หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2559

Fiction : จันทร์เสี้ยว・กระเรียนขาว・สองจิ้งจอก - บทที่ ๒ จิ้งจอกในพงไพร (MikaTsuru / KogiNaki)

บทที่ ๒
『森の中の狐』
จิ้งจอกในพงไพร

หลังจากล่ำลากันเรียบร้อย ขบวนเดินทางของสึรุมารุและนาคิกิทสึเนะก็เคลื่อนตัว เส้นทางช่วงแรกสู่แคว้นซังโจและอาวาตะงุจินั้นไปในทางเดียวกัน โดยจะไปแยกกันตรงทางแพร่งของป่าอินาริ พอช่วยเพิ่มระยะอุ่นใจให้บรรณาการสาวทั้งสองได้บ้าง การเดินทางใช้เวลาราวครึ่งค่อนวัน ไม่สู้จะยาวไกลนัก แต่ก็มากพอสำหรับความทรมานใจ

นาคิกิทสึเนะนั่งเหม่อลอยอยู่ในเกี้ยวหรูหรา หวนนึกถึงสึรุมารุที่อยู่ในเกี้ยวอีกหลัง นึกอยากจะสนทนาปราศรัยให้คลายกังวลก็ไม่สามารถทำได้ ตอนนี้คงได้เพียงแต่อดทน เมื่อไปถึงแคว้นอาวาตะงุจิ นางจะต้องเข้าพิธีวิวาห์ทันทีเพื่อมิให้เสียฤกษ์ยาม แน่นอนว่าเด็กสาวไม่พร้อมใจ จริงอยู่ว่านางรักท่านพ่อมากและตระหนักในหน้าที่สำคัญของตน ทว่าแม้จนบัดนี้ ส่วนลึกในใจก็ยังคงเฝ้าเพรียกหาอิสรภาพ…

อยากจะหนีไปเสียให้ไกล...แต่มิอาจทำได้ ด้วยเพราะประชาชนและบ้านเกิดอันเป็นที่รักยังเฝ้ารอคอยอย่างมีความหวังอยู่

ท่านหญิงน้อยทำได้เพียงถอนหายใจยาวแล้วเปิดหน้าต่างเกี้ยวทอดมองบรรยากาศภายนอก

ดูเหมือนว่าใกล้จะเข้าป่าอินาริแล้ว ได้ยินมาว่าจะมีการแวะพักที่ลำธารแถวชายป่าเพื่อให้น้ำม้าที่ขนสัมภาระและให้คนในขบวนได้ยืดเส้นยืดสายกันบ้าง ถึงตอนนั้นคงจะได้พบหน้าพูดคุยกับสึรุมารุเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อคิดแบบนั้น เด็กสาวก็อดนึกใจหายขึ้นมาไม่ได้

ตั้งแต่เมื่อใดกันนะ...ที่รู้สึกขาดพี่สาวต่างสายเลือดคนนั้นไม่ได้ขนาดนี้

ในที่สุดขบวนเดินทางก็หยุดลง บ่าวรับใช้กุลีกุจอมาประคองท่านหญิงน้อยลงจากเกี้ยว ช่วยประคองชายกิโมโนขาวไม่ให้ระพื้นสกปรกและพานางไปหาสึรุมารุที่นั่งคอยอยู่บนเสื่อริมน้ำแล้ว

“เหนื่อยไหมนาคิกิทสึเนะ?” คนอายุมากกว่าเอ่ยถามยิ้ม ๆ พลางส่งกระบอกน้ำให้เมื่อหันมาเห็น แม้สึรุมารุจะไม่ได้ใส่ชุดเจ้าสาว เพราะหน้าที่ของนางคือไปเป็นเพียงนางบำเรอ หาใช่คู่สมรส แต่เจ้าตัวก็ชอบใส่กิโมโนขาวเสียจนชินตาและทำให้ดูงดงามนักในสายตาของนาคิกิทสึเนะ

เด็กสาวไม่ตอบสิ่งใด หากแต่ถลากายเข้าไปกอดสึรุมารุไว้แน่นจนร่างทั้งสองล้มลงไปนอนกับเสื่อ กระบอกน้ำกลิ้งหลุดจากมือ คนเป็นพี่สาวหัวเราะร่าพลางโอบกอดตอบร่างบอบบางไว้แนบแน่น ก่อนจะยกมือขึ้นลูบหัวนาคิกิทสึเนะเบา ๆ

