บทที่ ๑
『鶴姉と狐妹』
พี่สาวกระเรียนและน้องสาวจิ้งจอก
“นาคิกิทสึเนะ เจ้าแต่งตัวเสร็จหรือยัง?”
เสียงหวานใสดังขึ้นพร้อม ๆ กับร่างในอาภรณ์สีขาวสะอาดตาที่ชะโงกเข้ามาตรงประตูห้อง นาคิกิทสึเนะที่กำลังแปรงผมหันกลับไปหาเจ้าของเสียงก่อนจะพยักหน้า ทว่าคนที่เข้ามาทักทายกลับส่ายหน้าน้อย ๆ แล้วก้าวเข้ามาหา มือเรียวแย่งเอาแปรงไปแปรงผมให้แทนอย่างถือวิสาสะ
“กังวลรึ?” หญิงสาวอายุมากกว่าเอ่ยถาม นาคิกิทสึเนะหลุบตาลงพลางส่ายหน้านิด ๆ หากแต่มีหรือที่คนอยู่เล่นด้วยกันมานานจะดูไม่ออก มือขาวลูบลงบนเรือนผมสีเงินนุ่มสลวยอย่างแผ่วเบา
“ข้าเข้าใจนะที่เจ้าไม่อยากแต่งงาน...ทั้งชีวิตเจ้าไม่เคยมีอิสระ และหากแต่งงาน คงยิ่งไม่อาจหาอิสระได้อีกเลย” คนถูกรู้ใจสะอึกไปนิด ๆ ก่อนที่คนด้านหลังจะวางแปรงแล้วโถมน้ำหนักลงโอบกอดร่างเล็กบางกว่าเอาไว้
“ข้าต้องทำ...เพื่อท่านพ่อ”
“แม้เจ้าจะมิได้รักอิจิโกะ ฮิโตฟุริเลยกระนั้นหรือ?” สึรุมารุเอ่ยถาม ดวงตาสีอำพันหลุบมองสาวน้อยอ่อนวัยที่มีท่าทีอึกอักไป...ใช่ นางรู้ดีว่านาคิมิเคยมีใจให้คู่หมั้นหนุ่มจากแดนไกล จิตใจของเด็กน้อยคำนึงหาเพียงอิสระเสรีที่มิอาจคว้ามา
โหยหาในสิ่งที่มิอาจเอื้อมถึง...ก็เหมือนเช่นที่นางหลงรักจันทร์เสี้ยวที่ไม่ว่าจะยื่นมือไปเท่าไรก็โอบกอดไว้เป็นของตนไม่ได้
“เราต่างทุกข์ทนไม่แพ้กัน...นาคิเอ๋ย” ริมฝีปากบางจูบประทับลงบนเรือนผมของสาวน้อยผู้เป็นดั่งน้องสาวอย่างปลอบโยน นาคิกิทสึเนะเอียงคอพิงแนบแก้มกับแขนเรียวที่โอบกอด
“แล้วเจ้าล่ะ…?”
