” โฮเนบามิเป็นคนพยักหน้ารับคำ ก่อนจะหันไปเรียกพวกน้องชายและพี่ชายฝาแฝดที่กำลังซุกซนได้ที่ให้กลับมารวมตัวกันเพื่อขึ้นรถม้า มิดาเระกระโดดเริงร่าเมื่อรู้ว่าจะได้เข้าไปพักผ่อนในปราสาท ส่วนยะเก็นลอบถอนใจ
แต่นางก็ไม่นึกวางใจเมื่อคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป
“กังวลหรือ?” โฮเนบามิที่เดินอยู่ข้างกายเอ่ยถาม ยะเก็นพยักหน้าน้อย ๆ ขณะดวงตายังก้มมองพื้นดินอย่างไม่อาจสงบความคิดได้เลย และนางก็ไม่ชอบด้วยที่ตนเป็นเช่นนี้
“สังหรณ์ไม่ดีจริง ๆ นั่นล่ะ…”
-
ข่าวที่รอคอยอยู่ครั้นมาถึงปราสาทคือ ในวันพรุ่งนี้ พี่อิจิจะดวลดาบกับโคกิทสึเนะมารุแห่งซังโจ
ยะเก็นเบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง ในขณะที่พวกน้อง ๆ ร้องโยเยด้วยความกลัวปนเป็นห่วงว่าพี่อิจิจะเป็นอะไรไปหรือไม่ ซึ่งพี่ชายก็ทำได้เพียงโอบกอดทุกคนไว้ ลูบหัวปลอบประโลมอย่างอ่อนโยน เช่นที่ไม่ได้ทำมานานเพียงใดไม่อาจทราบ
ล่วงดึกหลังจากส่งน้อง ๆ เข้านอนเรียบร้อย พี่อิจิก็กลับห้องพักของตนเอง ยะเก็นได้แต่นอนลืมตา มองภาพเงาของพี่ชายที่เดินผ่านด้านนอกประตูกระดาษไป กระทั่งได้ยินเสียงเลื่อนประตูปิดแล้ว นางจึงเหลือบกลับไปทางพี่น้องซึ่งกำลังตกอยู่ในห้วงนิทราแล้วยันกายลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบที่สุด
ไปที่ห้องของพี่ชายคนโต…
เด็กสาวถามย้ำกับตนเองในใจอีกครั้งว่าทำเช่นนี้จะดีแล้วแน่หรือ แต่ก็ไม่อยากจะทนอยู่กับความรู้สึกอึดอัดเช่นนี้อีกต่อไป มือเรียวชักกลับไปมาอย่างครุ่นคิดพักหนึ่งจนเอื้อมไปเลื่อนประตูเปิดได้ในที่สุด
“พี่อิจิ…”
“ยะเก็น? แปลกนะที่มาหาพี่” อิจิโกะเงยหน้าจากใบดาบที่กำลังเช็ดทำความสะอาดมามอง เจ้าของนามพ่นลมหายใจพรืดก่อนจะปิดประตูแล้วเดินเข้ามานั่งตรงข้ามพี่ชาย เว้นระยะห่างไว้พอสมควร
“ข้าได้ยินว่าพี่อิจิจะ...ประลองดาบกับท่านโคกิทสึเนะมารุแห่งซังโจเพื่อชิงตัวพี่นาคิกิทสึเนะหรือ?” หลังจากลังเลครู่หนึ่งเด็กสาวก็ออกปากถามจนได้ ดวงตาของอิจิโกะกะพริบปริบ แล้วจึงคลี่ยิ้มออกมา
“อืม...เป็นวิธียุติธรรมที่สุดที่พี่จะได้ตัวนาคิกิทสึเนะคืนมานี่นะ” เอ่ยพลางก้มลงเช็ดใบดาบสีเงินที่ทอประกายสะท้อนกับเงาจากเปลวไฟในโคมต่อ ยะเก็นเม้มปากเล็กน้อย
“ทำไมถึงอยากได้ตัวพี่นาคิกิทสึเนะคืนขนาดนั้น?” รู้ตัวอีกทีก็หลุดปากออกไปเสียแล้ว นางสะดุ้ง ยกมือปิดปากเมื่อพี่ชายเงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้าประหลาดใจ เห็นเช่นนั้นเด็กสาวที่ไม่มีทางเลือกหลงเหลือจึงตัดสินใจกล่าวต่อ “นางไม่ใช่สาวบริสุทธิ์แล้ว...และนางก็ไม่ได้รักพี่อิจิถูกไหม? ทำไมถึงอยากได้ตัวนางคืน ทั้งที่นางก็เคยหักหน้าพี่อิจิไปครั้งหนึ่ง”
พูดจบก็ก้มหน้างุด เตรียมรับคำต่อว่าจากพี่ชายที่เอ่ยเรื่องหยามเหยียดศักดิ์ศรีออกไป...รู้หรอกว่าอิจิโกะไม่ค่อยชอบใจให้พูดถึงเรื่องงานแต่งงานที่ต้องถูกยกเลิกไปเพราะไร้เงาเจ้าสาวเมื่อสามเดือนก่อน แต่ครั้งนี้นางทนไม่ไหวจริง ๆ
ยะเก็นไม่เคยลืมภาพพี่อิจิที่พยายามเก็บกลั้นความเจ็บปวด ความอับอาย และความเสียใจ โค้งหัวเอ่ยขอโทษแขกเหรื่อทุกคน นางเป็นผู้ใหญ่มากพอที่จะไม่นึกชิงชังนาคิกิทสึเนะผู้เป็นต้นเหตุของเรื่องในคราวนั้น เพียงแต่สงสารพี่ชายผู้เป็นที่รัก สงสารน้อง ๆ ที่ไม่มีพี่อิจิคอยใส่ใจเหมือนเคย...
และสงสารตัวเองที่ต้องคอยเฝ้ามองเขาเอาแต่ไล่ตามผู้หญิงคนอื่นมาตลอดเวลา
“ยะเก็นของพี่…” เสียงนุ่มนวลขานเรียกทำให้ยะเก็นต้องเงยหน้าขึ้น ทันทีที่เห็นพี่ชายแย้มรอยยิ้มอ่อนโยนมาให้ แววตาของนางก็พลันไหวระริกขึ้นมา เด็กสาวนึกอยากยกมือปิดหู ไม่ต้องการรับฟังคำใดต่อ แต่ก็ทำได้เพียงนั่งนิ่งงัน อิจิโกะเก็บดาบใส่ฝัก วางไว้ที่ข้างกายและขยับตัวไปใกล้น้องสาว
“พี่รักนาคิกิทสึเนะ” คำพูดที่ยะเก็นไม่หวังอยากได้ยินที่สุดดังออกมาอย่างแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบสงัด เด็กสาวเผลอกลั้นหายใจ มองใบหน้างดงามของพี่ชายที่อยู่ไม่ห่าง “พี่รักนางไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...และยังคงรักแม้ว่าใจนางจะมีคนอื่น พี่อยากจะได้นางคืนมาด้วยศักดิ์ศรีของตนเอง...และการประลองนั้นคือโอกาสที่พี่จะพิสูจน์ว่าความรักของพี่เอาชนะท่านโคกิทสึเนะมารุได้”
“ทำไมล่ะ…” แว่วเสียงในใจกลับหลุดรอดออกไปเป็นคำพูด ยะเก็นก้มหน้านิ่ง “ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้...เพื่อผู้หญิงที่ไม่มีที่ว่างในหัวใจเผื่อให้พี่อิจิด้วย?”
