บทที่ ๑๗
『血染めの羽』
ปีกที่ย้อมด้วยเลือด
“มิคาสึกิ!”
เสียงใสเจื้อยแจ้วที่กลายมาเป็นที่คุ้นเคยในปราสาทแห่งซังโจดังขึ้น เจ้าของนามหันไปตามเสียงเรียกก่อนจะถูกพุ่งเข้าสวมกอดเสียเต็มรักจนจุกนิด ๆ หากแต่เสียงทุ้มนุ่มนวลก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีแล้วกระชับกอดร่างบอบบางแนบแน่น
“อรุณสวัสดิ์ สึรุมารุ...ขอโทษนะที่ลุกออกมาก่อน อาบน้ำเรียบร้อยแล้วหรือ?” เอ่ยถามพลางกดจุมพิตบนหน้าผากมนอย่างอ่อนโยน สึรุมารุพยักหน้าหงึกแล้วผละกายออกเล็กน้อย
“น่าจะเรียกข้าบ้าง...ข้าจะได้มาส่งเจ้า” หญิงสาวแกล้งทำท่าทางแง่งอนนิด ๆ เรียกเสียงหัวเราะสดใสจากจันทร์เสี้ยวผู้งดงามได้เป็นอย่างดี
“ข้าผิดไปแล้ว สึรุเอ๋ย...ไว้กลับมาจะให้เจ้าทำโทษได้ตามใจชอบเลย ดีไหม?” มิคาสึกิแย้มรอยยิ้ม ไล้ปลายนิ้วไปตามแก้มขาวนวลเนียน แม้สึรุมารุยังทำน้อยใจ หากแต่ดวงตาคู่กลมสวยก็เป็นประกายขึ้นจนสังเกตได้ก่อนที่นางจะพยักหน้ารับทันที
“เจ้าพูดแล้วนะ” ตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะของคนมีแผนการชั่วร้าย ซึ่งผู้ครองแคว้นซังโจก็ยิ้มเจื่อนอย่างยอมรับชะตากรรม “ใกล้เวลาออกเดินทางแล้วหรือ?”
“อื้ม ใกล้แล้วล่ะ...เจ้าอยู่ที่นี่ก็เชื่อฟังอาโอเอะ อย่าดื้ออย่าซนเข้าใจไหมคนดี? เดี๋ยวนางจะดุข้าเอาได้” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจเอ่ยด้วยความห่วงใย สองมือกุมแก้มอุ่นนิ่มของสึรุมารุไว้
“เจ้านี่...ข้าไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วเสียหน่อย” กระเรียนขาวดูจะไม่รู้ตัวเอาเสียเลยว่านางก็เหมือนเด็กเล็ก ๆ นั่นล่ะ “เจ้าเองก็ดูแลตัวเองดี ๆ ด้วยล่ะ รีบกลับมานะ”
“เข้าใจแล้ว ข้าไปไม่นาน เจ้ารอข้านะ...สึรุมารุ” ชายหนุ่มยิ้มหวาน จุมพิตบนริมฝีปากอิ่มเบา ๆ แล้วสวมกอดนางไว้แนบแน่นด้วยความห่วงหา สึรุมารุก็กระชับอ้อมกอด ซุกหน้าลงกับไหล่กว้างแทนคำอวยพรแล้วจึงผละออกมาเมื่ออิชิคิริมารุเดินมาตาม
มิคาสึกิยังคงมองว่าที่เจ้าสาวคนงามจนกระทั่งเข้าไปในรถม้าแล้ว สึรุมารุยิ้มหวานแล้วโบกมือลาด้วยท่าทางร่าเริง เห็นเช่นนั้นชายหนุ่มก็พอหายห่วง คิดว่าคงจะไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