“ขอเพียงไม่ถูกแย่งชิงไปมาเหมือนเช่นที่แล้ว ๆ มา ข้าก็ยินดียิ่งแล้ว…” สาวงามแย้มยิ้มบาง “บิดาเจ้าดีต่อข้ามากนาคิ มิเคยล่วงเกิน มิเคยทำสิ่งใดเกินเลย ปฏิบัติกับข้าเช่นบุตรีแท้ ๆ...เช่นกับเจ้า”
นางเคยหวาดหวั่น เมื่อครั้งถูกมอบให้แก่บิดาของนาคิกิทสึเนะ ยิ่งยามเมื่อรู้ว่าเขามีลูกสาวอายุห่างตนเพียงไม่ถึงรอบ จิตใจของสึรุมารุยิ่งร้าวรวด หากเขาปฏิบัติกับนางเหมือนเจ้านายคนก่อน ๆ เด็กน้อยไร้แม่ผู้น่าสงสารจักทำเช่นไร
ทว่า...โชคดีที่สุดของนาง เมื่อเขาเพียงแค่แย้มยิ้ม รับนางเอาไว้เป็นธิดาบุญธรรม เป็นเพื่อนเล่นคอยดูแลนาคิกิทสึเนะ และนั่นทำให้ชีวิตที่มืดหม่นมาตลอดของสึรุมารุเริ่มมีแสงสว่างขึ้นมาอีกครา
แม้ยามนี้มันจะริบหรี่ลงบ้างก็ตามที
“เจ้ากำลังกลัว…” เสียงของนาคิกิทสึเนะปลุกสึรุมารุจากห้วงภวังค์ หากสึรุมารุรู้จักนางดีนัก ท่านหญิงน้อยเองก็รับรู้ความคิดอ่านของอีกฝ่ายได้มิต่างกัน มือเล็กเอื้อมมาแตะแก้มขาวนวล ขณะดวงตาสีทองมองสบกับดวงตาคนตรงหน้า “ชายที่เจ้าต้องไปเป็นบาทบริจาริกา...เจ้าไม่รู้จักเขาเลย เจ้าไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไรกับเจ้า”
สึรุมารุหลับตายิ้มฝืดเฝื่อน ยกมือกุมมือนาคิกิทสึเนะไว้ “ชีวิตข้าผ่านอะไร ๆ มาเยอะนัก...เรื่องนี้นอกจากทำให้ข้าตกใจแล้ว มันมิทำให้ข้ากลัวหรอก”
นาคิกิทสึเนะมองอย่างนึกห่วงก่อนจะโอบกอดร่างขาวสะอาดตรงหน้าไว้ นอกจากท่านพ่อ นางมิเคยใส่ใจคนผู้ใด ยกเว้นก็เพียงพี่สาวคนนี้เท่านั้นที่แสนห่วงหา
นางยังเยาว์นักเมื่อตอนที่สึรุมารุถูกมอบให้แก่บิดา จึงไม่รู้ว่าอีกคนผ่านชีวิตหนักหนาสากรรจ์เช่นไรมา บิดาบอกให้รู้เพียงว่าสึรุมารุลำบากมามาก อยากให้นางเป็นเพื่อนเล่นกันให้ดี ๆ เพราะแม้จะอายุมากกว่านาคิกิทสึเนะหลายปี แต่เจ้าตัวก็ยังติดนิสัยขี้เล่นเหมือนเช่นเด็ก ๆ ทำให้ปราสาทที่หม่นหมองนับตั้งแต่ท่านแม่จากไปกลับมีสีสันขึ้นมา
ด้วยอารมณ์ขันของสึรุมารุ นาคิกิทสึเนะผู้แสนขี้อายได้เริ่มมีปฏิสัมพันธ์ พูดคุยกับคนอื่นได้บ้างเล็กน้อย ส่วนท่านพ่อที่มีสีหน้าไม่สดใสอยู่เสมอก็กลับมายิ้มและหัวเราะได้อย่างเก่า
เด็กสาวอดที่จะคิดมิได้ว่า นับจากวันนี้ที่ทั้งตนและสึรุมารุต้องจากบ้าน ไปสู่สถานที่แสนไกลเพื่อร่วมชีวิตกับชายคนใหม่...ท่านพ่อที่ต้องถูกทิ้งไว้เพียงลำพังจะมีชีวิตอยู่อย่างไร