“อาจเพราะความรัก…ความรักทำให้เราทำอะไรต่อมิอะไรได้มากมาย” มืออบอุ่นแนบกุมลงสองข้างแก้มอ่อนนุ่ม ประคองให้น้องสาวเงยขึ้นมอง ทว่ายะเก็นกลับไม่ยอมสบสายตา “เจ้ายังเด็ก...คงไม่รู้จักความรักดีนัก”
ถ้อยวาจานั้นบาดลึกลงในดวงใจของยะเก็นราวกับใบมีดคมกริบ เด็กสาวกัดฟันกรอด ดึงมือพี่ชายคนโตออกจากสัมผัสเกาะกุมแล้วลุกขึ้นยืนอย่างไม่รีรอ อิจิโกะเลิกคิ้วด้วยความงุนงง ทว่านางก็ไม่เอ่ยปากอะไร เพียงเดินไปเปิดประตู ปล่อยให้แสงจันทร์ลอดผ่านเข้ามาอาบไล้ร่างทั้งสอง
“ข้าไม่ใช่เด็กแล้ว…” เสียงเรียบเย็นที่ยะเยือกไปกว่าทุกทีเอื้อนเอ่ย “...และข้ารู้จักความรักดีกว่าที่ท่านพี่คิด”
สิ้นคำนั้น ร่างบอบบางก็ก้าวออกจากห้องโดยไม่แม้แต่จะเหลียวสายตา ทิ้งไว้เพียงร่างของพี่ชายลำพัง
-
ยามเช้าวันประลองมาถึง ยะเก็นก้มหน้าก้มตาทานอาหารของตนไม่พูดไม่จากับใคร จนพลอยทำให้พี่น้องต้องหันมองกันด้วยความกังวล ทั้งที่นางดูจะร่าเริงขึ้นมาได้เล็กน้อยระหว่างการเดินทางแล้วแท้ ๆ เหตุใดจึงกลับไปเป็นเช่นอย่างเดิมอีก
มีเพียงโฮเนบามิที่เมื่อคืนยังไม่หลับตอนน้องสาวออกจากห้องไป จึงพอจะเดาออกว่าคงเกิดอะไรขึ้นระหว่างยะเก็นกับพี่อิจิเป็นแน่...เมื่อคิดเช่นนั้น นางก็ได้แต่ถอนหายใจ
เมื่อเสร็จจากมื้ออาหาร ข้ารับใช้จากซังโจก็มานำทางพี่น้องโทชิโร่ทั้งหมดไปยังที่นั่งข้างลานประลอง มีขุนนางระดับสูงมาคอยท่าแล้ว พี่อิจินั่งอยู่ตรงที่นั่งข้างพลับพลา หันมาแย้มรอยยิ้มอ่อนหวานให้น้อง ๆ ทุกคนอย่างเคย หลังจากประจำที่กันได้ไม่นานเกินรอ มิคาสึกิกับอิชิคิริมารุก็มาถึง
“การประลองในวันนี้ มิใช่การประลองเพื่อหมายเอาชีวิต ผู้ใดได้รับชัยชนะ จะได้ครองคู่กับท่านหญิงนาคิกิทสึเนะแห่งคุนิโยชิ และผู้แพ้จะไม่มีสิทธิ์โต้แย้งใด” นายท่านแห่งซังโจที่หยุดยืนหน้าพลับพลาประกาศด้วยน้ำเสียงแน่นหนักทรงอำนาจ “ขอให้พวกเจ้าทั้งสองโปรดควบคุมสติและอารมณ์ของตนให้ดี ประลองกันให้สุดฝีมือ แต่จงอย่ามาดหมายการเข่นฆ่า จงหยุด...เมื่อข้าสั่งให้หยุด หรือประกาศชัยชนะแล้ว”
โคกิทสึเนะมารุก้าวตรงมายังลานประลอง ขณะเจ้าชายแห่งอาวาตะงุจิลุกขึ้นยืน โค้งกายลงต่อหน้าคนของตนทั้งหมดโดยมีเสียงให้กำลังใจของน้อง ๆ ดังประสานกัน
ครั้นเห็นคู่ประลองทั้งสองยืนประจำที่ โค้งกายทำความเคารพซึ่งกัน และชักดาบออกมาเตรียมพร้อมแล้ว มิคาสึกิก็สูดลมหายใจลึก
“ข้า มิคาสึกิ มุเนะจิกะ ในนามของผู้ครองแคว้นซังโจ...ขอเริ่มการประลองดาบระหว่างองค์ชายอิจิโกะ ฮิโตฟุริแห่งอาวาตะงุจิ และโคกิทสึเนะมารุแห่งซังโจ ณ บัดนี้!”
บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดลงทันที สายตาทุกคู่พลันจดจ้องมากลางลานประลอง ซึ่งทั้งสองกำลังพินิจประเมินกันและกัน ความกดดันโรยตัวลงทั่วบริเวณ ก่อนที่อิจิโกะจะเป็นฝ่ายพุ่งเข้าหาก่อนเมื่อเจอช่องว่าง โคกิทสึเนะมารุแสยะยิ้มน้อย ๆ พร้อมกับยกดาบตนขึ้นตั้งรับอย่างรวดเร็ว จนเกิดเสียงเหล็กกระทบกันกังวานก้อง หลังต้านแรงกันอยู่สักพัก สองร่างจึงผละจากกันชั่วขณะ ก่อนจะเริ่มบรรเพลงเพลงดาบที่รวดเร็วโจมตีเข้าใส่กันไม่ยั้ง
ท่วงท่าการตวัดดาบของอิจิโกะนั้นทั้งสง่างามและพลิ้วไหว ในขณะที่จังหวะของโคกิทสึเนะมารุหนักแน่นและทรงพลัง ลีลาการต่อสู้อันงดงามระหว่างคู่ประลองทั้งสองสะกดสายตาผู้ชมได้ชะงัดจนไม่มีใครออกปากพูดอะไร
ยะเก็นจ้องมองนาคิกิทสึเนะที่นั่งอยู่ในพลับพลาฝั่งตรงข้าม เห็นนางบีบมือหลับตาแน่นคล้ายกำลังภาวนา ชวนให้นึกสะท้อนใจว่าพี่ชายจะต่อสู้ไปเพื่ออะไร เมื่อในห้วงคำนึงของท่านหญิงน้อยผู้นั้นไม่มีเขาอยู่เลยแม้แต่ส่วนเสี้ยว
คู่ประลองต่างผลัดกันรุกผลัดกันรับ จู่โจม หลบหลีกโดยไม่มีใครพลาดพลั้ง อิจิโกะปัดคมดาบที่โคกิทสึเนะมารุฟาดฟันเข้าใส่ ก่อนจะอาศัยจังหวะนั้นวาดดาบในมือตนเข้าใส่ฝ่ายตรงข้าม โคกิทสึเนะมารุรีบยกดาบขึ้นกันเอาไว้แล้วฝืนแรงเอี้ยวตัวหลบจากรัศมีคมนั้นและแทงดาบสวนไปตรงต้นแขนขวาของคู่ประลองจนเกิดเป็นแผลเฉี่ยวได้
อิจิโกะสะดุ้งรีบถอยไปตั้งหลัก กุมแผลเลือดไหลไว้แน่น มิดาเระกรีดร้องรีบยกมือปิดตาด้วยความตกใจเมื่อเห็นพี่ชายได้รับบาดเจ็บ แต่ดูคล้ายว่าเจ้าตัวจะยังมีสติครบถ้วนดี เมื่อครู่เขาสัมผัสได้ว่าโคกิทสึเนะมารุมีอาการแปลกไป ดวงตาสีทองลอบมองสำรวจว่ามีจุดใดที่อีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บหรือไม่ และแม้อดีตขุนพลแห่งซังโจที่ยกดาบขึ้นเตรียมพร้อมอีกครั้งจะพยายามปกปิดเต็มที่ แต่ในที่สุดเจ้าชายหนุ่มก็สังเกตเห็น
...ไหล่ขวา
“ไม่เลวนี่…เห็นอายุเท่านี้แต่ฝีมือเกินคาดเชียว” จิ้งจอกหนุ่มเอ่ย
“เป็นเกียรติที่ได้รับคำชมจากท่าน...แต่ข้าไม่คิดจะยอมแพ้หรอกนะขอรับ”
องค์ชายแห่งอาวาตะงุจิกระชับดาบในมือมั่นก่อนจะพุ่งเข้าหาอย่างไม่รีรอ โคกิทสึเนะมารุยกดาบขึ้นตั้งรับ ทว่าอิจิโกะกลับเบี่ยงตัวเปลี่ยนวิถีดาบกะทันหัน ดวงตาสีแดงเบิกกว้างเมื่อถูกปัดดาบกระเด็นหลุดจากมือ ก่อนที่คนอายุน้อยกว่าจะสะบัดปลายคม วาดเข้าที่ไหล่ข้างขวาของเขาเต็มแรงจนถากได้แผลลึก
“โคกิทสึเนะมารุ!” นาคิกิทสึเนะกรีดร้อง เผลอตัวลุกยืนขึ้นทันทีที่เห็นสามีทรุดกายนั่งลง อิจิโกะชี้ปลายดาบใส่หน้าเขา เหยียดสายตาลงมองอย่างดุดัน โคกิทสึเนะมารุกัดฟันกรอด กุมแผลเลือดรินที่ไหล่ขวามองคนที่ยืนค้ำหัวอยู่ ดูเหมือนว่าจะไม่อาจจับดาบขึ้นมาได้อีกแล้ว
“แม้จนตอนนี้นางก็ยังมองเพียงท่าน…”
ดาบในมืออิจิโกะถูกยกขึ้นท่ามกลางความตกใจและเสียงอึงอลร้องห้ามของผู้คนรอบบริเวณ นามาซึโอะและเหล่าน้องชายพากันส่งเสียงตะโกนหวังจะเรียกสติพี่ใหญ่ มิดาเระหันไปซบลงกับไหล่องครักษ์หนุ่มน้อยคนรัก โฮเนบามิกอดอาคิตะและโกโคไทไว้ บังตามิให้เห็นสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไป
มีเพียงยะเก็นที่เบิกตากว้าง ตัวชาวาบเพราะภาพที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า
“นะ...นาคิกิทสึเนะ?”