และวันนี้ท้องฟ้าก็ดูสดใสเสียเหลือเกิน…
“เรื่องโคกิทสึเนะมารุ...ควรจะทำอย่างไรดีนะ” มิคาสึกิละสายตาจากท้องฟ้างดงามด้านนอกหน้าต่างหันกลับมาหาอิชิคิริมารุที่พึมพำขึ้นมาด้วยสีหน้ากังวลใจ “ก็พอเข้าใจหรอกเรื่องความรักระหว่างโคกิทสึเนะมารุกับนาคิกิทสึเนะแห่งคุนิโยชิ แต่อิจิโกะ ฮิโตฟุริจะเข้าใจด้วยไหมนี่ข้าไม่มั่นใจเอาเสียเลย”
“ข้าก็ห่วงเรื่องนั้นมิต่าง...ท่านพี่จะเอาแต่ใจมากเกินไปแล้ว” น้องชายของผู้ถูกพาดพิงยิ้มอย่างอ่อนใจ
“ก็เหมือนกันทั้งพี่ทั้งน้องนั่นล่ะ” อิชิคิริมารุส่ายหน้าขำ ๆ “พูดเช่นนี้อาจจะไม่ดีนัก...แต่ถ้าอิจิโกะหาตัวนาคิกิทสึเนะไม่เจอก็ดีไป เห็นว่าหาไม่เจอมาร่วมสามเดือน โคกิทสึเนะมารุจะพาหลบซ่อนไปอีกสักเดือนจะไหวไหมนะ”
“นั่นสิ...แต่หากหาเจอ และรู้ว่าคนที่พาตัวนางไปเป็นพี่ชายของข้าล่ะก็ ข้าเกรงมันจะกลายมาเป็นปัญหาระดับแคว้น” ดวงตาจันทร์เสี้ยวหลุบลงน้อย ๆ
“ข้าเชื่อว่าเจ้าชายแห่งอาวาตะงุจิไม่ไร้เหตุผลถึงเพียงนั้นหรอก...เพียงแต่ไม่ว่าอย่างไร เจ้าก็คงมิพ้นต้องเป็นผู้ไกล่เกลี่ย หากเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นมาจริง” ที่ปรึกษาประจำแคว้นเอ่ยอย่างสงบพลางเอื้อมมือมาบีบไหล่มิคาสึกิเบา ๆ “อย่าคิดมากไปเลย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะคอยช่วยเหลือเจ้าเอง”
ได้ยินเช่นนั้นมิคาสึกิก็พอยิ้มได้อย่างสบายใจ
“ขอบคุณเจ้ามากจริง ๆ...ไม่มีเจ้าข้าคงแย่แน่”
“ด้วยความยินดี...เจ้าก็เป็นเหมือนน้องชายข้าอีกคนน่ะนะ เจ้าโคกิทสึเนะมารุก็เช่นกัน” คนอายุมากกว่าหัวเราะเบา ๆ แล้วเอนหลังพิงผนังรถม้าพลางหยิบตำรามาเปิดอ่าน “เจ้าก็พักผ่อนเสียหน่อยเถอะ อีกนานกว่าจะถึงปลายทาง”
จันทร์เสี้ยวพยักหน้าแล้วหลับตาลงช้า ๆ ตั้งใจจะงีบสักตื่นเพราะเมื่อคืนสึรุมารุตาสว่างไม่ยอมนอนเสียทีจนล่วงดึก พอไม่รู้จะกล่อมด้วยวิธีไหน ในที่สุดมิคาสึกิจึงเลือกที่จะใช้ไม้ตาย...ทำให้นางหมดแรงจนหลับลง แต่ก็แลกมาด้วยอาการอ่อนเพลียด้วยกันทั้งสองฝ่าย
ชายหนุ่มปล่อยให้ห้วงความคิดไหลผ่านไปพลาง ๆ ...โดยคำนึงหาแต่เพียงนางผู้เป็นที่รัก
-
“เหงารึ?”
