หน้าเว็บ

วันพุธที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Fiction : จันทร์เสี้ยว・กระเรียนขาว・สองจิ้งจอก - บทที่ ๒๕ ครอบครัวที่แท้จริง (MikaTsuru / KogiNaki)

บทที่ ๒๕
本当の家族
ครอบครัวที่แท้จริง

“สึ~ รุ~ จังง~!!”

เสียงหวานใสดังขึ้นพร้อมกับร่างบอบบางที่โผถลาเข้าสวมกอดสึรุมารุแน่น ทำเอาคนถูกกอดกระอักลมไปเล็กน้อยแต่ก็รีบยกแขนกอดตอบนางไว้ด้วยความคิดถึงไม่ต่างกัน

“ซาดะจัง! ไม่เจอกันนานเลย ตัวสูงขึ้นนะเนี่ย?” เอ่ยทักพลางลูบหัวเด็กสาวอ่อนวัยกว่า จนสาวน้อยไทโกะงาเนะ ซาดามุเนะต้องทำแก้มป่องพองลม

“สึรุจังล่ะก็ ข้าไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนา! ใกล้จะได้แต่งงานกับมิทจังแล้วด้วย!”

“เดี๋ยวเถอะซาดะจัง! อีกตั้งหลายปีนะ” ก่อนจะได้สร้างเรื่องน่าตกใจก็ถูกขัดด้วยเสียงของคนที่เพิ่งผูกม้าเสร็จและรีบสาวเท้าเดินตามมาข้างหลังเสียก่อน สึรุมารุหัวเราะร่า หันไปยิ้มทักทายสหายรัก

“มิทสึทาดะสบายดีหรือ! โอ๊ะ แล้วนั่น...” ดวงตาสีทองพลันเหลือบเห็นอีกคนที่เพิ่งลงจากหลังม้าพอดี “จะว่าไป...ข่าวลือนั่นเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า ที่ว่าโอคุริคาระแต่งงานใหม่กับ…?”

“อื้อ! เรื่องจริงสึรุจัง!” ไทโกะงาเนะชิงตอบเสียงใส ตัดหน้าคู่หมั้นที่กำลังอ้าปากไปอย่างเฉียดฉิว “แถมนางยังคลอดลูกแฝดแล้วด้วยนะ…”

“นี่ยิ่งผิดคาดไปใหญ่!?”

“ฮะฮะฮะฮะ เสียงดังเชียวนะสึรุ เพื่อน ๆ เจ้ามาถึงแล้วหรือ” เสียงหัวเราะทุ้มนุ่มดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้เจ้าของนามหันกลับไปหาก่อนจะยิ้มกว้างดีใจเมื่อเห็นสามีสุดที่รักยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับอิชิคิริมารุ

“เสร็จงานแล้วเหรอมิคาสึกิ! มาทักทายเพื่อน ๆ ข้าสิ” ร้องพลางโผไปกอดแขนจันทร์เสี้ยวแห่งซังโจแน่น โชคุไดคิริแย้มยิ้มอย่างสุภาพก่อนจะโค้งกายลงเล็กน้อย

“โชคุไดคิริ มิทสึทาดะ...แม่ทัพฝ่ายขวาแห่งแคว้นคุนิโยชิ ยินดีที่ได้พบขอรับ ส่วนทางนี้คือคู่หมั้นของข้า ไทโกะงาเนะ ซาดามุเนะ แห่งตระกูลซาดามุเนะ” ชายหนุ่มออกปากแนะนำพลางผายมือไปยังสาวน้อยข้างกายที่โค้งศีรษะทักทาย “แล้วก็อีกคนตรงนั้นคือแม่ทัพฝ่ายซ้าย...โอคุริคาระขอรับ”

โอคุริคาระไม่ได้เอ่ยทักทายหรือตอบรับอะไร เพียงแต่มองด้วยท่าทีนิ่งเฉย

“ยินดีที่ได้พบและยินดีต้อนรับทุกท่านสู่ปราสาทซังโจ อุตส่าห์เดินทางฝ่าหิมะมาเสียไกล เข้ามาพักผ่อนกันก่อนเถิด นาคิกิทสึเนะอยู่ที่ห้องด้านใน ให้สึรุมารุนำไป แล้วข้าจะให้คนจัดของว่างไปต้อนรับนะ” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจยิ้มละไมเอ่ยก่อนจะก้มลงจุมพิตเหนือเรือนผมสีพิสุทธิ์ของภรรยาแสนรักเบา ๆ “ดูแลเพื่อน ๆ เจ้าให้ดีล่ะ สึรุของข้า...ข้ายังมีงานคั่งค้างอีกเล็กน้อย ประเดี๋ยวจะตามไปนะคนดี”