นาคิกิทสึเนะยืนขวางอยู่ระหว่างกลาง ใบหน้าใต้หน้ากากซีดเผือด ร่างกายบอบบางสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด แต่กระนั้นก็ยังคงกางแขนปกป้องสามีผู้เป็นที่รักไม่ยอมขยับ ผู้คนรอบข้างล้วนนิ่งงันไปด้วยภาพที่เห็น สึรุมารุเกือบจะโผกายออกมาแล้วหากมิคาสึกิไม่ยกแขนกั้นทางนางเอาไว้
“ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร…” แววตาของเจ้าชายแห่งอาวาตะงุจิสั่นระริก มองสบตานางด้วยความไม่เข้าใจ...เหตุใดนางต้องเสี่ยงชีวิตตนเอง ปกป้องชายคนนั้นถึงขนาดนี้ด้วย
ใช่...ทำไปเพื่ออะไร ได้ยินแว่วเสียงของพี่ชายเช่นนั้น ยะเก็นก็ยกมือขึ้นกำอกเสื้อข้างซ้าย ที่ซึ่งอวัยวะสูบฉีดเลือดกำลังบีบรัดแน่นจนทรมานอยู่ภายใน
เห็นแล้วมิใช่หรือว่าเขามีเพียงคนคนนั้น แล้วจะยังฝืนดึงดันไปเพื่ออะไร
“ข้า...ข้ารักเขา” เสียงเบาแผ่วดังลอดผ่านริมฝีปาก นาคิกิทสึเนะสูดหายใจลึกเรียกความกล้าแล้วหลับตาลง มือปลดหน้ากากที่สวมอยู่ออก ทิ้งมันลงกับพื้นก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขาตรง ๆ โดยปราศจากสิ่งใดกั้นขวางเป็นคราแรก
“ข้าขอโทษที่หักหลังเจ้า...ข้าขอโทษที่ทำผิดคำสาบาน ข้าขอโทษที่ไม่อาจเป็นภรรยาของเจ้าได้...แต่ว่าอิจิโกะ” ดวงตาสีทองเรียวงามเหลือบมองโคกิทสึเนะมารุที่นั่งอยู่เบื้องหลัง “แต่...ความรักที่ข้ามีต่อเขา ความรู้สึกที่เรามีต่อกันนั้นก็เป็นเรื่องจริง”
รอยยิ้มบางคลี่ออกมาบนริมฝีปากกลีบบาง พร้อมกันกับหยาดน้ำหยดใสซึ่งคลออยู่ตรงขอบตา มือเล็กยกขึ้นสัมผัสเหนือหน้าท้องที่นูนขึ้นมาเล็กน้อย และคงไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นมาก่อน
“เช่นกันกับเด็กในท้องของข้าคนนี้…”
แม้เสียงเอ่ยแผ่วเบา แต่ด้วยความเงียบสนิททั่วทั้งบริเวณ ทุกคนรอบสนามประลองต่างได้ยินคำนั้น พี่น้องต่างตกตะลึง ยะเก็นเองก็เบิกตากว้างไม่ต่างจากผู้ชมทั้งหลาย
นาคิกิทสึเนะ...ตั้งท้อง? กับโคกิทสึเนะมารุ?
เสี้ยวสติที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดของอิจิโกะราวกับพลันขาดผึงลงทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น...มือซึ่งถือดาบจ่อแนบอยู่บนคอนาคิกิทสึเนะชักขึ้นสูง หมายจะฟาดฟันใส่นางด้วยอารมณ์ที่ไม่อาจควบคุม โคกิทสึเนะมารุกัดฟันแน่น รีบดันตัวขึ้นดึงเด็กสาวซึ่งไม่ยอมขยับหลบเข้ามาในอ้อมกอด หันแผ่นหลังตนเตรียมรับคมดาบแทน
“พี่อิจิ พอได้แล้ว...!!”
ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของผู้คนที่แวดล้อมอยู่รอบกาย มีเสียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ลอดดังเข้าไปถึงโสตประสาทของเจ้าชายหนุ่มให้พลันชะงักมือทันที อิจิโกะหอบหายใจ มองสองร่างที่โอบกอดกันแนบชิดอยู่เบื้องหน้า แล้วจึงหันกลับไปทางเจ้าของเสียง
“ยะเก็น…”
“พอสักที...พี่อิจิไม่ใช่พี่อิจิที่พวกข้ารู้จักแล้วนะ” เด็กสาวสูดหายใจลึก มือเรียวกำแน่น จ้องมองตอบเขาด้วยแววตาคลอนไหวก่อนที่ร่างบอบบางจะโผลงจากพลับพลาเดินตรงเข้าไปหา
พอสักที...การต้องเจ็บปวดเพราะทำเพื่อคนที่ไม่ได้รักตน ทั้งสำหรับพี่อิจิ...และสำหรับนาง ทุกสิ่งที่ยืดเยื้อล่วงเลยมากว่าสามเดือนควรจะจบลงได้แล้ว
“พูดอะไรของเจ้าน่ะยะเก็น...พี่ก็ยังเป็นพี่คนเดิ--”
เพี๊ยะ!
เสียงท้ายประโยคพลันขาดหายกลับกลายเป็นเสียงกระทบดังกังวาน ภาพของยะเก็นที่สะบัดฝ่ามือตบหน้าพี่ชายเต็มแรงอย่างปราศจากความกลัวเกรงทำให้ทุกคนต้องเบิกตากว้าง ไม่เว้นแม้แต่โคกิทสึเนะมารุและนาคิกิทสึเนะที่เพิ่งรอดพ้นความตายจากคมดาบมาได้อย่างเฉียดฉิว
ฝ่ามือที่เพิ่งกระทบกับใบหน้าคนที่รักยังร้อนผ่าว เช่นกันกับหยาดน้ำที่ซึมไหลลงอาบสองแก้ม
ตั้งแต่ผ่านวัยทารกมา นางไม่เคยร้องไห้...แล้วเหตุใด?
“หันมองน้อง ๆ บ้างหรือเปล่า...เคยสนใจบ้างไหมว่าตลอดเวลาที่พี่อิจิมัวแต่ไล่ตามพี่นาคิกิทสึเนะ น้อง ๆ ต้องเหงาถึงขนาดไหน” เด็กสาวเอ่ยเสียงเครือสั่น เงยหน้ามองพี่ชายด้วยความขุ่นเคือง “พี่อิจิที่พวกข้ารู้จัก ไม่มีวันทำแบบนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเห็นครอบครัวมาก่อนสิ่งอื่นใดไม่ใช่หรือ”
พี่ชายคนโตชะงักนิ่งยามสดับฟังถ้อยประโยคนั้น ดวงตาสีทองหลุบลงเล็กน้อยก่อนจะเลื่อนไปสบกับนาคิกิทสึเนะซึ่งอยู่ในอ้อมกอดของชายที่นางรัก มองร่างกายบอบบางที่เขาไม่มีวันได้กลับคืนมา
“พี่นาคิกิทสึเนะรักท่านโคกิทสึเนะมารุ…แล้วตอนนี้นางยังมีลูกในท้อง พี่อิจิจะพรากพ่อลูกเขาหรือ?” เสียงของน้องสาวเรียกให้อิจิโกะหันกลับมา แววตาของยะเก็นในตอนนี้เหลือเพียงความไหวสั่น มือเรียวเล็กเอื้อมมากุมด้ามดาบที่ชายหนุ่มถืออยู่ ปลดมันออกจากมือเขาอย่างช้า ๆ “พอเถอะนะ…”
เด็กสาวปล่อยดาบทิ้งลงกับพื้น โผกายเข้าสวมกอดพี่ชายไว้แน่น
“กลับมาเป็นพี่อิจิที่แสนดีของพวกข้าเถอะ…”
ไม่มีคำพูดใด ๆ ตอบรับ...มีเพียงแค่วงแขนแสนอบอุ่นที่โอบร่างนางกระชับไว้แนบสนิทกาย
-
“ยะเก็น!”
เสียงของนามาซึโอะเรียกให้เจ้าของนามหันกลับไปมอง ทว่ายังไม่ทันจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ในมือนางก็มีกล่องไม้ขนาดกลางกล่องหนึ่งวางอยู่เสียแล้ว เด็กสาวมุ่นคิ้ว มองพี่ชายด้วยความงุนงง
“นี่มันอะไรน่ะ?”
