第二課
『花太刀』
บทที่ ๒ ฮานะทาจิ
ทาโร่ไม่รู้ว่าเจ้าของเสียงมาอยู่ใกล้เขาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทว่าแม้จนบัดนี้ นายน้อยแห่งตระกูลคุนิยาสึก็ยังมิอาจละสายตาจากใบหน้างดงามเบื้องหน้าได้เลย เขาพบสาวงามมามากมายนัก ทั้งบุตรีขุนนางชั้นสูงที่เป็นคู่ดูตัว จนถึงเหล่าเกอิชาที่ไปฟ้อนรำยามมีงานฉลองที่ปราสาท ทว่ายังไม่เคยมีใครเลยที่จะดึงดูดสายตาถึงขนาดทำให้ทาโร่จ้องมองได้นานถึงเพียงนี้
คนตรงหน้ามีเรือนผมสีเข้มยาวสลวยดูอ่อนนุ่มเกล้ารวบไว้อย่างสวยงาม ประดับด้วยหวีสับ ปิ่นปักผมสีทองและบุปผาสวยงาม ร่างกายถูกซุกซ่อนไว้ใต้อาภรณ์สีราตรีหนาหลายชั้นหากแต่ดูสง่า แม้จะยังนั่งอยู่แต่ทาโร่ก็มองออกว่าอีกฝ่ายตัวสูงไม่น้อย ดวงตาสีทองเป็นประกายสดใส เครื่องหน้ารับกันเหมาะเจาะ แม้งดงามเช่นอิสตรี หากแต่ก็ยังคงไว้ซึ่งเค้าโครงของบุรุษเพศ ริมฝีปากหยักเรียวที่เคลือบด้วยสีชาดได้รูปขยับแย้ม
“ว่าไงจ๊ะ...ดื่มสักหน่อยไหม? ข้าจะรินสาเกให้เอง”
“อา…” เห็นรอยยิ้มนั้นทาโร่ก็พลันนึกได้ว่าตนคงจะจ้องนางโลมชายตรงหน้านานไปเสียหน่อยแล้ว บางสิ่งบางอย่างพาให้คนที่กำลังจะลุกออกไปจากห้องนึกเปลี่ยนใจ ชายหนุ่มพยักหน้าน้อย ๆ เป็นเชิงว่าจะดื่มเสียหน่อย เจ้าของเสียงออดอ้อนหัวเราะแล้วยกซาคาสึกิมารินสาเกใส่ให้อย่างกระฉับกระเฉงทันที
“เปลี่ยนใจแล้วรึทาโร่? เมื่อครู่เจ้ายังว่าจะไม่สนุกด้วยอยู่เลย” เพื่อนร่วมห้องที่กำลังสนุกกับการร่ำสุราหัวเราะแซว ทาโร่หลับตาแสร้งทำท่าไม่สนใจ ขณะที่เหล่าสหายเริ่มถามนางโลมชายที่กำลังส่งจอกสาเกให้เขาพอดี “เจ้าชื่ออะไรรึน้องชาย”
“พวกเขาเรียกข้าว่า ‘ฮานะทาจิ’ จ้ะ พวกท่านพี่ก็เรียกเช่นนั้นแล้วกัน” ทาโร่หันมองเจ้าของนามที่หันมายิ้มให้เขาเหมือนเคยจนต้องหลบตา ชายหนุ่มรู้สึกอยู่ลึก ๆ ว่าไม่เคยเลย...ที่จะมีชายหรือหญิงใดยิ้มให้เขาอย่างจริงใจถึงเพียงนี้
“ฮ่า ๆ ฮานะทาจิ...เจ้านี่ไม่ธรรมดาเลยนะที่ทำให้ทาโร่มีท่าทางแบบนั้นได้ ดูสิ เขินอายใหญ่แล้วมิใช่รึ” หนุ่มนักรบหัวเราะร่วน ทาโร่หน้าแดงเรื่อกระแอมน้อย ๆ คล้ายจะบอกให้คนพูดหยุดปากเสีย ฮานะทาจิยิ้มขำอารมณ์ดี
“ข้าว่าท่านพี่เช่นนี้ก็น่ารักดีออกนะจ๊ะ ไม่คิดเช่นนั้นหรือ~” เอ่ยพลางรินสาเกเติมให้แขกของตนอีก ทาโร่เอ่ยขอบคุณเสียงเบาจนถูกกลบด้วยเสียงหัวเราะ
“เจ้านี่แปลกคนนักฮานะทาจิ...ข้าไม่เคยเห็นใครบอกว่าทาโร่น่ารักมาก่อนเลย ใช่ไหมเจ้า?” เอ่ยพลางขยับมากระทุ้งศอกใส่คนถูกพาดพิงเบา ๆ ทาโร่ทำท่าทางไม่สนใจแล้วจิบจอกสาเกของตนต่ออย่างเงียบ ๆ
“ข้าไม่คิดว่าคำว่าน่ารักจะเหมาะกับข้า...มิใช่มันควรใช้กับอิสตรีหรอกหรือฮานะทาจิ…” ชายหนุ่มหันไปหาคนข้างกาย ยื่นซาคาสึกิเป็นเชิงว่าให้เติมอีกสักหน่อย นางโลมชายหัวเราะคิก มือเรียวรินสาเกเติมให้ ปากก็เอ่ยตอบ
“คำว่าน่ารักน่ะ...หากรู้สึกว่าน่ารักข้าก็เอ่ยเช่นนั้นจ้ะ ไม่จำเป็นหรอกว่าจะต้องใช้กับชายหรือหญิง เมื่อมันเป็นเพียงคำบอกกล่าวความรู้สึก” ฮานะทาจิยิ้มหวาน ทำให้ใบหน้าของทาโร่แดงเรื่อขึ้นมาอีกครั้ง
“สหาย...สองจอกเมารึ?”