“เป็นอย่างไรบ้าง น้องข้า…” เสียงอ่อนหวานถามอย่างอ่อนโยน นาคิกิทสึเนะซุกลงกับอกอุ่นนุ่ม เหมือนเช่นในวันวานที่มักจะร้องไห้งอแง ซุกอยู่ตรงอกนี้ต่างมารดาที่นางไม่เคยสัมผัส มือของสึรุมารุคอยลูบตามกลุ่มผมที่ยาวจนถึงกลางหลัง ทำให้จิตใจที่ว้าวุ่นกังวลพอสงบลงได้บ้าง

“ข้าอยากกลับบ้าน...กับเจ้า” นาคิกิทสึเนะเอ่ยตอบปนสะอื้น รู้ทั้งรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่หากก็ยังคงวาดหวังไว้เฉกเช่นนั้น อยู่ที่บ้านนางไร้อิสระ ยามแต่งงานไปคงสูญสิ้นเสรียิ่งกว่าราวกับถูกล่ามขังไว้ ดังนั้นแล้ว ท่านหญิงน้อยก็ขอยอมอยู่ในกรงที่นางสามารถเดินไปมาได้อย่างใจจะดีกว่า

สึรุมารุกระชับกอดแน่น ปวดใจลึกลงไปไม่ต่างกันยามได้ยินสาวน้อยเอื้อนเอ่ยวาจา นางไม่รู้เลยว่าอะไรรอคอยอยู่ ณ สุดปลายทาง จะเป็นชีวิตที่ดีเช่นที่บ้านของนาคิกิทสึเนะ หรือจะเป็นเพียงการวนย้อนกลับไปหาวันคืนที่แสนทรมานในวัยเยาว์กันแน่

หากแต่ยามเมื่อนึกถึงบ้านของนาคิกิทสึเนะ สึรุมารุก็พลันนึกขึ้นได้ ว่าที่นางยอมถูกส่งมอบตัวต่อไปยังแคว้นซังโจนี้ก็เพื่อปกป้องบ้านอันเป็นที่รักแห่งนั้นไว้ ปกป้องทั้งนายท่าน สหายที่สนุกสนานร่วมกันมา ปกป้องสถานที่ที่จะให้นาคิกิทสึเนะได้กลับไป…

ตัวนางนั้นแสนจะไร้ค่า ถูกช่วงชิงไปมาจนหมดสิ้นราคา นี่ไม่เรียกว่าเป็นการเสียสละตัวด้วยซ้ำ นางยอมทำทุกอย่าง...เพื่อปกป้องที่นั่นเอาไว้

หญิงสาวรู้ดีว่า...คำ ๆ ที่จะเอ่ยออกไปนี้ คงทำร้ายน้องสาวผู้เป็นที่รักไปไม่มากก็น้อย หากแต่นางก็จำต้องเอ่ย

“ข้ากลับไปไม่ได้…”

-

ดวงตาสีแดงใต้เงาร่มไม้ทอดมองไปยังสองร่างที่กอดกันอยู่บนเสื่อริมน้ำ ริมฝีปากหยักได้รูปขยับยิ้มด้วยความพึงพอใจ ได้ยินเพียงคำเล่าลือมานาน ยามเมื่อได้มาเห็นตัวจริงเช่นนี้เขาก็ยิ่งตระหนักแน่

เหยื่ออันโอชะมาอยู่ใกล้ปลายจมูกถึงเพียงนี้...มีหรือที่จะยอมปล่อยให้รอดพ้นคมเขี้ยว

ชายหนุ่มเอนหลังกับต้นไม้ที่ตนใช้นั่งพักเพื่อสังเกตการณ์ มองขบวนเจ้าสาวที่พักผ่อนกันอย่างสำราญจนถึงเวลาแยกย้าย ดวงตาของเขาจับจ้องเพียงภาพใบหน้าใต้หน้ากากสีดำที่ดูหมองหม่นจนกระทั่งนางหายเข้าไปในเกี้ยว ก่อนจะขยับตัวส่งสัญญาณให้ลูกสมุนที่อยู่ด้านล่าง