“ข้า...เป็นห่วงท่านพ่อ”
สึรุมารุก้มลงมองร่างเล็ก มือขาวนวลโอบกอดนาคิกิทสึเนะที่มีสีหน้าเศร้าสลดมาแนบอกพลางลูบหัวปลอบเบา ๆ
การแต่งงานของนาคิกิทสึเนะนั้นหาใช่การแต่งงานธรรมดา เช่นเดียวกันกับการไปเป็นบาทบริจาริกาให้ชายคนหนึ่งของนาง...ระยะนี้ใต้หล้าเริ่มสั่นคลอนด้วยการขยายเขตแดนโดยกองทัพอันเกรียงไกรของสองแคว้นใหญ่ที่เป็นพันธมิตรกัน แคว้นขนาดกลางเลือกที่จะเสี่ยงทำสงคราม และพ่ายแพ้ไปตามครรลอง ในขณะที่แคว้นเล็กจ้อยเช่นแคว้นคุนิโยชิของพวกนางไม่มีกำลังรบมากพอจะต่อกรได้ จึงต้องส่งบรรณาการอันประกอบด้วยส่วยทองจำนวนมาก อาวุธ กำลังพล และ...สาวงาม
อิจิโกะ ฮิโตฟุริ...องค์ชายนักรบจากตระกูลอาวาตะงุจิถูกใจรับบุตรสาวแท้ ๆ อย่างนาคิกิทสึเนะไว้เป็นคู่หมั้นหมาย และแนะท่านพ่อว่าบรรณาการที่จะส่งมอบให้แก่แคว้นซังโจควรเลอค่ายิ่งกว่า เพราะหากถูกใจเจ้าผู้ครองแคว้น ก็จะได้บำเหน็จเป็นความปลอดภัย แต่หากไม่...ก็ไม่อาจประกันได้ว่าบ้านเมืองจะเป็นเช่นไร
ขบวนบรรณาการได้ถูกส่งไปเป็นเครื่องมัดจำก่อนแล้ว ดูเหมือนจะเป็นที่พึงใจในระดับหนึ่ง และวันนี้เป็นคราวของขบวนเจ้าสาวและสาวงามอันจะเป็นตัวตัดสินสุดท้ายว่าอยู่หรือไป
“นี่เป็นการตัดสินใจของพ่อเจ้า...เจ้าต้องเชื่อใจในการตัดสินใจของท่านสิ” สึรุมารุเอ่ยขณะมือลูบปลอบน้องสาวตัวน้อย
นางยังคงจำภาพของชายผู้เป็นเสมือนบิดามาก้มหัวขอร้องทั้งที่มิจำเป็นเลย เพื่อวอนให้นางไปเป็นบรรณาการให้แก่แคว้นซังโจ เพราะคงไม่มีสาวงามคนใดที่จะเหมาะสมมากไปกว่า สึรุมารุบีบมือสั่นเทา ความทรงจำครั้งอดีตพรายผุดอย่างมิอาจหักห้าม ส่วนลึกในจิตใจเต็มปริ่มไปด้วยความหวาดกลัว ทว่านางก็ไม่อาจออกปากปฏิเสธผู้มีพระคุณได้เลย
“เข้มแข็งเข้าไว้นะนาคิ...ข้ารู้ว่าเจ้าทำได้...ท่านพ่อของเจ้าเองก็เชื่อมั่นในตัวเจ้า และท่านไม่อยากให้เจ้าต้องมานึกห่วงหรอก” สึรุมารุเอ่ย กระชับอ้อมกอดให้แน่นอีกนิด นาคิกิทสึเนะเองก็กอดตอบนางแน่น ๆ เช่นกัน ริมฝีปากพร่ำกระซิบความในใจอย่างแผ่วเบา
“ข้ายังไม่อยากแต่งงาน…”
“ข้าก็เหมือนกัน…”
ทั้งห้องเงียบสนิทลง เหลือเพียงเสียงลมเอื่อยผิวที่พัดผ่านเข้ามาต้องกายสองร่างในอาภรณ์ขาวสะอาดที่กอดกันแนบแน่นไม่คลาย...
-
“เรียบร้อยกันหรือยังพวกเจ้า?”