“เปล่าเสียหน่อย” เอ่ยพลางใช้ศอกสวนเข้าใส่สีข้างของเพื่อนที่ยื่นหน้ามาแซวเบา ๆ แก้เขินด้วยสีหน้านิ่งเฉยจนคนปากมากต้องลงไปนอนจุก มือใหญ่วางซาคาสึกิลง ก่อนจะลุกขึ้นยืนท่ามกลางความสงสัยของทุกคนในห้อง “ฮานะทาจิ ที่นี่มีสวนให้ออกไปสูดอากาศบ้างหรือไม่...ข้าไม่ค่อยชอบกลิ่นยาสูบนัก”
ฮานะทาจิพยักหน้าหงึกก่อนจะรีบลุกขึ้นยืน “ข้าพาท่านไปเองนะ? อยู่ไม่ไกลจากนี่นักหรอกจ้ะ!”
“ไปแล้วจะกลับมาไหม?” เพื่อนอีกคนที่กำลังคลอเคลียกับหนุ่มน้อยนางโลมเอ่ยถามยิ้ม ๆ เป็นการเหน็บแซวไปในตัว ทาโร่ไม่ตอบอะไรพลางจับมือฮานะทาจิดึงให้เดินตามออกไปจากห้องทันที ซึ่งฝ่ายหลังก็ยิ้มแย้มตามไปอย่างว่าง่าย สหายคนที่นอนกลิ้งอยู่กับพื้นเงยหน้าอย่างยากเย็นพลางยิ้มมุมปาก
“ไปแบบนี้ ข้าว่าคงไม่กลับ...”
ทาโร่เดินตามฮานะทาจิที่เปลี่ยนเป็นฝ่ายนำผ่านทางเดินในหอ ดวงตาสีทองจดจ้องเพียงเรือนผมสีเข้มที่พลิ้วไหวไปตามการขยับตัว คนตรงหน้าดูร่าเริงนัก เจอใครต่อใครก็ยิ้มแย้มทักทาย ไม่ว่าจะเป็นนางโลมด้วยกัน แขกหรือเด็กรับใช้ที่เดินสวนไปมา ดูแล้วช่างแสนเป็นที่รัก…
แตกต่างกับเขาโดยสิ้นเชิง...ทั้งที่ทาโร่เป็นลูกเจ้าเมือง ควรทำตัวให้เป็นที่รัก แต่บางหนเมื่อพบหน้าผู้คนก็ยังคงวางตัวไม่ถูกอยู่ดี เพราะความที่เป็นคนไม่ค่อยพูดและไม่ค่อยยิ้ม แค่เพียงโค้งหัวทักทาย พูดจาปราศรัยเล็กน้อย จากนั้นชายหนุ่มก็นึกบทสนทนาไม่ค่อยออกเสียแล้ว น้อยครั้งที่จะเจอคนที่สนทนากันได้ถูกคอ
พวกผู้ใหญ่ที่ท่านพ่อแนะนำให้รู้จัก โดยมากแล้วก็จะชวนสนทนาถึงเรื่องฝีมือการรบ ทั้งที่ทาโร่คิดแล้วว่าตนก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ เหวี่ยงดาบน้อยกว่าสหายศึกคนอื่น ๆ ด้วยซ้ำ...คงเพราะฐานะลูกชายไดเมียวและบารมีของท่านพ่อกระมังที่ทำให้ถูกจับตามองว่าเก่งกาจมีความสามารถมากกว่าคนอื่น
“ท่านพี่นี่เหม่อลอยไม่เบานะจ๊ะ” เสียงทักที่ดังขึ้นทำให้ทาโร่ชะงักตื่นจากภวังค์
“ข้าขอโทษ…” ชายหนุ่มก้มหน้าลงคล้ายจะรู้สึกผิดนิด ๆ แต่ฮานะทาจิกลับยิ้มและส่ายหน้าอย่างอ่อนใจก่อนจะจับมือเขาให้เดินตามออกไปยังสวนข้าง ๆ ตัวเรือน