เสียงของนิคคาริที่ดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มหยอกล้อทำให้สึรุมารุต้องมุ่ยหน้าจนแก้มขาวนวลป่องกลมออกมา ครุ่นคิดหนักอยู่ว่าตนเผลอตัวเผยสีหน้าแบบไหนออกไปอีกฝ่ายจึงมองออกกันว่ากำลังเหงาสุดใจเมื่อเห็นรถม้าของมิคาสึกิเคลื่อนจากไป
“ดูทำหน้าเข้าสิ...กำลังเหงาเลยมิใช่หรือ? พอเป็นเรื่องมิคาสึกิแล้วเจ้าจะแสดงออกมาทางสีหน้าหมดเปลือกเสมอเลย” ภรรยาที่ปรึกษาได้ที หยิกแก้มกลมด้วยความเอ็นดู
“เปล่าสักหน่อย!” เพราะจนด้วยประจักษ์หลักฐาน สึรุมารุจึงหน้าแดงก่ำ สะบัดหันไปอีกทางเสียไม่ให้โดนล้ออีก “ว่าแต่ว่า...วันนี้เจ้าหนูอิมะโนะสึรุงิมาหรือเปล่า?”
นิคคาริอมยิ้ม นึกอยากแกล้งหญิงสาวอ่อนวัยกว่าอีกหน่อย แต่ก็สงสารจึงเพียงพยักหน้า “มาสิ...แต่ตอนนี้กำลังเล่าเรียน เจ้าต้องอดทนเสียแล้วล่ะ...ไปเรียนจัดดอกไม้หน่อยเป็นไร?”
“ไม่เอาได้ไหม...ครูสอนจัดดอกไม้ของเจ้าเข้มงวดจะตาย ดุข้าเสียยังกับอะไรดี น่ากลัว” มือเรียวยกลูบแขนใต้เนื้อผ้ากิโมโนขาวด้วยท่าทางเกินจริง จนคนตรงหน้าหลุดหัวเราะออกมา
“มีใครที่เข้มงวดกับเจ้ามากกว่าข้าด้วยหรือ สึรุมารุ” ภรรยาท่านที่ปรึกษาส่ายหน้าไปมายิ้ม ๆ “เช่นนั้นไปลองชุดแต่งงานดีไหม ยังไม่ได้แก้ให้เป็นกิจจะลักษณะเสียที”
“เอาสิ” ได้ยินเช่นนั้นสึรุมารุก็ตาเป็นประกาย อย่างน้อยก็ดีกว่าต้องนั่งอุดอู้ เกร็งหลังตรงต่อหน้าครูสอนจัดดอกไม้ผู้เข้มงวดแล้วกัน ร่างบอบบางเดินสบายตามหลังนิคคาริไปที่ห้องนอนชั้นสอง
ไม่ทันสังเกตถึงพายุที่ตั้งเค้าอยู่ลิบฟ้า
“เจ้าว่า...ข้าจะเป็นภรรยาที่สมบูรณ์แบบของมิคาสึกิได้หรือเปล่า?” เสียงของสึรุมารุถามขึ้นมาระหว่างที่นิคคาริกำลังสวมชุดเจ้าสาวให้ทำให้หญิงสาวอายุมากกว่าต้องเงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ
“ทำไมจู่ ๆ ถามแบบนั้นรึ?”
