หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2561

One Shot : ณ โลกที่แสนโหดร้ายใบนี้ (KogiNaki)

Title : ณ โลกที่แสนโหดร้ายใบนี้
Pairing : โคกิทสึเนะมารุ x นาคิกิทสึเนะ
Rate : ทั่วไป


โหดร้าย...โลกใบนี้นั้นช่างแสนโหดร้าย

นาคิกิทสึเนะล่วงรู้ได้เมื่อนานแสนนานมาแล้ว โลกนี้ปราศจากความยุติธรรม ปราศจากความถูกต้อง ปราศจากผิดถูก มีก็แต่เพียงความโหดร้ายเท่านั้นที่ปกคลุม เฝ้าแต่คอยลวงหลอกให้หลงละเมอ จากนั้นก็พรากเอาความวาดหวังให้หลุดลอยไปประหนึ่งพืชพันธุ์ซึ่งถูกเกี่ยวกับปลายฤดูใบไม้ผลิ

ชีวิตอันไม่จีรัง ก็เป็นหนึ่งในความโหดร้ายของโลกใบนี้มิแตกต่าง

“เสียหายหนักขนาดนี้คงจะซ่อมไม่ไหวแล้วล่ะขอรับ” เสียงของนายช่างแว่วดังมาให้ได้ยิน ขณะที่นาคิกิทสึเนะกำลังกลัดกระดุมเสื้อเชิ้ตเข้าที่ มือที่สวมถุงมือเคลื่อนไปสัมผัสบนข้างไหล่ซึ่งปราศจากร่างคู่หูสี่ขาเหมือนเช่นทุกที “ข้าน้อยเกรงว่ายิ่งซ่อมแซม ใบดาบของท่านนาคิกิทสึเนะจะยิ่งเปราะบางไปกว่านี้...”

“ไม่เป็นไร…” จิตวิญญาณดาบจิ้งจอกครวญเอ่ยเสียงแผ่ว ไฉนเลยจะไม่เข้าใจความหมายที่นายช่างต้องการสื่อ ซ่อมแซมไม่ได้แล้ว แก้ไขอะไรมิได้

ได้แต่เพียงรอความตาย รอการแตกสลายอย่างช้า ๆ

เขากล่าวขอบคุณนายช่าง ประคองร่างอ่อนล้าโรยแรงออกจากห้องซ่อม ก่อนจะยืดหลังขึ้นให้ดูเป็นปกติที่สุดยามอยู่ต่อหน้าสหายศาสตราที่เดินสวนกันไปมา

การเป็น ‘ดาบรัก’ ของนายท่าน...เป็นอีกหนึ่งในความโหดร้ายของโลกใบนี้

ด้วยความที่เป็นดาบรัก นายท่านจึงเรียกใช้งานเขาบ่อยกว่าผู้อื่น ตลอดสองปี นาคิกิทสึเนะแทบมิเคยได้หยุดพัก คอยนำทัพออกปราบปรามผู้เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์อยู่ทุกวัน ได้พอหายใจหายคอบ้างก็เมื่อเจ็บหนักจนมิอาจออกรบ จากนั้นเมื่อหายดีก็ต้องหวนคืนสู่ภาระหน้าที่ของตนดังเดิม

เขาเหนื่อย เหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน

มีเพียงสิ่งเดียวที่ฉุดรั้งให้ร่างกายไร้แรงยังคงขยับเคลื่อนต่อไป...คือปรัมปราหลอกเด็กที่ว่าสักวันหนึ่งจะได้พบกับ ‘เขา’

เขาผู้นั้น ซึ่งเคยได้ยินผ่านเพียงในเรื่องเล่า ดาบจิ้งจอกผู้งามสง่า ถูกสรรสร้างขึ้นมาด้วยความช่วยเหลือของเทพเจ้าอินาริ นาคิกิทสึเนะอดจะนึกภาพมิได้ว่าดาบสูงศักดิ์เช่นนั้น จักงดงามตรึงสายตาสักเพียงใด

ฝันแล้วฝันเล่า แต่ทว่ายามเสียงลงค้อนแว่วกังวานยามใด เบื้องหลังเปลวไฟแดงฉานที่โหมลุกก็ปราศจากร่างของเขา นาคิกิทสึเนะเก็บกลั้นเสียงร่ำไห้ไว้ลึกสุดใจ แล้วโค้งศีรษะต้อนรับสหายใหม่ผู้มาเยือน

ในโลกที่แสนโหดร้ายใบนี้ ความปรารถนามิอาจถูกเติมเต็ม

“นาคิกิทสึเนะ...ซ่อมแซมเสร็จแล้วหรือ?” เมื่อกลับมาถึงห้อง นายท่านก็เอ่ยถามเสียงเย็นชาเช่นทุกครา นาคิกิทสึเนะพยักหน้า ครั้นนึกได้ว่าไม่มีคู่หูคอยออกปากตอบให้แทนจึงเปล่งเสียงสำทับไป โดยไม่แจ้งว่าตนไม่ได้รับการซ่อมแซม หรืออีกนัยหนึ่ง ไม่อาจซ่อมแซมได้อีกแล้ว

“พอดีเลย ช่วยเตรียมนำทัพหน่วยที่หนึ่งออกรบด้วย แล้วก็อีกอย่าง ฉันมีเรื่องจะวานหน่อย”

กระดาษยันต์แผ่นหนึ่งยื่นมาตรงหน้า นาคิกิทสึเนะรับมันมาถือไว้ ก่อนจะโค้งศีรษะแล้วเดินออกจากห้อง กลับไปยังโรงตีดาบอีกครั้งโดยไม่ต้องรอคำสั่งใดเพิ่มเติม