“ถึงเวลาออกล่าแล้วสินะ”

-

มือเรียวเท้าลงกับขอบหน้าต่างไม้ ทอดสายตามองขบวนของพี่สาวต่างสายเลือดที่ค่อย ๆ แยกห่างไปด้วยความทุกข์ตรม สึรุมารุมองตอบนางจากในเกี้ยว โบกมือลาด้วยรอยยิ้มที่เศร้าที่สุดเท่าที่นาคิกิทสึเนะเคยเห็น เด็กสาวทำได้เพียงโบกมือตอบ แล้วถอนหายใจช้า ๆ กับตัวเอง

นางพบคู่หมั้นแค่เพียงไม่กี่ครั้ง ครั้งแรกเมื่อเขาเข้ามาเจรจาตามคำเชิญชวนของท่านพ่อ...จริงอยู่ว่าอิจิโกะ ฮิโตฟุรินั้นเป็นชายหนุ่มรูปงาม ทั้งที่อายุยังน้อยหากแต่ก็มีความสามารถเป็นที่เลื่องลือ ไม่เคยมีข่าวคราวเสียหาย หนำซ้ำยังสุภาพอ่อนโยนนัก ทว่าแม้จะไม่ได้เกลียดชังเขา นาคิกิทสึเนะก็มิได้ผูกใจรักใคร่ด้วย

มาคิดตอนนี้อาจจะสายเกินไปแล้ว…

นางและรวมถึงสึรุมารุได้ตัดสินใจไปแล้วว่าจะทำเพื่อท่านพ่อและทุกคน เพื่อไม่ให้เกิดสงครามขึ้น...ใช้ตัวเองเพียงลำพังเข้าเป็นของแลกเปลี่ยนกับชีวิตอีกหลายพันที่อยู่ในอาณัติ แค่นี้เล็กน้อยนัก อย่างไรเสียนาคิกิทสึเนะก็เคยชินกับการไร้อิสรภาพ เป็นเช่นนี้อาจยังดีเสียอีก...อย่างน้อย ๆ นางก็จะมีสามี ไม่ต้องอยู่ตามลำพังอีกแล้ว

แต่คนที่น่าห่วงมากกว่าคือสึรุมารุต่างหาก ตัวนาคิกิทสึเนะเองนั้นยังโชคดีที่จะได้สมรสอย่างถูกต้องและได้เป็นภรรยาเอกของอิจิโกะ ฮิโตฟุริ แต่พี่สาวต่างสายเลือดจะได้ศักดิ์เป็นเพียงบาทบริจาริกา เด็กสาวไม่รู้จักผู้ครองแคว้นซังโจดีนัก แต่คู่หมั้นเคยบอกเล่าให้ฟังว่าเขาเป็นชายรูปงาม รายล้อมไปด้วยอิสตรีโฉมงามจากทั่วทุกสารทิศ และยังไม่มีภริยาออกหน้า นางได้แต่เฝ้าหวังให้สึรุมารุเป็นที่ถูกใจของคนผู้นั้นเพื่อจะได้ไม่ต้องถูกปฏิบัติอย่างโหดร้ายอีกต่อไป

ดวงตาเรียวหันมองนอกหน้าต่างเกี้ยว...เห็นลูกจิ้งจอกตัวน้อยยืนจ้องมองอยู่หลังพุ่มไม้

ข้างนอกนั่น...ช่างดูเป็นอิสระดีเหลือเกิน...

นาคิกิทสึเนะยกมือขึ้นคลายหน้ากากที่สวมอยู่ออกเพียงเล็กน้อยเมื่อรู้สึกหายใจไม่สะดวก เด็กสาวเป่าปากช้า ๆ ผ่อนไล่ลมหายใจที่จุกในอก

กึงง!

“...!?”