โฮเนบามิเดินมาหยุดอยู่ข้างคู่แฝดของนางพลางหันมองนามาซึโอะที่กำลังยิ้มแป้นดวงตาเป็นประกาย แล้วจึงหันไปตอบความให้แทน “อุปกรณ์ทำแผล...พี่อิจิวานให้เจ้าช่วยทำแผลให้น่ะ”
“ขะ ข้าเนี่ยนะ!” ยะเก็นสะดุ้งสุดตัวจนเกือบจะทำกล่องปฐมพยาบาลหลุดจากมือ โชคดีที่พี่ชายคนรองช่วยตะครุบไว้ทัน “ไม่เอาหรอก...ให้คนอื่นทำไปสิ”
“พี่อิจิบอกว่าต้องเป็นเจ้าเท่านั้นน่ะ” พี่สาวเอ่ยเสียงเรียบก่อนจะคลี่ยิ้มบาง “จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ยอมให้ใครทำแผลห้ามเลือดให้เลย เหมือนจะรอเจ้าคนเดียว”
ได้ยินแบบนั้นเด็กสาวก็หน้าแดงฉ่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เรียกเสียงหัวเราะเบา ๆ จากคู่แฝดได้เป็นอย่างดี “มะ ไม่รู้ด้วยแล้ว!” พอทำอะไรไม่ถูกนางจึงได้แต่กอดกล่องพยาบาลวิ่งหลบออกมา ครั้นรู้สึกว่าไกลจากเสียงหยอกล้อของพี่ชายได้พอประมาณแล้ว ยะเก็นจึงก้มลงมองกล่องไม้ในมืออย่างชั่งใจ
แต่กระนั้น ด้วยความห่วงใยที่มีมากกว่า ก็พาให้ยะเก็นเดินตรงไปยังห้องของพี่ชายอย่างเสียมิได้
“พี่อิจิ...อ๊ะ โทษที กำลังยุ่งเหรอ” เด็กสาวที่เปิดประตูเข้าไป เห็นอิจิโกะกำลังสนทนากับแม่ทัพนางาโซเนะชะงักเล็กน้อย นางตั้งใจจะรีบออกจากห้องแล้ว แต่เสียงนุ่มนวลก็หยุดเอาไว้เสียก่อน
“ไม่เป็นไร ยะเก็น...เข้ามาเถอะ พี่คุยเสร็จพอดี” พอหันกลับไปก็เห็นพี่อิจิส่งยิ้มมาให้อย่างอ่อนโยน ขณะที่ชายวัยค่อนกลางคนลุกขึ้นยืน โค้งศีรษะให้นางก่อนจะเดินออกจากห้องไป ยะเก็นหลุบตาลงอย่างลังเลเล็กน้อย แต่ในที่สุดก็ยอมเดินเข้าไปนั่งลงตรงข้ามพี่ชาย
“ทำไมไม่ยอมทำแผลล่ะ” พอสังเกตเห็นใบหน้าที่ซีดเซียวลงไปไม่น้อยเพราะการเสียเลือดของพี่อิจิ เด็กสาวก็ขมวดคิ้วมุ่นตามประสาคนเรียนการแพทย์ นางเอื้อมไปเปิดกล่องพยาบาล หยิบอุปกรณ์ออกมาห้ามเลือดและปิดแผลอย่างแคล่วคล่องโดยมีสายตาชายหนุ่มมองตามทุกการเคลื่อนไหว
“พี่คิดว่านามาซึโอะบอกเจ้าไปแล้วเสียอีก” ดวงเนตรสีทองทอแววอ่อนโยน มือใหญ่เคลื่อนขึ้นจับข้อมือน้องสาวไว้แผ่วเบา “พี่อยากให้เจ้าเป็นคนทำแผลให้...แค่เจ้าคนเดียวเท่านั้น ยะเก็น”
สองแก้มนวลพลันเรื่อแดงขึ้น พลอยทำให้มือที่กำลังพันแผลกระตุกอย่างแรงจนผ้ารัดแน่น ทำเอาอิจิโกะสะดุ้งเฮือกสุดตัวด้วยความเจ็บ
“คะ...ความผิดพี่อิจินั่นแหละ!” ยะเก็นเงยหน้าขึ้นร้องใส่ก่อนพี่ชายจะทันอ้าปากพูด ใบหน้าของนางยังคงแดงก่ำกระทบกับแสงจากเปลวไฟระเรื่อ ในที่สุดดวงตากลมโตก็หลุบลงสนใจงานตรงหน้าต่อเหมือนพยายามเรียกสติ
“ยะเก็น...ไม่เห็นต้องโกรธขนาดนี้เลย” เสียงนุ่มดังออดอ้อน กระนั้นเด็กสาวก็ยังไม่ยอมเงยหน้า ไม่ยอมแม้แต่จะเหลือบสายตาด้วยซ้ำ เห็นเช่นนั้นเจ้าชายหนุ่มจึงแสร้งทำสีหน้าสร้อยเศร้า “งั้นหรือ ไม่อยากมองหน้าพี่แล้วสินะ”
“...ข้าไม่ได้โกรธสักหน่อย ท่านพี่ไร้สาระ” ใจอ่อนยวบลงทันตาเห็น ยะเก็นเก็บชายผ้าพันแผลแล้วกระเถิบตัวถอยห่างออกมา ใจจริงนางคิดอยากลุกหนีไปเลยด้วยซ้ำหากไม่โดนจับมือไว้ก่อน
“ถ้าไม่ได้โกรธ แล้วไยจึงยังต้องหนีหน้าพี่อยู่อีก” เด็กสาวเหลือบมองกลับมา เห็นแววตาอาทรของพี่ชายเต็มไปด้วยความกังวลจนพาลบีบหัวใจตนให้รัดแน่น “พี่อยากจะขอบคุณเจ้านะ ยะเก็น หากเจ้าไม่เรียกสติพี่ พี่จะทำอะไรเลวร้ายลงไปบ้างก็ไม่รู้”
สุภาพบุรุษแห่งอาวาตะงุจิลงมือกับเด็กสาวที่กำลังตั้งครรภ์อ่อน...หากแม้นเขากระทำลงไปจริง มันคงจะกลายเป็นตราบาปติดตัวไปชั่วชีวิต ไม่ว่าจะชดใช้อีกสักกี่ภพชาติก็ไม่มีทางหมดสิ้น
“ก็พี่อิจิงี่เง่า…” ยะเก็นถอนหายใจเฮือก ตัดสินใจละทิ้งความรู้สึกทั้งหมดที่มีแล้วขยับตัวขึ้นคุกเข่า โอบศีรษะพี่ชายลงมาแนบไหล่คล้ายหวังจะปลอบประโลม “ไปขอโทษน้อง ๆ เสียด้วยล่ะ”
“อื้ม…” อิจิโกะขานรับเสียงแผ่ว สองแขนสวมกอดรอบร่างน้องสาวดึงให้เข้ามาชิดอย่างนุ่มนวล ยะเก็นเกร็งตัวขึ้นเล็กน้อย แต่กระนั้นก็ไม่ได้ฝืนแรงจะขยับหนีออกอีกแล้ว นางเพียงแค่ซุกอยู่ในอ้อมกอดอบอุ่น หลับตาลงรับสัมผัสลมหายใจสงบนิ่งที่เป่ารดเหนือกระหม่อม
อยากให้ช่วงเวลานี้คงอยู่ตลอดไปนิจนิรันดร์…
คำขอนี้ของนาง...จะมากเกินไปหรือเปล่านะ
-
“ยะเก็น ๆ นั่นอะไรน่ะ”
ยะเก็นหันไปหามิดาเระซึ่งกำลังชะโงกมองจากระเบียงชั้นบนของปราสาทพลางปากก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย ยามมองเห็นขบวนเดินทางยาวเหยียดกำลังผ่านประตูใหญ่ด้านหน้าเข้ามาไม่กี่วันหลังเสร็จจากการร่วมพิธีวิวาห์ของมิคาสึกิกับสึรุมารุ และกลับมาถึงอาวาตะงุจิแล้ว
“ขบวนบรรณาการจากซังโจน่ะ” พี่สาวตอบ “ค่าชดเชยเรื่องที่เกิดขึ้น มีเงินทองจำนวนมาก ไพร่พล ม้า อาวุธอย่างละห้าหมื่น พืชผลทางการเกษตรอีกห้าแสนเกวียน...อ้อ แล้วก็ยังยกเขตแดนแคว้นใกล้ ๆ ชายแดนเราในอาณัติของซังโจให้ด้วยนะ”
“โห...เยอะมากเลยนะนั่น” บุตรสาวคนเล็กของผู้ครองแคว้นอาวาตะงุจิทำตาโตด้วยความตื่นเต้น “ชดเชยเรื่องพี่นาคิกิทสึเนะน่ะเหรอ?”
“ถ้าไม่เยอะขนาดนี้คงไม่สมเกียรติซังโจล่ะนะ” ยะเก็นหัวเราะ พลางสองเท้าก็ออกก้าวเดินต่อ “พี่อิจิวานให้ข้าไปช่วยคุมการตรวจสอบของบรรณาการด้วย คงใช้เวลานานพอควร มิดาเระ...เจ้าไปเล่นกับพวกน้อง ๆ ก่อนก็ได้ เดี๋ยวจะพาลเบื่อเอา”
“เอ๋...ยะเก็นคืนดีกับพี่อิจิแล้วเหรอ~” ได้ยินดังนั้น น้องสาวก็วิ่งตามมาอมยิ้มหัวเราะคิกคักหยอกแซวทันที
“ก็ไม่เชิงหรอก…” พี่สาวหัวเราะในลำคอเบา ๆ “เรื่องที่พี่อิจิทิ้งน้อง ๆ ไปตั้งหลายเดือนก็ยังไม่หายโกรธเสียทีเดียว แต่ไม่ถึงขั้นมองหน้ากันไม่ติดแล้ว”
“โธ่เอ๊ย พวกน้อง ๆ น่ะหายโกรธพี่อิจิหมดแล้ว...มีก็แต่ยะเก็นนั่นล่ะไม่ยอมหายสักที ข้าว่าไม่ได้โกรธเรื่องน้อง ๆ หรอกใช่ไหมล่ะ” แม้จะทำท่าเหมือนพูดลอย ๆ แต่คนข้างกายก็รู้ดีว่าน้องสาวหมายถึงเรื่องใด “น้อยใจที่พี่อิจิเอาแต่ตามหาผู้หญิงคนอื่นใช่ไหม ยะเก็น!”
“เจ้านี่ก็พูดไป” สมุดเล่มหนาในมือยะเก็นเคาะลงกับศีรษะคนพูดอะไรตรงเกินเหตุ จนมิดาเระต้องยกมือกุมหัวร้องโอดโอยแม้ไม่ได้เจ็บอะไรมากมาย “ข้าก็ไม่ได้เด็กขนาดนั้นเสียหน่อย”
“เพราะไม่เด็กไงล่ะ ยะเก็นไม่ยอมรับความจริงนี่นา--!”