“อื้อ!” กระเรียนขาวโฉมสะคราญยิ้มหวานตอบ แล้วหันไปชวนสหายจากแคว้นบ้านเก่าให้ตามเข้าไปด้านในโดยมีสายตาของคนเป็นสามีมองตามไปอย่างอ่อนโยน

หลังเสร็จพิธีวิวาห์ของมิคาสึกิกับสึรุมารุ ทุกชีวิตต่างหวนคืนสู่สภาวะปกติของตน โคกิทสึเนะมารุ นาคิกิทสึเนะและพวกพ้องกลุ่มโจรกลับไปใช้ชีวิตในป่าอินาริในฐานะอารักษ์ของแคว้น พี่น้องจากตระกูลอาวาตะงุจิก็กลับบ้านตน โดยไม่มีปัญหาคาใจใดต่อกันอีก ในขณะที่จันทร์เสี้ยวกับกระเรียนขาวเริ่มใช้ชีวิตฉันสามีภรรยาอย่างแท้จริงด้วยกัน

จากวันนั้น ห้วงฤดูกาลก็ผ่านผันมาจนถึงเหมันต์แล้ว การใช้ชีวิตในป่าช่วงนี้ค่อนข้างยากลำบากเพราะอาหารก็หายาก และอากาศยังหนาวเหน็บ ลำพังตัวโคกิทสึเนะมารุและพวกทมโบะกิริไม่มีปัญหาใด ๆ แต่นายท่านแห่งซังโจห่วงใยนาคิกิทสึเนะกับ ‘หลานชาย’ ตัวน้อยที่เพิ่งถือกำเนิดได้ไม่นานจึงชวนให้กลุ่มโจรแห่งป่าอินาริทุกคนเข้ามาพักในปราสาทจนกว่าลมหนาวจะผ่านไป

“นาคิ! ทุกคนมาแล้วนะ!” สึรุมารุเลื่อนเปิดประตูห้องพักของนาคิกิทสึเนะโดยไม่แม้แต่จะรอให้คนด้านในตั้งตัว จนโคกิทสึเนะมารุที่นอนออดอ้อนซุกตักเมียรักอยู่ถึงกับสะดุ้งหันมาหรี่มองตาขวาง “อะไรเจ้าหมา...ถึงเวลาข้าคุยกับนาคิบ้างสิ”

“จะเข้ามาก็ให้สุ้มให้เสียงก่อนไม่ได้หรือไงกัน” ปากว่าพลางแต่ก็ดันตัวลุกขึ้น โดยมีนาคิกิทสึเนะคอยช่วยจัดเส้นผมยาว ๆ ให้เข้าที่ กระเรียนขาวทำท่าทางลอยหน้าลอยตาไม่สนใจก่อนจะก้าวเข้ามานั่งข้างน้องสาว พวกโชคุไดคิริเดินก้าวตามเข้ามาเมื่อเห็นว่าการทะเลาะเสร็จสิ้นแล้ว

“ไม่ได้พบกันนานเลยนะ” พอเห็นคนคุ้นเคย ท่านหญิงน้อยก็แย้มยิ้มบางและโค้งหัวนิด ๆ เป็นการทักทาย

“ไม่ได้พบกันนานเลย ท่านหญิง...สบายดีนะขอรับ?” โชคุไดคิริเอ่ยยิ้ม ๆ พลางย่อกายนั่งลงแล้วยื่นห่อผ้าที่ถือติดมืออยู่ให้แก่นาง “นี่เป็นของขวัญจากนายท่าน แด่นายน้อยน่ะขอรับ”