ท่านหญิงน้อยสะดุ้งสุดตัวจนเผลอทำหน้ากากหลุดจากมือเมื่อจู่ ๆ เกี้ยวที่นั่งมาก็เหวี่ยงอย่างแรงจนร่างเล็กกระแทกเข้ากับผนังไม้ นางหยีตาด้วยความเจ็บ มือเรียวรีบคว้าหน้ากากที่อยู่ตรงมุมเกี้ยวมาสวมไว้ หูได้ยินเสียงกรีดร้องของสาวรับใช้

“คุณหนูเจ้าคะ! รีบหนีไป” สาวใช้คนหนึ่งวิ่งเข้ามาที่ประตูเกี้ยว พยายามจะช่วยดึงให้เปิดออก นาคิกิทสึเนะหน้าซีดด้วยความหวาดกลัว พยายามช่วยผลักประตูเกี้ยวอย่างสุดแรง แต่มันติดอยู่กับลำต้นไม้จนแทบไม่ขยับ

“ชักช้าจริง ข้าช่วยเอง!”

“กรี๊ดดดด!!”

เด็กสาวสะดุ้งจนถอยร่างกรูดชนกับผนังเกี้ยวอีกด้านเมื่อร่างของสาวใช้ที่กรีดร้องลั่นถูกผลักกระเด็นออกไป แทนที่ด้วยร่างในชุดผ้าคลุมดำสนิท สวมหน้ากากจิ้งจอกที่นางแน่ใจว่ามิได้อยู่ร่วมในขบวนเป็นแน่แท้

“โอ้ ท่าทางจะหลับยาว...มานี่มาองค์หญิงคนงาม!” เจ้าของเสียงมองในทิศทางที่สาวใช้ถูกผลักไปชนก้อนหินจนหมดสติแล้วหัวเราะลั่นก่อนจะกระแทกประตูเกี้ยวทีเดียวจนเปิดพร้อมกับมือที่เอื้อมมาฉุดแขนนาคิกิทสึเนะจนปลิวตามออกไป ร่างเล็กตื่นตระหนก พยายามดิ้นรนอย่างสุดแรง แต่ก็ไม่หลุดจากมือแกร่งที่จับไว้

ดวงตาสีทองกวาดมองรอบกาย เห็นคนของตนล้มอยู่กับพื้น บ้างก็หมดสติไป บ้างก็ได้รับบาดเจ็บ กองสัมภาระถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย เสบียงถูกแยกไปกองฝั่งหนึ่ง เงินทองและข้าวของมีค่าอยู่อีกฝั่ง เสื้อผ้ามีราคาทิ้งระเกะระกะ ไม่ต้องคิดนานนักก็รู้ว่าขบวนของนางถูกโจรป่าดักปล้นเอาเสียแล้ว รอบบริเวณมีชายในชุดดำสวมหน้ากากจิ้งจอกคล้าย ๆ กันยืนอยู่

หากแต่ร่างที่สะดุดตาสาวน้อยที่สุด…คือร่างสูงใหญ่กำยำผู้มีเรือนผมสีเงินยาวสลวย เขาอยู่ในอาภรณ์สีเหลือง ดูโดดเด่นแตกต่างจากคนอื่น ๆ ทั้งยังมีสง่าราศีกว่ามาก แม้จะหันหลังอยู่ หากแต่ความมีเสน่ห์ตรึงตาอย่างน่าประหลาดทำให้นาคิกิทสึเนะเผลอจ้องมองด้วยความสนใจ

ตอนที่เขากำลังหันเสี้ยวหน้ามานั้นเอง แขนเรียวเล็กก็ถูกกระชากอย่างแรงจนเซถลาตามคนที่จับตัวเอาไว้ หากแต่ยังคงได้ยินเสียงสั่งทรงอำนาจของคน ๆ นั้น

“เก็บเสบียงกับของมีค่าไป ปลดจากตัวพวกมันด้วย ปิดตาพวกมันแล้วต้อนไปทิ้งไว้ชายป่า ใครขัดขืนก็จัดการซะ เข้าใจนะ...เสื้อผ้าพวกนี้เก็บไปด้วย ขายได้หลายเงินแน่” ดวงตาสีแดงเหลือบมองตามหลังเด็กสาวที่ถูกฉุดกระชากไปต่างหาก ก่อนจะแสยะยิ้มบาง ๆ

“ส่วนเจ้าหญิงน้อย...ข้าจะจัดการเอง”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น