“ความจริงเรื่องอะไรหรือ?” เสียงทุ้มนุ่มของบุคคลที่สามทำเอาสองสาวสะดุ้งเฮือก ครั้นหันไปก็เห็นพี่อิจิที่เพิ่งกลับมาจากการลาดตระเวนในเมืองเดินมาหาทั้งรอยยิ้ม
“ข้า...ขอตัวไปเล่นกับพวกน้อง ๆ ก่อนนะ วันนี้มีนัดว่าจะไปตัดชุดเสียด้วยสิ!” พอเป้าหมายพูดลับหลังเข้ามาใกล้ มิดาเระก็พาตัวเองลี้หนีจากสถานการณ์ยุ่งยากในบัดดล ทิ้งให้ยะเก็นยืนมึนงงอยู่ลำพัง
“ไม่สบายหรือยะเก็น” เห็นน้องสาวเหม่อ ฝ่ามือใหญ่ก็วางทาบลงบนหน้าผากราวจะวัดไข้ “ตัวก็ไม่ร้อนนี่ ไปตรวจของบรรณาการไหวหรือเปล่า”
“ข้าไม่ได้เป็นอะไรเสียหน่อย…” ครั้นสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากฝ่ามือที่แนบลงมา ยะเก็นก็ได้สติ รีบจับมือพี่ชายออกก่อนจะหันไปอีกทาง “แค่นี้ไม่หนักหนาสาหัสอะไรหรอกพี่อิจิ ข้าไปตรวจของบรรณาการเอง”
“...งั้นหรือ” สีหน้าของพี่ชายเจือด้วยความห่วงใยเมื่อได้ยินเช่นนั้น แต่สุดท้ายก็คลี่ยิ้มออกมาเพราะคิดว่าน้องสาวไม่ต้องการให้เป็นห่วงมากเกินควรนัก “เช่นนั้น ตรวจของบรรณาการเรียบร้อยแล้วมาหาพี่ทีนะ มีเรื่องจะคุยด้วย”
ยะเก็นกะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความประหลาดใจ แต่ก็ยอมพยักหน้าแต่โดยดี
-
กว่าจะตรวจข้าวของบรรณาการจากซังโจเสร็จสิ้น ค่ำคืนก็โรยตัวลงมาแล้ว ยะเก็นตัดสินใจไปอาบน้ำพร้อมกับโฮเนบามิและมิดาเระก่อน แล้วจึงแยกกันเพื่อไปพบพี่อิจิตามที่ถูกบอกมาก่อนหน้านี้ ระหว่างทาง นางก็ยังคงอดคิดไม่ได้ว่าพี่ชายมีเรื่องอะไรจะพูดกันแน่
ไม่ใช่เรื่องบรรณาการแน่ ๆ ...พักนี้พวกพี่น้องก็ไม่ได้ไปก่อเรื่องที่ไหน นางเองก็ไม่ได้เผลอปรุงยาอันตรายออกมาเสียหน่อย นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก ยะเก็นจึงได้แต่ขมวดคิ้วมุ่น
“ขอโทษที่มาช้านะ พี่อิจิ-- ท่านพ่อ? อะไรน่ะ มีเรื่องจะคุยกับข้าทั้งสองคนเลยหรือ?” พอเปิดประตูเข้าไปในห้องที่สาวใช้บอกว่าพี่อิจิอยู่ ก็ยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีก ในเมื่อปกติท่านพ่อจะไม่ค่อยได้สนทนากับพวกนางโดยตรง เว้นเพียงมีเรื่องสำคัญเท่านั้น
หรือนี่เรื่องสำคัญระดับแคว้นแล้วหนอ
“มาเสียทียะเก็น...นั่งลงสิ พ่อมีเรื่องจะคุยด้วย” เด็กสาวผงกศีรษะอย่างงุนงง แล้วนั่งลงบนเบาะรองข้างพี่ชายคนโต บิดาทอดสายตามองนางนิ่งอยู่พักหนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก “เรื่องที่เจ้าทำที่ซังโจ…”
ยะเก็นลอบกลืนน้ำลาย เตรียมใจโดนต่อว่าเต็มที่เพราะรู้ดีว่าทำเรื่องไม่เหมาะไม่ควรไปก็มาก
“ดูเหมือนนอกจากท่านมิคาสึกิแล้ว จะมีเจ้านายหลายแคว้นชื่นชมในความกล้าของเจ้านะ…” คนถูกชื่นชมเงยหน้าขึ้นทันทีด้วยความประหลาดใจ สีหน้าของบิดาเต็มไปด้วยความภาคภูมิผิดจากที่นางคาดไว้ว่าจะต้องโกรธเป็นแน่ “พวกเขาประทับใจในความอาจหาญ ความเฉลียวฉลาด และปรารถนาอยากเกี่ยวดองเจ้าไว้เป็นสะใภ้ เจ้าเองก็โตเป็นสาว พ่อและแม่ รวมถึงพี่ชายเจ้าเห็นสมควรว่าน่าจะถึงเวลาออกเรือนได้แล้ว ดังนั้นจึงตั้งใจจะจัดพิธีดูตัวให้เจ้า…”
“ไม่เอา!!”
ได้ยินเช่นนั้น ยะเก็นก็ใจหล่นวาบ นางเผลอตัว ผุดลุกพรวดขึ้นอย่างลืมรักษามารยาท อิจิโกะสะดุ้งตกใจเล็กน้อย ด้วยไม่คาดว่าน้องสาวจะมีปฏิกิริยาตอบโต้รุนแรงถึงเพียงนี้
“ไม่เอา...ข้าไม่อยากแต่งงานกับชายอื่น! ท่านพ่อ ไม่ต้องจัดพิธีดูตัวให้ข้าหรอกค่ะ” คล้ายเริ่มได้สติ ยะเก็นพยายามหายใจเรียกสติ มือเรียวกำแน่นขณะเอ่ยคำ สบดวงตาที่เมื่อครู่ยังเอ่อล้นด้วยความยินดีของท่านพ่อค่อย ๆ แปรเปลี่ยนไปเป็นความไม่พอใจ
“ยะเก็น อย่าเอาแต่ใจเป็นเด็ก ๆ ไปสิ...พิธีดูตัวจะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ออกจะกะทันหันไปหน่อย แต่เป็นฤกษ์งามยามดี” ชายวัยกลางคนเอ่ย
เป็นอีกครั้งที่เด็กสาวใจหายวาบ หันไปมองพี่ชายซึ่งกำลังหลุบหลบสายตาราวกับกำลังซ่อนเร้นคำตอบที่นางปรารถนาอยากถาม ภาพนั้นพลอยทำให้เสียงที่จะเปล่งหล่นหายไปกลางอากาศเสียอย่างนั้น
เมื่อใดกัน...ความเจ็บปวดของนางจักสิ้นสุด
หรือจะเป็นคราวนี้กันหนอ...หากนางคว้าเอาใยแมงมุมเปราะบางอันมีนามว่าการเลือกคู่นี้ไว้ จะพาตนเองหลบหนีจากก้นบึ้งของความจริงแสนทรมานได้หรือไม่ ความจริงที่ไม่ว่าอย่างไร รักของนางก็ไม่มีวันสมหวัง และพี่อิจิก็ไม่เคยคิดฉุดรั้งนางไว้แม้แต่นิด
สำหรับเขา...นางคือ ‘น้องสาว’ คงเป็นเพียงแค่นั้นตลอดไป
“เช่นนั้นก็ตามแต่ท่านพ่อเถอะ…” เด็กสาวกักกลั้นหยาดน้ำตา โค้งกายลงเอ่ย “ข้าขอตัวไปพักผ่อน...และเตรียมตัวสำหรับพิธีวันพรุ่งนี้ ราตรีสวัสดิ์”
นางหันหลังเดินออกจากห้องมา เก็บงำความเจ็บปวดไว้ลึกสุดใจ ทั้งนาง ทั้งพี่อิจิ ต่อไปต่างคนก็คงต่างต้องมีชีวิตของตนเอง มันควรเป็นเช่นนั้น เป็นสิ่งถูกต้อง
ต่อให้พี่อิจิมิได้วิวาห์ สักวันนางก็ต้องเป็นฝ่ายสมรสกับใครสักคนอยู่ดี
การหลงรักพี่ชายของตนนั้น...มันผิดนับตั้งแต่แรก
-
พิธีดูตัวผ่านมาหลายเดือน บัดนี้จวนถึงเวลางานวิวาห์ คู่หมั้นของยะเก็นเป็นองค์ชายจากแคว้นห่างไกล แม้เขาจะเป็นคนขี้โอ่ โง่เขลา ไร้ความสามารถ มิได้มีอะไรดีเลยแม้แต่นิดเทียบกับชายที่นางเคยรัก ถึงพี่น้องจะคัดค้านเพียงไร แต่การรีบพาตนเองไปให้ไกลจากความทรงจำแสนเจ็บปวดให้เร็วที่สุด ก็เป็นความปรารถนาสูงสุดของยะเก็นไปเสียแล้ว
นางจึงตัดสินใจเลือกคู่ดูตัวคนแรกคนนั้น
ตลอดเวลาที่ผ่านมา นับแต่งานดูตัวจนถึงวันนี้ เด็กสาวแทบไม่พบหน้าพี่อิจิเลย ทราบว่าออกไปลาดตระเวนข้างนอกคนเดียวแต่เช้าตรู่และกลับมาดึกดื่นอยู่เป็นประจำทุกวัน เมื่อเป็นเช่นนั้น ยะเก็นจึงแสร้งทำไม่สนใจ แม้รู้สึกอยู่ลึก ๆ ก็ตามทีว่าเป็นเช่นนี้ก็มิได้ต่างอะไรจากตอนนาคิกิทสึเนะเลย เพียงกลับกันเป็นพี่อิจิหลบหน้านางแทนเสียเท่านั้น
ตกดึกคืนก่อนพิธีสำคัญไม่กี่วัน ว่าที่เจ้าสาวนอนไม่หลับ จึงลุกออกมาดูดาวที่ในสวนหินนอกเรือน นางเหนื่อยกับทุกสิ่งทุกอย่าง คิดเพียงว่าหากวันวิวาห์มาถึงโดยเร็วก็คงดี…
“อื้อ…!?”
