Title : ผมสีทอง
Pairing : โอคุริคาระ x ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระ (FEM)
Rate : PG-13
Note : Side Story * จันทร์เสี้ยว・กระเรียนขาว・สองจิ้งจอก
ข้ารักเจ้า…
ข้ารักเจ้า...ได้ยินหรือเปล่า
เสียงจากใจข้านี้...ได้ยินหรือเปล่า
ข้ารักเจ้า...คุนิฮิโระ
วันนี้เป็นวันงานรื่นเริงที่ดูราวกับจะสุขไปทั่วทั้งเมือง งานแต่งงานของแม่ทัพหนุ่มแห่งแคว้นเล็ก ๆ ที่ได้ชื่อว่าอุดมสมบูรณ์ที่สุดในใต้หล้า กับธิดาโฉมงามของที่ปรึกษาชั้นผู้ใหญ่ ผู้คนต่างออกมาชมขบวนแห่ ครื้นเครงไปกับบทเพลงที่บรรเลงตลอดสายถนน
หากแต่กระนั้น...คนที่ดูซึมเซาที่สุดกลับเป็นตัวเจ้าบ่าวเสียเอง
“คาระจัง! อะไรเนี่ย...ยังไม่เตรียมตัวอีกอย่างนั้นเหรอ?” ชายหนุ่มสวมผ้าปิดตาเปิดประตูเข้ามาในห้องพลางขมวดคิ้วยามเห็นเพื่อนสนิทของตนยังคงอยู่ในชุดยูกาตะเรียบ ๆ หาใช่ชุดเจ้าบ่าวไม่
“โอคุริคาระ...แต่งตัวไม่เป็นทำไมไม่บอก จะได้ให้คนใช้มาช่วย” เสียงหวานใสดังขึ้นพร้อมกับร่างขาวสะอาดที่โผล่หน้าออกมาจากด้านหลังของโชคุไดคิริ โอคุริคาระทอดถอนใจ ไม่มีอารมณ์แม้แต่จะต่อล้อต่อเถียง
“มาเถอะคาระจัง ข้าช่วยเอง” โชคุไดคิริเอ่ยพลางเดินไปดึงมือโอคุริคาระมาแต่งตัว ส่วนที่ริมหน้าต่างที่เจ้าตัวยืนอยู่ก่อนหน้านี้ก็มีสึรุมารุโผเข้าไปยืนแทนที่
“โอ้ นั่นคือขบวนแห่ของเจ้าสาวรึ? ยิ่งใหญ่อลังการเสียจริง” หญิงสาวเปิดหน้าต่างกว้าง ๆ พลางเท้าศอกกับวงกบ ทอดสายตาลงมองภาพขบวนแห่เบื้องล่างอย่างสนอกสนใจ “เจ้านี่โชคดีจริง ๆ นะ...ได้แต่งงานกับหญิงงามมีเกียรติเช่นยามัมบะกิริ”
โอคุริคาระเงียบไป ไม่ยอมเอื้อนเอ่ยอันใด หากแต่โชคุไดคิริกลับสังเกตเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปแม้เพียงเล็กน้อยของสหายสนิท ชายหนุ่มเลิกคิ้วน้อย ๆ ด้วยความประหลาดใจ “คาระจัง...มีอะไรหรือเปล่า?”
คำถามนั้นราวกับเข็มแหลมทิ่มแทงเข้าในใจ เจ้าของผิวกายสีคล้ำแดดพยักหน้าน้อย ๆ สึรุมารุหันกลับมามองทันทีที่ได้ยินหัวข้อสนทนาอันแปลกหู
“ข้า...ไม่อยากแต่งงานกับยามัมบะกิริ” เสียงทุ้มเงียบหายไปชั่วอึดใจ “...ข้ารักคนอื่น”
“อะไรนะ?” ดวงตาที่ไม่ได้อยู่ใต้ผ้าปิดตาของโชคุไดคิริเบิกขึ้นเล็กน้อย ขณะที่สึรุมารุถลาเข้ามาอย่างไม่มีเขินอายโอคุริคาระที่ยังแต่งตัวไม่เสร็จแม้แต่นิด ดวงตาสีทองฉายประกายที่ทั้งตื่นเต้นและตกใจในคราวเดียว
“ใครกัน!”
“กิริคุนิ…”
คำตอบนั้นทำเอาสหายทั้งสองหน้าเหวอไปในทันที...ไม่มีใครในเมืองที่ไม่รู้จักกิริคุนิ หรือ ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระ บุตรสาวคนเล็กของคหบดีตระกูลคุนิฮิโระ เด็กสาวผู้ถูกกล่าวขานไปทั่ว...และมิใช่ในทางที่ดี แม้ตัวนางจะมิเคยทำสิ่งใดเสียหาย แต่ชาติกำเนิดของนางนั้น คือสิ่งที่ทำให้ประวัติของกิริคุนิด่างพร้อย
“โอคุริคาระ...แน่ใจใช่ไหมว่าเจ้ารักกิริคุนิน่ะ?” สึรุมารุถามย้ำ ซึ่งสหายรักก็พยักหน้านิ่งเฉยตอบรับดั่งเคย “มิใช่เพราะเจ้าปฏิเสธยามัมบะกิริ เลยชอบนางที่หน้าตาคล้ายกันราวกับฝาแฝดหรือ?”
“ข้าไม่ได้ปฏิเสธยามัมบะกิริ ข้าเพียงแค่ไม่ได้รักนาง...เช่นที่ควรจะรักในฐานะสามี ทั้งหมดเป็นการตัดสินใจของพ่อข้า โดยข้าไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ” โอคุริคาระขมวดคิ้วตอบ
“คาระจัง…” โชคุไดคิริขมวดคิ้ว เอ่ยเสียงจริงจัง “อย่าคิดทำอะไรบ้า ๆ เชียวนะ...มันจะมิได้ส่งผลถึงเจ้าคนเดียวแน่ แต่ทั้งพ่อเจ้า ยามัมบะกิริ เจ้าสาวของเจ้า...และตัวกิริคุนิเองด้วย เข้าใจใช่ไหม?”
โอคุริคาระหรี่ตา ไม่ได้นึกแปลกใจนักที่ถูกโชคุไดคิริอ่านความคิดออก หากแต่เพราะคำพูดเหล่านั้นมันเจ็บปวดเหลือคณากว่าที่คิดเท่านั้น…
ชายหนุ่มกำมือแน่น หวนนึกถึงใบหน้าของกิริคุนิ...ใบหน้าแสนงดงามที่ตรึงสายตาเขาได้ตั้งแต่วินาทีแรกพบ
-
วันนั้นเป็นวันต้อนรับการมาถึงของวสันตฤดู มีงานเทศกาลจัดขึ้นเช่นทุก ๆ ปี ผู้คนออกมาสนุกสนาน เต้นรำ เล่นการละเล่น เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยดังกังวานตลอดสายถนน แสงไฟถูกจุดขึ้นตามแนวตะเกียงยามตะวันลับขอบฟ้า ขับบรรยากาศให้อบอุ่นและงดงามมากขึ้นอีก
สึรุมารุรับหน้าที่เป็นคนฉุดกระชากลากถูโอคุริคาระและโชคุไดคิริมาเดินเที่ยวด้วยกันเช่นทุกที นางฮัมเพลงร่าเริง เทียวแวะร้านโน้นออกร้านนี้ โดยมีโชคุไดคิริคอยตามดูแลทุกฝีก้าวไม่ให้หลงทางหายไปไหนประหนึ่งผู้ปกครองเด็กซน ในขณะที่โอคุริคาระผู้ซึ่งไม่เต็มใจจะมาคลุกคลีกับฝูงชนแต่แรกเดินตามไปเงียบ ๆ
ตอนนั้นเองที่หูได้ยินบางอย่าง...คำแทะโลม เกี้ยวพาเชิงบังคับ โอคุริคาระหันไปทางต้นเสียง เห็นคนหนุ่มกลุ่มหนึ่งกำลังยืนรุมร่างเล็กบางที่กายสั่นเทาอยู่ตรงซอกหลืบของตึกร้านค้าสองหลัง ทีแรกชายหนุ่มก็คิดว่าจะไม่สนใจแล้ว ทว่าเสียงกระแทกอย่างแรงที่ดังขึ้นก็ทำให้เขาถึงกับชะงัก
เด็กสาวที่ถูกผลักเข้าชนกำแพงไม่ร้อง ไม่ส่งเสียงเลยแม้แต่นิด...จนไม่รู้ว่านางกำลังเจ็บปวดหรือไม่ มีเพียงร่างกายใต้ผ้าคลุมสีขาวหม่นที่สั่นสะท้านจนสังเกตได้ เด็กหนุ่มพวกนั้นกระชากตัวนาง ดึงทึ้งเสื้อผ้า หัวเราะกันสนุกสนาน
“ไง ลูกโสเภณี! เจ้าก็เป็นโสเภณีเหมือนแม่เจ้าใช่ไหมล่ะ!?”
โอคุริคาระสุดทนเมื่อได้ยินเช่นนั้น ราวกับคำพูดเหล่านั้นมีพลังมากพอจะบาดลงในจิตใจเขาได้ไม่ต่างกัน ร่างสูงโปร่งเดินตรงเข้าไปทางนั้นโดยไม่แม้แต่จะร้องบอกสหายทั้งสองที่หายไปไหนแล้วไม่ทราบ
“นี่...พวกเจ้า”
“เหวอ!? ท่านแม่ทัพ!!” ทันทีที่เห็นเขา เด็กหนุ่มกลุ่มนั้นก็ร้องลั่นตกใจ หน้าซีดเหมือนเห็นผีแล้ววิ่งหนีไป คงเพราะจิตสังหารที่แผ่ออกมาทุกทีเวลาหงุดหงิดกระมัง แม้แต่สึรุมารุจอมซุกซนยังต้องแอบหลังโชคุไดคิริยามเขาโมโหจนระเบิด
โอคุริคาระเหลือบมองเด็กสาวที่ก้มหน้าก้มตาจัดเสื้อผ้าเข้าที่ ก่อนจะเลิกคิ้วแปลกใจนิด ๆ เมื่อเห็นปลายผมสีทองที่หลุดรุ่ยลงมาจากใต้ผ้าคลุมของนาง
“ขอบคุณ...ที่ช่วยข้าไว้” เสียงหวานเอ่ยเบา ชายหนุ่มเพียงพยักหน้านิด ๆ รับคำ
“มาคนเดียวรึ?” นางเงยหน้าขึ้นเมื่อเขาถาม ทำให้ดวงตาเย็นชาของโอคุริคาระต้องเบิกขึ้นน้อย ๆ เมื่อได้เห็นใบหน้าของเด็กสาวอย่างชัดเจน ทั้งผิวขาวนวล ดวงตากลมโตสีน้ำทะเล ริมฝีปากสีระเรื่องดงาม หากแต่กลับมีเค้าโครงใบหน้าที่แตกต่างจากคนท้องถิ่นทั่ว ๆ ไป
“ข้ามากับพี่ ๆ...แต่พลัดกันระหว่างทาง” เด็กสาวก้มหน้าน้อย ๆ เอ่ยตอบ มือเหน็บผมไว้ข้างใบหู ชายหนุ่มไม่แน่ใจว่าตาฝาดหรือไม่ เมื่อเห็นพวงแก้มนวลแดงเรื่อ
โอคุริคาระลอบผ่อนลมหายใจเหนื่อยหน่าย ก่อนจะจับข้อมือนางดึงให้เดินตามไป เด็กสาวร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ หากแต่ก็ยอมตามเขาไปแต่โดยดี น่าแปลกที่แม้เขาไม่เอ่ยอะไร แต่นางกลับเข้าใจได้ไม่ยากว่านั่นคือการบอกว่าเขาจะเดินเป็นเพื่อนจนกว่านางจะพบพี่ ๆ
เด็กสาวพยายามชะเง้อคอมองหาผ่านฝูงชน โอคุริคาระยังจับมือนางไว้แน่นไม่ให้พลัดหลง ดวงตาสีน้ำทะเลแอบเหลือบมองคนตัวสูงที่จ้ำเดินไปข้างหน้า เห็นดวงตาเขาคอยขยับสอดส่ายอยู่ตลอดเวลา
“ยามัมบะกิริ!” เด็กสาวชะงักหันกลับไป พลอยทำให้โอคุริคาระหยุดชะงักไปด้วย ชายหนุ่มเหลียวมอง เห็นหญิงสาวร่างเล็กบางคนหนึ่งวิ่งตรงมาหา โผเข้าจับมือสาวน้อยผมทองไว้แน่น ตามติดมาด้วยชายร่างสูงกำยำ ทั้งสองดูลนลานปนโล่งอก
“หายไปไหนมา พวกเราตามหาน้องแทบแย่ เป็นอะไรไหม? เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?” นางเอ่ยพลางประคองใบหน้างดงามหันไปมา เมื่อเห็นว่าน้องสาวปลอดภัยดีก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอกแล้วจึงเงยหน้ามองโอคุริคาระ “ท่านแม่ทัพ ขอบคุณมากนะคะ แล้วก็ขออภัยที่น้องสาวไปรบกวนเช่นนี้”
โอคุริคาระเพียงพยักหน้ารับ มองเด็กสาวที่ถูกจับให้โค้งหัวให้ ก่อนที่พวกพี่ ๆ ของนางจะเอ่ยขอตัวแล้วพาน้องสาวเดินออกไป ทิ้งให้ชายหนุ่มมองตามอย่างไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด แต่ก็ได้เห็นเด็กสาวแอบลอบมองกลับมาแล้วรีบหันขวับกลับไป
ยามัมบะกิริ...งั้นหรือ…
-
“ว่ากันว่าคุณหนูยามัมบะกิริคงมีอำนาจเหนือสามีเป็นแน่” นั่นคือสิ่งที่ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระได้ยินเมื่อพี่สาว โฮริคาวะ คุนิฮิโระกลับเข้ามาในบ้านพร้อมกับข้าวของพะรุงพะรัง เด็กสาวลุกขึ้นเดินไปช่วยรับมาถือ
“มีข่าวลือแบบนั้นท่านแม่ทัพไม่เสียหายแย่รึ?” ยามาบุชิ พี่ชายคนโตหัวเราะพลางมือก็วุ่นกับการตรวจสอบบัญชีของร้านค้าในความดูแลของตระกูล โฮริคาวะยิ้มขำขณะช่วยกันกับน้องสาวและสาวใช้จัดแยกข้าวของที่ซื้อมา
“ที่ตลาดเขาคุยกันว่าการแต่งงานครั้งนี้เพราะเรื่องอำนาจ บุตรีที่ปรึกษาระดับสูงกับเสนาธิการฝ่ายซ้าย...เห็นว่าฐานะตระกูลของยามัมบะกิริจะช่วยเสริมชื่อเสียงให้กับเจ้าบ่าวนาง”
“อ้อ...ที่เขาว่าท่านแม่ทัพก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งจากที่เป็นเพียงบุตรข้าราชการไร้ชื่อใช่ไหม? ข้าว่าพอลูกชายมีหน้ามีตาเข้าหน่อย พ่อก็เหลิงน่าดู” ยามาบุชิส่ายหน้าคล้ายอ่อนใจในที เพราะบิดาของโอคุริคาระนั้น แต่เดิมเป็นสหายสนิทกับบิดาผู้ล่วงลับของพวกเขา ทว่าเมื่อโอคุริคาระขึ้นสู่ตำแหน่งแม่ทัพได้ ก็เริ่มปฏิบัติตัวต่างไป หลงในอำนาจ ใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อ จนในที่สุดความสัมพันธ์ก็ถูกตัดรอนลงเมื่อบิดาของพี่น้องคุนิฮิโระถึงแก่กรรม “นี่ถึงขนาดผลักให้แต่งงานกับผู้หญิงตระกูลสูงเพื่อเอายศฐาเชียว”
“คงรักลูก อยากปูฐานอำนาจให้สูงไว้กระมัง? ไม่ท่านแม่ทัพก็รักคุณหนูยามัมบะกิริจริง” โฮริคาวะเอ่ยยิ้ม ๆ ไม่ทันสังเกตน้องสาวที่หน้าซีดไปเล็กน้อยยามได้ยินเช่นนั้น
“ต่อไปคงมิวายยุแยงให้แตกแยกกับแม่ทัพโชคุไดคิริสหายรักเป็นแน่” ยามาบุชิแสร้งกระซิบขำ ๆ
“พี่ก็พูดไป...อ๊ะ จริงสิ ตระกูลของสามีข้าจะมีงานเลี้ยงนะ บอกว่าให้มาเชิญพี่กับยามัมบะกิริ น้องอยากไปกับพี่ไหมจ๊ะ?” หญิงสาวหันไปถามน้องสาวคนเล็กที่ยืนเหม่อลอยอยู่
“เอ๊ะ? อ๊ะ...เมื่อครู่...พี่ว่าอะไร?” กิริคุนิสะดุ้งหันมามอง โฮริคาวะเลิกคิ้ว เอื้อมมือไปทาบหน้าผากน้องสาว
“ก็ไม่มีไข้นี่...ไม่สบายหรือเปล่า ช่วงนี้น้องดูใจลอยนะ” พี่คนรองว่าด้วยสีหน้าเป็นห่วง “พักนี้ทางบ้านสามีไม่มีอะไร ถ้าน้องต้องการล่ะก็ พี่จะกลับมาอยู่เป็นเพื่อน ดีไหมจ๊ะ?”
“พี่ไม่ต้องลำบากหรอก ข้าไม่ได้เป็นอะไร” ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระเอ่ยพลางจับมือพี่สาวออก “เมื่อกี้พี่ถามข้าว่าอะไรนะ?”