“จากท่านพ่อหรือ?” นาคิกิทสึเนะเลิกคิ้ว แต่แววตาก็เป็นประกายเล็กน้อยยามรับห่อผ้านั้นมาเปิดพินิจดูภายใน เห็นเป็นกำไลข้อเท้าสำหรับเด็กทารก หล่อด้วยทองคำและสลักลวดลายอย่างวิจิตรบรรจง กระพรวนสีทองอันเล็กที่ห้อยประดับอยู่ส่งเสียงกรุ๋งกริ๋งยามขยับไปมา “สวยจัง…”

“นายท่านว่า...มันเคยเป็นของท่านหญิงมาก่อน” แม่ทัพหนุ่มเสริม ขณะเด็กสาวกะพริบดวงตาเรียวสีทองปริบ ก้มมองของในมือตนอีกครั้ง โดยมีโคกิทสึเนะมารุชะโงกหน้ามาซบอิงไหล่นางดูด้วย

ปลายนิ้วเล็กขยับลูบไปตามร่องรอยสลักอย่างแผ่วเบา นางไม่มีทางจำมันได้เพราะตอนนั้นคงยังเล็กมาก หากแต่เมื่อรู้ว่าเคยเป็นของตนมาก่อน ก็อดจะรู้สึกหวนหาขึ้นมามิได้ ริมฝีปากบางได้รูปคลี่ออกเป็นรอยยิ้ม เสียงหวานพึมพำเอ่ย “ขอบคุณมากนะ…”

“ว่าไป ตาหนูหลับอยู่หรือเปล่านี่?” สึรุมารุถาม เริ่มขยับตัวยุกยิกคล้ายอยากจะเล่นกับหลานตัวน้อยแล้ว

“หลับไปพักใหญ่แล้ว...น่าจะตื่นแล้วล่ะ” นาคิกิทสึเนะผงกหัวพลางฝากกำไลในมือไว้กับสามี ลุกไปยังเปลเด็กที่แยกไว้ในส่วนห้องนอนก่อนจะประคองห่อผ้าสีขาวหนาขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ทั้งสึรุมารุ ไทโกะงาเนะ รวมถึงโชคุไดคิริต่างก็ตาเป็นประกาย ตื่นเต้นที่จะได้เห็นเด็กน้อย

“ชื่ออะไรหรือ!” ไทโกะงาเนะร้องถามเสียงใส

“โทโมเอะน่ะ” เด็กสาวผู้เป็นมารดาตอบเสียงหวานพลางค่อย ๆ นั่งลง คลายขอบผ้าที่ปกปิดศีรษะซึ่งปกคลุมด้วยเส้นผมสีเงินออกให้หนูน้อยที่กำลังส่งเสียงอ้อแอ้เป็นสัญญาณว่าตื่นอยู่ได้พบผู้คนที่แวดล้อม ดวงตาสีทองเหมือนนาคิกิทสึเนะฉายประกายกลมแป๋ว ริมฝีปากขยับยิ้มกว้างจนเห็นเหงือกสีชมพู มืออ้วนป้อมเอื้อมมาหาคนที่ชะโงกหน้าดูอยู่อย่างไม่มีท่าทีหวาดกลัว

“ดูคล้ายท่านนะขอรับ…ท่านหญิง” โชคุไดคิริเอ่ยกับท่านหญิงน้อยซึ่งก้มหน้าเขินอาย ขณะสึรุมารุอุ้มหลานชายตัวน้อยไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงอย่างหมั่นเขี้ยวจนโคกิทสึเนะมารุต้องขยี้นางผมเตือนให้เบาแรง ขณะไทโกะงาเนะตื่นเต้นขออุ้มด้วยคน

“โอ้...โทโมเอะตื่นแล้วหรือ?” มิคาสึกิที่เปิดประตูเข้ามาในห้องเอ่ยทักทายทั้งรอยยิ้ม ทำให้สึรุมารุยอมผละจากการตบตีกับโคกิทสึเนะมารุโผไปหาได้

“มิกะ! เจ้าหมาดุข้าอีกแล้ว!” เสียงใสร้องฟ้องพลางกอดแขนสามีสุดที่รัก แลบลิ้นใส่อดีตขุนพลแห่งซังโจที่แยกเขี้ยวแง่ง จันทร์เสี้ยวหัวเราะน้อย ๆ ยกมือขึ้นลูบผมยาวสลวยของภรรยาสาวอย่างอ่อนโยน