พลันนั้น ยะเก็นก็ต้องสะดุ้งสุดตัว ผ้าชื้นเปียกทาบลงปิดจมูกนางจากด้านหลัง กลิ่นหอมฟุ้งแสนคุ้นเคยปะทะเข้าในนาสิกประสาท ก่อนจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร สติสัมปชัญญะก็ถูกช่วงชิงไปจนหมดเสียแล้ว
ร่างบอบบางทรุดล้มลงอย่างไร้แรงต้าน หมดสติไปทั้งอย่างนั้นเอง
-
ปราสาทอาวาตะงุจิยามเช้าเกิดความโกลาหลขึ้นเมื่อมิดาเระและโฮเนบามิแจ้งว่ายะเก็นหายตัวไป เพราะโฮเนบามิพบว่าน้องสาวไม่ได้เอาข้าวของส่วนตัวไปเลยแม้แต่ชิ้นเดียว นี่จึงมิใช่การหนีออกจากบ้านอย่างแน่นอน
ดังนั้น ข้อสงสัยเดียวที่เหลืออยู่คือยะเก็นถูกใครสักคนลักพาตัว
ท่านพ่อส่งทหารออกตามหานางทั่วเมือง พี่อิจิที่กลับมาจากการลาดตระเวนตามลำพังก็ร้อนใจไม่น้อย รีบออกช่วยค้นหาน้องสาวทันทีโดยไม่คิดหยุดพัก
“พะ…พี่ยะเก็นโดนลักพาตัว เป็นไปได้ยังไงครับ” โกโคไทปล่อยโฮเมื่อรู้เรื่อง จนโฮเนบามิต้องอุ้มมากอดปลอบไว้ ซึ่งพอเห็นน้องชายคนเล็กร้องไห้ พวกพี่ ๆ เลยพลอยใจไม่ดีไปด้วย
“ใครกันนะที่ทำแบบนี้...มาลักพาตัวยะเก็นไปมีจุดประสงค์อะไรกันแน่” นามาซึโอะที่นั่งขัดสมาธิพิงกับตู้เก็บของอยู่ทำคิ้วขมวดครุ่นคิด “เพื่อทำลายพิธีแต่งงานหรือ หรือว่าจะเรียกค่าไถ่!”
“...ที่จริงมันก็ดีนะ”
เสียงพึมพำของอัตสึชิ โทชิโร่ที่ดังขึ้นมาทำให้พี่น้องทุกคนหันกลับไปมองด้วยความตกใจ ฝ่ายคนพูดที่เหมือนจะไม่มีสติอยู่เมื่อครู่ก็พลอยสะดุ้งโหยงไปด้วย เมื่อนึกได้ว่าตนหลุดปากอะไรออกไป “บะ...แบบว่า พวกเราก็ไม่ชอบใจอยากให้ยะเก็นแต่งงานกับหมอนั่นอยู่แล้วนี่ ใช่ไหม...ถ้านางไม่ต้องแต่งงานก็คงดี”
“...”
บังเกิดความเงียบขึ้นอึดใจใหญ่ในห้อง พี่น้องโทชิโร่ต่างมองหน้ากัน เห็นแววตาของกันและกันที่สื่อความปรารถนาเช่นนั้นออกมาไม่แตกต่าง
“แต่ถึงอย่างนั้น…” มาเอดะเอ่ยออกมาแผ่วเบาด้วยท่าทางเกรง ๆ “ถ้าหาพี่ยะเก็นไม่เจอแบบนี้ ก็จะเหมือนตอนพี่อิจิกับพี่นาคิกิทสึเนะเลยนะครับ”
“มันก็จริง” นามาซึโอะพยักหน้าเห็นพ้อง “อีกอย่าง เราก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของยะเก็นด้วย...ว่าไปข้าก็เริ่มอยู่เฉย ๆ ไม่ไหวแล้ว ไปตามหายะเก็นกัน!”
“ท่านพี่…” โฮเนบามิมองพี่ชายฝาแฝดที่ลุกยืนขึ้นพลางส่ายหน้าเหมือนระอาใจ แต่นางก็ไม่ได้ออกปากคัดค้าน เห็นเช่นนั้นนามาซึโอะก็ฉีกยิ้มกว้างราวได้รับคำอนุญาต
“เอาล่ะ…! ไปตามหายะเก็นกัน!” ว่าแล้วก็ตั้งท่าจะวิ่งนำน้อง ๆ ออกไปที่คอกม้า เพียงแต่กลับถูกหยุดไว้ด้วยร่างสูงสง่าที่เปิดประตูเข้ามาพอดี
“นามาซึโอะ จะไปไหนกันหรือ?”
“พี่อิจิ!” น้อง ๆ ร้องด้วยความดีใจแล้วพากันโผเข้ากอดพี่ชายคนโตแน่น อิจิโกะแย้มรอยยิ้มบางด้วยท่าทางเหนื่อยล้าและกอดตอบทุกคนเอาไว้ ฮิราโนะเงยหน้าร้องถามด้วยท่าทีร้อนรน “เจอพี่ยะเก็นไหมครับ!”
“ยังไม่เจอเลย…” เมื่อได้คำตอบ เด็ก ๆ ก็ต่างทำหน้าหงอย พี่ชายคนโตย่อตัวลงนั่งคุกเข่า ลูบหัวน้องทุกคนอย่างอ่อนโยน “แต่ว่าวางใจเถอะ...ยะเก็นจะต้องปลอดภัยแน่ ๆ อย่าทำหน้าเศร้าไปเลยนะ”
“พี่อิจิรีบหาพี่ยะเก็นให้เจอนะครับ...” ชินาโนะเอ่ยน้ำตาคลอ โกโตที่อยู่ข้าง ๆ เลยขยี้ผมเป็นเชิงปลอบไปในตัว อิจิโกะยิ้มบาง พยักหน้ารับคำแล้วโอบทุกคนมากอดไว้อีกครั้ง
“พี่สัญญา...ยะเก็นจะต้องปลอดภัย”
เป็นถ้อยคำธรรมดาที่ไม่น่าจะแปลกอะไร ทว่ากลับทำให้โฮเนบามิต้องขมวดคิ้วอย่างสังหรณ์ไม่ดี
-
“อือ…”
เด็กสาวรู้สึกตัวตื่นขึ้นพร้อมกับความปวดหนัก ๆ ในหัว ดวงตากลมโตกะพริบปริบหลายครั้งเรียกสติก่อนจะยันร่างลุกนั่งเพื่อมองสำรวจโดยรอบบริเวณที่ไม่คุ้นเคยเลยแม้แต่นิด
ที่นี่ที่ไหน…!
ความประหลาดใจปลุกให้ยะเก็นตื่นเต็มตา ที่ที่นางอยู่ตอนนี้ คล้ายว่าจะเป็นกระท่อมคนตัดฟืนเก่า ๆ ในยามค่ำคืน แทบไม่มีข้าวของ เว้นแต่เพียงฟูกที่นางอาศัยนอนอยู่ เด็กสาวก้มลงสำรวจทั่วตัว ซึ่งดูเหมือนยังปลอดภัยดีไม่มีสิ่งใดบุบสลาย
นางนึกย้อนไปถึงเรื่องก่อนจะหลับไป...กลิ่นหอมแบบนั้นต้องเป็นยาสลบที่นางทำขึ้นเองไม่ผิดแน่ แล้วใครกันที่ทำเช่นนี้กับนาง เอายานั่นไปจากห้องทำงานของนางได้อย่างไร
“...!?”
เสียงกุกกักที่ดังขึ้นนอกกระท่อมทำให้ยะเก็นสะดุ้ง มือเรียวคว้าเอาผ้าห่มผืนบางมาคลุมตัวไว้ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเตรียมพร้อมหากคนข้างนอกคิดจะทำอันตราย เงาตะคุ่มปรากฏขึ้นหลังประตูกระดาษ สะท้อนเงาจากตะเกียงในมือคนผู้นั้น ก่อนที่ประตูจะถูกเปิดออก
“...ยะเก็น? ตื่นแล้วสินะ ดีจัง”
ทว่าภาพชายที่ปรากฏต่อหน้าช่างน่าตกใจยิ่งเสียกว่าอะไรทั้งหมดทั้งมวล ยะเก็นขมวดคิ้ว แข้งขาหมดเรี่ยวแรงจนต้องทรุดลงนั่งบนฟูก ริมฝีปากของนางสั่นระริกจนรู้สึกได้ยามเอ่ยคำ
“พะ...พี่อิจิ? ทำไม…”
เจ้าชายองค์โตแห่งอาวาตะงุจิคลี่ยิ้มบางไม่รู้สึกรู้สา แล้วเดินเข้ามานั่งลงข้าง ๆ น้องสาวที่ยังตกตะลึงไม่หาย เขาวางห่อผ้าที่ถืออยู่ลง ก่อนจะคลี่มันออกอย่างกระตือรือร้น “คงหิวแย่แล้วสิ...พี่เอาอาหารมาให้แล้วนะ”
“พี่อิจิ...นี่มันเรื่องอะไร! ทำไมข้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้!” ยะเก็นไม่สนใจกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ ตวาดถามกลับไปด้วยความสับสน พลางกระชับผ้าคลุมกายที่มีเพียงยูกาตะใส่นอนบางเบาปกปิด อิจิโกะหันมามองนาง แววตาที่แปลกประหลาดพลอยทำให้เด็กสาวนึกหวาดกลัวอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“เจ้าเฉลียวฉลาด...อาจหาญ...ใคร ๆ ก็ชื่นชมเจ้าในเรื่องนั้น” น้ำเสียงนุ่มนวลเหมือนเคยแฝงเร้นไปด้วยความเยือกเย็น เช่นกันกับรอยยิ้มที่ปรากฏออกมาบนใบหน้าหมดจด “เจ้าน่าจะรู้นี่ใช่ไหม ว่าเหตุใดตนจึงมาอยู่ที่นี่ได้”
“หรือว่าท่านพี่ลักตัวข้ามา...เพื่ออะไร!” ยะเก็นหน้าซีดเผือด กระเถิบตัวถอยหนีตามสัญชาตญาณ นางรู้สึกได้ว่าขอบตาร้อนผ่าว ขณะที่พี่อิจิดันร่างขึ้นชันเข่า ขยับตามมาไม่ห่าง “ข้ากำลังจะแต่งงาน...กับผู้ชายที่ข้าเลือกแล้วไง! ท่านพี่เองก็เห็นพ้องกับการดูตัว กับการวิวาห์แล้วไม่ใช่หรือ แล้วตอนนี้จะยังต้องการอะไรอีก!”
