บทนำ
『三日月・白い鶴・二人狐』
จันทร์เสี้ยว・กระเรียนขาว・สองจิ้งจอก
หนึ่ง : จันทร์เสี้ยว
“ด้วยงดงามมากเกิน...จึงมิมีใครกล้าเอื้อมไขว่”
พรั่งพร้อมด้วยรูปสมบัติ...ทรัพย์สมบัติ...คุณสมบัติ...ฐานะและฐานันดรล้วนครบถ้วน…
มิคาสึกิ มุเนะจิกะ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นบุรุษที่งดงามที่สุดในใต้หล้าถือกำเนิดมาในตระกูลเจ้าเมืองชั้นสูง ถูกปรนเปรอด้วยสุราเลิศรส นารีเลอโฉม เติมเต็มความสุขอยู่ทุกทิวาราตรี หากแต่กระนั้น ในส่วนลึกหนึ่งของเทพบุตรจันทร์เสี้ยว กลับยังคงหลงเหลือรอยโหว่เล็ก ๆ ที่ยังไม่มีสิ่งใดเติมให้เต็มได้
แม้นล้นปริ่มด้วยความสำราญ แนบชิดด้วยโฉมงามจากทั่วทุกสารทิศ หากแต่ความสุขสันต์กลับมิอาจทดแทนความอ้างว้างเล็ก ๆ ในจิตใจแสนเปล่าเปลี่ยวได้เลย
แต่แล้ว...สิ่งนั้นคือสิ่งใดกันเล่า?
สิ่งที่เขาเฝ้าเสาะหา เพื่อมาอุดช่องว่างในจิตใจ...คือสิ่งใดกัน?
สอง : กระเรียนขาว
“ด้วยงดงามมากเกิน...จึงถูกฉกชิงอยู่ร่ำไป”
“สึรุมารุเอ๋ย...เอาแต่นั่งชมจันทร์มาพักใหญ่แล้วมิใช่รึ? ไม่เบื่อบ้างหรือไร...จันทร์เสี้ยวแสนจืดชืดนั่น”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยพร้อมกับมือหยาบกร้านหนาที่เอื้อมมาลูบไล้ต้นขาขาวเปลือยของร่างที่ห่มกายด้วยยูกาตะตัวบางเพียงหลวม ๆ เจ้าของนามแย้มยิ้มน้อยพลางเงยหน้ามองฟากฟ้ายามราตรี
“จันทร์เสี้ยวหาได้จืดชืดไม่...นายข้า” เสียงหวานซึ้งเอ่ยเบา จันทร์เสี้ยวสะท้อนเงาในดวงตาโศกสีอำพัน “จันทร์เสี้ยวนั้นแสนงดงาม เฝ้ามองเท่าไรก็มิรู้เบื่อหน่าย ทุกค่ำคืน...ทุกค่ำคืนข้าเฝ้าหวังให้จันทร์เสี้ยวรับข้าไปอยู่ด้วย ให้ข้าได้พบชีวิตที่สุขสันต์เกินจะหาใดได้”
“แล้วที่เป็นอยู่เช่นนี้ยังมิสุขสันต์พอรึ?” ชายวัยกลางคนเอ่ยถาม ขยับร่างลุกมาโอบกอดร่างขาวสะอาดไว้ ซุกใบหน้าลงกับลาดไหล่เปลือย “ข้าให้เงินทอง ให้อาภรณ์เลอค่า ให้ปราสาทแสนงดงามกับเจ้า...ให้ทุกสิ่งที่เจ้าปรารถนา แล้วเมื่อใดเล่าสึรุมารุ...เมื่อใดเจ้าจะมอบสิ่งที่ข้าวอนขอให้เสียที”
สึรุมารุหัวเราะเบา ๆ รู้ดีว่าไม่ว่าอย่างไร ก็ไม่อาจมอบสิ่งที่ผู้อ้างตนเป็นนายต้องการได้
ด้วยหัวใจนั้น...ได้มอบให้คนเพียงผู้เดียวไปเสียแล้ว…
สาม : จิ้งจอกเล็ก