ในเมื่อกระดาษในมือบ่งบอกภาระงานทุกสิ่ง

“อ้าว ท่านนาคิกิทสึเนะ” นายช่างร้องทักทาย ทว่าทันทีที่เห็นแผ่นยันต์ในมือ สีหน้าก็ไม่สู้ดีขึ้นมาทันที “นี่หรือว่า นายท่านยังจะให้ท่านออกรบอีกหรือขอรับ”

“อืม…” นาคิกิทสึเนะตอบรับ ยื่นยันต์ในมือให้นายช่าง ริมฝีปากเบื้องหลังหน้ากากคลี่ออกเป็นรอยยิ้มแม้อ่อนล้าเต็มทน “ขอฝากด้วย…”

เขาพูดเท่านั้นแล้วเดินจากมา โดยมีเสียงพึมพำของนายช่างแว่วดังไล่หลังอย่างแผ่วเบา

“ใช้งานกันไม่หยุดไม่หย่อน...ทำราวกับดาบเป็นสิ่งของไร้ค่าจริง ๆ”

นาคิกิทสึเนะออกรบอีกครั้งพร้อมกับสหายในทัพหน่วยที่หนึ่งตามคำสั่งของนายท่านอย่างไม่คิดอิดออด ต่อให้ศัตรูในยุคสมัยจะแข็งแกร่งมากเพียงใดก็ไม่ปริปากบ่นว่า ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าสภาพดาบของตนจะเป็นเช่นไร

“นาคิกิทสึเนะ!”

นาคิกิทสึเนะดึงดาบจากร่างของศัตรูที่สลายหายไป ขณะกำลังหอบหายใจก็พลันได้ยินเสียงร้องเตือนจากใครสักคน และโดยไม่ทันตั้งตัว แรงฟาดฟันจากดาบใหญ่ก็ปะทะเข้ากับแผ่นหลัง ความเจ็บปวดจนชาแล่นวาบไปทั่วสรรพางค์ ร่างสีขาวกระโจนเข้ามาด้านหลัง สะบัดดาบวาดใส่ศัตรูจนต้องถอยกรูด

ใครคนหนึ่งตรงปรี่เข้ามาประคองเขา ส่งเสียงร้องเรียกให้เตรียมตัวกลับฮงมารุได้แล้ว ภายใต้ม่านหมอกของสติที่ลางเลือน นาคิกิทสึเนะได้ยินเพียงคำกระซิบให้อดทนเอาไว้…

แสงสว่างสาดกระจายเจิดจ้า ร่างผอมบางทรุดลงนั่งกับพื้น สหายร่วมรบต่างตรงปรี่เข้ามาถามไถ่ช่วยประคอง พลางตะโกนเรียกนายท่านให้มาช่วยเหลือเป็นการใหญ่

แต่นาคิกิทสึเนะรู้ดีและเตรียมใจพร้อมสรรพ...ว่าจิตวิญญาณอ่อนแรงของตนกำลังจะแตกสลายลงแล้ว

เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าโลกจะโหดร้ายถึงเพียงนี้

“นุฉิซามะ...ไม่รีบช่วยเหลือจะดีหรือขอรับ” เสียงทุ้มไม่คุ้นเคย เรียกให้นาคิกิทสึเนะเงยหน้ามองเจ้าของเสียงด้วยความฉงน ร่างสูงใหญ่ย่อกายลงมา โอบประคองเขาไว้ในอ้อมแขนอย่างแผ่วเบา

แม้จะได้ยินแว่วคำตอบของนายท่าน แต่จิตวิญญาณดาบจิ้งจอกครวญมิได้ใส่ใจอีกต่อไปแล้ว ด้วยในยามนี้สิ่งที่สะท้อนในดวงตาคู่เรียวมีเพียงภาพของคนข้างกาย

ร่างกายสูงสง่า เรือนผมสีเงิน ดวงตาคมดูมีอำนาจราวจะกลืนกินสิ่งร้ายใดที่อยู่รอบตัว คงจะไม่มีผู้ใดตระหนักรู้ หากแต่นาคิกิทสึเนะได้กลิ่น...กลิ่นอายของเครือญาติจิ้งจอก

เป็นคนคนนี้ใช่ไหม...คนที่เขาเฝ้ารอคอย

เสียงเหล็กปริแตกแว่วดังกังวาน พร้อมกับหยาดน้ำตาที่รินไหลออกมาอาบสองข้างแก้มซึ่งถูกบดบังไว้ด้วยหน้ากากสีดำ นาคิกิทสึเนะไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะเอื้อมมือออกไปสัมผัสคนผู้นั้น

“โค...กิทสึเนะมารุ…”

อา เหตุใดโลกนี้ช่างแสนโหดร้าย

ถ้อยสุดท้ายเปล่งออกไปเบาแผ่วเสียจนไม่อาจรู้ว่าจะส่งไปถึงได้หรือไม่ เมื่อกาลแห่งการแตกสลายมาถึง เขาไม่อาจประคองจิตวิญญาณโรยแรงหรือใบดาบแหลกร้าวได้อีกต่อไปแล้ว ความตายส่งกลิ่นหอมหวาน โอบล้อมรอบกายดุจดังความรักที่ก่อกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรก...และคราสุดท้าย

ขณะค่อย ๆ คืนกลับสู่เศษเหล็กไร้คุณค่า นาคิกิทสึเนะได้แต่เพียงเฝ้าภาวนา จักขอจดจำความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นเอาไว้ แม้นมิอาจสัมผัสมันได้อีกก็ตาม

ว่าอย่างน้อย เขาก็ได้พบกับคนที่รักในยามสิ้นใจ ณ โลกที่แสนโหดร้ายใบนี้...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น