“กับผู้ชายหลักลอยคนนั้นน่ะหรือ! พี่พาเจ้ามาที่นี่เพื่อประวิงเวลาให้คิดใหม่ไงล่ะ ถ้าเป็นตอนนี้ล่ะก็ยังทันนะ! ยะเก็น...เจ้าไม่ได้รักผู้ชายคนนั้นแม้แต่นิด ผู้ชายคนนั้นก็มิได้รักเจ้า! เจ้าอยากแต่งงานกับมันจริง ๆ น่ะหรือ!”
เสียงตวาดของพี่ชายที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนทำให้เด็กสาวชะงักกึก แผ่นหลังของนางแนบชิดกับผนังกระท่อมแล้ว สองแขนของอิจิโกะดันเข้ากับแผ่นไม้ กักตัวนางให้อยู่ตรงกลาง ริมฝีปากเล็ก ๆ ได้แต่เม้มแน่น ก่อนจะค่อย ๆ เค้นคำออกมาอย่างยากลำบาก
“ท่านพี่น่ะจะไปเข้าใจอะไร ที่ผ่านมา...ทั้งความรู้สึกของข้า ความคิดของข้า ท่านพี่ไม่เข้าใจอะไร...ไม่เคยเข้าใจอะไรเลย--!?”
ปลายเสียงเครือสั่นขาดหายเพราะริมฝีปากถูกช่วงชิงด้วยริมฝีปากร้อนจัด ยะเก็นตกใจ พยายามดิ้นรน ทว่าสองมือก็ถูกตรึงไว้ด้วยมือที่แข็งแกร่งกว่า นางไม่เคยรู้สึกถึงความพ่ายแพ้เช่นนี้มาก่อน ไม่เคยรู้สึกถึงความน่ากลัวของพี่อิจิเช่นนี้มาก่อน
เรียวลิ้นของชายหนุ่มแทรกสอดเข้ามาในโพรงปากนาง กวาดควานไปทั่ว เกี่ยวพันเย้าหยอกกับลิ้นนางอย่างชำนาญ นำเอาสติทั้งมวลให้เลือนหายมิต่างจากยาสลบหอมหวาน เด็กสาวอ่อนระทวยไปด้วยรสชาติของจูบแรกแสนเร่าร้อน กำลังวังชาค่อย ๆ ถดถอยลงเรื่อย ๆ
ครั้นเห็นนางเริ่มสงบเพราะหมดเรี่ยวแรงจากรสจูบ พี่อิจิจึงยอมผละริมฝีปาก แนบหน้าผากลงกับหน้าผากคนที่กำลังหอบหายใจอยู่
“เจ้าเอาแต่พูดว่าพี่ไม่เข้าใจ...แต่ตัวเจ้าเองไม่เคยบอกออกมาให้พี่เข้าใจเลย ยะเก็น” น้ำเสียงกราดเกรี้ยวเมื่อครู่กลับคืนมาเป็นเสียงทุ้มนุ่มอ่อนโยนเช่นเดิม แววตาแปลกประหลาดที่นางได้เห็นราวเป็นภาพลวงตา ยามนี้มีเพียงความเว้าวอน “นับจากวันนั้น ในงานประลองกับท่านโคกิทสึเนะมารุ...หลังจากที่เจ้าเรียกสติพี่ เจ้าทิ้งพี่ไว้กับความสับสน หลบลี้หนีหน้าพี่ไป ไม่เคยบอกพี่เลยว่าเจ้ารู้สึกเช่นไร”
ดวงตาคลอน้ำตาของยะเก็นสั่นไหว แม้สติหลุดลอยแต่นางยังจับความคำพูดของพี่ชายได้ถ้วนทุกคำ มือแกร่งปล่อยข้อมือนาง โอบไปรวบเอวบางเข้ามากอดกระชับไว้แนบกาย เด็กสาวเกร็งร่างเล็กน้อย ทว่าความอบอุ่นจากร่างที่แนบชิดซึ่งกันและกันก็ทำให้นางผ่อนคลายลงในเวลาไม่นาน
“พี่อยากฟังจากปากเจ้า ยะเก็น...อยากฟังทุกสิ่ง ทุกความรู้สึก” เสียงทุ้มนั้น กระซิบอยู่ชิดริมหู ยะเก็นยกมือขึ้นสวมกอดตอบเขาไว้แน่น หลุบตาลงอย่างลังเล
“ความรู้สึกของข้าเป็นเรื่องผิด...ท่านพี่จะรับได้หรือ” นางเอ่ย พลางปลายนิ้วก็กำหลังเสื้อพี่ชายไว้แน่น ความหวาดกลัวที่พยายามกลบฝังไว้ตลอดหลายเดือนปรากฏริ้วขึ้นอีกครั้ง อิจิโกะผละร่างเล็กน้อย ประคองสองแก้มนวลให้นางเงยหน้าขึ้นสบสายตา ริมฝีปากที่ชิงจุมพิตนางไปเมื่อครู่คลี่ออกเป็นรอยยิ้ม
“พี่บอกไปแล้วว่าอยากฟังทุกสิ่ง...ถึงจะเป็นเรื่องที่เจ้าคิดว่าผิดก็ไม่เป็นไร เพราะพี่เองก็คงมีความรู้สึกที่ผิดเช่นเดียวกันกับเจ้า” คำนั้นทำให้น้องสาวนิ่งงันไปด้วยความตกตะลึงอีกครั้ง
พี่อิจิก็รู้สึก...เหมือนกันงั้นหรือ? ยะเก็นได้แต่เพียงถามตัวเองในใจ ริมฝีปากของพี่ชายประทับลงบนหน้าผากนาง แนบแน่น นิ่งนาน แล้วจึงผละออก เอ่ยราวล่วงรู้ว่านางกำลังคิดสิ่งใด
“พี่รักเจ้า...ยะเก็น รักมากกว่าในฐานะที่ควรรัก” ใบหน้างดงามของเขาอยู่ห่างไปเพียงลมหายใจยามออกวาจา ยะเก็นกลั้นหายใจ หยาดน้ำตาที่สู้อุตส่าห์กลั้นเริ่มล้นทะลักออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ โดยมีปลายนิ้วแสนอ่อนโยนปาดเช็ดให้ “แล้วเจ้าล่ะ...รู้สึกเหมือนพี่ไหม พูดออกมาเถอะนะ ยะเก็นของพี่”
“อา…” วินาทีนี้ ยะเก็นรู้ว่าตนไม่อาจยับยั้งความรู้สึกได้อีกแล้ว คำรักของพี่อิจิช่างราวน้ำฝนเย็นฉ่ำ พร่ำโปรยลงบนหัวใจของนางซึ่งแห้งแล้งมานับแต่รู้ตัวว่าหลงรักเขา นางโผเข้ากอดพี่ชายแน่น
“ข้า...ข้าก็รักพี่อิจิ!”