สึรุมารุวางแปรงที่เพิ่งผละจากเส้นผมสีเงินยาวถึงกลางหลังของนาคิกิทสึเนะลงพลางหันไปหาชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่หน้าประตูห้อง เขาให้นางมาตามนาคิกิทสึเนะพักหนึ่งแล้ว แต่คงเพราะหายตัวไปด้วยกันทั้งคู่จึงเป็นห่วงจนต้องตามมาดูเองเป็นแน่
“เสร็จแล้วนายท่าน ดูสิ...ธิดาท่านงดงามใช่ไหมล่ะ?” ร่างโปร่งหัวเราะคิก จับตัวนาคิกิทสึเนะในชุดเจ้าสาวสีขาวสะอาดให้ผู้เป็นบิดาได้เห็น เด็กสาวใบหน้าแดงเรื่อด้วยความเขินอาย หากแต่ก็ถูกปกปิดเอาไว้หมดสิ้นด้วยหน้ากากสีดำ
“เจ้างดงามมาก...นาคิ” คนเป็นพ่ออดที่จะรู้สึกใจหายมิได้ยามมองบุตรสาวที่กำลังจะออกเรือนในยามบ่ายวันนี้ โดยที่เขาไม่ได้ไปร่วมพิธีเนื่องด้วยอาการป่วยที่ทำให้เดินทางไม่ไหว ชายวัยกลางคนก้าวเข้ามา สวมกอดบุตรสาวของตนไว้แน่น นาคิกิทสึเนะเองก็กอดตอบเอาไว้ ขณะที่สึรุมารุเดินออกไปจากห้อง ให้เวลาทั้งสองได้ล่ำลากันอย่างเป็นส่วนตัว
“เจ้าต้องดูแลตัวเองดี ๆ นะลูกพ่อ...ตั้งใจปรนนิบัติสามี อยู่ในโอวาท เป็นภรรยาที่ดีจะได้ไม่ถูกครหา เข้าใจนะ” มือใหญ่กร้านหากแต่อบอุ่นเกลี่ยนวลแก้มของสาวน้อยที่พยักหน้าทั้งน้ำตาคลอเบ้าผ่านหน้ากากเบา ๆ นาคิกิทสึเนะยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาก่อนจะโผเข้ากอดบิดาตนไว้แน่น
“ท่านพ่อ...รักษาตัวด้วย ข้าจะกลับมาเยี่ยมเมื่อมาได้”
ชายวัยกลางคนหัวเราะเบา ๆ แล้วกระชับอ้อมกอด แม้จะยังคงเจ็บปวดอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ...ผู้หญิงคนแรกที่เขารัก ชิงตายจากไปด้วยโรคร้ายเมื่อลูกสาวยังวัยเพียงไม่กี่ขวบปี และในครั้งนี้ ผู้หญิงคนที่สองที่เป็นแก้วตาดวงใจ ก็กำลังจะจากไปในสถานที่ที่เขาเอื้อมไปไม่ถึง
“พ่อจะรอเจ้าอยู่ที่นี่…”
-
“จะไปแล้วรึสึรุมารุ?”
เจ้าของนามหันไปมองคนทักพลางแย้มรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะพยักหน้า มือเรียวตบแผงคอม้าสีขาวคู่ใจที่เคยขี่เล่นไปมาอยู่หลายปีเบา ๆ “จากนี้ข้าคงไม่ได้เจอมันอีกนานเลย คงต้องฝากเจ้าดูแลแล้วล่ะ มิทสึทาดะ”
โชคุไดคิริ มิทสึทาดะที่ยืนกอดอกพิงวงกบประตูคอกม้าหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะเดินเข้ามาหา ดวงตาที่ไม่ถูกปิดด้วยผ้าปิดตาเงยมองม้าขาวตัวงาม
“ชิโรเทนโนไม่ยอมให้ใครขี่นอกจากเจ้า...แต่ยามเจ้าขึ้นขี่ทีไร ข้าก็อดคิดไม่ได้ว่ามันช่างเป็นภาพที่สวยงามเสียเหลือเกิน” มือใหญ่ลูบบนแผงคอสีขาวของม้าศึกสีสะอาด “เทพธิดาสีขาว...ขี่ควบไปบนอาชาขาวที่โลดแล่นผ่านทุ่งหญ้า ไม่ว่าอย่างไรก็ละสายตาไม่ได้”
“มิทสึทาดะ...รู้ใช่ไหมว่าถึงเจ้าพูดอะไรออกมาข้าก็ตอบรับความรู้สึกเจ้าไม่ได้แล้วน่ะ?” หญิงสาวอมยิ้มหยอกล้อ ร่างสูงหัวเราะพรืดก่อนจะยีผมสีขาวของนางเบา ๆ