“พี่ถามว่า...น้องจะไปงานเลี้ยงของตระกูลคาเนะซาดะคืนนี้ไหม พี่จะได้ให้คนไปเตรียมชุดให้” โฮริคาวะยิ้มบางบอก นางไม่เชื่อแม้แต่นิดว่าน้องสาวไม่ได้เป็นอะไร แต่เมื่อกิริคุนิไม่อยากบอก นางก็ไม่อยากเซ้าซี้ เว้นแต่มันจะกลายมาเป็นปัญหาใหญ่ในภายภาคหน้า
ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระหลุบสายตาลงแล้วส่ายหน้า “ข้าไม่อยากไป...อยากพักผ่อน หรือช่วยพี่ทำงานมากกว่า”
“แน่ใจหรือ? การไปร่วมงานเลี้ยงเสียบ้างก็อาจช่วยให้ผ่อนคลายได้นะ? แต่ถ้าน้องไม่อยากไป พี่ก็ไม่ว่า ตัดสินใจให้ดี ๆ นะ” โฮริคาวะพยักหน้ายิ้ม ๆ แล้วเดินไปหาพี่ชายคนโตที่อยู่ที่ห้องทำงาน
“พี่...ข้ากลับบ้านสามีก่อนนะ ฝากดูยามัมบะกิริด้วย ช่วงนี้น้องเหมือนมีเรื่องไม่สบายใจ ที่จริงทำได้ข้าก็อยากอยู่ดูแล แต่เดี๋ยวคุณคาเนะจะว่าเอาได้” ยามาบุชิเลิกคิ้วน้อย ๆ เมื่อเห็นน้องสาวร่วมครรภ์มารดามีสีหน้าไม่สู้จะดีนัก นางปิดประตูห้องแล้วขยับเข้ามานั่งในระยะที่คุยเสียงเบาได้ยิน “บางที...อาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องเมื่อหลายเดือนก่อน ที่น้องชอบออกไปข้างนอกตามลำพัง”
“เอาน่า...ข้าจะคอยดูน้องเอง เจ้าคอยดูแลสามีเจ้าเถอะ ไม่ต้องห่วง” ยามาบุชิยิ้มบางพลางเอื้อมมือไปลูบหัวโฮริคาวะอย่างอ่อนโยน “จะอย่างไร...นางก็เป็นน้องสาวของพวกเรานี่”
หญิงสาวยิ้มน้อย ๆ แล้วพยักหน้า
สำหรับพวกนางแล้ว...ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร...ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระก็ยังคงเป็นน้องสาวคนเล็กอันเป็นที่รักอยู่ดี
-
ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระรวบผมสีทองอันเป็นเอกลักษณ์ซ่อนไว้ใต้ผ้าคลุมสีหม่นให้มิดชิดขณะก้าวเดินออกจากบ้านอย่างเงียบเชียบที่สุดในยามเช้าตรู่ นางรู้ดีว่าการเอาผ้ามาห่อคลุมกายยิ่งทำให้ตนดูโดดเด่นท่ามกลางฝูงชน หากแต่มันก็ช่วยปกปิดจุดด้อยและช่วยให้นางหลบหนีจากสายตาผู้คนที่จ้องมองได้
นางเคยขอร้องพวกพี่ ๆ แล้วว่าอยากจะย้อมผมเป็นสีดำเสีย ทว่าโฮริคาวะไม่อยากให้นางทำลายตัวตนของตัวเอง เพราะถึงแม้มันจะแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร...ทั้งหมดนี่ก็คือตัวนาง ทั้งเส้นผมสีทอง และดวงตาโศกสีน้ำทะเล พี่สาวอยากให้นางมั่นใจในตัวเองมากกว่านี้
ร่างบอบบางเดินไปยังเส้นทางเปลี่ยวคนที่คุ้นเคย กวาดดวงตาสีน้ำทะเลที่ถูกปรกด้วยเส้นผมมองหาคนที่ต้องการมาพบก่อนจะชะงักเมื่อได้ยินเรียก นางหมุนตัวตรงไปยังต้นเสียงทันที
“ท่านแม่ทัพ…”
คนที่เร้นกายอยู่ใต้เงาระหว่างสองตึกจับมือนางดึงเข้าไปหาเบา ๆ พร้อมกับมืออีกข้างที่ดึงผ้าที่คลุมศีรษะออกอย่างรวดเร็วและริมฝีปากที่ประทับลงมาบนเรือนผม ทำเอากิริคุนิหน้าแดงเรื่อ ต้องรีบใช้มือดันอกเขาไว้ด้วยนึกไม่ถึงว่าจะได้รับการทักทายถึงเนื้อถึงตัวเช่นนี้
“อย่า…” เสียงหวานร้องห้ามเบาทำให้ชายหนุ่มที่คลอเคลียริมฝีปากอยู่กับเรือนผมหอมกรุ่นลอบยิ้มบางเพียงชั่วครู่แล้วจึงผละออกมาช้า ๆ
“ไปเถอะ…” เสียงทุ้มเรียบเย็นเอ่ยก่อนจะจับประสานมือเรียวบางไว้ ดึงเบา ๆ พาร่างในชุดผ้าคลุมให้เดินตามออกไปยังทางเส้นด้านหลังที่ไม่ค่อยมีคนเท่าไรนักก่อนจะประคองนางขึ้นม้าที่ยืนรออยู่ ร่างสูงโปร่งขึ้นซ้อนที่ด้านหลังก่อนจะจับบังเหียน ควบออกไปยังจุดหมายที่วางกันเอาไว้
นับจากการพบกันครั้งแรกโดยบังเอิญก็ผ่านมาได้หลายเดือนแล้ว โอคุริคาระจำได้แม่นยำว่ากิริคุนิตกใจไม่น้อยเมื่อครั้งที่เขาไปหานางถึงบ้านในตอนที่พี่ชายพี่สาวไม่อยู่ เขาบอกกับนางว่ามิอาจลืมนางได้ และนั่นเป็นครั้งแรกที่คนเก็บตัวทั้งสองนึกอยากสานสัมพันธ์กับมนุษย์ที่ไม่รู้จัก ทั้งคู่ลักลอบไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ และความสัมพันธ์ก็ดำเนินรุดหน้า ขยับก้าวขั้นจากคนแปลกหน้า กลายเป็นสหายที่เข้าอกเข้าใจความระทมทุกข์ของอีกคน และแปรเปลี่ยนเป็นความรัก…
เป็นความรู้สึกที่ทั้งสองมิเคยได้พานประสบมาก่อนเลย...แม้กิริคุนิจะได้รับความรักเอ็นดูจากพี่ชายพี่สาว แต่นางก็ยังไม่เคยเรียนรู้รักในลักษณะเช่นนี้ ส่วนโอคุริคาระนั้น...ถึงจะถูกหมายปองจากหญิงสาวมากหน้าหลายตา แต่ก็หาได้เคยมอบใจให้ใครจนพบกับกิริคุนิ
ม้าดำตัวงามค่อย ๆ เหยาะย่างก้าวช้าลงเมื่อถึงที่หมายที่มันเองก็เคยคุ้นดี เพราะเป็นที่ที่เจ้านายของมันและสาวน้อยบนหลังใช้เป็นที่หลบซ่อนตัวจากสายตาชื่นชมหยามเหยียดและคำนินทาสรรเสริญของผู้คน มานั่งพิงอิงแอบกันอยู่เงียบ ๆ หลายชั่วยาม
เหนือเนินเขาที่เงียบงันแห่งนี้ บางคราวครั้ง ทั้งสองก็มิได้พูดคุยกันเลยแม้แต่คำเดียว ปล่อยเวลาให้เลื่อนไหลไปกับเพียงสายลมที่พัดพลิ้วล้อกับเส้นผมสีทองดั่งรวงข้าวสุกของยามัมบะกิริ คุนิฮิโระ และผืนหญ้าเขียวเรืองที่ทอดกายอ่อนนุ่ม รองรับสองร่างที่เอนแอบเคียงข้างกันอย่างอ่อนโยน
โอคุริคาระลงม้าก่อน แล้วจึงจับเอวอ่อนบางประคองสาวคนรักตามลงมาก่อนจะปล่อยอาชาคู่ใจไปดื่มกินน้ำและแทะเล็มหญ้าอยู่ไม่ห่าง ขณะทั้งคู่เดินไปนั่งพิงกันใต้ร่มไม้ หากเป็นที่นี่ กิริคุนิจะยอมเปลื้องผ้าคลุมออก และโอคุริคาระก็จะโอบไหล่นางไว้แนบสนิทกาย ปลายจมูกกดประทับบนเรือนผมแสนสวย สูดกลิ่นหอมระรื่นจากกายนาง มิเช่นนั้นก็นอนหนุนตักนุ่มอบอุ่น ขณะที่นางนั่งหลับตาเงียบ ๆ หากเขาเคราะห์ดี นางก็จะเผลอหลับไป ให้เวลาชายหนุ่มได้เฝ้ามองใบหน้างดงามที่พริ้มเพราอย่างมิรู้เบื่อ จนกระทั่งนางตื่นนอนด้วยท่าทางงัวเงียแสนน่าเอ็นดู ถึงตอนนั้นเขาก็จะจับนางมาพรมจุมพิตเสียหลาย ๆ ที
วันนี้ ชายหนุ่มคิดว่าตนมีเรื่องอยากพูดคุยมากพอจะเลือกที่จะนั่งอิงแอบกับนาง…
“คุนิฮิโระ…” ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระขานรับเบา ๆ ยามได้ยินเสียงเรียก ศีรษะนางหนุนอยู่กับไหล่ของเขา สายตาทอดมองเมืองที่อยู่เบื้องล่างถัดจากเนินเขา โอคุริคาระรู้ดีว่าคำพูดใด ๆ ล้วนไม่จำเป็น ชายหนุ่มเพียงหยิบสร้อยที่แอบกายอยู่ในกระเป๋าขึ้นมา และขยับผละตัวนิด ๆ เพื่อสวมมันให้กับเด็กสาว กิริคุนิกะพริบตางุนงง หากแต่ก็รวบผมยาวสลวยถึงกลางหลังขึ้นนิด ๆ ให้เขาทำอะไรสะดวก
“นี่อะไรรึ?” กิริคุนิเอ่ยถาม เพิ่งสังเกตในตอนนั้นว่ามันคือสร้อยเส้นเดียวกับที่เขาสวมติดกายเสมอ
“หัวใจของข้า…” โอคุริคาระเอ่ยเสียงเบา กระชับร่างเล็กบางไว้ในวงแขน ประทับจุมพิตลงบนเรือนผมของนาง ก่อนที่ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระจะหน้าแดงเรื่อขึ้นยามเข้าใจความหมายที่เขาแฝงเร้นมาให้ “ขอฝากไว้ที่เจ้า…”
“ข้าไม่ควรได้รับมัน…” เด็กสาวเอ่ย ตั้งใจจะถอดสร้อยคืน แต่โอคุริคาระจับมือนางเอาไว้เสียก่อน ดวงตาคู่คมมองนางเรียบนิ่งหากแต่ไม่กดดัน
“เหตุใด?”
“ข้าเป็นเพียงลูกโสเภณี...ข้าไม่มีค่าพอ” กิริคุนิหลุบตาลง สีหน้าฉายแววความหม่นหมอง ปลายนิ้วเรียวลูบสร้อยของเขาที่แนบอยู่บนอกเบา ๆ โอคุริคาระมองนาง ก่อนจะประคองใบหน้านวลงามขึ้นมา พลางเกลี่ยเส้นผมสีทองที่ปกปิดดวงตาสีน้ำทะเลออก
“ข้ามิใช่คนที่ตัดสินใครด้วยชาติกำเนิด…” เอ่ยพลางก้มลงกดจุมพิตบนหน้าผากมน “ข้ารักเจ้า...ที่เป็นเจ้า ณ ขณะปัจจุบันนี้ เท่านั้นมิเพียงพอรึ?”
“ข้า…”
“คุนิฮิโระ...มองตาข้า” เสียงทุ้มเอ่ย แม้อ่อนโยนหากแต่ก็แฝงเร้นอำนาจอยู่ลึก ๆ ในน้ำเสียง เรียกสายตาของสาวน้อยให้เบนกลับมาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
ทันทีที่สบสายตากัน ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระก็พลันพบเข้ากับกระจกเงาที่สะท้อนภาพความอ้างว้างของนางเองออกมา เด็กสาวตระหนักได้โดยทันทีว่าชายตรงหน้าก็ไม่ต่างจากนาง ถูกเลี้ยงดูมาโดยความเปล่าเปลี่ยว เติบโตมาท่ามกลางสายตาประณามหยามเหยียด ดื่มกินคำติฉินนินทาเป็นอาหารอยู่เนืองนิตย์
มือเรียวยกขึ้นไล้ลูบแก้มของเขา ก่อนที่ชายหนุ่มจะโน้มใบหน้าลงมาจุมพิตที่ริมฝีปากนุ่มเป็นครั้งแรก นางหลับตา โอบรอบคอเขารับสัมผัสแปลกใหม่ มือใหญ่กอดกระชับร่างบอบบางไว้ให้ถนัด ยามคนสองคนที่ไม่แตกต่างเข้าใกล้ชิดกัน แลกเปลี่ยนความเจ็บปวดซึ่งกันและกัน ความรู้สึกยิ่งพัดกระพือท่ามกลางสายลมที่ผิวผ่าน และนางก็ทอดร่างลง...ยอมตกเป็นของเขาทั้งกายและใจในบ่ายวันนั้นเอง
-
เช้าวันแรกหลังการวิวาห์ โอคุริคาระลืมตาขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกที่หน่วงหนักในอก เขายกมือขึ้นบีบขมับตัวเอง กำลังนึกทบทวนว่าทั้งหมดนั้นเป็นความทรงจำหรือว่าความฝันกันแน่ และแล้วก็พลันร้าวรวดขึ้นทันที ในพริบตาที่รู้ได้ว่ามันมิใช่เพียงภาพฝัน
เขาทอดทิ้งนางมาแล้ว…
ชายหนุ่มยันกายลุกขึ้นนั่ง หลุบตาลงมอง ‘ภรรยา’ ที่หลับสนิทอยู่ข้างกาย...ภรรยาผู้มีใบหน้าที่คล้ายคลึงกับเด็กคนนั้นทุกประการราวกับเป็นคู่แฝด เว้นก็แต่เพียงสีผมและนัยน์ตา โอคุริคาระลูบปลายผมสีดำสนิทดังปีกนกกาน้ำของนางเบา ๆ ไม่ให้รู้สึกตัว ก่อนจะรีบลุกยืน เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าต่างห้องแล้วถอนหายใจยาว
คืนเข้าหอผ่านมาอย่างว่างเปล่า เขาอ้างกับเจ้าสาวว่าเหนื่อย อยากจะพักผ่อนเต็มทน ซึ่งนางก็มองเขาด้วยดวงตาสีน้ำตาลเข้มนิ่งงันก่อนจะพยักหน้า แต่ก็ยังคงปรนนิบัติ จัดเตรียมชุดเปลี่ยนและที่นอนให้โดยไม่ปริปากต่อว่าต่อขาน โอคุริคาระนึกสงสัยว่านางจะยังคงนิ่งเฉยเช่นนั้นได้นานเพียงไร เมื่อรู้ว่าในใจเขารำลึกหาเพียง ‘ยามัมบะกิริ’ ที่มิใช่นาง
“โอคุริคาระ…” เสียงเรียกดังจากด้านหลังทำให้โอคุริคาระจำต้องเหลือบมองนิด ๆ เห็นหญิงสาวยันร่างลุกขึ้นมานั่งด้วยท่าทางงัวเงีย “ตื่นเช้าจังนะ”
แน่ล่ะ...หลายเดือนที่ผ่านมา เขาคุ้นชินกับการตื่นแต่เช้าตรู่ทุกวันเพื่อแอบไปพบกับสาวคนรักนี่นะ...ไม่สิ ตอนนี้นางเป็นอดีต...ที่เขาไม่อยากยอมรับเลยว่าเป็นเพียงอดีต
“ข้าตื่นมารับลม นอนต่อเถอะ” ชายหนุ่มเอ่ยโดยไม่หันกลับไป ดวงตาทอดมองนอกหน้าต่างห้องนอน เห็นคนจากปราสาทดูท่าทางวุ่นวายกันจนแปลกตา ก่อนจะชะงักไปน้อย ๆ เมื่อถูกวงแขนเรียวสอดเข้าสวมกอดพร้อมกับร่างเนื้อนิ่มแนบเข้ากับแผ่นหลัง
“ข้าไม่ง่วงแล้ว” ยามัมบะกิริเอ่ย ซุกใบหน้างดงามลงกับหลังอุ่น ๆ โอคุริคาระไม่รู้สึกอะไรแม้แต่นิดแม้จะรู้ดีว่าใต้อาภรณ์สวมนอนตัวบางมีเพียงร่างกายเปลือยเปล่าจึงยืนนิ่งเฉยเสีย หญิงสาวเห็นสามีไม่ตอบสนองอันใดก็เงยหน้าขึ้น มองข้ามไหล่เขาลงไปเบื้องล่าง “วันนี้นาคิกิทสึเนะกับสึรุมารุจะเดินทางนี่นะ?”
“เดินทาง?” โอคุริคาระเหลือบมองนางที่มองตอบกลับมา ยามัมบะกิริพยักหน้าแล้วเลิกคิ้วน้อย ๆ
“เจ้าไม่ทราบ? นางจะไปแต่งงานกับเจ้าชายจากแคว้นอาวาตะงุจิอย่างไร ส่วนสึรุมารุ...เหมือนนางจะไปเป็นนางรับใช้ของผู้ครองแคว้นซังโจ”
โอคุริคาระพยักหน้ารับรู้ เขาทราบเรื่องนั้น เพียงแต่นึกไม่ถึงเท่านั้นเองว่าทั้งสองจะออกเดินทางวันนี้...นาคิกิทสึเนะผู้เป็นท่านหญิงน้อยแห่งแคว้นคุนิโยชิ เขาไม่ค่อยรู้จักมักคุ้นนัก แม้เคยเป็นองครักษ์เมื่อครั้งวัยเยาว์ เติบโตมาพบหน้าบ้างก็เพียงครั้งสองครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่นางก็จะนั่งนิ่งเงียบ ส่วนสึรุมารุ แม้จะไม่เต็มใจอยากยอมรับ หากแต่นางก็เป็นสหายที่สนิทพอ ๆ กับมิทสึทาดะ
ชายหนุ่มดึงมือภรรยาสาวให้คลายอ้อมกอด ก่อนจะหมุนตัวเดินตรงออกจากห้องนอนไปโดยไม่แม้แต่จะพูดอะไร ท่ามกลางความไม่เข้าใจของยามัมบะกิริที่ถูกทิ้งไว้เพียงลำพัง
แม่ทัพหนุ่มไม่ได้คิดเรื่องการไปส่งสึรุมารุมากกว่าเป็นเพียงขออ้างขอแยกห่างจากภรรยาสาวสักระยะ เพื่อใช้เวลาครุ่นคิดกับตัวเอง โอคุริคาระอาบน้ำชำระร่างกาย ล้างคราบหมองของเจ้าบ่าวผู้บกพร่องทิ้งไปอย่างลวก ๆ แล้วแต่งตัว ก่อนจะออกไปขึ้นม้าคู่ใจโดยไม่แม้แต่จะบอกกล่าวผู้ใด
ชายหนุ่มแวะไปมองหน้าลาสึรุมารุเพียงไม่กี่วินาทีก่อนจะควบม้าจากมา จนสึรุมารุและโชคุไดคิริต้องมองหน้ากันและมองตามไปด้วยความงุนงง ปลายทางของโอคุริคาระนั้นมีอยู่เพียงที่เดียว นั่นคือที่ที่เขาได้ฝากหัวใจเอาไว้
...คุนิฮิโระ
โอคุริคาระลงจากม้า เดินเข้าไปหน้าบานประตูบ้านตระกูลคุนิฮิโระที่ยังงับปิดสนิท นี่สายแล้ว ชายหนุ่มอดนึกกังวลไม่ได้ว่าป่านนี้พี่น้องบ้านคุนิฮิโระจะไปที่ร้านของตระกูลกันหรือยัง หากเป็นเช่นนั้นเขาจะพบกับคุนิฮิโระได้อย่างไร
“มาหาใครหรือคะ…?” เสียงทักที่ดังขึ้นจากทางขวามือทำให้ชายหนุ่มชะงักหันกลับไปมอง เขาเลิกคิ้วนิด ๆ เมื่อเห็นหญิงสาวที่คุ้นตาในระดับหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น ทว่า...ยามสบสายตาของนาง โอคุริคาระก็พลันรู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากล แต่เขาก็เก็บเงียบไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย
“คุนิฮิโระ” ชายหนุ่มตอบเสียงนิ่ง หญิงสาวร่างเล็กบางเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าด้วยท่าทางสงบงันไม่กริ่งเกรงหรือหวาดกลัวแม้แต่นิด
“คุนิฮิโระคนไหนคะ?” เสียงของนางหวานหากแต่แข็งกระด้าง โอคุริคาระขมวดคิ้วมุ่นมอง
“ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระ”
“ขออภัยด้วยค่ะ...แต่น้องสาวข้าไม่อยากจะพบท่านในตอนนี้” หญิงสาวเอ่ยพร้อมกับค้อมหัวนิด ๆ แม่ทัพหนุ่มข้องใจ นึกอยากถามออกไปว่านางเป็นใครจึงมารู้ดีว่าคุนิฮิโระของเขาไม่อยากพบหน้า หากแต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก หญิงสาวตรงหน้าก็แทรกขึ้นมาก่อน “นางไม่สบาย อ่อนเพลียและเหนื่อยล้ามาก...นางไม่ควรพบใครทั้งนั้นในตอนนี้ โดยเฉพาะท่าน...ที่ทำร้ายนางไว้ถึงขนาดนั้น”
โอคุริคาระเบิกตาน้อย ๆ มองแววตากร้าวแข็งของหญิงสาว นางจ้องเขาเขม็งก่อนจะโค้งหัวนิด ๆ แล้วผลักประตูไม้เข้าไปในเรือนอย่างเงียบ ๆ ไม่พูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว ทิ้งให้ชายหนุ่มได้แต่จ่อมจมอยู่กับคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับอดีตคนรักหลังจากวันที่นางบอกลาเขา และความรู้สึกที่อยากจะเข้าไปหาคุนิฮิโระใจแทบขาด
-
โฮริคาวะ คุนิฮิโระ ยังคงจำได้ถึงความรู้สึกในวันที่พ่อบอกกับนางและพี่ชายว่า จะรับน้องสาวอีกคนเข้ามาอยู่ด้วย และนางคิดว่านางจะไม่มีวันลืมความรู้สึกนั้นไปจนตลอดชีวิต
พ่อเรียกพวกนางเข้าไปหา ตอนนั้นโฮริคาวะเพิ่งเก้าขวบ ส่วนยามาบุชิอายุสิบสาม แม่ของทั้งคู่ตายจากไปได้แปดปีแล้ว ในคฤหาสน์มีเพียงครอบครัวเล็ก ๆ ของพ่อ ลูกชายและลูกสาว ทว่าในตอนนี้กำลังจะมีอีกคนที่ไม่รู้จัก