“ไม่ใช่ความผิดท่านเสียหน่อย! เลิกโทษตัวเองแล้วก็เลิกทำหน้าโศกเศร้าเถอะจ้ะ!” ฮานะทาจิหัวเราะแล้วหยุดยืนกลางสวนที่มีแสงสว่างฉายจาง ๆ จากโคมไฟและตัวหอทำให้ไม่มืดมิดเกินไปนักพลางหันตัวมาหาเขา “พี่กังวลเรื่องสงครามอยู่...ใช่ไหมจ๊ะ?”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?” ทาโร่เบิกตานิด ๆ
นางโลมคนงามอมยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยท่าทางแสนทะเล้น “ข้าน่ะ...มีญาณวิเศษ รู้ไหมจ๊ะ?” พอเอ่ยเช่นนั้น คนตรงหน้าก็ขมวดคิ้วอย่างกึ่งจะเชื่อกึ่งจะไม่เชื่อ ทำเอาคนนึกสนุกหลุดหัวเราะพรืดออกมาอย่างอดมิได้
“ข้าพูดเล่น! ข้าฟังมาจากเพื่อน ๆ ท่านน่ะ พวกเขาบอกว่าท่านเกลียดสงคราม แต่ก็จำต้องรบในฐานะบุตรเจ้าเมือง ถูกไหมจ๊ะ?” ทาโร่ทำสีหน้านิ่งเฉยหากแต่ก็เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจ กลับไปคงต้องจัดการกับพวกเพื่อนปากสว่างเสียบ้างแล้ว…
“เจ้าคิดเช่นไรกับสงครามรึ?” นักรบหนุ่มเอ่ยถาม ฮานะทาจิหลุบตาลงนิด ๆ รอยยิ้มสดใสในทีแรกแปรเปลี่ยนเป็นยิ้มที่เจือจานด้วยความโศก เจ้าตัวคงไม่รู้ แต่เพียงเท่านั้นก็ทำให้ทาโร่พอเดาได้ไม่ยากว่าอีกฝ่ายคงผ่านความสูญเสียเพราะสงครามมาเป็นแน่
“ข้าเกลียดสงครามจ้ะ...สงครามพรากทุกสิ่งอย่างไปจากข้า วัยเยาว์ของข้า ครอบครัวที่ข้าคิดว่าคงจะมี กระทั่งความทรงจำ...ท่านว่ามันแปลกหรือไม่ที่ข้าจดจำเรื่องราวก่อนมาอยู่ที่หอคณิกานี้ไม่ได้เลย”
ทาโร่ส่ายหน้า บีบกระชับมือที่จับกันเอาไว้แน่น
“ไม่แปลกอันใด...ฮานะทาจิ ข้าเองก็ลืมเรื่องราวก่อนวัยเจ็ดขวบไปเช่นกัน ท่านพ่อว่าข้าถูกกระทบกระเทือนอย่างแรงเพราะเล่นซนจนสูญเสียความทรงจำวัยเด็กไป”
ได้ยินเช่นนั้นฮานะทาจิก็หัวเราะ มือเรียวกระชับมืออบอุ่นตอบ “พวกเรานี่ช่างคล้ายคลึงกันเสียจริง ท่านพี่ทาโร่!...อย่างไรเสีย ข้าว่ายามนี้เราควรผ่อนคลายจากสงคราม ใช้เวลาจำกัดนี้ทำเรื่องสบายใจกันเถอะจ้ะ!”
“เรื่องสบายใจเช่นนั้นรึ?” ทาโร่หลุบตาลง “สำหรับข้า เรื่องสบายใจคือเช่นการนั่งสมาธิ ไหว้บูชาเทพเจ้า...”