“ข้าก็ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรให้เจ้าตอบรับเสียหน่อย!” โชคุไดคิริเอ่ย ก่อนจะวางมือทาบบนกลุ่มผมนุ่ม ริมฝีปากแย้มยิ้มบาง ๆ มองคนตรงหน้า “เจ้างดงามทุกเวลา สึรุมารุ...ยกเว้นเวลาเอาแต่เล่นสนุกกลั่นแกล้งพวกข้า”
“เจ้าจะชมหรือจะอะไรกับข้ากันแน่?” ร่างที่ราวกับหิมะขาวเอ่ยแล้วลูบสันจมูกของม้าคู่ใจ ดวงตาสีอำพันคู่งามหม่นลงนิด ๆ แม้รอยยิ้มจะยังคงประดับใบหน้า “ข้าอยู่ที่ไหนไม่เคยมีความสุข...เท่ากับอยู่ที่ปราสาทแห่งนี้”
โชคุไดคิริเลิกคิ้วน้อย ๆ หากแต่ก็ยังไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา
“ข้าผ่านอะไร ๆ มามากนัก...ชีวิตข้าเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย ทั้งน่าตกใจและแสนเจ็บปวด จนกระทั่งได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าและนายท่าน จนได้มาอยู่ที่นี่...ที่ข้าได้พบคนที่เป็นเหมือนบิดา เป็นเหมือนน้องสาว และคนที่เป็นเพื่อนกับข้าอย่างแท้จริง” สึรุมารุเงยหน้าขึ้นยิ้มหวานให้ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกาย “...ที่ที่ข้าไม่ต้องคอยหวาดกลัวว่าจะถูกฉกชิงไปอีกเมื่อไร”
แล้วครั้งนี้...ใช่การฉกชิงตามความเห็นของเจ้าหรือเปล่า? หากแต่การที่มีชายอื่นจะได้เป็นเจ้าของเจ้านั้น มิได้ต่างจากการฉกชิงเอาเจ้าไปจากพวกข้าเลย...ชายหนุ่มไม่อาจจะเอ่ยคำนั้นออกไปได้ ทำได้แค่เพียงดึงร่างบอบบางเข้ามากอดไว้แนบแน่น
“สึรุมารุ...ข้าน่ะ…”
“มิทสึทาดะ…” ยังไม่ทันจะได้เอ่ยสิ่งที่ครุ่นคิดมานานออกไป เสียงหวานของสึรุมารุก็เอ่ยแทรกขึ้นมาเสียก่อน ใบหน้างามที่ซุกอยู่ตรงอกเขาพอดีแย้มรอยยิ้ม เอ่ยกระซิบอย่างแผ่วเบา “...ดูแลนายท่านแทนข้าด้วย”
คำพูดทั้งหลายถูกกลืนหายไปในลำคอทันทีที่ได้ยิน มือแกร่งทำได้เพียงแค่กระชับอ้อมกอด...ตรึงสายสัมพันธ์ของมิตรภาพนี้ให้คงอยู่ไปชั่วนิรันดร์
-
เสียงใบไม้แห้งกรอบถูกเหยียบย่ำเป็นจังหวะตามก้าวเดินของคนเบื้องล่าง ร่างสูงใหญ่กำยำที่นั่งอยู่บนกิ่งไม้หนารวบผมสีขาวยาวของตนขึ้นให้ทะมัดทะแมง พลางมองเส้นทางโดยรอบให้แน่ใจว่าเป็นที่นี่ไม่ผิดแน่ ดวงตาสีแดงก่ำสบประสานกับเหล่าลูกสมุนที่เร้นกายอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้แล้วพยักหน้าส่งสัญญาณกันอย่างเงียบ ๆ
ชายหนุ่มกวาดมองจนเห็นว่าทุกอย่างเตรียมพร้อมเอาไว้หมดแล้ว ก่อนจะแสยะยิ้มบาง ๆ จนเห็นคมเขี้ยว อีกไม่นาน เวลาที่เขารอคอยจะมาถึง...และตอนนั้น จะไม่มีสิ่งใดหลุดรอดเอื้อมมือไปได้
“มาสิ...ข้ากำลังรอเจ้าอยู่”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น