ดวงตาสีทองของว่าที่เจ้าสาวแห่งซังโจหลุบลงเล็กน้อย สีหน้าแสดงออกถึงความไม่มั่นใจอยู่บางเบา เห็นเช่นนั้นแล้วนิคคาริก็เข้าใจได้ทันทีว่าสึรุมารุกำลังเป็นกังวลกับสถานะที่นางจะได้เป็นหลังงานวิวาห์ มือเรียวเอื้อมไปแตะประคองใบหน้างามให้หันมอง
“ฟังนะ สึรุมารุ...ข้าเชื่อว่ามิคาสึกิมิได้ต้องการภรรยาที่สมบูรณ์แบบ เขาต้องการเพียงเจ้า...เพียงแค่อยากจะสมรสกับเจ้า ใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะสามีภรรยาอย่างถูกต้องตามธรรมเนียมเท่านั้น” รอยยิ้มคลี่ออกมาบนริมฝีปากเมื่อสึรุมารุยอมหันกลับมาสบตา “มั่นใจในตัวเองเถอะสาวน้อย...มิคาสึกิรักเจ้าด้วยหัวใจทั้งหมด เขาไม่ให้ใครทำอะไรเจ้าได้แน่”
ได้ยินเช่นนั้นกระเรียนขาวก็ยิ้มออกมาในที่สุด นางพยักหน้าก่อนที่นิคคาริจะลุกขึ้น จัดชุดเจ้าสาวที่สวมอยู่ให้เรียบร้อยแล้วจับหมุนไปมองกระจก
“นี่สินะกระเรียนขาวโฉมสะคราญ…” นิคคาริหัวเราะ สบดวงตาสีทองที่สะท้อนอยู่บนบานกระจกเงาอย่างอ่อนโยน พวงแก้มขาวนวลของสึรุมารุแดงเรื่อ ริมฝีปากสีกลีบบัวคลี่ออกเป็นรอยยิ้มบาง ๆ
“ขอบคุณนะ...อาโอเอะ”
“ขอบคุณข้าเรื่องอะไรรึ” ภรรยาที่ปรึกษาอมยิ้ม ก้มลงสำรวจดูตามร่างกายในอาภรณ์ขาวปลอดว่าเรียบร้อยดีหรือไม่ และมีตรงจุดไหนที่ต้องแก้หรือเปล่า
“ที่ช่วยดูแลข้ามาตลอด...ตั้งแต่มาอยู่ที่ซังโจ ถ้าไม่ได้เจ้าข้าคงแย่”
“เช่นนั้นวันแต่งงานก็ทำตัวให้เรียบร้อยถูกต้องตามธรรมเนียมเป็นการตอบแทนให้ข้าก็แล้วกัน ดีไหม?” หญิงสาวหัวเราะในลำคอ พลางพยักหน้าเมื่อเห็นว่าชุดเจ้าสาวทั้งชุดเรียบร้อยดีแล้ว สึรุมารุหน้าซีดตัวแข็งทื่อยามได้ยินเช่นนั้น
“บอกทีว่าเจ้าล้อเล่น…”
ไม่มีคำตอบรับจากนิคคาริ อาโอเอะ...เว้นแต่เพียงรอยยิ้มน้อย ๆ ตรงมุมปากนาง
-
ฝนที่ตกปรอยตั้งแต่ช่วงบ่ายเริ่มหนักขึ้นในช่วงเย็นจนล่วงค่ำ ทำให้กำหนดกลับปราสาทของมิคาสึกิหลังจากออกเยี่ยมสารทุกข์สุขดิบของประชาชนในแคว้นจำต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ทำให้จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจถึงกับทำตัวหงอยเหม่อลอยไม่ยอมแม้แต่จะนั่งลงร่วมสังสรรค์ตามคำเชิญชวนของเจ้าของร้านอาหารในเมืองที่มาแวะพัก
“อย่าสนใจเจ้านั่นเลย…ออกมาข้างนอกทีไรก็เป็นแบบนี้ล่ะ” อิชิคิริมารุยิ้มบอกกับหญิงวัยกลางคนที่ท่าทางลนลานเมื่อเจ้าเมืองไม่ร่วมโต๊ะที่นางจัดเตรียมต้อนรับ ได้ยินเช่นนั้นนางจึงพอวางใจและขยับไปพูดคุยกับที่ปรึกษาประจำแคว้นซังโจ
“ได้ยินว่านายท่านมิคาสึกิใกล้จะวิวาห์แล้วสินะเจ้าคะ”
“โอ้...ข่าวออกไปแล้วงั้นรึ ไวเสียจริง” ชายหนุ่มเอ่ยพลางยกสาเกขึ้นจิบ “ก็ยังไม่กำหนดแน่ชัดหรอก...แต่คิดว่าคงอีกไม่นาน มิคาสึกิก็คงจะไม่ค่อยอยากรอแล้ว”
“น่ายินดีจริงนะเจ้าคะ ข้าน้อยว่า...ผู้คนต่างก็เฝ้ารอมาเสียนาน ว่าเมื่อไหร่ซังโจจะมีนายหญิง มีนายน้อยที่จะสืบทอดสกุลต่อเสียที” หญิงเจ้าของร้านหัวเราะ ทว่าคำนั้นกลับทำให้อิชิคิริมารุเป็นฝ่ายชะงักไปเสียแทน
นายน้อยที่จะสืบทอดสกุลรึ? จะว่าไป ตั้งแต่สึรุมารุมาเป็นบาทบริจาริกาให้กับมิคาสึกิ ก็ล่วงเลยมาได้สามเดือนแล้วมิใช่หรือ…
“นายท่านอิชิคิริมารุขอรับ!!” ยังไม่ทันจะได้ออกปากคำใด ความคิดก็พลันถูกขัดด้วยเสียงของเด็กรับใช้ตัวเปียกปอนที่ถลาเปิดประตูเข้ามาด้วยความร้อนรน “กะ...เกิดเรื่องที่ปราสาทขอรับ”
เพียงประโยคที่เอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่นเทา ทำให้มิคาสึกิหันกลับมามองและลุกขึ้นจากริมหน้าต่างที่ตนนั่งเหม่ออยู่แทบจะทันที ตวาดถามกลับไปอย่างลืมตัว “เกิดอะไรขึ้น!!”