“โอ๋นะเจ้า สึรุของข้า…ไปกวนโทโมเอะล่ะสิถึงได้โดนดุน่ะ หืม?” ว่าพลางโอบไหล่บางนั่งลงข้าง ๆ แล้วเอื้อมมือไปคลอเคลียเล่นกับหลานชายตัวน้อยที่ไทโกะงาเนะอุ้มอยู่

“จะว่าไป...สึรุจังไม่มีลูกบ้างหรือ?” เด็กสาวอ่อนวัยสุดหันไปถามหลังประคองโทโมเอะน้อยส่งคืนให้มารดาแล้ว ฝ่ายถูกถามเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะยิ้มบาง ๆ

“ท่านหมอว่า...ข้าคงมีลูกไม่ได้น่ะ” มิคาสึกิหลุบสายตาลงมองภรรยาสาวด้วยความเป็นห่วง แต่ครั้นเห็นแววตานางยังสดใสก็พาให้นึกโล่งอก

แม้เคยคาดไว้แล้วเพราะนางไม่มีวี่แววจะตั้งครรภ์เสียทีแม้จะนอนร่วมฟูกกันมาหลายเดือน ทว่าวันที่ทราบจากแพทย์ประจำตระกูลซังโจว่าสึรุมารุคงไม่สามารถมีลูกได้จริง ทั้งเขาและนางต่างก็หัวใจสลายไม่ต่างกัน แต่กระเรียนขาวก็เข้มแข็งมากเกินกว่าจะซึมเซากับเรื่องเพียงเท่านี้ นางยังคงมองโลกในแง่ดี ยิ้มบอกเขาว่า

‘ถึงจะไม่มีลูก แต่ได้อยู่กับมิคาสึกิก็พอแล้ว!’

ยามนึกถึงเรื่องคราวนั้น มือใหญ่ของจันทร์เสี้ยวผู้งดงามก็เผลอกระชับร่างบอบบางที่แนบชิดไว้แน่น ก่อนจะสัมผัสได้ถึงความอ่อนนุ่มของฝ่ามือที่วางทาบลงมาบนมือของเขา ยามก้มลงมอง จึงได้เห็นริมฝีปากสีกลีบซากุระที่คลี่เป็นรอยยิ้มละไม ทำให้เขาก็อดที่จะยิ้มตอบไม่ได้

“อย่างไรเสีย...ซังโจก็มีโทโมเอะเป็นผู้สืบสกุลแล้วนี่นะ ไม่เป็นไรหรอก” ปลายนิ้วเกลี่ยเส้นผมสีขาวราวเกล็ดหิมะอย่างอ่อนโยน พลางกดจุมพิตลงเหนือกระหม่อมนางด้วยความรัก “สำหรับข้า...ได้อยู่กับสึรุมารุก็เพียงพอแล้ว”

“หวาา! น่ารักจัง! นี่มิทจัง พวกเราเอาแบบนี้บ้างไหม? อยู่กันสองคนไม่ต้องมีลูกหรอก” ไทโกะงาเนะร้องเสียงใส โผกอดคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ จนเซเกือบล้ม

“ซาดะจัง...เดี๋ยวเถอะ อย่าเสียมารยาทสิ” โชคุไดคิริเอ่ยดุทั้งรอยยิ้มลำบากใจพลางประคองนางให้ลุกขึ้นดี ๆ “อีกอย่างข้าก็อยากมีลูกไว้สืบทอดตระกูลนะ”

“บู้ว! ไว้ขอลูกคาระจังมาเลี้ยงสักคนก็ได้” พอเด็กสาวพูดหยอกเช่นนั้นโอคุริคาระก็หันกลับมามองด้วยแววตาถมึงทึงจนคนพูดต้องรีบมุดแอบหลังคู่หมั้นหนุ่มทันที ท่ามกลางเสียงหัวเราะของทุกคนในบริเวณ

นิคคาริเข้ามาเชิญแขกไปยังห้องพักเมื่อคุยกันไปได้พักใหญ่ แม้จะยังมีท่าทีอยากอยู่ร่วมวงสนทนาต่อ แต่ไทโกะงาเนะก็ยอมเชื่อฟังโชคุไดคิริว่าให้ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า พักผ่อนร่างกายที่เพิ่งผ่านการเดินทางมาเสียก่อน ส่วนโอคุริคาระเต็มใจลุกไปแทบจะทันทีเพราะเหนื่อยล้าเต็มทนแล้ว