ชายวัยกลางคนโอบไหล่นางและพี่ชายเอาไว้ อธิบายช้า ๆ ให้ทั้งสองเข้าใจ ยามาบุชิโตพอจะทราบเรื่องแล้ว ส่วนโฮริคาวะต้องใช้ความพยายามมากพอควร...พ่อบอกว่า พ่อเพิ่งได้รู้ว่าหญิงคณิกาจากต่างถิ่นที่เคยมีความสัมพันธ์ด้วยนั้นตั้งท้อง และคลอดลูกสาวคนหนึ่ง แต่ในตอนนี้นางตายจากไปแล้ว ลูกสาวของนางไม่มีคนดูแล ต่อไปอาจต้องกลายเป็นคณิกาไม่ต่างจากมารดา
แม้ในทีแรกพ่อจะไม่ค่อยแน่ใจ หากแต่เมื่อไปพบกับเด็กคนนั้น ก็พบว่านางมีเค้าโครงหน้าและอะไรหลาย ๆ อย่างที่คล้ายคลึงกับตัวเองมาก ประกอบกับทราบจากหอคณิกานั้นว่า...ในช่วงปีก่อนที่เด็กคนนั้นจะเกิด คณิกาสาวมิได้หลับนอนกับใครเลยนอกจากตน พ่อมั่นใจว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกของพ่อแน่นอน และตัดสินใจจะรับนางมาที่บ้าน จึงอยากจะขอความเห็นจากลูกทั้งสองก่อน
ยามาบุชิยิ้มกว้าง ตอบรับทันทีอย่างไร้ข้อกังขา แต่ตอนนั้นโฮริคาวะงุนงง สับสนไปหมดเกินกว่าจะปะติดปะต่อเรื่องราวให้เข้าทีได้ นางถามอะไร ๆ จากพ่ออีกหลายอย่างจนเริ่มรู้ความ ความสับสนจึงแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นเต้นดีใจเมื่อรู้ว่าตนจะมีน้องสาว
สองวันต่อมา พ่อก็พาเด็กคนนั้นมาที่บ้าน
โฮริคาวะบีบมือยามาบุชิแน่น ดวงตาเป็นประกายจ้องมอง ‘น้องสาว’ วัยเจ็ดขวบที่ยืนเกาะชายฮากามะของพ่อด้วยท่าทางเหนียมอาย เมื่อรวบรวมสติได้ โฮริคาวะถลาเข้าไปตรงหน้า น้องสาวสะดุ้งเบี่ยงตัวหลบหลังพ่อทันที ท่ามกลางเสียงหัวเราะของชายทั้งสองคน
“แนะนำตัวกับพี่ ๆ เสียหน่อยสิ” พ่อนั่งยอง ๆ ลงดันเด็กน้อยออกมาด้านหน้าทั้งรอยยิ้ม น้องสาวใช้ปลายนิ้วเขี่ยกันไปมา เอ่ยชื่อของตนด้วยเสียงแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน
“ยะ...ยามัมบะกิริ”
นับจากวินาทีนั้น โฮริคาวะได้สาบานกับตัวเองไว้เป็นมั่นเหมาะ ว่านางจะรักและปกป้องดูแลน้องสาวต่างมารดาผู้แสนน่ารักคนนี้ไปจนตลอดชีวิต…
ทว่าในคืนที่เกิดเรื่องนั้นขึ้นนั่นเอง...ที่ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระทำหัวใจนางแทบแหลกสลาย
หลังเสร็จจากการร่วมงานเลี้ยงกับตระกูลคาเนะซาดะที่ร้านอาหารในเมือง โฮริคาวะเกิดสังหรณ์ใจประหลาด จนต้องร้องขอสามีให้ช่วยแวะที่บ้านของนางหน่อย ทันทีที่รถถึงหน้าประตู นางรีบตรงดิ่งเข้าบ้านโดยมีคุณคาเนะตามมาติด ๆ โฮริคาวะส่งเสียงทักทายพี่ชายและถามหาน้องสาว ยามาบุชิที่กำลังวุ่นลงบัญชีสิ้นเดือนตอบกลับมาว่ากิริคุนิบ่นปวดหัวเข้าห้องนอนไปตั้งแต่หัวค่ำแล้ว
ไม่รีรออะไรอีก โฮริคาวะรีบตรงไปที่ห้องนอนของน้องสาว เพื่อที่จะรู้ชัดว่ากิริคุนิไม่เป็นอะไร เพื่อให้เมฆหมอกหม่นมัวในใจคลี่คลายเสียที หญิงสาวร้องเรียกกิริคุนิอยู่หลายครั้ง ทว่าไร้ซึ่งการตอบรับ เมื่อเห็นว่าแปลก มือเรียวก็จับประตูเลื่อนเปิด
...ก่อนที่จะกรีดร้องลั่นเมื่อเห็นภาพของน้องสาวที่นอนฟุบคว่ำอยู่ ท่ามกลางเลือดแดงสดที่ไหลนองจากข้อมือเรียวบางทั้งสองข้าง อาบไล้ไปบนทุกอณูบนผืนเสื่อทาทามิ เคลียไปกับเส้นผมสีทองที่สยายเกลื่อนพื้น
พี่ชาย สามีและคนรับใช้อีกจำนวนหนึ่งวิ่งตรงมาที่หน้าห้องทันทีที่ได้ยินเสียง ยามาบุชิที่ตะลึงงันไม่แพ้กันตั้งสติได้รวดเร็วกว่า ร่างสูงใหญ่รีบถลาเข้าไปข้างกายน้องสาว เมื่อยังเห็นนางหายใจอยู่แม้จะรวยรินจึงรีบฉีกชายชุดมารัดข้อมือที่แดงฉานเพื่อห้ามเลือดแล้วช้อนอุ้มร่างบอบบางขึ้นพาไปอีกห้อง อิซึมิโนะคามินั่งลงประคองภรรยาสาวที่ขาแข้งอ่อนแรงทรุดนั่งอยู่กับพื้น พร้อมกับตะโกนสั่งคนรับใช้ให้ไปตามหมอมา กระทั่งเมื่อเริ่มได้สติ น้ำตาของโฮริคาวะจึงไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย
หมอช่วยชีวิตกิริคุนิเอาไว้ได้ทัน แต่นางก็เสียเลือดมากจนหลับไม่ได้สติไปหลายวัน โฮริคาวะขออนุญาตสามีมาอยู่ที่บ้านสักระยะเพื่อช่วยดูแลน้องสาว ขณะกุมมือเย็นเฉียบของเด็กน้อยไว้ นางนึกโทษตัวเองเป็นร้อยครั้งพันครั้งที่ปล่อยปละละเลย มิได้สนใจน้องสาวมากเท่าที่ควร
ตลอดเวลาที่หลับใหล กิริคุนิมักจะพึมพำคำหนึ่งออกมาเป็นระยะ โฮริคาวะรู้ดีว่านั่นเป็นชื่อของใครคนหนึ่งที่คงจะเป็นต้นเหตุให้น้องสาวทำอะไรไร้สติเช่นนั้น
...และยิ่งได้ยินมากเท่าไร นางก็ยิ่งถูกสุมไฟให้นึกชิงชังชายคนนั้นอย่างสุดขั้วหัวใจ
-
โอคุริคาระหายตัวไปจากบ้านสามวันนับจากวันที่นางคิดว่าเขาไปส่งสึรุมารุ กลับมาก็เอาแต่นั่งดื่มสุรา เหม่อมองนอกหน้าต่างนิ่งเงียบ จนหลายคราวด้วยกันที่ยามัมบะกิรินึกอยากเข้าไปตบหน้าเขาให้ได้สติ แต่นางก็ได้เพียงแอบเสียดายอยู่ลึก ๆ ที่ไม่ทำเช่นนั้น
หญิงสาวมองสามีที่ไม่ยอมพูดยอมจากับนางแม้แต่คำเดียวตั้งแต่กลับมาถึงบ้านก่อนจะถอนหายใจช้า ๆ แล้วก้าวเข้าไปนั่งลงใกล้ ๆ จนได้กลิ่นเหล้าฉุนกึกขึ้นจมูก มือเรียวบางเอื้อมไปแตะท่อนแขนเขาอย่างแผ่วเบา อย่างน้อยก็พอทำให้โอคุริคาระเหลือบสายตากลับมามองได้นิดหน่อย
“โอคุริคาระ...เป็นอะไรหรือ?” ชายหนุ่มไม่ตอบและหันหน้ากลับไปนอกหน้าต่างดังเดิมอย่างไม่คิดใส่ใจ ยามัมบะกิริหรี่ตาลงนิด ๆ พลางขยับมือที่แตะแผ่วอยู่บีบตรงท่อนแขนเขาไว้เบา ๆ “เหตุใดเจ้าจึงไม่บอกข้า...ข้ามิใช่ภรรยาเจ้าหรือ? เจ้าไม่เชื่อใจข้าหรือ?”
ไม่ทันขาดคำ โอคุริคาระก็หันกลับมาอย่างรวดเร็ว มือใหญ่คว้าข้อมือของภรรยาสาวที่จับแขนตนอยู่และบีบไว้อย่างแรง ยามัมบะกิริตระหนกน้อย ๆ หากแต่ยังพยายามเก็บงำความตื่นกลัวของตนไว้ภายใต้ใบหน้าที่ซีดเผือดลงนิด ๆ ดวงตาของนางสั่นระริกยามสบตาคมที่ฉายประกายดุร้ายของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี
“ข้าไม่เชื่อใจใครทั้งนั้น…” เสียงทุ้มนิ่งเอ่ยเฉียบขาดก่อนจะกระชากข้อมือนางทิ้งให้ล้มลงไปกึ่งนั่งกึ่งนอนกับพื้นเสื่อ “และอย่ามาอ้างฐานะสามีภรรยากับข้า”
ชายหนุ่มว่าเพียงเท่านั้นก่อนจะลุกออกไป ทิ้งให้ยามัมบะกิริได้แต่ยันตัวลุกขึ้นนั่งดี ๆ นางก้มลงมองข้อมือที่ถูกทิ้งรอยนิ้วเอาไว้ ก่อนจะลูบมันเบา ๆ อย่างทะนุถนอม ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มน้อย ๆ เพียงชั่วขณะก่อนที่สีหน้าจะกลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
หญิงสาวรู้อยู่นับตั้งแต่วันที่แต่งงานกับเขาแล้ว ว่าในสายตาของโอคุริคาระไม่เคยมีนางอยู่ และรู้ด้วยว่าในใจเขาไม่มีที่ให้นางเหมือนกัน...ถ้าเขามีหัวใจอยู่กับตัวล่ะก็
แต่กระนั้นนางก็ไม่อยากจะยอมแพ้...นางรักเขา รักมาตลอด และหวังเพียงอยากให้เขารักนางบ้าง
ยามัมบะกิริลุกขึ้น สำหรับนางในตอนนี้เหลือเพียงวิธีเดียวเท่านั้น...นางจะต้องหาให้เจอ ว่าจิตใจของเขามัวแต่เฝ้าครุ่นคำนึงถึงใครกันแน่ หญิงสาวเดินเข้าไปที่หน้าตู้ จับขยับข้าวของหาสิ่งที่จำได้แม่นยำว่ามันอยู่ตรงนี้ ในที่สุดนางก็หยิบเอากล่องสลักลวดลายมังกรสวยงามกล่องหนึ่งออกมา หญิงสาวผ่อนลมหายใจช้า ๆ แล้วเปิดฝาหนัก ๆ ขึ้น
มันยังอยู่ข้างในนั้น…
...เส้นผมสีทองปอยหนึ่ง…
ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางเห็นมัน เพราะหลังจากโอคุริคาระหายตัวไปจากบ้าน ยามัมบะกิริก็มาค้นข้าวของในตู้นี้ดูแล้วครั้งหนึ่ง แต่เห็นคราวใด ในใจของหญิงสาวก็ปวดแปลบขึ้นทุกที มือเรียวหยิบของสิ่งนั้นขึ้นมา กำมันเอาไว้แน่น ไม่ต้องคิดให้นานนักก็รู้ว่ามันมาจากที่ไหน
ยามัมบะกิริลุกขึ้นยืนอีกครั้ง และครั้งนี้นางมีปลายทางของตนเองแล้ว
-
เหมือนเช่นทุกวันที่ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระลุกขึ้นมาแต่งตัวเตรียมไปพบชายคนรักแต่เช้าตรู่ ต่างกันไปเพียงแต่วันนี้ นางหยิบสร้อยคอที่เขามอบให้ใส่ในกระเป๋ากระโปรง แทนที่จะสวมเอาไว้อย่างทุกที เด็กสาวแปรงและรวบผมสีทองให้เรียบร้อย แล้วสวมผ้าคลุมก่อนจะแอบออกจากคฤหาสน์อย่างเงียบเชียบ
แม้สองเท้ายังก้าวเดินแต่นางกลับรู้สึกเหม่อลอยกว่าทุกที ในหัวของเด็กสาวอ่อนล้าเกินกว่าจะคิดอะไร พยายามกระทั่งจะผลักไสคำถามที่เกิดขึ้นทั้งหลายออกไป...เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ที่ทราบข่าวเรื่องของเขา
กิริคุนิหยุดยืนตรงที่นัดที่เดิม ชายหนุ่มสวมกอดนางไว้ จุมพิตลงบนหน้าผาก ปลายจมูกและริมฝีปาก หากแต่เมื่อเขาจับมือของนางจะพาไปขึ้นม้า เด็กสาวกลับไม่ยอมขยับตัว
“เป็นอะไรรึ?” ร่างสูงโปร่งหันกลับมาถามเมื่อรู้สึกว่านางไม่เดินตาม กิริคุนิก้มหน้านิ่ง กัดริมฝีปากสีเรื่อที่ยังหลงเหลือไออุ่นจากรอยจุมพิตอยู่แผ่วจาง หลังจากความเงียบงันชั่วอึดใจจึงเปล่งเสียงผ่านลำคอตีบตันออกไปได้ในที่สุด
“เจ้า...จะแต่งงานหรือ?”
โอคุริคาระเบิกตาขึ้นเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาไม่ได้คิดจะปิดบัง ตั้งใจจะบอกนางในวันนี้ด้วยซ้ำเมื่อไปถึงเนินเขา ตั้งใจจะบอกว่าเขาไม่ต้องการแต่งงาน และจะขอให้นางหนีไปด้วยกัน หากแต่ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระกลับรู้เรื่องก่อนเสียแล้ว มือของชายหนุ่มเผลอคลายนิด ๆ ด้วยความไม่ตั้งตัวทำให้กิริคุนิดึงมือกลับไปได้
นางล้วงลงไปในกระเป๋ากระโปรง หยิบสร้อยของเขาออกมาและยื่นคืนให้ โอคุริคาระขมวดคิ้วมุ่นทันที
“ทำอะไรน่ะ...คุนิฮิโระ”
“หัวใจของเจ้า…” เสียงหวานเอ่ยเบาแผ่ว หยาดน้ำตาไหลพรูลงมาบนสองแก้มนวลขาวทำให้โอคุริคาระรู้สึกกระตุกวูบไปทั้งร่างกาย กิริคุนิขยับเข้ามาใกล้ จับประคองมือเขาขึ้นและวางสร้อยเส้นนั้นลงไป “ข้าขอคืนให้…”
ชายหนุ่มกำมือแน่นก่อนจะดึงร่างเล็กบอบบางภายใต้ผืนผ้าคลุมมากอดไว้ หัวใจของยามัมบะกิริ คุนิฮิโระหล่นวูบ ความรู้สึกที่กำลังพยายามลบออกไปพรั่งพรูกลับเข้ามาในตัวนางจนต้องรีบผลักเขาออกห่างทันที
“ได้โปรด...อย่าทำเช่นนี้เลย ข้าไม่ใช่คนของเจ้าอีกต่อไปแล้ว...” เด็กสาวถอยหลังออกมาแล้วรีบโค้งกายให้เขาก่อนจะหมุนตัวเดินจากมา นางกัดริมฝีปากตัวเองแน่น มือเรียวบีบกันทั้งด้วยความเสียใจและความปวดร้าว ได้แต่พร่ำบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าอย่าได้หันกลับไป
โอคุริคาระรู้สึกราวกับบางสิ่งในกายกำลังแตกสลาย เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังทำอะไรยามที่ร่างกายพุ่งตรงเข้าไปกอดรัดร่างบอบบางของยามัมบะกิริ คุนิฮิโระแน่น เด็กสาวสะดุ้งเฮือกจนสุดตัวก่อนจะดิ้นรนไปมา แต่เรี่ยวแรงนางหรือจะริอาจสู้แรงของแม่ทัพแห่งคุนิโยชิได้
ชายหนุ่มดึงนางกลับเข้าไปในซอกมืด ดันร่างที่กำลังพยายามขัดขืนเต็มที่เข้าติดผนัง สองมือตรึงข้อมือเรียวเล็กเอาไว้ ริมฝีปากบดจูบลงบนลำคอขาวนวล ในหัวเขาว่างเปล่า หลงเหลือเพียงความรู้สึกที่อยากจะยึดครองนางเอาไว้ ไม่ปล่อยให้หลุดไปจากอ้อมกอดอีกชั่วนิรันดร์
เด็กสาวพยายามจะกรีดร้องเรียกให้ใครสักคนช่วย แต่กลับเสียงกลับถูกกลืนหายด้วยริมฝีปากร้อนเร่าที่ประกบลงมา ลิ้นสากแทรกสอดเข้ามากวาดควานไปทั่วโพรงปาก ดวงตาสีน้ำทะเลปรือปรอย รู้สึกราวกับสติจะหลุดหายไปในทุกวินาทีที่ความวาบหวามเข้าแทนที่
เขากำลังจะแต่งงาน...ส่วนนางต้องถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง
เป็นเพียง ‘โสเภณี’ ที่ถูกหลอกลวงด้วยคำว่ารัก…
กิริคุนิหลับตาปี๋ก่อนจะตัดสินใจกัดลิ้นที่ลามเลียไปทั่วโพรงปากจนชายหนุ่มสะดุ้งผละออกห่าง นางเงยหน้ามอง เห็นดวงตาสีทองของเขาสั่นระริก เด็กสาวรู้สึกถึงน้ำตาที่หลั่งทะลักออกมาอย่างไม่อาจห้าม รู้สึกถึงเรี่ยวแรงที่เหือดหายไปจนหมดสิ้น
มือเรียวดันร่างสูงกว่าออก แล้วหมุนตัวเดินจากมาในสภาพมึนงงเช่นนั้น โอคุริคาระได้แต่มองตามเด็กสาวใต้ผ้าคลุมที่ซวนเซจากไป มือใหญ่กำแน่นขณะที่ริมฝีปากก็ถูกกัดจนเลือดซิบ...ไม่อาจแม้แต่จะไขว่คว้านางเอาไว้ได้เป็นครั้งที่สอง
ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระปาดเช็ดน้ำตาทุกหยดสิ้นก่อนถึงคฤหาสน์ และใช้เวลาทั้งวันหมดสิ้นไปกับการเหม่อลอย ไม่ว่าพี่ชายพี่สาวถามไถ่อะไรก็ไม่รับรู้ จนต้องถามย้ำกันไปมาอยู่หลายหน เมื่อโฮริคาวะที่ซื้อข้าวของมาทิ้งไว้ให้กลับบ้านสามีไปแล้ว นางก็ช่วยงานยามาบุชิเท่าที่พอทำไหว
อาหารเย็นวันนั้นเป็นครั้งแรกที่กิริคุนิไม่รับรู้ถึงรสชาติใด ๆ เลย ทั้ง ๆ ที่แม่ครัวประจำคฤหาสน์ตั้งใจทำของโปรดให้แล้วก็ตามที และแม้จะรู้ว่าพี่ชายพยายามชวนคุยหวังให้ร่าเริง นางกลับทำได้เพียงอือออตอบ หลังทานเสร็จ เด็กสาวก็ขอตัวกลับห้อง
เมื่อกลับมาอยู่ตามลำพัง น้ำตาที่สู้อุตส่าห์กลั้นมาตั้งแต่ตอนสายก็ล้นปรี่ออกมาอีกครั้ง เด็กสาวฟุบหน้าลงกับฟูกนอน ร้องไห้ ร้องไห้และร้องอยู่เช่นนั้นจนหายใจไม่ออก เสียงแหบแห้ง ไม่มีอะไรให้ไหลรินจากดวงตาอีกต่อไป
ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระดันร่างที่เหนื่อยล้าลุกขึ้นนั่ง ปลดดึงผ้าคลุมออกแล้วลุกไปเปิดลิ้นชักก่อนจะหยิบห่อผ้าสีขาวเรียวยาวออกมา
ของดูต่างหน้าของแม่…
เด็กสาวสูดหายใจลึก แล้วค่อย ๆ คลี่ผ้าออกอย่างช้า ๆ ปลายนิ้วแตะไล้ไปตามฝักมีดพกเล่มงามที่แม่ได้รับมาจากหอคณิกา...มีดพกเล่มเดียวกับที่แม่ใช้ปลิดชีพตนยามถูกขืนใจ
ดวงตาที่แห้งผากของยามัมบะกิริ คุนิฮิโระไร้ซึ่งแววยามที่นางหยิบมีดเล่มนั้นขึ้นมา ชักออกจากฝักแผ่วเบา
ก่อนจะกรีดลงที่ข้อมือทั้งสองข้างอย่างไร้ซึ่งความลังเล
-
ยามัมบะกิริลงจากรถลากที่มาหยุดหน้าคฤหาสน์คุนิฮิโระ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มทอดมองสถานที่ที่นางไม่เคยนึกฝันว่าจะต้องมา มือเรียวกำแน่นก่อนจะหันไปพยักหน้าให้บ่าวรับใช้คนสนิทเข้าไปเคาะประตู ทว่ายังไม่ทันจะแตะ มันก็ถูกเปิดออกเสียก่อนโดยชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ด้านใน
“โอ้ มีแขกมาแต่เช้าเลยงั้นรึ? ข้าเป็นเจ้าบ้านคุนิฮิโระ นามยามาบุชิ...ไม่ทราบท่านหญิงมีธุระกับใคร” เขาเลิกคิ้วคล้ายจะแปลกใจหากแต่ก็หัวเราะถาม ยามัมบะกิริโค้งหัวน้อย ๆ เป็นการทักทายตามมารยาทที่ฝึกมาเป็นอย่างดีในฐานะบุตรีขุนนางชั้นสูง
“ขออภัยที่มารบกวนแต่เช้าตรู่ ข้าเป็นภรรยาของแม่ทัพโอคุริคาระ ยามัมบะกิริค่ะ...คือว่า ที่ข้ามาเพราะอยากจะพบและพูดคุยกับน้องสาวของท่านเสียหน่อย…” หญิงสาวเอ่ย แอบลอบมองข้ามไหล่ชายหนุ่มว่าคนที่ตนอยากมาเห็นหน้านั้นตามมาหรือเปล่า ทว่ายามาบุชิกลับยิ้มติดเศร้าเล็กน้อยยามได้ยินเช่นนั้น
“ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ ท่านหญิง...แต่น้องสาวข้าไม่สะดวกพบใครในตอนนี้ นางไม่ค่อยสบาย”
“อย่างนั้นหรือคะ…” ยามัมบะกิริเลิกคิ้ว แอบเสียดายอยู่นิด ๆ ที่ไม่ได้เจอสาวน้อยที่ช่วงชิงหัวใจสามีนางไปทั้งดวง นางเกือบจะออกปากลาอยู่แล้ว หากไม่ได้ยินเสียงที่ดังขึ้นจากในตัวบ้านเสียก่อน
“ใครมาหรือ...พี่?”