เด็กรับใช้ละล่ำละลักเอ่ยตอบกลับไปทั้งท่าทางหวาดกลัว และก่อนที่ใครจะทันตั้งตัว มิคาสึกิก็ถลาออกจากห้อง อิชิคิริมารุตกใจรีบตามไป เห็นนายท่านของตนกระโดดขึ้นม้า ควบกลับไปทางปราสาทท่ามกลางสายฝนที่สาดเทลงมาไม่ยั้งแรง ทิ้งให้ที่ปรึกษาคู่ใจถึงกับต้องสบถอย่างหัวเสียและรีบหาม้าตามไปทันที
ทั้งสองขี่ม้าฝ่าฝนกลับมาจนถึงปราสาทที่เงียบสงัดจนน่าแปลก มิคาสึกิลงจากหลังม้า ตรงเข้าไปข้างในโดยไม่รีรอ ดวงตากวาดมองหาคนรับใช้ ทว่ากลับไม่พบใครแม้แต่คนเดียว จิตใจของจันทร์เสี้ยวหนุ่มเริ่มร้อนรน รีบสาวเท้าตรงไปยังบันไดขึ้นชั้นสอง
“อือ…” แว่วเสียงหนึ่งดังขึ้นกลางเสียงฝนจากปลายทางที่เขาตั้งใจไว้ เรียกให้มิคาสึกิชะงักรีบวิ่งเข้าไปดู
“อาโอเอะ!”
หญิงสาวนอนหอบหายใจกองอยู่ตรงหน้าบันได มือเรียวกุมสีข้างที่มีเลือดแดงไหลซึม ใบหน้าซีดเผือด ชายหนุ่มรีบตรงเข้าไปประคองนางขึ้นมา นิคคาริค่อย ๆ ปรือตาขึ้นขณะที่อิชิคิริมารุวิ่งมาหยุดยืนด้วยความตกตะลึง
“รีบ...ไปช่วยสึรุมารุ...นางอยู่ที่ห้องนอนชั้นสอง” เอ่ยเสียงแหบแห้งพลางกำอาภรณ์ไหมเนื้อดีของมิคาสึกิไว้แน่น เจ้าผู้ครองแคว้นซังโจมีท่าทีลังเลเล็กน้อยด้วยความเป็นห่วงนาง
“รีบไปมิคาสึกิ ข้าจะพาอาโอเอะไปทำแผลเอง” อิชิคิริมารุเอ่ยแทรกขึ้นเมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นของนายเหนือหัวตน มือใหญ่ส่งดาบที่รีบไปเอามาให้กับมิคาสึกิ ได้ยินเช่นนั้นแล้วชายหนุ่มอ่อนวัยกว่าก็พอคลายใจ รีบรับดาบ ประคองอาโอเอะส่งให้สามีนางแล้วรีบวิ่งตรงขึ้นไปที่ห้องนอนของตนที่ชั้นสอง
และทันทีที่เปิดประตู ภาพที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้หัวใจของจันทร์เสี้ยวผู้งดงามแทบหยุดเต้น
-
