第一課
『紅灯』
บทที่ ๑ โคมไฟสีแดง
กลิ่นกัญชาอวลตลบ ผสานกับกลิ่นดอกไม้หอมหวนที่จัดตกแต่งไว้โดยรอบ เสียงชามิเซ็งบรรเลงแว่วคู่เคียงไปกับพิณโกโตะ ราวจะช่วยขับกล่อมอารมณ์ของผู้ที่มาพักผ่อนหย่อนใจ ใช้เวลาเริงรมณ์ไปกับเหล่าสาวงามในย่านนางโลมนี้ให้ได้นึกเป็นสุข แม้เพียงชั่วครั้งคราว ชั่วขณะ อย่างน้อย ๆ ก็ยังได้คลายความตึงเครียดลงจากชีวิตเบื้องนอกบ้าง
คืนนี้เป็นคืนแรกของคุนิยาสึ ทาโร่...ที่ได้แวะเวียนมายังเขตสถานเริงรมณ์แห่งนี้ แต่ก็ใช่ว่าเขาไม่คุ้นเคยกับเหล่านางโลม เพราะบ่อยครั้งไปที่ท่านพ่อจัดงานสังสรรค์ที่ปราสาทและเชิญพวกนางไปบรรเลงดนตรีให้บ้าง หรือหนักข้อเข้าหน่อยก็เป็นอะไรที่เกินเลยกว่านั้น ซึ่งทาโร่ไม่นึกอยากจะสนใจ
เพราะเสร็จจากสงครามจากแคว้นเหนือและได้รับชัยชนะมา ค่ำนี้จึงพอมีเวลาสังสรรค์กับท่านพ่อและสหายร่วมรบที่อยากจะเปลี่ยนบรรยากาศมาถึงหอนางโลมบ้าง หลังจากดื่มกิน พูดคุยกันเสร็จแล้ว เหล่าแม่ทัพนายกองหนุ่มก็ขอตัวจากพวกผู้ใหญ่ มาเดินเล่นดูอะไรสวย ๆ งาม ๆ แทนที่จะมองบิดาตนคลอเคลียกับสาวนางโลม ทาโร่เดินตามอยู่ด้านหลังกลุ่ม ฟังคำพูดคุยของเหล่าสหายที่ชวนชี้กันว่าจะไปเยี่ยมเยียนที่หอคณิกาใดดี
“โอ๊ะ ขอข้าแวะซื้อเหล้าสักเดี๋ยวนะ” เพื่อนในกลุ่มร้องบอกพลางวิ่งเข้าไปในร้านชำร้านหนึ่ง ขณะคนอื่น ๆ ตะโกนไล่หลังว่าจะไปหอคณิกาอยู่แล้วยังจะหาดื่มก่อนอีกหรือ ทาโร่สอดมือเข้าในแขนเสื้อพลางมองตามไป ขณะกำลังคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่นั้น ชายหนุ่มก็พลันรู้สึกถึงแรงปะทะเบา ๆ ที่ด้านหลัง
“ขอโทษจ้ะ!”
คนชนร้องบอกอย่างลวก ๆ ก่อนจะรีบวิ่งออกไปพร้อมกับไหสาเกสองสามไห ทาโร่ยังไม่ทันที่จะเอ่ยหรือตอบรับอะไรแม้แต่คำเดียวด้วยซ้ำ เพื่อนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ขมวดคิ้วมองตามไปอย่างฉงน
“เป็นนางโลมที่ตัวใหญ่ไม่เบา? เอ...หรือว่าจะเป็นนางโลมชายกันนะ? โอ้ จริงสิ! ทาโร่...เจ้าอยากลองหอนางโลมชายบ้างไหม? ได้ยินว่าพวกนั้นงดงามไม่แพ้อิสตรี อาจจะได้ประสบการณ์แปลกใหม่ก็เป็นได้นะ? ฮ่า ๆ”
เจ้าของดวงตาสีทองคู่คมเงยหน้ามองยามได้ยินเสียง พยักหน้าน้อย ๆ มิใคร่จะเอ่ยอันใด เพราะรู้ดีว่าท้ายที่สุด สหายตนก็จะตัดสินใจเอาตามชอบอยู่ดี แม้เป็นบุตรชายเจ้าเมือง หากแต่ทาโร่กลับชมชอบการเป็นผู้ตามที่ดีเสียมากกว่าเป็นผู้นำที่ไม่มีใครสนใจ
คนอื่น ๆ อาจจะอยากชมสิ่งสวยงาม เพื่อลบเลือนภาพความโหดร้าย แต่ตัวทาโร่มักจะนึกอยากปลีกตัวไปที่ศาลเจ้า ใช้เวลาสงบ ๆ ทำสมาธิหลังเสร็จจากการศึกเหมือนเช่นทุกครั้ง นั่งหลับตาเงียบ ๆ ทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นในสงคราม...สีแดงและกลิ่นคาวของเลือด ภาพศพของทหารที่น่าเวทนา เสียงอาวุธกระทบเกราะเหล็ก จากนั้นก็จะถอนหายใจยาวอย่างนึกปลิดปลง
แต่กระนั้น...มันก็มิได้จบลง
ทาโร่มิอาจเข้าใจได้ว่าเหตุใดใต้หล้าจึงเป็นที่หมายปองนัก แผ่นดินและอำนาจที่ได้มาด้วยการเหยียบผ่านซากศพ ทับกดลงบนความโศกเศร้าและความทุกข์ทรมาน...มันงดงามเช่นสรวงสวรรค์แน่หรือ?
เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ทาโร่ก็พบว่าตนเดินตามเหล่าสหายเข้ามาในหอนางโลมเสียแล้ว ดวงตาคมกวาดมองโดยรอบบริเวณเก็งคัง* ที่ตกแต่งอย่างสวยงาม ขณะที่มาม่าซังสาวใหญ่กุลีกุจอออกมาต้อนรับ
“เชิญเลยเจ้าค่ะคุณชายทุกท่าน โอ้ และสวัสดียามค่ำนะเจ้าคะนายน้อยคุนิยาสึ” ทาโร่พยักหน้ารับน้อย ๆ เพราะความที่เป็นบุตรชายเจ้าเมือง จึงมักได้รับการปฏิบัติพิเศษจนเคยชินไปเสียแล้ว นางเชิญชวนพวกเขาเข้าไปด้านใน ผ่านทางเดินที่มีนางโลมชายเดินสวนมาหลายคน บ้างก็มากับลูกค้าชาย บางก็มากับหญิงสาวท่าทางมีอันจะกิน ทาโร่อดคิดไม่ได้จริง ๆ ว่านางโลมชายเหล่านั้น ทั้งใบหน้า การแต่งกาย อากัปกิริยา ล้วนงดงามไม่ต่างจากอิสตรี หากแต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามเฉกเช่นบุรุษเพศที่ได้รับการฝึกปรือมาสมคำเล่าขาน
มาม่าซังนำพวกเขามาถึงห้องรับรองขนาดใหญ่เช่นที่สหายของทาโร่ได้ขอไว้ จากนั้นนางก็ขอตัวเพื่อไปตามคนมาให้การรับรอง เหล่าชายหนุ่มเลือกที่นั่ง พูดจาคุยเล่นกันถึงเรื่องสงครามที่ผ่านมา บ้างก็อวดอ้างความสามารถตนว่าสังหารข้าศึกไปได้มากเท่าไร บ้างก็ชื่นชมนายทัพผู้ปรีชา ขณะทาโร่นั่งกอดอกหลับตาเงียบๆ อยู่ที่เบาะตรงมุมสุดของห้อง คิดทบทวนเช่นที่ทำมาตลอดเหมือนเคย
“ทาโร่ เจ้าจะไม่พูดอะไรบ้างหรือไง?”
“ข้ามีอะไรต้องพูดหรือ…” ทาโร่เงยหน้ามองคล้ายจะงุนงง พวกเพื่อน ๆ หัวเราะร่วนพลางตบบ่าหยอกล้อกับเขาเหมือนเช่นเคย สหายศึกรู้ดีว่านายน้อยแห่งตระกูลคุนิยาสึนั้นชิงชังสงคราม หากแต่เมื่อเลี่ยงไม่ได้ เจ้าตัวก็จำต้องยอมออกรบ และเหวี่ยงดาบเพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
“ครั้งนี้เจ้าทำผลงานได้ดีออกจะตายไปมิใช่หรือ ท่านเจ้าเมืองก็ออกปากชมใหญ่ คงได้รับปูนบำเหน็จมากมายแน่ ไม่ดีใจบ้างเลยหรือไร?”