ยามาบุชิหันไปมองต้นเสียงก่อนจะรีบหมุนตัวเดินกลับไปประคองร่างบอบบางที่คลุมกายด้วยฮาโอริสีขาวหลวม ๆ พลางถามไถ่ว่าเหตุใดจึงลุกออกจากฟูกมาเช่นนี้ ยามัมบะกิริเลิกคิ้ว ทอดมองเด็กสาวผมทองยาวสลวยผู้มีใบหน้าคล้ายคลึงกับนางจนแทบจะเป็นฝาแฝด ทั้งที่มิได้มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดใด ๆ เลย
ไม่ต้องบอกนางก็รู้ว่าเด็กคนนั้นคือ ‘ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระ’ เจ้าของหัวใจของโอคุริคาระ
กิริคุนิเองก็รู้ได้โดยทันทีเช่นกันว่านางคือใคร…
“ท่านมีธุระกับข้าหรือ?” เด็กสาวเอ่ยถาม จับแขนพี่ชายที่โอบรอบกายประคองตัวไว้ ยามัมบะกิริพยายามปั้นยิ้มบาง ๆ ...นึกเจ็บใจอยู่เล็กน้อย เพราะแม้มีใบหน้าที่คล้ายคลึงกันมากเพียงใด แต่เพราะเด็กสาวมีเรือนผมสีทองและดวงตาสีน้ำทะเล จึงดูงดงามเจิดจ้ากว่านางมากนัก ต่อให้ตอนนี้ผิวของนางจะซีดเผือดมากก็ตาม
“สวัสดี...เจ้าคงจะเป็นกิริคุนิ” คุณหนูยามัมบะกิริเอ่ย แปลกใจเล็กน้อยยามเหลือบเห็นข้อมือเรียวเล็กที่โผล่พ้นขอบแขนเสื้อออกมามีผ้าพันแผลพันเอาไว้ทั้งสองข้าง
...เกิดอะไรขึ้นกับนางกันหนอ
“ข้าอยากจะมาพูดกับเจ้าเสียให้ชัดเจน...เรื่องสามีของข้า”
“ข้ากับสามีของท่าน พวกเราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแล้ว” เด็กสาวพูดตัดบทก่อนนางจะได้ออกปาก ยามัมบะกิริเก็บรอยยิ้ม มองร่างบางตรงหน้าด้วยสายตานิ่งเฉยเย็นชา
“เช่นนั้นข้าก็ไม่อยากให้เจ้าพบกับเขาอีก...ได้หรือไม่ กิริคุนิ” ภรรยาแม่ทัพเอ่ย กิริคุนิเกาะแขนพี่ชายของนางแน่น “เขาเป็นสามีของข้าอย่างถูกต้องแล้ว...เขาไม่ควรนึกถึงเรื่องของเจ้าอีกต่อไป มิเช่นนั้นจะเป็นการเสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูลได้ ขอให้เจ้าเมตตา...เข้าใจเรื่องนี้ด้วย”
“ข้าไม่ได้พบเขา...มาตั้งแต่หลังวันแต่งงานของท่านแล้ว” เด็กสาวเอ่ยเสียงเบา แอบกายซุกข้างกายพี่ชายเพราะรู้สึกเจียนจะหมดแรง อาการนางดีขึ้นพอลุกไหวแล้วก็จริง แต่การขาดเลือดยังคงส่งผลให้อ่อนเพลียอยู่มากนัก
“เป็นความจริงท่านหญิง…” ยามาบุชิกอดประคองน้องสาวไว้แน่นพลางเอ่ยสีหน้าจริงจัง “น้องสาวข้าไม่ได้ออกไปไหนและไม่ได้พบหน้าใคร ๆ มานานแล้ว ข้ายืนยันได้...ส่วนเรื่องการจะห้ามไม่ให้สามีท่านคิดเรื่องน้องข้านั้น ท่านควรจะพูดกับเขาเองมิใช่หรือ นั่นเป็นชีวิตแต่งงานของท่าน”
ยามัมบะกิริแค่นยิ้มขมขื่น
“หากทำได้ข้าคงทำไปแล้ว...แต่ไม่ว่าข้าจะพูดอย่างไร อ้อนวอนเพียงไหน ในความคิดเขาก็มีแต่เพียงยามัมบะกิริที่มิใช่ข้า” นางเอ่ยได้เท่านั้นก็ได้แต่ถอนหายใจช้า ๆ มองสำรวจทั่วร่างกายบอบบางของกิริคุนิแล้วแย้มยิ้มบางพลางโค้งหัวลา ก่อนจะหันกลับไปขึ้นรถ
ทำไมจะดูไม่ออกกันเล่า...ว่าเด็กคนนั้นน่ะ…
-
นางลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกราวกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพียงฝัน
ถือกำเนิดในหอคณิกา ถูกเลี้ยงดูมาอย่างมีความสุขโดยแม่และเหล่าพี่สาวที่แต่งตัวงดงาม เติบโตมาโดยไม่รู้จักโลกภายนอก และคิดว่าชีวิตเช่นนั้นจะดำเนินต่อไปชั่วนิรันดร์ จนกระทั่งวันหนึ่ง แม่ถูกขืนใจจากแขกที่แม่ไม่ได้เลือกรับ จนต้องชักมีดปลิดชีพตน
แม้ยังเยาว์ แต่ความตายของคนที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตก็ทำให้โลกทั้งใบของนางพังทลาย พวกพี่ ๆ จัดงานศพให้กับแม่ และพยายามตามหา ‘พ่อ’ ของนางอย่างสุดความสามารถ จนกระทั่งพบเรื่องราวความรักเล็ก ๆ ระหว่างแม่กับเจ้าบ้านหม้ายจากตระกูลคุนิฮิโระถูกบันทึกไว้ในสมุดเล่มเก่า
ในที่สุด นางก็ได้ย้ายไปอยู่กับพ่อและพี่ชายพี่สาว ทีแรกนางหวาดกลัวไปหมดทุกอย่าง กลัวว่าพวกเขาจะไม่ยอมรับ หากแต่ทั้งสามก็รักนางเช่นดังที่ครอบครัวหนึ่งจะมอบความรักให้แก่กันได้โดยไร้ซึ่งข้อกังขาใด ๆ ความสุขของนางจึงหวนกลับคืนมาอีกครั้งหลังจากสามเดือนในโลกมืดมิดยามปราศจากแม่
นางเริ่มเติบโตเป็นสาวในฐานะบุตรีคนเล็กของบ้านคุนิฮิโระ ทว่ายามใดออกนอกเขตรั้ว ก็จะถูกมองด้วยสายตาแปลกประหลาด เพียงเพราะนางเป็น ‘ลูกโสเภณี’ พี่ชายพี่สาวพยายามปลอบโยนไม่ให้คิดมาก แต่เมื่อต้องทนฟังคำนินทาลับหลังของผู้คนมากเข้า เด็กสาวก็ทนไม่ไหว นางจะออกจากบ้านเฉพาะยามจำเป็น และเมื่อใดออกไปก็จะสวมผ้าคลุมมอซอปกปิดกายเสมอ
กระทั่งได้พบกับเขา...เขาคนนั้นที่ช่วยนางจากการถูกข่มเหง เขาที่แม้จะดูดุดันและเย็นชา หากแต่กลับแสดงด้านที่แสนอ่อนโยนกับนางเพียงผู้เดียว เขาที่ถูกโชคชะตาเล่นตลกอย่างโหดร้ายเหมือน ๆ กับนาง
ความรักก่อกำเนิดขึ้นจากพื้นฐานความเดียวดายและการไม่เป็นที่ยอมรับจากคนรอบข้าง หัวใจบอบช้ำเอนซบเข้าแนบชิดสนิทกันราวกับจะสมานบาดแผลให้แก่กันและกัน และร่างกายก็เชื่อมโยงประสานเป็นหนึ่งเดียว
ก่อนชายหนุ่มจะผละจากไป...ฉีกคว้านเอาหัวใจนางที่ติดตรึงอยู่ด้วยกันกับของเขาขาดไปด้วย เหลือทิ้งไว้เพียงเศษซากบาดเจ็บและลิ่มเลือดที่ทะลักล้นจุกเต็มทรวงอกปวดร้าว จนนางต้องระบายมันออกทางข้อมือ
อา...ทุกอย่างเป็นเพียงฝันไป
เป็นเพียงฝัน...ที่ถ้าหากทำได้...นางจะขอเก็บเอาไว้ในใจ
และจะเฝ้าฝันซ้ำซากไปมาเช่นนี้ตลอดกาล
-
“คุณหนู! รีบหนีไปเร็วเจ้าค่ะ!”
เสียงเอะอะอื้ออึงของแม่นมและคนรับใช้เรียกให้ยามัมบะกิริละสายตาจากการจัดอิเคบานะเงยหน้าขึ้นมอง หากแต่ยังไม่ทันจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็เห็นร่างของสามีก้าวพรวดเข้ามาในห้อง กระชากนางให้ลุกขึ้นยืนก่อนจะตบฉาดเข้าที่แก้มนวลเต็มแรงจนร่างบอบบางเซถลาล้มลงกองกับพื้นเสื่อทาทามิ
แม่นมที่ติดตามมาจากตระกูลบ้านเกิดกรีดร้อง ถลาเข้ามาประคองนางเอาไว้ ขณะยามัมบะกิริที่เลือดไหลซิบตรงมุมปากยกมือแตะแก้มช้ำร้อนผ่าวเงยหน้ามองชายหนุ่มด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนจะรู้สึกชาวาบไปทั้งกายยามสบเข้ากับสายตาดุดันโกรธแค้นของโอคุริคาระ
“ทำไม…”
“เจ้าไปหาคุนิฮิโระทำไม...ตอบมา!” เสียงทรงอำนาจตวาดลั่นจนหญิงสาวสะดุ้ง กลืนคำถามหายลงคอไปด้วยความหวาดกลัว...โอคุริคาระเคยแสดงท่าทีดุร้ายกับนางก็จริง หากแต่ไม่มีครั้งใดที่ยามัมบะกิริหวาดหวั่นเช่นนี้ ราวกับว่าหากนางตอบผิดไปแม้คำเดียว เขาอาจจะชักดาบที่เหน็บข้างเอวขึ้นฟันนางจนสิ้นใจก็เป็นได้
“ข้า...แค่ไปคุยกับนาง” นางตอบตามตรง แต่ดูเหมือนคำนั้นจะยังไม่เพียงพอสำหรับสามีที่ตอนนี้มิได้ต่างจากยักษาเลย ชายหนุ่มย่อตัวลง ใช้เพียงมือเดียวกำรอบคอของนางแล้วยกขึ้น ยามัมบะกิริตื่นตระหนกกำท่อนแขนเขาแน่น ในขณะที่แม่นมก็ทำได้เพียงกรีดร้องอ้อนวอนให้ปล่อย
“คุยเรื่องอะไร…”
“ขะ...ข้าไม่อยาก...ให้นางพบเจ้าอีก…” หญิงสาวพยายามเค้นเสียงตอบ หากแต่มันช่างแผ่วเบาเสียเหลือเกินในสภาพที่ลมหายใจติดขัดเช่นนี้ “ข้าอยากให้เจ้า...เลิกคิดเรื่องของนาง...เจ้าเป็น...สามีของข้านะ”
“ใครขอให้เจ้าเสนอหน้ามายุ่งเรื่องของข้ากับคุนิฮิโระ...เรื่องของข้า ข้าจัดการเองได้ นางยังปฏิเสธข้าไม่พอเช่นนั้นใช่ไหม? เจ้าถึงพยายามทำให้นางผลักไสข้ายิ่งกว่าเดิม หา!”
ยามัมบะกิริสั่นเทาไปทั้งกาย ปลายเล็บจิกเนื้อแกร่งแน่นเมื่อถูกบีบคอแน่นขึ้นจนหายใจแทบไม่ออก ไม่นึกไม่ฝันว่าชายหนุ่มที่มีท่าทางเย็นชานิ่งเฉยเป็นปกติ ยามโทสะเข้าครอบงำจะโหดร้ายน่ากลัวเช่นนี้
แต่นางเป็นคนเลือกที่จะเดินเข้าถ้ำของมังกรร้ายเอง…
“โอ...คุริคาระ...โปรดรู้ไว้...ข้ารัก...เจ้า...และจะไม่มีวัน...ยอมเสียเจ้าไป…” หญิงสาวเค้นเสียงแผ่วออกจากลำคอตีบตัน พยายามลืมตาขึ้นมองหน้าเขา “ต่อให้...เด็กสาวคนนั้น...จะตั้งท้องกับเจ้าก็ตามที”
โอคุริคาระเบิกตากว้าง มือปล่อยจากลำคอภรรยาสาวที่ล้มทรุดลงกับพื้น ไอสำลักหอบหายใจเอาอากาศที่ขาดหายไปกลับคืน ชายหนุ่มถอยหลัง ขมวดคิ้วด้วยความสับสนกับคำที่ยามัมบะกิริพูดออกมา
คุนิฮิโระ...ตั้งท้อง?
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?” ชายหนุ่มหันไปหาหญิงสาวที่แม่นมรีบคลานเข้าไปปลอบโยนเรียกขวัญ ยามัมบะกิริหลับตาหอบหายใจ ก่อนจะเงยหน้ามองเขาด้วยความเจ็บปวด
“ข้าเป็นผู้หญิง...เห็นนางก็รู้แล้ว นางอ่อนแรง หากแต่กลับดูมีน้ำมีนวล” หญิงสาวเอ่ยพลางพยายามยันกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล มือเรียวกุมอกข้างซ้ายไว้ขณะผลักแม่นมให้ถอยไป “ทำไมต้องเป็นนางด้วย...โอคุริคาระ ทำไมต้องเป็นนางที่หน้าตาคล้ายกับข้า แต่งดงามยิ่งกว่าจนข้าเทียบไม่ติด! ทำไมต้องเป็นนาง...ลูกโสเภณีไร้ฐานันดร!”
“เพราะข้าเอง...ก็เป็นลูกโสเภณีเหมือนกัน”
โอคุริคาระเอ่ยเสียงเบา แต่กลับทำให้ยามัมบะกิริเป็นฝ่ายชะงักงัน ดวงตาของชายหนุ่มว่างเปล่ายามเงยหน้ามองนาง ก่อนที่เขาจะหันหลังก้าวเดิน
กำลังจะไปจากนาง...เขากำลังจะไปจากนาง…
ยามัมบะกิริกุมอกที่ปวดแน่น โลกทั้งใบพร่ามัวมืดลงทันตา นางทรุดกายลงกับเสื่อ ส่งเสียงครางหนักด้วยความทรมาน แม่นมถลาเข้ามาประคองพร้อมกับส่งเสียงร้องเรียกคนรับใช้ให้ไปตามหมอประจำตัวนาง ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเหลือบขึ้นมอง และภาพสุดท้ายที่นางเห็นก่อนจะหมดสติไป
...คือใบหน้าตกตะลึงของสามี
-
ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระยกมืออ่อนแรงที่มีผ้าพันแผลพันไว้ขึ้นมาดู มันไม่เจ็บอีกต่อไปแล้ว แต่ยังไม่สมานสนิทดีเท่านั้น บรรยากาศมื้ออาหารที่ปกติจะสดใสร่าเริงกลับเงียบงันลงทันตา หลังจากที่พวกพี่ ๆ รู้จากท่านหมอในวันนี้ ว่านางตั้งท้อง...กับโอคุริคาระ
แม้แต่ตัวนางเองยังสับสนกับเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เลย ราวทุกอย่างเป็นพายุที่โถมพัดเข้ามาเร็วเสียจนตั้งตัวไม่ทัน
เขาผู้เป็นคนเดียวในโลกที่เข้าใจความเจ็บปวดของนางจะต้องแต่งงาน ส่วนนางคิดจะฆ่าตัวตายเสียให้พ้นจากทุกสิ่งทุกอย่าง ทว่ากลับรอดชีวิตมาได้อย่างไม่ตั้งใจ เพื่อที่จะมารับรู้ว่า...ตนมีลูกกับชายที่ไม่มีวันจะหวนกลับมาในความสัมพันธ์เก่าได้อีกต่อไป
โฮริคาวะดูขุ่นเคือง หลับตากินข้าวของตนเงียบ ๆ ไม่พูดไม่จา ยามาบุชิเห็นน้องสาวมีทีท่าเช่นนั้นก็ไม่ได้ออกปากว่าขานเพราะรู้ว่านางกำลังครุ่นคิด ส่วนยามัมบะกิริ คุนิฮิโระที่เพิ่งล้างคราบอาเจียนเป็นครั้งที่สามในรอบชั่วยามและกลับมานั่งที่โต๊ะได้ไม่นานก็ยังอ่อนเพลียเกินกว่าจะพูดอะไร
“ข้าไม่สนใจว่าผู้ชายคนนั้นจะรับผิดชอบลูกในท้องของน้องหรือไม่” เสียงวางชามกระเบื้องกระทบโต๊ะไม้อย่างแรงของโฮริคาวะทำเอาพี่ชายน้องสาวสะดุ้งเฮือก หญิงสาวถอนหายใจช้า ๆ แล้วหันไปหากิริคุนิ “น้องจะได้คลอดเด็กคนนั้นออกมา และพวกเราจะเป็นคนเลี้ยงดูเขาเอง”
ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระเงยหน้าขึ้นมองพี่สาวที่เอื้อมมือมากุมมือนางไว้
“ผู้ชายคนนั้นทำร้ายจิตใจน้องถึงเพียงนี้ ต่อให้น้องต้องการ พี่ก็จะไม่ยอมให้น้องแบกหน้าไปเรียกร้องอะไรจากเขาทั้งนั้น...น้องของพี่เข้มแข็ง พี่เชื่อว่าเจ้าจะให้กำเนิดและเลี้ยงดูลูกได้ เหมือนเช่นที่แม่ของน้องทำ” โฮริคาวะยิ้มบาง ๆ อ่อนโยน ก่อนจะหลุบตาลง “พี่ชื่นชมแม่ของน้องจริง ๆ ...ทั้งที่มีชีวิตเช่นนั้นกลับไม่ยอมทอดทิ้งลูก เลี้ยงดูน้องมาได้จนเติบโตเป็นเด็กหญิงแสนงดงาม...”