“ฮะ ๆ ท่านช่างใสซื่อบริสุทธิ์นัก...เช่นนั้นคืนนี้ข้าจะสอนสิ่งใหม่ ๆ แก่ท่าน เช่นการดูดาวเป็นไงจ๊ะ?” ฮานะทาจิขยิบตาน้อย ๆ แล้วนำสายตาทาโร่ เงยหน้ามองท้องนภาที่อยู่เหนือขึ้นไป ดวงดาราเกลื่อนกลาดฉาดฉายแสงของตน เติมเต็มประกายระยับแก่ฟากฟ้าอันหม่นมืด
“ข้า...ดูดาวเพียงเพื่อนำทางในยามราตรี” ทาโร่เอ่ย น้อยครั้งนักที่จะได้มองดวงดาวเพื่อชื่นชมความงดงาม ร่างเล็กกว่าอมยิ้มน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
“ข้าชอบออกมามองดวงดาว...การได้ยืนท่ามกลางดวงดาวทำให้ข้าอุ่นใจ อย่างน้อย ๆ ก็ยังได้คิดว่าอาจจะมีพ่อแม่...หรือพี่น้องของข้าที่ตายจากไปเฝ้ามองจากบนนั้นอยู่ก็เป็นได้” รอยยิ้มบาง ๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปากสีชาด ดวงตาคู่งามดูช่างแสนเศร้าสร้อย
ทาโร่อดที่จะจ้องมองไม่ได้...ความงดงามตรึงสายตาของฮานะทาจิที่อยู่ท่ามกลางดวงดาวนับแสนล้าน ความงามที่ไม่ถูกกลืนหายไปกับความงามของธรรมชาติรอบกาย หากแต่ดูโดดเด่นขึ้นมาอย่างน่าหลงใหล ชายหนุ่มเม้มปากน้อย ๆ ก่อนจะถาม
“เจ้าบอกชื่อดวงดาวให้ข้ารู้จักได้หรือไม่?” เสียงทุ้มเอ่ย ฮานะทาจิหันกลับมา เลิกคิ้วพลางหัวเราะคิกก่อนจะพยักหน้า ทั้งสองเงยหน้ามองด้านบน ร่างที่เล็กกว่าชี้นิ้วไปยังดวงดาวที่สุกสกาวเด่นอยู่กลางฟากฟ้า
“ดวงดาวนั้นมีชื่อว่า ‘คินเซย์*’ ...เป็นดาวที่สว่างที่สุดในช่วงหัวค่ำและย่ำรุ่ง” ทาโร่มองตามการนำ ประกายแสงสีขาวเจิดจ้าสะท้อนในดวงตา นิ้วเรียวของฮานะทาจิชี้ไปทางดวงดาวสีแดงที่เปล่งประกายอย่างริบหรี่อยู่เหนือขึ้นไป “ดวงนั้นมีชื่อว่า ‘คะเซย์**’ จ้ะ ข้าไม่ค่อยรู้ประวัตินัก...น่าเสียดาย”
ทาโร่ทอดสายตามองดาวดวงนั้นแล้วเลื่อนกลับลงมามองคนข้างกาย “ยามใดข้ามองดวงดาวนั้น...กลับรู้สึกเศร้าใจอย่างประหลาด”
ฮานะทาจิหันกลับมามอง แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย “ทำไมกันจ๊ะ?”
“อาจจะเพราะคะเซย์มีสีแดงกระมัง...ยามมองแล้วรู้สึกราวกับมองดวงดาวที่แสนน่ากลัว ประดุจนัยน์ตาสีแดงดั่งเลือดกำลังทอดมองลงมาจากสรวงสวรรค์” ทาโร่ก้มหน้าลง จิตใจถูกรุมเร้าด้วยความว้าวุ่นกังวลถึงสงครามที่ผ่านมาอีกครั้ง เสียงในใจดังผุดพราย เสียงแตรศึก เสียงเหล็กกระทบซึ่งกัน เสียงโหยหวนของผู้สิ้นใจ...
ตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงมือที่ถูกบีบแรงขึ้นนิด ๆ อุ้งมืออุ่นของฮานะทาจิแนบประทับลงมาบนแก้ม ทาโร่ได้สติหลุบสายตาลงมองจนเห็นดวงตาของคนเบื้องหน้าที่ยิ้มติดเศร้า กระชากทุกความรู้สึกในหัวใจของนักรบหนุ่ม
“สงครามจบสิ้นลงแล้วจ้ะ...ท่านพี่ พักผ่อนด้วยกันกับข้าเถิดนะ?”
ในชั่ววินาทีที่ได้สดับรับฟังถ้อยแสนอ่อนหวาน เสียงในใจดับมลายหายไป...สิ่งใด ๆ รอบกายล้วนแล้วแต่หมดสิ้นความหมาย...พร้อม ๆ กับริมฝีปากที่ประกบแนบเข้าหากันอย่างแนบแน่น…
---
*คินเซย์ (金星) - ดาวศุกร์
** คะเซย์ (火星) - ดาวอังคาร
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น