เพียงแค่เปล่งเสียงไปเท่านั้น น้ำหนักทุกสิ่งอย่างที่นางเหน็ดเหนื่อยแบกรับมาตลอดก็พลันเลือนหาย วงแขนของพี่อิจิกระชับแน่น ริมฝีปากพรมลงบนใบหน้านางซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยท่าทางยินดีอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ยะเก็นได้แต่เพียงสะอื้นไห้ ซุกอยู่กับอกอุ่นกว้างราวหาที่พึ่งพิง
การได้พูดความรู้สึกที่เก็บงำมานานออกไป...ช่างมีความสุขเหลือเกิน
“ยะเก็น...หนีไปด้วยกันนะ หนีไปกับพี่” อิจิโกะเอ่ยขึ้น กอดนางไว้แน่นราวกับเกรงว่านางจะหายไป ยะเก็นกะพริบตามองพี่ชายด้วยความฉงน เพราะรู้ดีว่าสุภาพบุรุษแห่งอาวาตะงุจิอย่างเขาไม่มีทางเอ่ยเช่นนี้ออกมา
“ทำแบบนี้ก็ไม่ต่างจากตอนที่พี่อิจิถูกท่านโคกิทสึเนะมารุลักเอาตัวเจ้าสาวไปหรอกนะ เห็นแก่หน้าท่านพ่อและความรู้สึกฝ่ายนั้นบ้างสิ” แม้ใจจะปรารถนาอยากหนีไปด้วยกันอย่างคำเชิญชวน แต่ความรู้สึกผิดชอบต่อหน้าที่ที่นางเลือกก็ยังค้ำคออยู่ ยะเก็นไม่อาจตอบตกลงได้ “อีกอย่าง...น้อง ๆ คงจะรออยู่ที่ปราสาทแน่”
“ต่างสิ...ในเมื่อผู้ชายคนนั้นไม่ได้รักเจ้า” จากเจ้าชายผู้แสนดี บัดนี้คล้ายเริ่มจะเอาแต่ใจ ยะเก็นมองพี่ชายอย่างหนักอก ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดี “ยะเก็น...หากกลับไปเราก็จะไม่อาจรักกันได้ เจ้าจะต้องแต่งงานกับชายคนนั้น เราจะถูกพรากจากกัน...พี่จะยอมให้เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร”
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...ท่านพ่อกับน้อง ๆ คงเป็นห่วงแย่แล้วนะ” เด็กสาวหลุบตาไปอีกทาง อ้อมแอ้มตอบพยายามหาหนทางเลี่ยงให้ตนเอง ทว่ากลับถูกพี่ชายจ้องเขม็ง
“ลืมเรื่องผิดถูกไปสักครู่ได้ไหม ยะเก็น...พี่เองก็จะลืมมันไปเหมือนกัน” มืออบอุ่นลูบไล้ไปตามพวงแก้มชื้นน้ำตาอย่างแผ่วเบา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความออดอ้อนเว้าวอน “พี่จะกลับไปขอขมาท่านพ่อ และขอโทษน้อง ๆ อย่างแน่นอน แต่ในตอนนี้ความรู้สึกที่แท้จริงของเจ้าเป็นเช่นไร...ยอมปล่อยมันออกมาสักครั้งไม่ได้หรือ”
เหตุใดกัน...คำล่อลวงของปีศาจในคราบพี่ชายจึงหวานล้ำถึงเพียงนี้
“หากหนีไป...แล้วน้อง ๆ เล่า จะรู้สึกเช่นไร” สิ่งสำคัญสุดท้ายที่นางอาวรณ์ นางห่วงเพียงพี่น้องจะเสียใจเพียงใด หากไร้ทั้งนางและพี่อิจิ
“อย่าได้ห่วงไปเลย...ยะเก็นของพี่ พรุ่งนี้พี่จะกลับปราสาท จะพาน้อง ๆ มาพบเจ้าแน่นอน” เมื่อได้รับคำตอบพร้อมด้วยรอยยิ้มใสซื่อเช่นนั้นมาแล้ว ยะเก็นก็หมดหนทางปฏิเสธ นางพยักหน้าช้า ๆ
“สัญญาว่าข้าจะได้พบน้อง ๆ ...ข้าจะหนีไปกับพี่อิจิ”
ดวงตาสีทองของอิจิโกะเป็นประกายด้วยความยินดี ร่างสูงรวบตัวนางเข้าไปกอดแน่น กดปลายจมูกลงบนเรือนผมกรุ่นหอมอ่อนนุ่ม พลางกระซิบเสียงหวาน
“วิวาห์กับพี่ในราตรีนี้เถอะนะยะเก็น…” ใบหน้าหวานแดงก่ำขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น พี่อิจิประคองมือซ้ายของนางไว้ กดจุมพิตลงบนหลังมือใต้ถุงมือสีดำหนักแน่นมั่นคง “เจ้าไม่ต้องเป็นเจ้าสาวของใครทั้งสิ้น...เว้นเพียงพี่”
“พี่อิจิ...คนบ้า…” เขินอายเสียจนไม่อาจจะเอ่ยปากปฏิเสธ นางได้แต่เพียงซุกซ่อนผิวหน้าร้อนผ่าวกับอกเขา เรียกรอยยิ้มให้ปรากฏบนใบหน้าชายที่นางรักได้เป็นอย่างดี
“คืนนี้ข้าจะไม่เป็นพี่ชายของเจ้า...เจ้าสาวที่รัก”
จอกสาเกที่พี่อิจิหยิบติดมาเผื่อด้วย กลายเป็นสาเกวิวาห์ไปโดยปริยาย ทั้งสองสาบานรักในกระท่อมคนตัดฟืน ในค่ำคืนที่แสงจันทร์ทอละมุน ก่อนแลกเปลี่ยนความรักผ่านจุมพิตและร่างกายที่แนบสนิทกัน
ความรักที่ทรมานใจยะเก็นมาโดยตลอด...บัดนี้กลับกลายเป็นความรักที่อาบย้อมใจนางจนชุ่มชื่น โดยที่ไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าจะได้มีความสุขถึงเพียงนี้
พี่อิจิ-- ไม่สิ อิจิโกะ ฮิโตฟุริ...สามีที่รักของนาง
-
“ยะเก็นนน!” มิดาเระโผเข้ากอดยะเก็นเป็นคนแรกทันทีที่พบหน้า ตามด้วยชินาโนะ โกโคไท อาคิตะ รวมถึงมาเอดะและฮิราโนะ ทำเอาคนไม่ตั้งตัวหงายหลังล้มตึงไปกับชานกระท่อม
พี่อิจิทำตามสัญญา ยามเช้าเขาจูบลายะเก็นซึ่งนอนหมดเรี่ยวแรงในฟูก กลับไปยังปราสาทพักใหญ่ แล้วจึงกลับมาพร้อมพี่น้องทุกคน โดยอ้างกับท่านพ่อว่าจะพาน้อง ๆ ไปเที่ยวเล่นและตามหายะเก็นไปด้วย
“เป็นท่านพี่...จริง ๆ สินะ” โฮเนบามิหันไปมองพี่ชายคนโต และได้คำตอบมาเป็นรอยยิ้มราวกับเทพบุตรใสซื่อที่ไม่รู้เรื่องอะไรกับความผิดครั้งนี้เลยแม้แต่น้อย “ยะเก็น...ยอมพูดแล้วหรือ?”
“อืม...ถึงจะใช้เวลานานไปหน่อย แต่พี่ก็ดีใจนะ ที่ในที่สุดก็เข้าใจยะเก็นได้เสียที...พี่นี่อาจจะงี่เง่าอย่างยะเก็นว่าจริง ๆ ก็ได้นะ ทั้งที่อยู่ใกล้ชิดกันถึงขนาดนี้ กลับไม่รู้ตัวเลย”
“ที่จริงรู้อยู่แล้วหรือเปล่า?” น้องสาวคนโตเอ่ยถาม ดวงตาจับจ้องมองอิจิโกะไม่กะพริบ “รู้อยู่แล้ว...แต่ไม่อาจตอบรับได้ในทีแรก”
“เจ้านี่มองทะลุปรุโปร่งทุกเรื่องจริง ๆ นะ โฮเนบามิ” พี่อิจิหัวเราะ ลูบศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีเงินยาวประบ่าของนางเบา ๆ “จะว่ารู้ก็รู้...แต่พี่ได้เพียงแต่ปกปิดความคิด ไม่กล้าที่จะยอมรับกับตัวเอง ปิดซ่อนมันไว้ลึกสุดใจ การถูกยะเก็นตบหน้าครั้งนั้น เรียกสติพี่ได้หลายเรื่องเชียวล่ะ”
“แล้วจากนี้จะทำอย่างไรต่อ”
“อยากจะหนีไปที่เมืองเกษตรกรรมชายแดนแคว้นใกล้เคียงกับยะเก็น...เพื่อใช้ชีวิตร่วมกันอย่างแท้จริงเสียที ก็พี่มีเรื่องต้องชดใช้ให้ยะเก็นอีกมากเลยทีเดียวนี่นะ” เอ่ยพลางดวงตาก็ทอดมองน้องสาวผู้กลายเป็นภรรยาที่รักไปแล้ว “พวกเจ้าก็แวะไปหาได้เสมอ...ยะเก็นเองก็คิดถึงน้อง ๆ มาก”
โฮเนบามิพยักหน้า แล้วจึงยื่นห่อข้าวของที่ถือติดมาให้ “นี่เป็นของยะเก็น หากนางไม่มีมันคงจะเบื่อหน่าย”
“ขอบคุณนะ โฮเนบามิ” เจ้าชายแห่งอาวาตะงุจิยิ้มหวาน รับของจากน้องสาวมา
หลังจากพูดคุย ปรับความเข้าใจกันพอหายคิดถึง นามาซึโอะและโฮเนบามิ รวมถึงอัตสึชิและมิดาระตกปากรับคำจะไปพูดกับท่านพ่อในเรื่องที่ยะเก็นหายตัวไปพร้อมกับพี่อิจิให้ ทุกคนก็ร่ำลากัน พี่น้องกลับปราสาท ส่วนอิจิโกะและยะเก็นก็เตรียมออกเดินทาง
“พี่อิจิ…” ยะเก็นเอ่ยขึ้นระหว่างทางเดินในป่า อิจิโกะหันกลับไปมอง เห็นใบหน้าด้านข้างของน้องสาวเรื่อแดงจนชวนให้ยิ้มอย่างเอ็นดู “...ข้าอาจจะเป็นภรรยาที่สมบูรณ์แบบไม่ได้ แต่ข้าจะพยายามนะ”
พี่ชายหัวเราะเบา ๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้น
“ขอโทษนะที่ยกเอาคำพูดที่เคยพูดกับนาคิกิทสึเนะมาใช้...แต่มันคือความรู้สึกแท้จริงของพี่ที่ไม่มีคำอื่นมาใช้ทดแทนได้” อิจิโกะหยุดยืน หันไปเชยคางยะเก็นให้เงยขึ้นมองสบสายตาอันเต็มไปด้วยความรักอย่างจริงใจ
“ข้าไม่สนใจหรอกว่าภรรยาข้าจะสมบูรณ์แบบหรือไม่ ข้าเพียงแค่อยากอยู่กับคนที่ข้ารัก” ริมฝีปากประทับลงบนริมฝีปากบางอย่างอ่อนหวาน “ไม่ว่าจะยามนี้หรือตอนไหน ๆ ...ยะเก็นของข้า ข้าก็ปรารถนาให้เจ้ามีความสุข”
ใบหน้าของยะเก็นเจือสีเรื่อจาง ก่อนที่นางจะแย้มรอยยิ้มที่สดใสที่สุดออกมา...
ความรักและชีวิตคู่ที่กำลังจะเริ่มต้น แม้ใครต่อใครว่าผิด แม้มิอาจแสดงให้ใครครหาได้ แต่ก็เป็นดังผ้าพันแผล พันทับบาดแผลบนหัวใจทั้งสองดวงซึ่งต่างเจ็บช้ำ และค่อย ๆ เยียวยากันและกันอย่างเชื่องช้า
ยะเก็นจับมือสามีของนาง...ก้าวเดินไปสู่อนาคต สู่ทิศที่ดวงตะวันยามเย็นคล้อยลงพร้อมกัน