“พี่…” เด็กสาวมองสบดวงตาของพี่ ขณะที่ยามาบุชิถอนหายใจยิ้ม ๆ แล้วบีบไหล่นางเบา ๆ
“น้องยังมีพวกพี่อยู่...รู้ใช่ไหม? พวกพี่ที่จะไม่มีวันทอดทิ้งน้องไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรก็ตามที” ชายหนุ่มเอ่ย ลูบหัวน้องสาวต่างมารดาที่เงยหน้าขึ้นมอง กิริคุนิรู้สึกถึงหยาดน้ำที่รื้นในขอบตาก่อนที่มันจะทะลักออกมายามที่โฮริคาวะขยับเข้ามาโอบกอดนางไว้แน่น
มือเรียวเล็กของพี่สาวรั้งให้นางซบหน้าลงกับอก พลางขยับลูบผมสีทองยาวสลวยอย่างปลอบโยน ยามาบุชิลุกขึ้นมานั่งข้าง ๆ แล้วโอบกอดน้องสาวทั้งสองไว้แน่น
เป็นอีกครั้งที่นางได้ร้องไห้...จนไม่เหลือน้ำตาให้ไหล
ยามเมื่ออยู่ในความอบอุ่นที่ล้อมรอบกายเช่นนั้นแล้ว ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระก็กล้าที่จะสัญญากับตัวเอง...ว่านางจะเข้มแข็งให้ได้อย่างแม่
เพื่อลูกน้อยที่รอดตายมาพร้อม ๆ กับนาง
-
“คุณหนูเป็นโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ หากเกิดความเครียดก็จะกำเริบขึ้นเช่นนี้ขอรับ”
โอคุริคาระยืนนิ่งงันอยู่หน้าประตูห้องยามฟังคำบอกกล่าวอาการป่วยของภรรยาสาวจากหมอประจำตัวนาง ดวงตาสีทองทอดมองร่างที่ทอดกายใต้ผ้าห่มโดยมีแม่นมคอยดูแล ใบหน้างดงามซีดเซียว นางอาการดีขึ้นแล้วก็จริง แต่ยังไม่มีเรี่ยวแรงมากนัก
แม้สายตายังจับจ้องยามัมบะกิริที่นอนอยู่ตรงหน้า ทว่าในหัวกลับคิดถึงแต่เพียงเรื่องของอดีตสาวคนรักที่ตอนนี้ตั้งครรภ์กับเขา
ชายหนุ่มรู้ดีที่สุดว่าความปรารถนาในใจตนคือการกลับไปหากิริคุนิ รับนางและลูกมาอยู่ด้วย หากแต่มันเป็นไปไม่ได้...นางผลักไสเขา เพราะคิดว่าเขาทอดทิ้งนางและความรักที่นางมีให้ เพื่อไปแต่งงานกับหญิงสูงศักดิ์ และแน่นอน เขาไม่มีวันยอมให้ผู้หญิงที่เขารักด้วยหัวใจทั้งหมดมีฐานะเป็นเพียงเมียน้อยเด็ดขาด โอคุริคาระได้แต่กำสร้อยที่ได้คืนมาแน่น
หากแม้นมีโอกาสแม้เพียงน้อยนิด เขาควรจะบอกคุนิฮิโระอย่างไรให้เชื่อดี...ว่าเขาไม่เคยมีใจให้หญิงอื่นใดนอกจากนาง ควรจะบอกนางอย่างไรว่าเขาไม่เคยแม้แต่จะโอบกอดหรือร่วมรักกับภรรยาที่ถูกต้องตามธรรมเนียม แต่ยังคงคิดถึงเพียงสัมผัสกายเนื้ออันบอบบางอ่อนนุ่มของนางเพียงผู้เดียว
เส้นผมที่เขาอยากสัมผัส...ดวงตาที่เขาอยากจ้องมอง...มีเพียงเส้นผมสีทองและดวงตาสีน้ำทะเลของนางผู้เดียว
“ท่านแม่ทัพขอรับ” เด็กรับใช้คนหนึ่งตรงเข้ามาหาเขา โอคุริคาระเพียงแค่เหลือบตามองโดยไม่เอ่ยวาจาใด ๆ “มีคำสั่งเรียกตัวจากปราสาทผู้ครองแคว้นขอรับ”
แม่ทัพหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นแล้วหันหลังเดินจากห้องนั้นมาทันทีไม่เสียเวลาครุ่นคิด อย่างน้อย ๆ ในตอนนี้เขาก็ไม่อยากจะอยู่ที่นี่อีกต่อไป
ยามัมบะกิริลืมตาขึ้นช้า ๆ เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ เดินจากไป แม่นมวัยกลางคนขยับเข้ามาใกล้ยามเห็นนางได้สติ ลูบแก้มนวลเนียนที่ตอนนี้แดงเป็นรอยช้ำของนายสาวอย่างแผ่วเบา
“คุณหนูเจ้าคะ” เสียงแหบพร่าเอ่ยเรียก ดวงตาของหญิงวัยค่อนชราสั่นริกด้วยความสงสารคุณหนูของตนจับใจ ถูกทำร้ายร่างกายรุนแรงเช่นนั้น แล้วยังถูกทอดทิ้งไว้เช่นนี้อีก “กลับบ้านเรากันเถอะนะเจ้าคะ...อย่าอยู่ที่นี่ให้คนใจร้ายทำร้ายเอาเลยเจ้าค่ะ”
ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของหญิงสาวเหลือบมองเมื่อได้ยินแบบนั้น แม่นมสะดุ้งเฮือก หนาวสะท้านไปทั้งแผ่นหลังยามเห็นรอยยิ้มที่คลี่ออกมาอย่างช้า ๆ ...รอยยิ้มที่เยียบเย็นผิดแปลกไปจากทุกที
“ข้าไม่กลับ...แม่นม” ยามัมบะกิริเอ่ยช้า ๆ แล้วเหลือบกลับไปมองเพดานห้อง “ข้าอุตส่าห์ได้มาอยู่ที่นี่แล้ว...เหตุใดข้าจะต้องกลับบ้านด้วยเล่า?”
“แต่ว่า...คุณหนูอยู่ที่นี่ก็ไม่มีความสุขมิใช่หรือเจ้าคะ! กลับบ้านเรา ที่ที่ปลอดภัย ไม่มีใครลงไม้ลงมือกับคุณหนูดีกว่าเจ้าค่ะ! อย่าได้ฝืนเลย! ผู้ชายไร้หัวใจคนนั้นน่ะ…” แม่นมพยายามหว่านล้อม แต่หญิงสาวกลับแค่นหัวเราะเบา ๆ
“ความสุขหรือ...ข้าอยู่ที่ไหนก็ไม่มีความสุขทั้งนั้น” รอยยิ้มเลือนหายไปจากใบหน้ายามนึกย้อนกลับไปถึง ‘บ้าน’ ที่นางเกิดมา “บ้านที่...ภายนอกดูสูงส่งเลอค่า แต่เนื้อในเน่าเฟะนั่นหรือคือสถานที่ที่มีความสุข...แม่นมก็รู้ พ่อนอกใจแม่ไปหาหญิงโสเภณีรายแล้วรายเล่า จนสุดท้ายแม่ทนไม่ไหวต้องฆ่าตัวตาย ทิ้งข้าไว้เพียงลำพัง...ข้าไม่เคยมีความสุขที่นั่น”
“คุณหนูเจ้าคะ...แต่ว่าจะยอมให้ถูกทำร้ายอยู่เช่นนี้หรือเจ้าคะ? คุณหนูบอบช้ำทั้งกายทั้งใจ นมทนดูไม่ได้หรอกนะเจ้าคะ” หญิงวัยกลางคนจับมือคุณหนูของตนไว้แน่นทั้งน้ำตา ทว่ายามัมบะกิริกลับไม่นึกใส่ใจ “คุณหนูที่น่าสงสารของนม เหตุใดต้องได้แต่งงานร่วมชีวิตกับคนเช่นนั้นด้วย”
“คิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าโอคุริคาระมีใจให้ใคร” ยามัมบะกิริตัดบทเสียงเรียบด้วยความรำคาญใจ “ข้ารักและเฝ้ามองเขามาตลอด ตั้งแต่ก่อนแต่งงานเสียอีก...จะไม่รู้เชียวหรือว่าเขารักอยู่กับคนอื่น แต่ข้าเป็นคนขอท่านพ่อว่าจะแต่งงานกับเขาเอง แม่นมเลี้ยงข้ามาแต่เล็กไม่รู้หรือว่าข้ามีความสุขเพียงใดยามที่ได้แยกคู่รักน่าสงสารทั้งสองจากกัน ให้แม่หนูลูกโสเภณีนั่นต้องระทมทุกข์ และทำให้เขาเป็นของข้าไปตราบจนชั่วชีวิต...”
“คุณหนู…” แม่นมตัวชาวาบ เมื่อยามัมบะกิริแย้มยิ้มแสนสุข
นางเคยเห็นรอยยิ้มนั่นมาก่อน...เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วยามคุณหนูได้นกมาเลี้ยงอยู่สามตัว นางจำได้ว่ามีตัวผู้หนึ่ง และตัวเมียสอง นกตัวผู้นั้นคุณหนูตั้งใจไว้ให้เป็นพ่อพันธุ์ ทว่ามันกลับมองเมินแม่พันธุ์ตัวงามที่เด็กน้อยเลือกไว้ ไปจับคู่ผัวเมียอยู่กับนางนกพิการน่าเกลียด
นางพยายามปลอบให้คุณหนูไม่คิดมาก แล้วจะหานกพ่อพันธุ์ดี ๆ มาให้ใหม่ ทว่ายามัมบะกิริไม่สนใจฟัง เด็กน้อยเดินตรงเข้าไปจับแยกนกทั้งสองตัวจากกัน ขังแม่นกพิการไว้ในกรงที่ปิดตาย และจับตัวผู้ตัวนั้นมาเลี้ยงไว้ลำพังกับตัวเมียของนาง
จากนั้นไม่นาน...นกน้อยทั้งสองก็ตรอมใจตายไป
แม่นมคิดว่าคุณหนูจะร้องไห้...แต่เปล่าเลย
นางลูบขนนกตัวเมียตัวสุดท้ายแล้วยิ้ม...ยิ้มเหมือนเช่นที่นางยิ้มในวันนี้
-
กาลครั้งหนึ่ง ‘มังกร’ ได้ถือกำเนิดขึ้นมา
ทารกน้อยที่เกิดจากความใคร่ ความประพฤติผิดของชายโลภมากผู้หนึ่ง กับหญิงโสเภณีต่ำชั้นในย่านนางโลมสกปรก ได้ถูกเลี้ยงดูให้เติบโตมาโดยไม่รู้จักแม้มิตรภาพหรือความรัก...รู้จักเพียงการต่อสู้และการเอาชนะ
“จงยิ่งใหญ่ เพื่อพ่อ”
มีเพียงคำนั้นที่ถูกเอ่ยกรอกหูเด็กน้อยซ้ำซากแต่เล็กจนโต
ความโหยหาไออุ่นลบเลือนหายไปทุกคืนวันเมื่อไม่ว่าจะเรียกร้องเท่าใดก็มิอาจได้รับ ความต้องการอยากให้พ่อลูบหัวชม ความปรารถนาอยากให้แม่โอบกอด ถูกทำลายลงเสียย่อยยับด้วยคำพูดเฉยชาและดวงตาที่เยือกเย็น
เขารู้มาตลอดว่า ‘แม่’ ...ภรรยาผู้โศกเศร้าของพ่อเกลียดชังเขายิ่งกว่าสิ่งใดทั้งมวลบนโลกโสมมใบนี้
นับตั้งแต่จำความได้ เด็กน้อยก็เห็นผู้หญิงคนนั้นเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง ร่างกายผ่ายผอมแห้งกรังราวซากศพ พร่ำพูดประโยคเดิม ๆ ซ้ำไปมา จนกระทั่งถึงวันที่นางสิ้นใจ
“เด็กนั่นมันไม่ควรเกิดมา...ไม่ควรเกิดมา…”
จากนั้น เขาก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ โดยใช้ความเกลียดชังของแม่หนุนหลัง ใช้คำแดกดันของพ่อเป็นกำลัง และใช้ถ้อยนินทาจากปากโสโครกของผู้คนเป็นทุกสิ่งอย่างที่ทำให้ชีวิตไร้คุณค่ายังคงดำเนินต่อไปได้
‘สู้เพียงลำพัง ตายเพียงลำพัง’
สำหรับเขา ไม่ต้องการใครทั้งนั้น ต่อให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างอำนาจของพ่อเขาก็ไม่สนใจ เขาจะทำในสิ่งที่ตนอยากทำ จะต่อสู้ จะฟาดฟัน จะเอาชนะ ทำทุกสิ่งที่สนองต่อความต้องการของตนเพียงลำพังได้เท่านั้น
จนกระทั่งได้พบกับนาง...ผู้เป็นคนแรกที่ทำให้หัวใจด้านชาสั่นไหว ทำให้ดวงตาที่ไม่เคยสะท้อนสิ่งอื่นนอกจากเป้าหมายของตนต้องจับจ้องความงดงามนั้นอย่างมิรู้วาง
เขาเองก็รู้ได้ยามสบดวงตาสีน้ำทะเลคู่นั้น ว่านางเองก็มีชีวิตอยู่ท่ามกลางขี้ปากผู้คน อยู่เดียวดายบนโลกที่ปฏิเสธตัวตนของนาง เป็นคราวแรกที่ชายหนุ่มนึกอยากจะเข้าใกล้ชิด ได้โอบประคองนางให้ก้าวพ้นความทุกข์ตรมทั้งมวลไปพร้อม ๆ กัน
ในขณะที่ความผูกพันของทั้งสองที่ต่างโดดเดี่ยวไม่ต่างกันเริ่มขยับขั้น จากเพื่อนกลายมาเป็นคนรัก และผันแปรไปสู่ความสัมพันธ์ที่เกินเลยไปกว่านั้น...ทว่าท้ายที่สุดแล้ว ข่าวร้ายก็มาเยือน
เพราะเขาเป็นเพียง ‘เครื่องมือ’ ในการสร้างอำนาจของพ่อ...เพียงพ่อออกปากสั่ง เขาก็ไม่มีสิทธิ์พูดปฏิเสธการแต่งงานกับคุณหนูตระกูลสูงส่งได้แล้ว แต่กระนั้นใจเขาก็ยังคงคิดถึงเพียงเด็กสาวผู้เป็นที่รักเพียงหนึ่งเดียว
หากทำได้ เขาจะลักตัวนางไป...หนีไปอยู่ด้วยกันที่ไหนสักแห่ง ที่ที่ไม่มีใครล่วงรู้ว่าภูมิหลังของเขาและนางเป็นเช่นไร ที่ที่ไม่ต้องทนฟังคำซุบซิบนินทาใด ๆ อีกต่อไป…
-
ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระนั่งเอนกายอยู่ริมหน้าต่างห้องนอน ดวงตาสีน้ำทะเลทอดมองเหม่อตามความคิดที่ลอยล่องไปไกลแสนไกล มือเรียวขยับลูบไปตามหน้าท้องที่มิได้แบนราบเหมือนก่อน คงจะสามเดือนแล้วนับจากที่นางเลิกรากับโอคุริคาระ และตอนนี้อายุครรภ์ของเด็กสาวก็ตกราวห้าเดือนได้แล้ว
พี่ชายพี่สาวคอยประคบประหงมดูแลนางและเด็กน้อยในครรภ์เป็นอย่างดี สรรหาโน่นนี่มาให้อย่างใจหวัง ไม่มีใครพูดถึงเรื่องของโอคุริคาระมานานแล้ว แม้นางจะคิดว่าลืมเขาได้แล้วก็ตาม หากแต่กิริคุนิกลับรู้สึกอยู่เสมอว่าบาดแผลรอยฉีกขาดในเศษซากหัวใจที่หลงเหลืออยู่ยังไม่เคยหายดี
“ไม่เป็นไรนะ...แม่จะดูแลเจ้าเอง...ไม่เป็นไร” เสียงอ่อนหวานเอ่ยเบา ๆ กับทารกในครรภ์ หรือไม่กระนั้น นางก็เพียงเอ่ยกับตัวเอง...เรื่องนั้นยามัมบะกิริ คุนิฮิโระไม่รู้เลย
“ยามัมบะกิริ” เสียงของพี่สาวเรียกให้ร่างบอบบางหันไปมองได้อย่างไม่ยากเย็นนัก โฮริคาวะเดินเข้ามานั่งลงใกล้ ๆ พลางคลี่ยิ้มติดความเศร้า “มีแขกมาหาน่ะ”
“หาข้าหรือ?” เด็กสาวเลิกคิ้วแปลกใจ
“อืม…” ได้ยินพี่สาวตอบรับเช่นนั้น ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระก็พยักหน้าน้อย ๆ แล้วทำท่าจะลุกขึ้นยืน แต่กลับต้องชะงักเพราะโฮริคาวะเอ่ยแทรกขึ้นมาก่อน “ก่อนไป...พี่อยากจะพูดกับน้องให้รู้เรื่องก่อน...”
“อะไรหรือพี่…” กิริคุนิเอ่ยถามแผ่ว มองโฮริคาวะที่หลุบตาลงคล้ายยังลำบากใจที่จะเอ่ย หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดนางก็ผ่อนลมหายใจช้า ๆ ออกมา
“พี่อยากให้น้องรู้ไว้เสมอ...ว่าพวกพี่รักและหวังดีกับน้องมากเพียงใด หากบางทีมันกลายเป็นการทำให้น้องต้องทรมานพี่ก็ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ” หญิงสาวโค้งหัวลงก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาน้องสาวทั้งรอยยิ้ม “...แต่จำเอาไว้นะ ว่าหากมีใครทำให้น้องเจ็บปวด เสียใจ...จงกลับมาที่นี่ ที่บ้านหลังนี้ พวกพี่จะคอยต้อนรับน้องเสมอ”
ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระมองพี่สาวด้วยความไม่เข้าใจ แต่นางกลับรู้สึกว่าไม่อาจจะเอ่ยคำถามใด ๆ ออกมาได้เลยแม้แต่คำเดียว ร่างบอบบางขยับลุก แล้วเข้าไปสวมกอดพี่สาวไว้แนบแน่น โฮริคาวะเบิกตาด้วยความประหลาดใจ หากแต่ก็ยิ้มออกมาแล้วกระชับกอดน้องสาวตอบ
“รีบไปเถอะ…เดี๋ยวแขกรอนาน จะไม่เป็นการดีนะ” หญิงสาวผละกาย จับมือเรียวเล็กของยามัมบะกิริ คุนิฮิโระบีบเบา ๆ กิริคุนิพยักหน้ารับก่อนจะรีบลุกตามแรงประคองเดินออกไปที่ห้องรับแขก ยามน้องสาวไปพ้นสายตาแล้ว นางจึงถอนหายใจช้า ๆ แล้วโอบกอดตัวเองไว้แน่น
“คุนิฮิโระ?” อิซึมิโนะคามิชะโงกหน้ามาตรงประตู มองร่างบอบบางของภรรยาสาวที่สั่นริก แต่ไหนแต่ไรเขาไม่เคยเห็นนางร้องไห้ ภาพของนางที่รู้จักตลอดมาคือหญิงสาวผู้เข้มแข็งและร่าเริง ชายหนุ่มหลุบตา เกาหัวน้อย ๆ อย่างวางตัวไม่ถูกก่อนจะเดินเข้าไปหา ทรุดกายนั่งลงสวมกอดนางเอาไว้
โฮริคาวะซุกหน้ากับไหล่ของสามี น้ำตารินไหลทว่าริมฝีปากกลับแย้มรอยยิ้มออกมาบางเบา
“น้องสาวข้าเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว...ข้าเองก็คงจะเอาแต่คอยเป็นห่วงนางมากเกินความจำเป็นไม่ได้แล้วสินะ คุณคาเนะ” มือเรียวยกขึ้นลูบหน้าท้องตนเบา ๆ ก่อนจะเงยหน้ามองสามีผู้เป็นที่รัก
“คุณคาเนะ...ข้ามีข่าวดีจะบอก”
-
“ท่านแม่ทัพ นายหญิงน่ะขอรับ!”