หลังใช้เวลาทั้งวันหมดไปกับการเล่นสนุกกับอิมะโนะสึรุงิ สึรุมารุก็จำต้องทานข้าวและอาบน้ำเข้านอนอย่างไม่จำใจยอมนัก ทีแรกนางอยากจะอยู่คอยมิคาสึกิ แต่อาโอเอะก็ให้ความเห็นว่าพายุเข้าและฝนตกหนักไม่มีวี่แววจะหยุดเช่นนี้เขาคงจะกลับมาดึกเป็นแน่ จึงให้นางทานมื้อเย็นให้เรียบร้อยเสียก่อนจะปวดท้อง
สึรุมารุตาแป๋วไม่ยอมหลับอยู่พักใหญ่ ทว่าเมื่อนั่งคอย นอนคอยไปสักพัก ดวงตาก็เริ่มปรือด้วยความเหนื่อยอ่อนจากการซุกซนไปที่โน่นที่นี่มาตลอดวัน ในที่สุดนางก็เผลอนอนซุกไปในฟูกอย่างไม่รู้ตัว
กระทั่งไม่รู้เวลาผ่านไปนานเพียงใด ที่หญิงสาวรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งเพราะสัมผัสแผ่วเบาที่ไล้อยู่ตามร่างกาย ในห้องมืดสนิทจนไม่เห็นอะไร คงเพราะอาโอเอะเข้ามาดับไฟให้แล้ว สึรุมารุหัวเราะด้วยความจั๊กจี้ ชั่วขณะแรกที่ยังงัวเงีย หลงคิดไปว่านั่นเป็นว่าที่เจ้าบ่าวของนาง
“มิคาสึกิ...ไม่เอาน่า”
สัมผัสนั้นหยุดชะงักลง ทำให้กระเรียนขาวนึกแปลกใจ ดวงตาสีทองเปิดขึ้นเต็มที่ เห็นเงาร่างใหญ่ที่คร่อมอยู่เหนือกายบอบบาง ใบหน้านวลงามซีดเผือดลงทันทีที่รู้ว่านั่น...ไม่ใช่มิคาสึกิ
ก่อนจะทันได้ร้องขอความช่วยเหลือ กำปั้นหนัก ๆ ก็เสือกเข้าที่กลางท้องจนจุกไปทั้งร่าง สึรุมารุตัวเกร็งวาบ เจ็บร้าวไปทั้งกาย มันแทรกตัวเข้ามาระหว่างท่อนขาทั้งสองข้าง พลอยปลุกความทรงจำเมื่อครั้งคราวอดีตให้ผุดพรายขึ้นมาอย่างไม่หยุดยั้ง เหงื่อกาฬไหลซึมทั่วกาย พยายามขยับกายจะหนีแม้ยากเย็น
มันเกิดอะไรขึ้น...นี่มันเกิดอะไรขึ้น
ครั้นเห็นนางยังมีแรงจะหนี เงาใหญ่เบื้องบนก็คว้ามือเข้าที่ลำคอ กดบีบลงไปเต็มแรงพร้อมกับฉีกกระชากชุดนอนบางที่นางสวมอยู่ สึรุมารุพยายามยกมือขึ้นปัดป้อง แต่ลมหายใจที่เริ่มขาดห้วงเพราะแรงที่กดลงมาก็ทำให้นางเจียนจะหมดเรี่ยวแรงอยู่รอมร่อ
เสี้ยวสติสุดท้ายซึ่งคิดว่าตนคงไม่อาจรอดพ้นจากเหตุการณ์นี้ไปได้...จิตใจที่ร้าวรานไปด้วยความหวาดกลัวจากความทรงจำฝังลึกเฝ้าเพรียกหาแต่เพียงยอดดวงใจของนาง
มิคาสึกิ...ยอดรักของข้า…
“สึรุมารุ!!”