ร่างสูงส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนจะหลุบตาลงนิด ๆ
“ข้าไม่เคยนึกดีใจเมื่อเสร็จสิ้นสงคราม...ข้ามีเพียงแต่เรื่องที่ต้องครุ่นคิดมากมายไปหมด” ทาโร่เงยหน้าขึ้น ใช้นัยน์ตาสีทองสบกับเพื่อนร่วมศึกที่นั่งอยู่ข้าง ๆ “พวกเจ้าไม่เคยนึกรังเกียจการรบบ้างหรือ? ไม่เคยนึกรังเกียจภาพมนุษย์ที่ถูกฟาดฟันหล่นร่วง? ไม่เคยนึกรังเกียจกลิ่นคาวของเลือดบ้างหรือ?”
สหายศึกหันหน้ามองกัน ก่อนจะหันกลับมามองนายน้อยแห่งตระกูลนักรบที่ตนรับใช้
“หากจะบอกว่าไม่รังเกียจ อาจเป็นการโกหกมากเกินไป” มือแกร่งเอื้อมแตะบ่าสหายตนเบา ๆ “พวกเราเติบโตมาท่ามกลางยุคสมัยที่คละคลุ้งด้วยกลิ่นคาวเลือดนี้ ทาโร่...ข้ารู้ว่าเจ้าเกลียดชังสงคราม หากแต่เมื่อไฟมันลามลุกถึงเพียงนี้ คงไม่อาจจะดับลงได้ง่าย ๆ...ในฐานะลูกผู้ชาย เราทำได้เพียงชินชากับมันเท่านั้น”
ทาโร่หลุบตาลง ในอกปวดแปลบขึ้นมายามรับฟังคำพูดของสหายร่วมรบ...สงครามมิอาจหยุดลงได้โดยง่ายเช่นภาพความฝัน ชายหนุ่มพาลนึกตั้งคำถามในใจ ว่าการจะนำช่วงเวลาอันแสนสงบสุขกลับมาได้นั้น มีเพียงทางเดียวคือการรบไปเรื่อย เสียชีวิตล้ำค่าไปเรื่อย ตราบจนกระทั่งมีผู้ใดสักผู้ได้ครอบครองใต้หล้าที่แดงฉานเท่านั้นหรือ?
“โอ้ เหมือนจะมาแล้วล่ะ...เลิกทำหน้าเคร่งเครียดแล้วฉลองให้ผ่อนคลายเสียหน่อยเถอะ!” เพื่อนที่นั่งเงียบอยู่ฝั่งประตูมาตลอดร้องบอกเมื่อเห็นเงาที่เข้ามาใกล้
บานประตูค่อย ๆ เลื่อนเปิดออก กระทั่งเห็นร่างของนางโลมชายสามคนที่ก้มหัวแสดงความเคารพ ทาโร่เบือนสายตาไปทางอื่น คล้ายว่ามิอยากจะสนใจความบันเทิงหรือสิ่งใดก็แล้วแต่ที่พวกนางจะนำมา ได้ยินเพื่อน ๆ ของเขาทักทายต้อนรับ เชิญทั้งสามเข้ามาด้านใน ชายหนุ่มคาดเดาว่านางโลมชายทั้งสามก็คงเริ่มทำงานของตนทันที
เพื่อน ๆ ของเขาหัวเราะสนุกสนาน ท่าทางจะถูกใจกับนางโลมชายเหล่านั้นไม่น้อย แต่ทาโร่ก็ยังไม่นึกอยากจะสนุกด้วยเลยแม้แต่นิด ใจจริงอยากจะลุกออกไปเสียให้พ้นจากตรงนี้ด้วยซ้ำเมื่อเริ่มได้กลิ่นยาสูบที่อบอวล ไม่ใช่ว่ารังเกียจอะไร แค่เพียงมันรบกวนความคิดของเขาเท่านั้น
“ท่านพี่ไม่มาดื่มด้วยหรือจ๊ะ?”
“ไม่ล่ะ ข้า…” ทาโร่หันกลับมา ตั้งใจจะปฏิเสธเจ้าของเสียงหวานอ้อนที่มาเชิญชวน ทว่าเมื่อได้สบตา ชายหนุ่มก็รู้สึกราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนในชั่ววินาที…
---
*เก็งคัง (玄関) - บริเวณหน้าบ้านญี่ปุ่น เป็นที่สำหรับให้แขกเปลี่ยนรองเท้าก่อนจะเข้าในตัวบ้าน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น