โอคุริคาระรู้สึกราวกับยังได้ยินเสียงของเด็กหนุ่มรับใช้ดังแว่วอยู่ในโสตประสาท กระทั่งตอนที่มาหยุดอยู่หน้าห้องนอนที่ตนมิได้ใช้งานมาหลายเดือน มือแกร่งจรดวางอยู่บนบานประตู หากแต่ใจยังไม่อยากจะเลื่อนเปิดเลยแม้แต่นิด
การค้นหานาคิกิทสึเนะจบลงแล้ว แม้เรื่องราวจะพลิกผัน แต่ก็จบลงด้วยความสุข เหลือเพียงแต่เรื่องของเขา ที่ไม่อาจรู้ได้ว่าเมื่อใดจึงจะสุขสันต์เสียที
ทันทีที่กลับมาถึงคฤหาสน์ เด็กรับใช้ก็รีบตรงเข้ามารายงานเรื่องของภรรยาเขา ชายหนุ่มเพียงแค่ขมวดคิ้วแล้วเดินมาจนถึงห้องนี้ เหล่าสาวใช้ยืนร้องไห้กันระงม เสียงหนวกหูเสียจนน่ารำคาญ แต่โอคุริคาระก็เหนื่อยล้าเกินกว่าจะดุด่าว่ากล่าวอะไร
หลายเดือนมาแล้วที่เขาไม่ได้คิดเรื่องของนางเลยแม้แต่นิด...ไม่เลย
ชายหนุ่มพ่นลมหายใจพรืดก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูเข้าไปในห้องในที่สุด
ภรรยาของเขาที่นอนอยู่ในฟูกหันใบหน้างดงามทว่าซีดเซียวมามอง ข้างกายมีแม่นมผู้ซื่อสัตย์นั่งซับน้ำตาอยู่ โอคุริคาระเหลือบตามองนางเป็นเชิงให้ออกไปเสีย ซึ่งยามหญิงวัยค่อนชราเห็นเข้าก็สะดุ้งรีบคลานออกไปทันที
“โอคุริคาระ…” ยามัมบะกิริเรียกเสียงแผ่วเบาพร้อมกับมือเรียวเย็นเฉียบเลื่อนมากุมมือเขาที่วางอยู่บนหน้าขา นางพยายามยิ้ม แม้จะอ่อนแรงมากเพียงใด “เหนื่อยไหม?”
แม่ทัพแห่งคุนิโยชิสบดวงตาสีน้ำตาลเข้มของภรรยาสาวอย่างเย็นชา แม้รู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป หากแต่ความที่ไร้ซึ่งเยื่อใยผูกพันใด ก็ไม่ทำให้เขาสะท้านใจแม้แต่นิด
ยามัมบะกิริกำลังจะตาย
โรคร้ายรุมเร้านางมานานหลายปีนัก และอาการก็ทรุดลงเรื่อย ๆ ตลอดเวลาที่เขาไม่อยู่ แม้มีจดหมายจากคฤหาสน์ไปแจ้งอยู่หลายครั้งหลายครา ชายหนุ่มก็ไม่เคยสนใจจะกลับมาหา
มือของยามัมบะกิริบีบมือเขาแน่นขึ้นจนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะท้าน
“เวลาข้าเหลืออีกไม่นาน เจ้าเองก็คงรู้...แต่ว่า โอคุริคาระ” ดวงตาสีน้ำตาลเข้มแสนเว้าวอนเลื่อนขึ้นสบตาเขา “ให้ข้า...ได้ฟังคำว่ารักจากปากเจ้าบ้างมิได้หรือ? แค่เพียงบอกว่ารักข้า...เจ้ารักข้าแม้สักเล็กน้อย ต่อให้เป็นคำโกหกก็ไม่เป็นไร”
แม่ทัพหนุ่มนิ่งชะงัก ก่อนจะหลับตาลงพลางชักมือแกร่งที่ถูกกุมไว้ออกมาอย่างแผ่วเบา เสียงทุ้มหนักตอบแว่ว ดัง สะท้อนเข้าไปถึงในหัวใจที่กำลังจะสิ้นเรี่ยวแรง
“ข้าไม่เคยรักเจ้า”
ยามัมบะกิริยิ้มออกมายามได้ยินเช่นนั้น หยาดน้ำตารินไหลคลอออกมาจากดวงตาคู่งามที่ค่อย ๆ ปิดลง...นางรอคอยเขามานานเหลือเกิน รอให้เขากลับมาเพียงเพราะอยากได้ยิน ‘คำโกหก’ แค่เล็กน้อยโดยที่รู้ดีว่าเขาจะไม่มีวันมอบให้
นับตั้งแต่สบตากันครั้งแรก...ไม่สิ นับตั้งแต่ที่นางเห็นเขาครั้งแรก ก็เข้าใจดีมาโดยตลอดว่าโอคุริคาระไม่มีหัวใจ...เขาเป็นเพียงตุ๊กตาที่กลวงเปล่า ขยับเคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณเพียงเท่านั้น
แต่กระนั้น หัวใจนางก็ยังถูกมอบให้เขาไปหมดทั้งดวง...นางยอมแม้กระทั่งใช้วิธีสกปรก ช่วงชิงเอาเขามาจากเด็กสาวลูกโสเภณี วิงวอนขอให้ท่านพ่อที่นางแสนชิงชังยื่นข้อเสนอแก่บิดาโลภมากของโอคุริคาระ จะให้ชื่อเสียง ให้ชื่อตระกูล ให้ทุกสิ่งที่ชายน่ารังเกียจผู้นั้นต้องการ
นกน้อยสามตัว...มีเพียงสองเท่านั้นที่จักได้ครองคู่
เมื่อสิบกว่าปีก่อน นางอาจพรากความรักและชีวิตของนางนกพิกลพิการมาได้
ทว่าในครานี้...นางเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
พ่ายแพ้ให้กับนกน้อยขนสีทอง…
-
หลังเสร็จสิ้นงานศพของภรรยาสาว โอคุริคาระเอาแต่เฝ้านึกถึงยามัมบะกิริ คุนิฮิโระที่กำลังตั้งครรภ์ หลังเสร็จจากงาน เขามักจะแวะไปที่คฤหาสน์คุนิฮิโระ ลอบมองนางที่อยู่กับพวกพี่ ๆ
คุนิฮิโระของเขางามผุดผาดขึ้นอีกหลายเท่าตัวหลังมีครรภ์ แม้เห็นจากไกล ๆ ก็รู้ได้ว่าผิวพรรณขาวผ่องนั้นมีน้ำมีนวลมากขึ้น ใบหน้าของนางยังคงดูแสนเศร้าเสียจนชายหนุ่มนึกอยากสวมกอดปลอบประโลมเช่นที่เคยทำ โอคุริคาระชอบมองหน้าท้องกลมมน คิดว่าลูกที่คลอดออกมา เขาจะมีโอกาสได้โอบอุ้มบ้างหรือไม่
“พี่ ๆ ของกิริคุนิไม่ค่อยชอบใจเจ้า ขืนบุ่มบ่าม คงมีปัญหาแน่” โชคุไดคิริออกปากยามรู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร โอคุริคาระกอดอก ถลึงตามองสหายรักอย่างหงุดหงิด แต่ก็เถียงสิ่งใดไม่ได้เลย
“ถ้าคาระจังรักกิริคุนิจริง ๆ ทำไมไม่พยายามหน่อยล่ะ?” เสียงใส ๆ ของสาวน้อยไทโกะงาเนะ ซาดามุเนะผู้เป็นคู่หมั้นของโชคุไดคิริดังขึ้น “พยายามแสดงให้สามพี่น้องตระกูลนั้นเห็นว่าคาระจังจริงใจกับกิริคุนิ อยากจะแต่งงานกับนางจริง ๆ ไม่ใช่เพียงเพื่อเป็นตัวแทนภรรยาที่ตายไป หรือเพียงแค่รับผิดชอบลูกในท้องนาง”
“ข้าไม่เคยเห็นนางเป็นตัวแทนใคร” โอคุริคาระเอ่ยเสียงห้วน ไทโกะงาเนะอมยิ้ม ใช้สองมือเท้าคางกับโต๊ะอุ่นขา มองเขาด้วยท่าทางเพลิดเพลิน
“ถ้าอย่างนั้น...ก็ยิ่งต้องทำให้นางเห็นเลยไม่ใช่หรือ?” เด็กสาวว่าก่อนจะโผไปกอดแขนคู่หมั้นหนุ่มที่นั่งลงเคียงข้าง “ข้าน่ะเชื่อนะว่ากิริคุนิก็ยังรักคาระจังอยู่! ไม่อย่างนั้น นางคงตอบรับคำขอแต่งงานของผู้ชายคนอื่นไปแล้วล่ะ เนอะ! มิทจัง”
โอคุริคาระเบิกตาเล็กน้อยยามได้ยินเช่นนั้น เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะมีชายอื่นไปสู่ขอยามัมบะกิริ คุนิฮิโระด้วย ทั้งที่นางก็กำลังอุ้มท้องลูกของเขาอยู่แท้ ๆ
“คาระจัง...กังวลเรื่องคนที่สู่ขอกิริคุนิล่ะสินะ” โชคุไดคิริหัวเราะพลางลูบหัวคู่หมั้นเบา ๆ “ข้าเองก็เพิ่งรู้ตอนกลับมาถึงนี่ล่ะ ไม่รู้ว่าคนพวกนั้นคิดอะไรอยู่กันแน่...อาจเพียงหลงใหลต้องการความงามของกิริคุนิ ไม่ก็คิดอยากใช้ประโยชน์จากลูกในท้องนาง แต่เชื่อมั่นเถอะ นางไม่หลงตามคนพวกนั้นแน่”
ถึงจะเป็นเช่นนั้น...โอคุริคาระก็ยังคงไม่สบายใจ
-
เมื่อกลับถึงบ้านยามล่วงดึก อาบน้ำชำระร่างกายที่อ่อนล้า เปลี่ยนเสื้อผ้าให้อุ่นสบายแล้ว ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระก็แทรกตัวเข้าใต้ฟูกในห้องไร้แสงตะเกียง หลับตาลงนอนอย่างหมดเรี่ยวแรง
เหตุการณ์เดิมวนเวียนอยู่ในชีวิตนางมาพักใหญ่แล้ว ทุกวันสามพี่น้องตระกูลคุนิฮิโระจำต้องต้อนรับแขกไม่พึงปรารถนาอย่างเบื่อหน่าย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามที ชายร่ำรวยมีชื่อตระกูลหลายต่อหลายคนต่างผลัดเปลี่ยนกันมาสู่ขอนาง บางคราวก็ชักชวนออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกด้วยกันเช่นวันนี้ ทั้งที่ถ้วนทุกคนล้วนเคยดูถูกนางว่าเป็นลูกโสเภณีแท้ ๆ
เป็นสิ่งใดที่ทำให้ลูกโสเภณีคนหนึ่งมีคุณค่าเป็นที่หมายปองขึ้นมา…?
คิดแล้วยามัมบะกิริ คุนิฮิโระก็เผลอยกมือลูบหน้าท้องกลมนูน...ครรภ์ที่มีสายเลือดของเขาคนนั้นอยู่ นางมิใช่หญิงโง่เขลา หากจะมีสิ่งใดที่คนเหล่านั้นปรารถนาจากนาง ก็คงจะเป็นเด็กน้อยผู้นี้
เด็กสาวกัดริมฝีปาก หลับตากลั้นหยาดหยดที่คลอคลองมิให้รินไหล ขณะค่อย ๆ ไล้สัมผัสไปตามผิวตึง ราวกับกำลังปลอบโยนลูกน้อยและตนเอง
พลันนั้น ร่างบอบบางก็ต้องสะดุ้งขึ้นเล็กน้อยยามได้ยินเสียงประหลาด คล้ายใครสักคนเปิดประตูอย่างแผ่วเบา แล้วก้าวย่างเข้ามา แม้ในอกสะท้านกลัวเล็กน้อย หากแต่ดวงตาสีน้ำทะเลก็ยังคงกวาดมองโดยรอบอย่างระแวดระวัง มือเรียวสอดเข้าใต้ฟูก หยิบมีดของมารดาออกมาเตรียมป้องกันตัว
นางสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่หยุดอยู่ด้านหลังจนยิ่งเผลอกำมีดแน่น สิ่งนั้นโน้มต่ำลง ใกล้นางที่หวาดกลัวจนแทบหยุดหายใจเข้ามาเรื่อย ๆ ดวงตาลอบเหลือบมอง และทันทีที่เห็นเงาหนึ่งกำลังจะคว้าลงที่ไหล่ เด็กสาวก็รีบชักมีด ตวัดฟันเข้าใส่อย่างไม่รีรอ
ไม่รู้ว่าโดนตรงไหน แต่ร่างนั้นก็ส่งเสียงร้องเบา ๆ ผงะถอยไปเล็กน้อย ก่อนจะคว้าข้อมือนาง ปลดมีดโยนไปตรงมุมห้องอีกด้าน อีกฝ่ามือกดลงตรงริมฝีปากไม่ยอมเปิดโอกาสให้นางเปล่งคำขอความช่วยเหลือ กิริคุนิพยายามดิ้นรน กรีดร้องอยู่ในลำคอ ทว่าก็ไม่อาจขืนแรงที่โถมกดลงมาบนไหล่ได้
“คุนิฮิโระ…อย่าดิ้น เดี๋ยวลูกจะเป็นอันตราย”
เสียงที่ดังขึ้นแผ่วเบาในห้องสงัดทำให้ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระชะงัก...เพราะมันคือเสียงที่คุ้นเคยเหลือเกิน เด็กสาวขมวดคิ้วมุ่น พยายามเพ่งมองฝ่าความมืด ให้แน่ใจว่าใช่คนในห้วงคำนึงของนางหรือไม่
แต่ยังไม่ทันจะเห็นชัด เจ้าของเสียงก็โน้มใบหน้าลงมา คลายมือไปตรึงมือสองข้างของนางอย่างรวดเร็วพร้อมกับประกบริมฝีปากแนบชิด ปิดเสียงไม่ให้เล็ดรอด กิริคุนิเกร็งกายวาบ รู้สึกถึงลิ้นร้อนแทรกสอดผ่านเข้ามาในโพรงปาก ควานกวาดไปทั่วด้วยสัมผัสที่น่าโหยหา นำพาให้นางเริ่มอ่อนระทวย
คงเพราะเห็นนางเริ่มไม่ตอบโต้ ปลายนิ้วร้อนจึงค่อย ๆ ไต่ระเรื่อยลงตามเรียวแขน ไล่ไปถึงเอวอ่อนบาง และเลื่อนมาบนหน้าท้องนูนผ่านเนื้อผ้า ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระปรือตาขึ้น มองเขาด้วยความหวาดหวั่น ใบหน้างดงามเบี่ยงออกเล็กน้อยพอให้ริมฝีปากเป็นอิสระก่อนจะร้องถามไป
“เจ้า...ต้องการอะไร”
“เจ้า…” ตอบสั้นชัดความขณะสอดมือลงปลดเปลื้องโอบิที่ผูกรอบเอวนางเพียงหลวม ๆ และคลายชุดที่สวมปกปิดกาย เด็กสาวสะดุ้ง พยายามขยับตัวจะหนีแต่ก็ถูกกดไว้จนแทบขยับไม่ได้ ริมฝีปากร้อนประทับลงบนลำคอเปลือยเปล่า ไล้เลียกระตุ้นอารมณ์นางอย่างเชื่องช้า
“ยะ อย่านะ!...ปล่อยข้า!” เสียงหวานร้องห้าม กายเบี่ยงหลบหนี แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมให้นางสมประสงค์ ยามรู้สึกตัวอีกครา เรียวขาก็โดนแยกออกกว้าง โดยมีเงาร่างนั้นอยู่ตรงกลาง ก่อนจะได้ทันร้องห้ามหรือปฏิเสธ บางสิ่งก็ชำแรกเข้าในร่างบอบบางที่ไม่ได้เตรียมพร้อมแม้แต่นิด
ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระกระตุกตัวเฮือกเมื่อเขากระแทกกายเข้าใส่ไม่ยั้งแรง นางหายห่างจากการร่วมรักมานานหลายเดือน มีหรือจะทนความเจ็บปวดเช่นนี้ได้ ทว่าเสียงกลับไม่ลอดผ่านจากลำคอ ยิ่งเมื่อมือใหญ่ลูบลงบนเรือนผม ริมฝีปากอุ่นพรมประทับจุมพิตบนหน้าผากและข้างแก้มอย่างปลอบโยน หัวใจนางยิ่งไหวสั่น
ทำไม...เขาถึงทำเช่นนี้
-
“ตอบข้า...เจ้าทำลงไปเพื่ออะไร โอคุริคาระ”
ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระที่นอนเปลือยเปล่าอยู่ในฟูกเอ่ยถามเสียงแหบแห้งหลังถูกเขาบังคับร่วมรักจนหมดเรี่ยวแรง เรียกให้ชายหนุ่มที่กำลังนั่งทำแผลบนท่อนแขนเหลียวหน้ากลับมามอง ก่อนดวงตาสีทองจะหลุบลงเล็กน้อย
“เพื่อเอาเจ้ากับลูกกลับคืนมา” ได้ยินเช่นนั้นเด็กสาวก็ต้องเบิกตาขึ้นนิด ๆ อย่างคาดไม่ถึง นางนิ่งงันไปครู่หนึ่ง มองอดีตคนรักที่ปฐมพยาบาลอยู่ด้วยท่าทีไม่ถนัดถนี่ ก่อนร่างบอบบางจะยันกายลุกขึ้น ประคองแขนเขามาอย่างระมัดระวังที่สุด แล้วจัดการพันให้แทน
“เจ้าขืนใจข้าเช่นนี้...จะเอาข้ากับลูกคืนไปอย่างไรกัน” เอ่ยหน้านิ่วคิ้วขมวด เคืองหรือก็เคืองอยู่ไม่น้อย แต่ก็จำต้องยอมรับว่าส่วนเสี้ยวหนึ่งในก้นบึ้งลึกของเศษซากจิตใจนางก็โหยหาสัมผัสเหล่านั้นเหลือเกิน
“ข้าไม่รู้…” โอคุริคาระตอบอย่างตรงไปตรงมา ทำให้เด็กสาวถึงกับต้องเงยหน้าขึ้นมอง
“กำลังล้อข้าเล่นหรือ?”
“เปล่านี่…”
ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระอดรู้สึกว่าคิ้วกระตุกอยู่หน่อย ๆ มิได้ แต่นางก็ทำได้เพียงสูดหายใจเข้าออกลึกสะกดกลั้นอารมณ์ ทว่ากระนั้นแรงมือที่กำลังพันแผลให้เขาก็ยังเพิ่มมากขึ้นอย่างเกินกลั้นไหวจนชายหนุ่มถึงกับต้องเปลี่ยนสีหน้าหยีตาลงเล็กน้อย
“คุนิฮิโระ…” เอ่ยเรียกเสียงแผ่วผิว ครั้นเห็นนางไม่ยอมเงย โอคุริคาระจึงโน้มใบหน้าลง แนบหน้าผากชิดหน้าผากมน จดจ้องความงดงามที่ปรากฏต่อสายตาอย่างเงียบงัน ซึ่งมีหรือที่ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระจะอดทนต่อการถูกมองเช่นนี้ได้
“เลิกจ้องข้าเสียที แล้วก็กลับไปได้แล้ว” เด็กสาวว่าพลาง มือเรียวก็ผลักแขนที่ทำแผลเรียบร้อยคืนกลับเจ้าของไป แต่โอคุริคาระก็ยังไม่ยอมขยับกาย คล้ายยิ่งชอบใจมากขึ้นอีกเมื่อเห็นสองแก้มแดงสุกและดวงตาที่พยายามหลบเลี่ยง เจอะเข้ากับความดื้อดึงจนผิดคาดหมาย บุตรสาวคนเล็กแห่งตระกูลคุนิฮิโระจึงต้องยื่นคำขาด “ถ้าเจ้าไม่ไป...ข้าจะเรียกพี่”
ชายหนุ่มกะพริบตายามได้ยินเสียงห้วนเฉียบ ยอมผละใบหน้าออกมา มองยามัมบะกิริ คุนิฮิโระเองที่รีบขยับถอย มุดเข้าใต้ผ้าห่ม นอนหันหลังให้เขาแทบจะทันทีด้วยสายตาที่มากล้นไปด้วยความหวนหา มือใหญ่เคลื่อนไปวางทาบบนศีรษะได้รูป ไล้ผ่านไปมาเบา ๆ
“ข้าไม่อาจนิ่งนอนใจได้...เมื่อได้ยินว่ามีคนจะมาสู่ขอเจ้า” ดวงตาสีน้ำทะเลเบิกขึ้นเล็กน้อยแต่ยังขืนฝืนใจมิหันกลับไป ใบหูสดับคำที่ชายหนุ่มเอ่ยต่ออย่างเชื่องช้า “แม้เจ้าปรานี โปรดรอข้า คุนิฮิโระ...ข้าจะหาหนทาง เพื่อนำเจ้าและลูกกลับคืนมา”
ไออุ่นจากมือร้อนขยับห่างไป ทำให้เด็กสาวอดใจหายขึ้นมาวาบหนึ่งมิได้ แต่แล้วก็พลันรู้สึกได้ถึงจุมพิตเบาแผ่วตรงข้างขมับ ตรึงแนบอยู่ครู่ใหญ่ราวส่งผ่านความรู้สึกอันมากหลายมาถึงนาง ก่อนเขาจะผละลุกขึ้น
“หากเจ้าให้โอกาส...คืนพรุ่งนี้ข้าจะมาหาเจ้าอีก”
โอคุริคาระทิ้งท้ายเพียงเท่านั้น ก่อนจะเปิดประตูก้าวออกจากห้องไปอย่างเงียบงัน ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระพลิกตัวกลับมา เป็นตอนที่นางรู้สึกได้ว่าซากหัวใจปริ่มเลือดที่เคยตายลงครั้งหนึ่ง…
...กลับมาเต้นระรัวได้อีกครา
-
“สีหน้าดีขึ้นหรือเปล่าน่ะน้อง?”