เสียงเคยคุ้นดังขึ้นพร้อมกับที่ร่างที่คร่อมอยู่เหนือตัวถูกผลักกระเด็นออกไป สึรุมารุกระตุกตัวเฮือก หอบกวาดลมหายใจเข้าทดแทนส่วนที่เสียไปเมื่อครู่ ร่างใต้อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มชุ่มโชกด้วยน้ำเย็นเฉียบทรุดลงข้างกาย โอบประคองนางขึ้นมา
“สึรุมารุ! ยอดรัก...มองข้า! ข้าอยู่นี่!” ดวงตาสีทองพยายามปรือเปิดแม้หวาดกลัวเต็มทน จนค่อย ๆ เห็นเค้าใบหน้าแสนคะนึงหา แต่ยังไม่ทันจะสัมผัสเขาให้แน่ใจว่ามิได้ฝันไป ก็พลันเหลือบเห็นบางสิ่งด้านหลัง
“มิคาสึกิ!!”
เสียงกรีดร้องเตือนของนางช้าเกินไป เพราะแม้มิคาสึกิขยับตัวหลบทัน ปลายคมกริบของดาบเล่มยาวก็ยังฟาดฟันเข้าโดนแผ่นหลัง มือที่โอบกอดนางไว้กระตุกเกร็ง ทว่าอีกข้างกลับกำดาบของตนไว้แน่น ริมฝีปากกดลงข้างขมับของสึรุมารุที่หวาดกลัวจนตัวสั่น เสียงทุ้มนุ่มกระซิบแผ่ว
“รอข้าตรงนี้นะคนดี…”
เอ่ยเท่านั้นก่อนเขาจะผละกายจากนางและลุกขึ้นยืน หันไปประจันหน้ากับชายมือสังหารร่างใหญ่ทำให้สึรุมารุได้เห็นบาดแผลยาวบนแผ่นหลังกว้างที่นางเคยแอบอิง
มิคาสึกิยกดาบขึ้นด้วยท่าทางนิ่งสงบ ริมฝีปากคลี่รอยยิ้มออกมา
“กล้าดีอย่างไร...เอามือสกปรกมาแตะต้องหญิงสาวผู้เป็นที่รักของข้า” น้ำเสียงนั้นสึรุมารุไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ราวกับว่าคนตรงหน้าหาใช่มิคาสึกิไม่ คล้ายจะไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดใด ร่างสูงสง่าโผเข้าประดาบกับมือสังหารที่ชะงักถอยหลังตั้งรับทันที
เสียงเหล็กปะทะกันดังกังวานในห้องแข่งกับเสียงฝนและลมพายุ สึรุมารุดึงอาภรณ์ขึ้นคลุมร่าง ขยับกายถอยหนีไปจนติดผนังห้อง พยายามกวาดมองหาอะไรสักอย่างที่จะช่วยมิคาสึกิได้
เขาบาดเจ็บหนัก...ต่อให้ทำเหมือนไม่รู้สึกถึงบาดแผลใด ๆ แต่ก็คงจะฝืนได้อีกไม่นานนัก
เป็นครั้งแรกที่สึรุมารุได้เห็นการต่อสู้ของมิคาสึกิ ไม่เคยคิดเลยว่าคุณชายเจ้าสำราญอย่างเขาจะมีฝีมือขนาดนั้น แม้บาดเจ็บ ร่างก็ขยับพลิ้วไหวอย่างสง่างาม แต่มือสังหารก็ไม่ได้อ่อนด้อยเลย ดาบสองเล่มปะทะกันครั้งแล้วครั้งเล่า ต่างฝ่ายต่างได้บาดแผลมาคนละเล็กละน้อย จนหญิงสาวที่เฝ้ามองอยู่เริ่มใจไม่ดี
จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจเริ่มหอบหายใจน้อย ๆ เพราะการเสียเลือดมากเกินไปทำให้เขาอ่อนล้า หากแต่เมื่อคิดถึงภาพของสึรุมารุที่เห็นเมื่อครู่แล้ว ไฟร้อนภายในใจก็ยิ่งคุกรุ่นจนเกินจะยั้งไหว มือยกดาบตวัดเข้าใส่ศัตรูตรงหน้า ทว่าด้วยกำลังที่ถดถอยลง ทำให้อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบทันก่อนจะแทงสวนกลับมาที่ไหล่ขวาจนเกิดแผลฉกรรจ์