เมื่อกลับมาอยู่กันลำพังสี่คนอีกครั้ง บรรยากาศในห้องก็เงียบลงไปชั่วขณะ มิคาสึกิและโคกิทสึเนะมารุต่างโอบกอดภรรยาผู้เป็นที่รักไว้แนบกาย ทอดสายตามองเกล็ดหิมะที่โปรยลงนอกชานเรือน ไม่มีใครพูดอะไรออกมา

“ข้า...คิดว่าตัวเองโชคดีเหลือเกินที่ได้พบพวกเจ้า”

เสียงหวานนุ่มของสึรุมารุดังขึ้นทำลายความสงัดลง เรียกให้ทุกคนหันไปมอง ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มน้อย นางเอนศีรษะอิงไหล่สามี มือเรียวทาบวางบนหน้าขาของเขาอย่างแผ่วเบา

“ข้าสูญเสียครอบครัวไปแต่ยังเล็ก เผชิญอะไรต่อมิอะไรตามลำพังมามากนัก...เกือบสูญสิ้นศรัทธาในทุกสิ่ง แต่การได้พบ ได้อยู่ร่วมกับพวกเจ้า ก็ทำให้ข้ารู้สึกเหมือนกลับมามีครอบครัวอีกครั้ง” ดวงตาสีทองกลมเลื่อนสบกับอีกสามคนที่ยิ้มตอบกลับมา

“ข้าก็ด้วย…” นาคิกิทสึเนะเอ่ยเสียงแผ่ว ก้มมองลูกน้อยที่อุ้มอยู่ในอ้อมแขน “ดีใจ...ที่ได้มีครอบครัวที่มีพวกเจ้าอยู่ด้วยกันทุกคน”

“นาคิ...เจ้านี่นะ” โคกิทสึเนะมารุหัวเราะในลำคอ กอดกระชับเอวเพรียวบางของเมียรักไว้แน่นแล้วกดจุมพิตลงข้างแก้มนาง “ขอบคุณนะ...ที่เจ้าไม่รังเกียจข้าเมื่อตอนนั้น แม้ข้าจะทำเรื่องไม่ดีลงไปกับเจ้าก็ตามที ขอบคุณที่ยอมอยู่กับข้า”

“พูดอะไรไม่สมเป็นท่านพี่เลย ฮะฮะฮะฮะ” มิคาสึกิหัวเราะหยอกล้อจนพี่ชายต้องหันมาถลึงตาใส่ ทว่าไม่อยู่ในความสนใจของคนช่างล้อที่ก้มลงโอบกระชับร่างขาวปลอดไว้ กดปลายจมูกลงเหนือเรือนผมกรุ่นหอม “เจ้าเติมเต็มใจที่กลวงเปล่าของข้า...และพวกเจ้าก็เติมสีสันให้ชีวิตแสนจืดชืดของข้ากลับมาสดใสอีกครา”

ทั้งจันทร์เสี้ยว กระเรียนขาว และสองจิ้งจอกต่างหันสบสายตาซึ่งกันและกัน คลี่รอยยิ้มออกมาเมื่อรับรู้ได้ถึงความคิดที่มิได้ต่างกันเลยแม้สักนิด


ผู้ครองแคว้น...สาวงาม...ธิดาน้อย...จอมโจร
ต่างคนต่างก้าวเดินมาบนเส้นทางที่แตกต่าง ค่อย ๆ จรดมาบรรจบและผสานรวมหลอมไปด้วยกันอย่างไม่รู้ตัว
หัวใจที่เคยพานพบ พรากห่าง หวนคืนกลับมาเป็นหนึ่งเดียวกัน
ตามการชักนำของเส้นด้ายแห่งโชคชะตา

จากชีวิตที่เป็นเส้นขนาน...กลับกลายมาเป็น “ครอบครัวที่แท้จริง” ของกันและกัน
เติมเต็มซึ่งกันและกัน ให้สี่หัวใจอ้างว้างล้นปรี่ด้วยความสุขสันต์อีกครา

ตลอดกาล...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น