เด็กสาวเงยหน้ามองพี่ชายคนโตที่เอ่ยปากถามระหว่างออกมาตรวจงานที่ร้านค้าของตระกูลด้วยกันพลางกะพริบดวงตากลมโตปริบ ๆ มือเรียวยกแตะข้างแก้ม ด้วยท่าทีคล้ายกำลังงุนงงว่าดีขึ้นจริงหรือ ทำให้ยามาบุชิพลอยหลุดหัวเราะเสียงดังออกมา
“ดีแล้วล่ะ ๆ สีหน้าเช่นนี้สิค่อยเหมาะกับน้อง เป็นแม่คนแล้วทั้งที ต้องร่าเริงเข้าไว้ ลูกจะได้แข็งแรง รู้ไหม! คั่กคั่กคั่กข่า!” กิริคุนิสะดุ้งหยีตาเมื่อมือใหญ่ขยี้ลงมาบนศีรษะใต้ผ้าคลุม
“พี่...ข้าเจ็บนะ”
“คั่กคั่กข่า! โทษที ๆ ...อ้าว ท่านแม่ทัพนี่ ลมอะไรหอบมาถึงนี่รึ?” ร่างสูงใหญ่ผละมือหันไปส่งเสียงทักทาย ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระเผลอเกร็งตัวเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น ทว่าครั้นเห็นว่าเป็นแม่ทัพอีกคนก็พอเป่าปากโล่งใจ
“สวัสดีครับท่านทั้งสอง” โชคุไดคิริแย้มยิ้มอย่างสุภาพขณะขยับตัวลงจากหลังม้า ร่างสูงโค้งหัวให้บุตรีคนเล็กของตระกูลคุนิฮิโระก่อนจะหันไปทางพี่ชายใหญ่ “พอดีว่า...ท่านหญิงนาคิกิทสึเนะและสามีจะแวะมาเยี่ยมเยียนปราสาท นายท่านจึงอยากให้เตรียมวัตถุดิบดี ๆ จำนวนหนึ่งเพื่อทำมื้ออาหารต้อนรับ ไม่ทราบว่าท่านพอจะจัดหาให้ได้หรือไม่ ไม่เกี่ยงเรื่องราคาครับ”
“วัตถุดิบงั้นหรือ ได้สิ...ข้าจะให้คนจัดเตรียมให้” ยามาบุชิตบอกรับคำ หันไปหาน้องสาวที่ยืนอยู่ข้างกาย “ยามัมบะกิริ เจ้าช่วยไปบอกเขาให้ทีนะ”
เด็กสาวพยักหน้า ค้อมหัวลาแม่ทัพหนุ่มแล้วจึงหายเข้าไปในร้านเพื่อสั่งงานคนงานตามที่พี่ชายฝาก โดยมีแววตาที่เต็มไปด้วยความคิดของโชคุไดคิริมองตามหลังนางอย่างเงียบ ๆ
“นางกับลูกแข็งแรงดีใช่หรือเปล่าครับ” ยามาบุชิเหลียวไปมองคนถาม ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง ๆ บนริมฝีปาก แขนแกร่งยกขึ้นกอดอก มองน้องสาวที่พูดคุยกับคนงานอยู่ด้วยแววตาอบอุ่น
“เป็นห่วงแทนสหายท่านรึ?”
“ให้พูดตามตรงก็คงจะต้องยอมรับว่าใช่” โชคุไดคิริหัวเราะเมื่อถูกคู่สนทนามองออก “คาระจัง-- โอคุริคาระแสดงความรู้สึกไม่เก่ง...ข้าเองก็ไม่รู้ควรจะช่วยอย่างไร แต่ในฐานะสหายของเขา ข้าพูดต่อท่านได้เพียงแค่โอคุริคาระมีใจรักต่อกิริคุนิจริง และอยากจะกลับไปเป็นเช่นอย่างเก่า”
“ลำพังตัวข้าไม่เท่าไหร่หรอก...หากถามว่าโกรธเคืองหรือไม่ ข้าก็ต้องบอกว่าข้าก็โกรธ น้องสาวที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจทั้งคนต้องมาพบเจอเรื่องเช่นนี้เพราะผู้ชายคนหนึ่ง แต่ข้าก็มีเหตุผลพอที่จะคอยรับฟัง” ยามาบุชิถอนหายใจช้า ๆ พลางเงยหน้ามองท้องฟ้าด้านบน “แต่ปัญหาคือน้องสาวคนรองของข้า...สะใภ้บ้านคาเนะซาดะน่ะ นางชิงชังท่านโอคุริคาระอยู่มากนัก ซึ่งก็ช่วยไม่ได้ ในฐานะพี่สาว นางก็รักน้องคนเดียวของนางมาก”
“ข้าเข้าใจเรื่องนั้นดีครับ…” แม่ทัพหนุ่มพยักหน้า แม้เขาจะไม่มีพี่น้อง แต่ก็พอจะเข้าใจความรู้สึกรักใคร่ระหว่างพี่น้องจากที่ต้องประสบมาด้วยตนเองจากครอบครัวของคู่หมั้น “อย่างไรข้าจะลองกล่อมโอคุริคาระให้มาพูดคุยกับพวกท่านดู”
“อา...พูดแล้วข้าเองก็คงจะต้องลองพูดคุยกับน้องสาวทั้งสองดูเหมือนกัน” ยามาบุชิหัวเราะ มองแม่ทัพฝ่ายขวาที่ดันตัวขึ้นหลังม้าแล้วยิ้มมุมปาก “แต่ข้าคงต้องบอกเอาไว้...หากยามัมบะกิริมิตกลงปลงใจ ต่อให้เป็นท่านแม่ทัพ ข้าก็ไม่ยกนางให้หรอกนะ”
“เรื่องนั้นข้าทราบดีเลยล่ะครับ”
-
“อึ่ก!”
เป็นเสียงร้องเบา ๆ ที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของยามดึกดื่นภายในห้องของบุตรีคนเล็กตระกูลคุนิฮิโระ เจ้าของห้องหอบหายใจ รวบชุดที่ถูกดึงทึ้งจนหลุดร่นไปกองอยู่ตรงทรวงอก กำมีดที่เปื้อนหยาดเลือดเล็ก ๆ ตรงปลายแน่นในมือสั่นเทา มองชายหนุ่มเบื้องหน้ากำลังกุมต้นแขนไว้แน่น
“เจ้าจะทำร้ายข้าทุกครั้งที่มาหาเลยหรือ?” โอคุริคาระขมวดคิ้วมองอดีตสาวคนรัก เขาหรือห่วงแสนห่วงว่านางและลูกจะเป็นอันตรายจึงไม่กล้าทำอะไรรุนแรงแท้ ๆ ทว่ากิริคุนิก็ดูจะหวาดกลัวเขาจนต้องป้องกันตัวอย่างรุนแรงเช่นนี้ ชายหนุ่มคลายมือ หลุบตาลงมองแผลมีดเฉี่ยวไม่ได้สาหัสแต่อย่างใด ก่อนจะพ่นลมหายใจนิด ๆ
ฝ่ายยามัมบะกิริ คุนิฮิโระเห็นท่าทางที่ช้าลงก็เริ่มลดความระมัดระวัง ใจหนึ่งนึกอยากเข้าไปดูว่าเขาไม่เป็นไรใช่หรือไม่ แต่อีกใจก็ยังปรารถนาจะรักษาระยะห่าง ทันใดนั้น ร่างของโอคุริคาระก็โผเข้าหานาง เด็กสาวสะดุ้งจนสุดตัว รีบแทงมีดออกไปตามสัญชาตญาณ ทว่าชายหนุ่มกลับรับคมมีดนั้นไว้อย่างว่องไวด้วยมือเปล่า
“คุนิฮิโระ...” เสียงเรียกแผ่วเบาทำให้คนที่กำลังหน้าซีดเผือดมองหยาดเลือดซึมไหลจากอุ้งมือที่กำใบมีดไว้เงยหน้าขึ้น ดวงตาทั้งสองคู่สบประสานเข้าด้วยกันในตอนที่โอคุริคาระใช้อีกมือประคองมือที่ถือมีดของนาง ดึงมาจ่อที่ลำคอ ท่าทางเช่นนั้นก่อให้เกิดความร้อนรนขึ้นในใจกิริคุนิจนต้องพยายามฝืนแรง
“ข้ามีทางเลือกให้เจ้าสองทาง...หนึ่ง...แทงข้าให้ตายเสียด้วยมีดเล่มนี้ ด้วยมือของเจ้าเอง” ใบหน้าคมคายโน้มลงมา แนบชิดหน้าผากกับหน้าผากนาง แววตาที่เคยเยือกเย็นอยู่เสมอกลับทอแววอ่อนโยนเช่นกันกับน้ำเสียง “หรือสอง...หากเจ้าเมตตา ข้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปในฐานะสามีของเจ้า พ่อของลูกเจ้า...และร่วมรักกับเจ้าเสียเดี๋ยวนี้”
ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระเบิกตากว้าง สบเนตรสีทองที่แม้ไม่เว้าวอน แต่ก็เฝ้ารอคอยคำตอบ มือของเขาคลายออกไปแล้ว ราวกับจะบอกให้นางตัดสินใจเอง
ฆ่าเขา...หรือยอมร่วมรักกับเขา…
สิ่งที่เศษซากหัวใจนางปรารถนาคือสิ่งใด กิริคุนิไม่อาจล่วงรู้เลยแม้แต่นิด นางหลับตาลงช้า ๆ เลือกปล่อยให้ร่างกายขยับเคลื่อนไหวไปตามความต้องการ ก่อนจะรู้สึกได้ถึงอ้อมกอดอบอุ่นที่สวมแนบเข้ามา เด็กสาวลืมตาขึ้น เห็นมือตนทิ้งมีดของมารดาหล่นอยู่ข้างกาย
“ข้าเป็นเพียงตัวแทน...ภรรยาเจ้าที่ตายไปหรือ?” ความคิดในใจหลุดเป็นคำถามออกไปอย่างแผ่วเบา ทำให้วงแขนแกร่งยิ่งกระชับแน่นมากขึ้น โอคุริคาระซุกใบหน้าลงข้างไหล่นาง
“เจ้าไม่เคยเป็นตัวแทนใคร...เจ้าคือคนเดียวที่ข้ารัก คนเดียวที่ข้าปรารถนาให้มาอยู่เคียงข้าง” เสียงทุ้มพร่ากระซิบตอบ กิริคุนิรู้สึกได้ว่าร่างกายเขาสั่นเทา เช่นเดียวกับหัวใจของนางที่ไหวสะท้านยามสดับรับฟังถ้อยเหล่านั้น “เจ้าคืนหัวใจให้ข้า...แต่มันไม่เคยกลับมาอยู่กับข้า คุนิฮิโระ มันยังอยู่กับเจ้าเสมอมา”
แม่ทัพหนุ่มผละกายออกเล็กน้อย และยามัมบะกิริ คุนิฮิโระก็เพิ่งรู้สึกตัวในวินาทีนั้นเองว่าบนคอขาวเนียนของตนมีสร้อยเส้นหนึ่งสวมไว้ตั้งแต่เมื่อใดมิทราบ มือเรียวยกขึ้นสัมผัสมันอย่างแผ่วเบา หยาดน้ำตาคลอรื้นขึ้นเมื่อพบว่ามันคือสร้อยของเขา…
“คุนิฮิโระ...ข้าอยากให้เจ้ารับมันไว้อีกครั้ง” โอคุริคาระเอ่ย เกลี่ยน้ำตาที่รินไหลแล้วกุมแก้มนวลไว้ขณะโน้มหน้าผากลงชิดนางอีกครั้ง “หัวใจของข้า...ขอฝากไว้ที่เจ้าด้วย”
กิริคุนิเม้มปากแน่นกลั้นก้อนสะอื้นก่อนจะพยักหน้า มือที่กำสร้อยของเขาเอาไว้ผละไปสวมกอดร่างสูงแน่น ริมฝีปากประกบแนบชิดกันและกัน แลกเปลี่ยนความโหยหา ความรัก และความเร่าร้อนที่มีต่อกันอย่างลึกซึ้ง มือใหญ่ประคองบั้นเอวบอบบางให้เอนกายลง
ก่อนที่จะเริ่มบรรเลงบทรักที่เต็มปริ่มไปด้วยไฟปรารถนา เยียวยาฟื้นฟูหัวใจอ่อนแรงสองดวงที่กลับมาแนบชิดกันให้กลับมาเข้มแข็งดังเดิมอีกครา
-
“คาระจังอารมณ์ดีจังนะ”
โชคุไดคิริยิ้มบางเปรยกับสหายสนิทหลังเสร็จจากการประชุมขุนนางยามสายของวันต่อมา โอคุริคาระผู้มีสีหน้าเรียบเฉยเป็นเนืองนิตย์เหลือบดวงตาสีทองมอง หากเป็นคนอื่นคงจะเห็นว่าเขาไม่รู้สึกอะไรเหมือนเคย แต่เพราะเป็นคนที่คุ้นเคยกันมานานกระมังจึงมองออก
ใช่...เขามีความสุข มีความสุขที่ได้นอนกอดคุนิฮิโระของเขาตลอดคืนจนผละจากกันมาเมื่อเช้ามืด มีความสุขที่ได้สัมผัสลูกในท้องของนางเป็นคราแรก มีความสุขที่นางยอมกลับมาคืนดีกับเขา
“คาระจัง แผลที่มือนั่นโดนอะไรมาหรือ?” คล้ายเพิ่งสังเกต โชคุไดคิริจึงเอ่ยทักขึ้น โอคุริคาระหลุบลงมองมือที่ถูกพันผ้าพันแผลไว้อย่างเรียบร้อยด้วยฝีมือกิริคุนิ มือที่เขาใช้รับมีดนาง
“เรื่องของข้า…” ตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจจะอธิบายให้ถูกซักมากความก่อนจะสาวเท้าเดินจากมา ทิ้งให้สหายร้องเสียงหลงรีบวิ่งตาม
“คาระจังคิดว่าจะไปขอโทษพี่น้องคุนิฮิโระและสู่ขอกิริคุนิเมื่อไหร่หรือ? แต่ภรรยาของคาระจังเพิ่งเสียไป พูดแบบนี้คงไม่ดี” พอเขาถามไปเช่นนั้น ก็เห็นโอคุริคาระชะงักเท้า ขมวดคิ้วคล้ายกำลังครุ่นคิดอยู่จึงรีบเสริม “ข้าไปพบท่านยามาบุชิมา เจ้าตัวว่าหากเจ้าพูดคุย เขาก็มีเหตุผลพอจะรับฟัง”
“ไม่รู้...อาจจะพรุ่งนี้”
“จริงหรือ!” เพราะไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะตอบรับ โชคุไดคิริจึงเผลอตัวหลุดปากไป เรียกให้สายตาหน่ายระอาของโอคุริคาระต้องเบือนมามอง เจ้าตัวจึงเพียงได้แต่ยิ้มแหย ๆ “โชคดีนะคาระจัง...หากพูดคุยกันดี ๆ ไม่ทำอะไรบุ่มบ่าม พี่ ๆ ของนางจะต้องเข้าใจแน่”
-
วันนี้ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระเปลี่ยนไป โฮริคาวะสัมผัสได้ แม้ว่าพอออกปากกับพี่ชาย เขาจะหัวเราะตอบกลับมาว่า ‘น้องมีความสุขก็ดีแล้วมิใช่หรือ!’ นางก็ยังคงรู้สึกราวกับมีบางสิ่งติดค้างอยู่ในห้วงลึกของความคิด น้องมีความสุข มีหรือนางจะไม่ดีใจ แต่ความสุขนี้มิแปลกไปหน่อยหรือไร
“เหมือนกับมีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นแหละ” หญิงสาวพึมพำขณะช่วยพี่ชายตรวจสอบบัญชีและหนังสือของร้าน ดวงตากลมโตทอดมองน้องสาวคนเล็กกำลังถักผ้าสำหรับลูกน้อยที่จะลืมตาดูโลกอยู่อีกห้องหนึ่ง นางยิ้มมากขึ้น แววตามีความสุขขึ้น น้ำเสียงสดใสขึ้นอย่างน่าประหลาด
“อะไรที่ว่านั่นมันอะไรรึ?” ยามาบุชิเลิกคิ้วถาม โฮริคาวะส่ายหน้าไปมาเป็นเชิงตอบว่านางก็ไม่รู้เช่นกัน “สีหน้านางดูดีขึ้นตั้งแต่เมื่อวาน แต่วันนี้ร่าเริงขึ้นมากทีเดียวล่ะ เป็นเรื่องที่ดีไปเลยนี่”
“ไม่รู้สิพี่...ข้าว่ามันแปลก น้องซึมเซามาเป็นหลายเดือนเพราะผู้ชายคนนั้น แล้วจู่ ๆ กลับมาร่าเริงงั้นหรือ” มือเรียวพลิกหน้ากระดาษไปพลาง หัวก็ครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้นไปพลาง นางถามเอากับน้องแล้ว แต่กิริคุนิก็ไม่ได้ตอบอะไรนอกจากเพียงว่านางรู้สึกปลอดโปร่งขึ้น ซึ่งนั่นไม่ช่วยอะไรเลย “คืนนี้ข้าตั้งใจจะค้างที่บ้านเรา บอกทางบ้านสามีไว้แล้ว”
“โอ้ จริงรึ! เอาสิ ข้าจะได้ให้คนเตรียมสำรับมื้อเย็นไว้เผื่อ” พี่ชายคนโตหัวเราะร่า เอื้อมมือมาขยี้ผมนางด้วยความเอ็นดูรักใคร่ โฮริคาวะยิ้มบาง ยกมือขึ้นสัมผัสหน้าท้องตน
“ข้าชอบบรรยากาศครอบครัวเรา...เป็นไปได้ก็อยากจะอยู่ด้วยกันเช่นนี้ตลอดไป” หญิงสาวเอ่ย เอนศีรษะไปซบไหล่กว้างของพี่ชายที่ลูบหัวนางอย่างอ่อนโยน
“ข้าก็เช่นกัน...แต่เวลาผ่าน เราต่างคนก็ต่างต้องมีครอบครัวของตนเอง ดูเจ้าสิ...ตอนนี้เจ้าก็มีครอบครัวของเจ้าแล้ว” ว่าพลางมือใหญ่ก็เลื่อนลงมากุมแนบมือนางที่วางทาบอยู่บนหน้าท้อง เรียกเสียงหัวเราะจากน้องสาวได้เป็นอย่างดี “สักวันน้องก็คงจะมีครอบครัวของน้องด้วยเหมือนกัน”
โฮริคาวะเงียบไปชั่วอึดใจก่อนจะเอ่ยหยอกราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น นิ้วเรียวจิ้มตรงข้างแก้มสากเบา ๆ “แล้วพี่เล่า...เมื่อไหร่จะมีภรรยาเป็นตัวเป็นตนเสียที”
“คั่กคั่กคั่กข่า! มีน้องสาวแสนสวยสองคนต้องดูแล ข้าไม่รีบแต่งงานหรอกน่า ใช่ไหม ยามัมบะกิริ!” หันไปถามความเห็นจากน้องสาวคนเล็กที่เพิ่งเข้ามาในห้อง ซึ่งนางก็เลิกคิ้วด้วยความงุนงง “คืนนี้โฮริคาวะจะค้างที่บ้านนะน้อง”
“จริงหรือ?” เด็กสาวดวงตาเป็นประกายขึ้นเล็กน้อย เพราะคิดถึงพี่คนรองไม่ต่าง โฮริคาวะเห็นเช่นนั้นก็คลี่ยิ้มบางและพยักหน้ารับ มือเรียวเอื้อมไปจับมือน้องน้อย ดึงลงมานั่งข้าง ๆ อย่างระมัดระวังแล้วโอบกอดนางไว้
สามพี่น้องคุยเล่นกันอยู่พักใหญ่ ทานมื้อเย็นร่วมกันเช่นที่ไม่ได้ทำมาหลายวัน โฮริคาวะชวนน้องสาวไปอาบน้ำด้วยกันก่อนจะกลับมานั่งพักผ่อนที่ห้องนอนของยามัมบะกิริ คุนิฮิโระ
“พี่ดีใจที่น้องกลับมามีความสุขได้เช่นเดิม” โฮริคาวะเอ่ยขณะแปรงผมให้กิริคุนิ เด็กสาวก้มหน้าลงเล็กน้อยด้วยท่าทีเขินอายอย่างน่าเอ็นดู ทำให้พี่สาวเผลอยิ้มออกมา นางเอื้อมไปวางแปรงลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง จัดเส้นผมสีทองยาวสลวยให้เข้าที่ “เรียบร้อยแล้วจ้ะ”
“ขอบคุณนะพี่” ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระเอ่ย ก้มศีรษะให้พี่สาวลูบหัวแล้วจึงคลานไปดับตะเกียง ระหว่างคอยนั้นเอง โฮริคาวะก็พลันสังเกตบางสิ่งผิดแปลกที่ไม่ควรมาอยู่ในห้องนี้ จนนางอดไม่ไหวต้องเอื้อมไปเก็บมันขึ้นมาพิจารณาอย่างครุ่นคิด “พี่จะไปเข้านอนเลยไหม?”