สึรุมารุแทบร้องไม่ออกเมื่อคนรักทรุดตัวลงกุมบาดแผลไว้แน่น ดาบของมิคาสึกิที่เจ้าตัวปล่อยหลุดมือไถลมาตกอยู่แทบเท้า มือสังหารแสยะยิ้ม ยกดาบขึ้นหมายจะปลิดชีพเขาที่หมดเรี่ยวแรง
“อย่านะ!” ลืมทุกอย่างรอบกาย นางคว้าดาบเล่มงาม ถลาเข้าไปปัดป้องอันตรายที่กำลังจะแทงเข้าใส่ผู้ครองแคว้นซังโจ ร่างบอบบางสั่นเทา พยายามฝืนยืนขวางอยู่ระหว่างชายทั้งสองเพื่อปกป้องเขาผู้เป็นที่รัก “อย่า...แตะต้องเขา”
“สึรุมารุ…” เสียงแผ่วของมิคาสึกิดังขึ้นจากร่างที่ค่อย ๆ ยันกายลุก โอบมาปลดดาบจากมือขาวนวลไปถือไว้เอง และดันนางให้หลบด้านหลัง “มือของเจ้าไม่เหมาะกับการต่อสู้”
ชายหนุ่มกระชับดาบมั่น สูดลมหายใจเข้าลึก ไม่มีท่าทีอ่อนแรงอีกต่อไป มือสังหารร่างใหญ่กัดฟันกรอดก่อนจะพุ่งตัวเข้าใส่ไม่รีรอ มิคาสึกิหลับตาลงนิ่งงัน และทันทีที่เสียงฝีเท้าขยับเข้าใกล้
เรียวเหล็กคมก็ตวัดวาดดุจเส้นเสี้ยวจันทร์ บั่นคอสัตว์ร้ายที่ล่วงเกินกระเรียนขาวผู้งดงามขาดในดาบเดียว
หยาดเลือดแดงสดสาดกระเซ็นเปื้อนเปรอะชุดเจ้าสาวที่แขวนอยู่มิห่าง พร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่หงายล้มลงกับพื้นเสื่อทาทามิ มิคาสึกิทรุดกายนั่งลงจนสึรุมารุต้องรีบเข้าไปประคอง
“มิคาสึกิ! มิคาสึกิ! ใครก็ได้ช่วยด้วย! มิคาสึกิบาดเจ็บ!” เสียงหวานร้องเรียกด้วยความกังวล พยายามตะโกนหาใครสักคนให้เข้ามาช่วยเหลือ ก่อนที่จะรู้สึกถึงสัมผัสบางเบาตรงข้างแก้ม
“สึรุน้อย...ของข้า”
“ข้าอยู่นี่! มิคาสึกิ ข้าอยู่นี่!” สึรุมารุยกมือขึ้นกุมมือข้างนั้นของชายหนุ่มไว้แน่น มองรอยยิ้มอ่อนล้าที่คลี่ออกมาบนริมฝีปากซีดแทบไร้สีเลือด
“เจ้ายังคงงดงาม...เหมือนครั้งแรกที่เราพบกัน”
“พูดอะไรน่ะ...ครั้งแรกที่พบกันมันแค่สามเดือนเองนะ” หญิงสาวพยายามยิ้ม บีบกระชับมืออบอุ่นเอาไว้ ภาพของชายผู้เป็นที่รักเริ่มพร่ามัวหลังม่านหยาดน้ำตาที่รินล้นออกมา มิคาสึกิหัวเราะอย่างอ่อนแรงและส่ายหน้าไปมา
“ครั้งแรก...ที่แคว้นโกโจ…”
ดวงตาสีทองเบิกกว้างขึ้นทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น หากแต่ก่อนจะถามคำใด จันทร์เสี้ยวผู้งดงามก็คอพับ สิ้นสติไปเพราะพิษบาดแผลในอ้อมกอดของนางอย่างเงียบงัน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น