“ด้วยงดงามมากเกิน...จึงต้องหลบซ่อนตัวไว้”
กระเรียนมงกุฎแดงตีปีกโบยบินหายลับไปบนท้องฟ้า ในมือของเด็กสาวยังคงจับเชือกบ่วงดักที่เพิ่งปลดแก้เมื่อครู่ ดวงตาสีทองจับจ้องวิหคงามที่ผินจากไปพลางยิ้มกับตนเอง
อิสระ...ช่างดีเหลือเกิน
มือเรียวปล่อยเส้นเชือก ยกแตะหน้ากากสีดำ มีลักษณ์ดั่งปากสุนัขที่ปกปิดครึ่งซีกล่างของใบหน้าเอาไว้ เพราะท่านพ่อบอกว่า จะให้ใครได้เห็นความงดงามมิได้ จะพูดจาปราศรัยกับใครก็มิได้ นาคิกิทสึเนะจึงจำต้องอดทนอยู่ในสภาพเช่นนี้
เป็นท่านหญิงน้อยผู้แสนสุขหากแต่เดียวดาย…
“นาคิกิทสึเนะ” เสียงเรียกทำให้นาคิกิทสึเนะหันไปมองอย่างไม่ยากเย็น บิดาผู้อ่อนโยนยืนอยู่เบื้องหลัง แย้มรอยยิ้มที่เจือจานด้วยความเศร้าสลด “อย่ามัวแต่เล่นสนุกเลย รีบไปเตรียมตัวได้แล้ว อย่าให้คู่หมั้นของเจ้าต้องคอยนาน”
นั่นสินะ…
อีกแค่ไม่นาน...ความเดียวดายก็จะสิ้นสุดลง
“ค่ะ...ท่านพ่อ”
สี่ : จิ้งจอกใหญ่
“ด้วยงดงามมากเกิน...จึงพยายามกลบเก็บเสียให้สิ้น”
“ให้ตายสิ…”
ชายหนุ่มลูบแก้มของตนที่มีรอยขีดข่วนจากกิ่งไม้ โชคดีที่มิใช่แผลลึกนัก มือใหญ่คว้าดาบที่วางอยู่บนฟูกที่นอน เปิดส่วนคาชิระด้านท้ายแล้วใช้นิ้วป้ายยามาทาทับบนบาดแผล
เจ้าลูกจิ้งจอกนั่น...จับได้ครั้งหน้าไม่ปล่อยให้รอดแน่!
เหตุเพราะการตามล่าลูกจิ้งจอกเพื่อจะนำไปขายในตลาดมืด ทำให้เขาต้องเจ็บตัวอยู่เช่นนี้ ซ้ำร้ายยังพลาดท่าอย่างน่าขายหน้าเสียอีก
มันก็ออกจะดูโหดร้ายอำมหิตไปเล็กน้อย ที่เขาผู้มีนามจิ้งจอกน้อย โคกิทสึเนะมารุ ออกไล่ล่าลูกจิ้งจอกตัวจ้อยจนเหมือนล่าพวกเดียวกัน แต่ก็เพื่อปากท้อง
ในเมื่อช่วงนี้ป่าเป็นเขตอันตรายที่ผู้คนไม่กล้าย่างกรายเข้ามาด้วยเพราะมีโจรตัวฉกาจเช่นเขารอซุ่มปล้นสะดมอยู่ แต่ก็เพราะข่าวลือเช่นนั้นแพร่สะพัดออกไปนั่นล่ะ ชีวิตจึงลำบากอยู่อย่างนี้
“ลูกพี่!”
“อะไร...ถ้าจะมาปากเสียเรื่องลูกจิ้งจอกนั่น เงียบไปเลยดีกว่า” โคกิทสึเนะมารุเอ่ยเสียงหงุดหงิดอารมณ์เสียทำเอาเด็กหนุ่มด้านหลังสะดุ้งเฮือก
“มะ...ไม่ใช่นะครับ คือว่า…” โจรหนุ่มเลิกคิ้วเมื่อรับฟังเรื่องราวจากลูกน้องของตนก่อนจะแสยะยิ้มมุมปาก
“เตรียมตัวซะ…”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น