“อื้ม จ้ะ” เสียงของน้องสาวทำให้นางชะงักเล็กน้อย มือเล็กกำของสิ่งนั้นไว้แน่น ยิ้มตอบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “น้องจะนอนเลยใช่ไหม? พักผ่อนซะนะ ราตรีสวัสดิ์จ้ะ”
“เจอกันวันพรุ่งนี้” กิริคุนิผงกหัว มองไล่หลังนางที่ลุกขึ้นเดินออกมาจากห้อง จนกระทั่งเลื่อนประตูปิด โฮริคาวะจึงมีโอกาสได้เพ่งพินิจของในมืออีกครั้ง
...เส้นผมสีน้ำตาล
ทั้งสีและความยาวไม่ใช่ผมนางหรือพี่ชาย และยิ่งไม่มีทางจะเป็นผมของกิริคุนิได้ แปลว่ามีใครอื่นลอบเข้าห้องน้องสาวนางกระนั้นหรือ...แล้วคนผู้นั้นเป็นใครกัน
หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่น เก็บกลั้นความรู้สึกที่อยากจะเปิดประตูเข้าไปถามน้องสาวให้รู้แล้วรู้รอด รีบหมุนตัวเดินตรงไปบอกเรื่องนี้ให้พี่ชายทราบเสียก่อน ซึ่งทันทีที่รู้เรื่อง แม้แต่ยามาบุชิยังแทบจะสูญเสียความเยือกเย็น…
-
เวลาผ่านเลยเข้าล่วงดึก สองพี่น้องจึงตัดสินใจเดินตรงมายังห้องนอนของน้องสาว ยิ่งเดินเข้าใกล้ โฮริคาวะยิ่งใจหายวาบเมื่อได้ยินเสียงแผ่วเบาแปลกประหลาดลอดออกมาจากหลังประตูจนเผลอกำชายแขนเสื้อยามาบุชิแน่น มือใหญ่ของพี่ชายกุมมือนางปลอบโยนให้สบายใจ ก่อนจะเลื่อนเปิดประตูอย่างช้า ๆ
ภาพตรงหน้าซึ่งทำให้คนเป็นพี่ถึงกับรู้สึกชาวาบไปทั้งสรรพางค์ คือภาพน้องสาวถูกกกกอดอยู่ใต้ร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่ง ทั้งสองอาภรณ์หลุดรุ่ย ตกตะลึงรีบผละริมฝีปากจากการแลกรสจูบทันทีที่ถูกพบ
เป็นอีกครั้ง...ที่ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระทำหัวใจโฮริคาวะแทบแหลกสลาย
-
“พี่ผิดหวังในตัวเจ้าจริง ๆ…”
โฮริคาวะไม่เคยนึกฝันว่าจะได้เอ่ยคำนี้กับน้องสาว ดวงตาของนางสะท้อนภาพยามัมบะกิริ คุนิฮิโระซุกกายหลบอยู่ข้างโอคุริคาระ ชายที่นางชิงชังยิ่งกว่าอะไรทั้งมวล มือเล็กกำแน่นจนรู้สึกถึงความเจ็บจากเล็บที่ฝังลงในเนื้อ หัวใจนางก็ร้าวรวดไม่ต่างกัน
“ข้าขอโทษ...พี่” เด็กสาวเอ่ยเสียงแผ่ว กอดแขนชายหนุ่มที่โอบนางไว้แน่น “ข้ารู้มันไม่ถูก แต่ข้ารักเขา...รักเขาจริง ๆ และเราปรับความเข้าใจกันแล้ว”
“นั่นไม่ใช่เหตุผลที่น้องยอมให้เขาเข้ามาทำอะไรตามใจในห้องน้องได้นะ” เสียงที่เคยอ่อนโยนกับนางอยู่เสมอยามนี้กลับเจือด้วยความเจ็บปวดและสั่นเครือ โฮริคาวะเม้มปากแน่น พยายามฝืนเอ่ยออกมาขณะหันไปมองชายหนุ่ม “ท่านเองก็เหมือนกัน ท่านแม่ทัพ...ไม่คิดว่าเสื่อมเสียเกียรติหรือที่ลอบเข้าห้องอิสตรียามค่ำคืนเช่นนี้”
“...เกียรติอะไรนั่นไม่มีความหมายสำหรับข้า” โอคุริคาระสูดหายใจลึกก่อนจะเอ่ยออกมา มือสีคล้ำแดดเคลื่อนมาบีบมือของกิริคุนิแน่น เงยหน้าขึ้นสบตาพี่ ๆ ของนางโดยตรงราวจะย้ำความคิดของตน “สำหรับข้า...มีเพียงคุนิฮิโระกับลูกเท่านั้นที่สำคัญ ข้ายอมทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้พวกนางคืนมา”
ยามาบุชิขมวดคิ้วเล็กน้อยโดยไม่ได้พูดอะไรเมื่อได้ยินเช่นนั้น ในขณะที่โฮริคาวะยิ่งสับสนเสียจนคิดอะไรไม่ออก นางมองหน้าน้องสาวสลับกับชายคนรักของน้องไปมา กอดอกกายสั่นเทา
“ท่านทำกับนางถึงขนาดนั้นยังปรารถนาจะได้นางคืนอีกหรือ...ท่านลวงให้นางหลงรัก ทอดทิ้งนางอย่างไม่ไยดี จนนางถึงกับกรีดข้อมือจะฆ่าตัวตาย! ท่านยังต้องการอะไรจากนางอีก!”
เสียงตวาดของบุตรีคนรองตระกูลคุนิฮิโระทำให้โอคุริคาระชะงัก หันกลับไปมองสาวคนรักด้วยแววตาสับสน ก่อนจะจับข้อมือนางทั้งสองข้างมาดูให้ถนัด เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคุนิฮิโระกรีดข้อมือ และไม่เคยสังเกตเห็นด้วยเพราะพบนางเพียงในห้องแสงสลัว แต่รอยแผลเป็นเล็ก ๆ ที่ตราประทับอยู่บนผิวบางก็บอกความให้เขารู้ว่ามันคือเรื่องจริง
“คุนิฮิโระ...นี่เจ้า...”
ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระรีบชักมือกลับไปกอดไว้ ก้มหน้าลงจนเส้นผมสีทองปรกลงปิดใบหน้างดงามขณะพึมพำแผ่วเบา “ข้าในตอนนั้น...ไม่อาจจะทนมีชีวิตอยู่ได้ด้วยหัวใจที่บอบช้ำเมื่อเสียเจ้าไป”
ได้ยินเช่นนั้น ชายหนุ่มก็รู้สึกราวกับมีก้อนประหลาดจุกในลำคอ อัดแน่นจนเขาไม่อาจแม้แต่จะเปล่งคำ ได้แต่เพียงเบือนหน้าหลบไปอีกทาง...เป็นความผิดของเขา ที่นางต้องเจ็บปวดถึงขนาดนี้
“ท่านแม่ทัพ…” โฮริคาวะย่อกายนั่งลงตรงหน้าทั้งคู่ ผ่อนลมหายใจช้า ๆ ยามเอ่ย “ได้โปรด...อย่ามาข้องเกี่ยวกับยามัมบะกิริอีกเลย ลูกของนางที่เกิดมา พวกข้าจะช่วยดูแลเลี้ยงดูให้เอง ท่านไม่ต้องกังวลไป”
โอคุริคาระกำมือแน่น เงยหน้าจ้องตาหญิงสาวตอบ แล้วจึงหลุบมองคุนิฮิโระของเขาที่มองมาอย่างเว้าวอนไม่ต่างกัน ทำให้เขารู้ได้ว่านางอยากให้เขาทำสิ่งใด
“ข้าขอโทษกับสิ่งที่เคยทำให้นางต้องเสียใจ แต่ข้าคงต้องขอปฏิเสธสิ่งที่เจ้าพูด” เสียงทุ้มออกวาจาหนักแน่น “ข้าต้องการคุนิฮิโระมาเป็นภรรยาของข้าอย่างถูกต้อง และไม่สนใจคำครหาใด ๆ จากผู้คน หากนางปรารถนาเช่นเดียวกันกับข้าแล้วล่ะก็…”
“การแต่งงานกับยามัมบะกิริก่อนหน้านี้มิใช่เจตจำนงของข้า แต่เป็นของพ่อข้าที่ต้องการปูฐานอำนาจให้สูงขึ้นด้วยการเกี่ยวดองกับตระกูลขุนนางใหญ่ ใจข้ามีเพียงแต่ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระผู้นี้เท่านั้น ข้ากล้าสาบานได้ว่า ข้าไม่เคยหลับนอนหรือมีความสัมพันธ์ใด ๆ กับภรรยาที่ล่วงลับไปแม้แต่น้อย”
โฮริคาวะกำลังจะอ้าปากตอบ ทว่ากลับถูกขัดเสียก่อนด้วยเสียงนุ่มลึกของยามาบุชิที่หันไปถามน้องสาว “น้องคิดเช่นไรหรือ? สิ่งที่น้องปรารถนาคืออะไร บอกพี่มาตามตรงเถอะ”
“ข้า…” เด็กสาวอึกอักเล็กน้อย แต่ยามเหลียวสายตาไปมองคนที่นางยังรักอยู่หมดหัวใจ คำตอบก็ปรากฏขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ มือเรียวบีบประสานมือของโอคุริคาระไว้แน่น “ข้ารักเขา...พี่ ข้าไม่กลัวเกรงคำว่าร้ายใด ข้าปรารถนาให้ลูกได้พบกับพ่อของเขา...ได้มีครอบครัวที่สมบูรณ์อยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้า”
“พี่ดีใจที่น้องพูดออกมา” พี่ชายคนโตคลี่ยิ้มบางเมื่อได้ยินเช่นนั้น มือใหญ่โอบไหล่น้องสาวคนรองที่กำลังน้ำตาคลอหลั่งไว้อย่างแผ่วเบา “ดูสิ...น้องสาวเจ้าโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ดูสิว่าความปรารถนาของนางคืออะไร เจ้าจะใจร้ายได้ลงคอหรือ โฮริคาวะ?”
หญิงสาวก้มหน้านิ่ง ปาดเช็ดน้ำตาที่รินลงอาบสองแก้มด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย เสียใจที่ไม่อาจเกลี้ยกล่อมน้องได้หรือก็ใช่ แต่อีกใจก็ลอบยินดีที่น้องมีความคิดเป็นของตัวเอง กล้าที่จะพูดออกมาตรง ๆ...เหมือนเป็นคราแรกที่นางได้ฟังเสียงจากหัวใจของยามัมบะกิริ คุนิฮิโระ
“...เข้าใจแล้ว” หลังจากเงียบไปชั่วอึดใจ ในที่สุดโฮริคาวะก็เปิดปากพูด “แต่ว่า...ภรรยาของท่านแม่ทัพเพิ่งเสียไป จะอย่างไรก็ช่วยคอยอีกหน่อย ถึงจะบอกว่าไม่เกรงคำครหา แต่ข้าก็ไม่ต้องการให้น้องถูกว่าร้ายมากไปกว่าที่นางเคยได้รับแล้ว”
“เรื่องนี้ข้าเห็นด้วย...พวกน้องว่าอย่างไร” ยามาบุชิที่ครุ่นคิดตามพยักหน้า กิริคุนิกับโอคุริคาระหันไปมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่งก็ยอมคล้อยตาม
“แล้วเรื่องคนที่จะสู่ขอนาง…”
“อย่าได้ห่วงไปเลยท่านแม่ทัพ จะอย่างไรพวกข้าก็ไม่มีทางยกน้องสาวเพียงคนเดียวให้คนฉวยผลประโยชน์พวกนั้นหรอก” พี่ชายคนโตแห่งตระกูลคุนิฮิโระหัวเราะร่า โดยมีโฮริคาวะพยักหน้าเป็นแรงหนุน
“รอสักเดือนสองเดือน ให้เสร็จจากการไว้ทุกข์ภรรยาท่านก่อน แล้วค่อยย้ายน้องเข้าบ้าน...ระหว่างนี้ก็ติดต่อกันผ่านทางจดหมายแล้วกัน มาพบกันบ่อยนักคงไม่ดี และได้โปรด อย่าคิดมาลอบเข้าห้องน้องสาวข้าเช่นนี้อีก ถือว่าข้าขอร้อง” หญิงสาวเอ่ย เอื้อมมือไปกุมมือน้องสาวบีบเบา ๆ “ให้ความร่วมมือกับพี่ได้ไหม? เพื่อตัวน้องเอง พี่สัญญาว่าน้องจะได้อยู่กับคนที่น้องรักอย่างแน่นอนจ้ะ”
“อื้อ…” ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระยิ้มบาง วางมือตนซ้อนเหนือมือพี่สาวแล้วกระชับไว้น้อย ๆ ก่อนจะหันไปมองชายหนุ่มผู้เป็นที่รัก “ครั้งนี้...เจ้าจะไม่ทอดทิ้งข้าแล้วใช่ไหม?”
โอคุริคาระไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่พยักหน้าด้วยท่าทีหนักแน่น
-
ห้วงเวลาเลยผ่าน จากนาทีเป็นชั่วโมง จากชั่วโมงเป็นวัน วันรวมหลายวันเข้าเป็นเดือน จดหมายที่ส่งมาจากโอคุริคาระในช่วงที่ไม่ได้พานพบกันอัดแน่นอยู่เต็มลิ้นชักโต๊ะเขียนหนังสือของยามัมบะกิริ คุนิฮิโระ ทุกคราที่คลี่อ่าน นางอดคิดไปมิได้ว่านี่คือสิ่งที่เขาเขียนแน่หรือ แม่ทัพหนุ่มผู้แสนเย็นชาคนนั้นเขียนถ้อยคำอ่อนหวานถึงเพียงนี้ได้จริงหรือ
นางยอมเสียเวลาเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย หยิบจดหมายแต่ละฉบับออกมาเปิดดูอีกครั้งราวกับจะย้อนหวนความทรงจำแล้วจึงเก็บมันใส่ลงในกล่องไม้ที่พี่ชายมอบให้เป็นของขวัญ
“เก็บของเรียบร้อยหรือยังน่ะน้อง? ท่านแม่ทัพมาคอยแล้วนะ” พี่สาวชะโงกหน้าเข้ามาในห้อง กิริคุนิพยักหน้าขณะทอดมองห้องนอนที่โล่งลงไปเล็กน้อยอย่างใจหาย
นับจากวันนี้...นางจะย้ายเข้าไปอยู่ในตระกูลของโอคุริคาระ ในฐานะภรรยาคนใหม่ของแม่ทัพฝ่ายซ้ายแห่งคุนิโยชิ โดยไม่มีงานวิวาห์ใหญ่โตสมดังความตั้งใจของคนทั้งสองเอง มีเพียงแค่จะแวะไปศาลเจ้าเพื่อทำพิธีเล็ก ๆ ก่อนจะไปที่บ้านตระกูลของเขา
โอคุริคาระกับยามัมบะกิริ คุนิฮิโระใช้เวลาอยู่พอสมควรในการพิสูจน์ความรักที่มีให้พี่ ๆ ของนางและบิดาของเขาเห็น ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็ยินยอมพร้อมใจ ตกลงให้คู่รักได้อยู่ร่วมกันในที่สุด
“ใจหายหรือ?” โฮริคาวะยิ้มอ่อนใจ เดินเข้ามานั่งข้างกายน้องสาวที่พยักหน้าตอบ “พี่เคยบอกแล้วมิใช่หรือ ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม้มีใครทำน้องเสียใจ จงกลับมาที่นี่ พวกพี่จะคอยต้อนรับน้องอยู่ที่บ้านหลังนี้เสมอ”
กิริคุนิเงยหน้ามองพี่สาว ดวงตาสีน้ำทะเลคู่งดงามคลอด้วยหยาดน้ำตา วงแขนเรียวสอดเข้าโอบกอดโฮริคาวะไว้แน่น โดยมีมือของนางคอยลูบเส้นผมสีทองปลอบประโลม
“ฟังพี่นะ...เมื่อเจ้าเป็นภรรยาของท่านแม่ทัพแล้ว จงปฏิบัติตามบทบาทของตนให้สมบูรณ์ไร้ที่ติ เป็นภรรยาที่ดีของสามี เป็นแม่ที่ดีของลูก และอย่าลืมดูแลตัวเองเสมอ เพราะหากเจ้าป่วยไข้ไป ใครเล่าจะมาทำหน้าที่แทนที่เจ้าได้” โฮริคาวะประคองสองแก้มน้องสาวให้เงยขึ้น เกลี่ยหยาดน้ำตาที่เอ่อริน เด็กสาวหลับตาพริ้ม สัมผัสได้ว่าเสียงของพี่สาวผู้กำลังแย้มยิ้มเครือสั่น “พี่จะรอวันที่ลูก ๆ ของเราได้เล่นด้วยกันนะ”
ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระยิ้มรับคำนั้นก่อนจะปิดฝากล่องจดหมายหยิบมากอดไว้ ค่อย ๆ ลุกขึ้นตามแรงประคองของพี่สาว จับมือกันเดินออกจากห้องตรงไปยังส่วนรับรองแขกที่ว่าที่สามีของนางมาคอยอยู่
โอคุริคาระลุกยืนขึ้น โค้งศีรษะให้พี่ชายพี่สาวของนาง และยื่นมือมารับมือนางที่ยื่นไปวางทาบประสานไว้แนบสนิท หลังจากบอกลากับพวกพี่ ๆ อีกครั้ง เขาก็ประคองนางที่ครรภ์ย่างเข้าช่วงใกล้คลอดไปยังเกี้ยวที่จะพาไปยังศาลเจ้า
ไม่มีชุดวิวาห์ ไม่มีแขกเหรื่อ ไม่มีพิธีรีตองใด...มีเพียงคำสาบานสั้น ๆ ที่มีต่อกันว่าจะรักและซื่อสัตย์ ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดเพื่ออีกคนไปตราบจนตลอดชีวิต และมีเพียงเสียงระฆังที่กังวานก้องดังคำอวยพรจากเทพเจ้า
“โอคุริคาระ…” ยามัมบะกิริ คุนิฮิโระเอ่ยเรียกสามีเสียงแผ่วเบาขณะกำลังเดินทางไปยังบ้านตระกูลของเขา โอคุริคาระขานรับพร้อมกับก้มลงมองนางที่คลี่ยิ้มออกมา
“หัวใจของข้า...ขอฝากไว้ที่เจ้าด้วย”
พอเอ่ยออกไปเช่นนั้น เขาก็แย้มยิ้มตอบอย่างอ่อนโยน มือใหญ่เคลื่อนไล้ไปตามเส้นผมสีทองยาวสลวยที่เคลียอยู่ข้างนวลแก้มและไหล่บาง ก่อนจะกดจุมพิตลงแผ่วเบาแทนความคิดคำนึงและความรู้สึกทั้งหมดมวล
“ข้าขอรับฝากไว้ชั่วชีวิต...ภรรยาที่รัก”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น