หน้าเว็บ

วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559

Fiction : จันทร์เสี้ยว・กระเรียนขาว・สองจิ้งจอก - บทที่ ๓ ปราสาทจันทร์เสี้ยว (NC) (MikaTsuru / KogiNaki)

บทที่ ๓
『三日月城』
ปราสาทจันทร์เสี้ยว

ความรู้สึกแย่ยังคงติดค้างในใจ ภาพใบหน้าของนาคิกิทสึเนะที่เต็มไปด้วยความผิดหวังยังคงติดตา แม้กระทั่งยามหลับใหลไปจนหนึ่งตื่นแล้วก็ตาม…

“ท่านสึรุมารุเจ้าคะ...ถึงที่หมายแล้วเจ้าค่ะ” หญิงสาวลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเรียก เห็นสาวใช้ยืนชะโงกมองอยู่นอกเกี้ยว มือบางรีบจัดชุดตนให้เข้าที่แล้วจับมือนางผู้นั้นเพื่อลงจากเกี้ยว พลางบิดร่างไปมาเล็กน้อย คลายความเมื่อยล้าจากการเดินทางไกล นางหันมองโดยรอบ แสงอาทิตย์สีแดงฉาดฉายบ่งบอกเวลาว่าตกเย็นแล้ว...ป่านนี้นาคิกิทสึเนะคงเข้าพิธีแต่งงานกับอิจิโกะ ฮิโตฟุริไปแล้วสินะ

สึรุมารุผ่อนลมหายใจยาว ตัดสินใจจะเก็บความเป็นห่วงน้องสาวต่างสายเลือดไว้สักระยะเพื่อทำหน้าที่ของตน นางหลับตาลง นึกถึงท่วงท่าการเดินที่สมควร ก่อนจะเชิดหน้าน้อย ๆ เดินตรงไปยังหน้าประตูปราสาทที่มีชายในชุดคาริกินุผู้หนึ่งยืนคอยอยู่

“ขอต้อนรับสู่เมืองหลวงของแคว้นซังโจ...ท่านหญิง ข้าคือหัวหน้าที่ปรึกษาผู้ครองแคว้น นามอิชิคิริมารุ ยินดีที่ได้พบขอรับ” เขาแย้มยิ้มทักทาย โค้งหัวด้วยท่าทีสุภาพ

“ข้าไม่ใช่ท่านหญิงหรอก...โปรดเรียกข้าว่าสึรุมารุเถอะ นามข้าคือ สึรุมารุ คุนินากะ บรรณาการแด่นายท่านของแคว้นซังโจ” หญิงสาวโค้งหัวตอบเมื่อเห็นชายตรงหน้าท่าทางเป็นมิตรไร้ซึ่งท่าทีคุกคาม กระนั้น นางก็ยังคงอ่านความคิดเบื้องหลังรอยยิ้มนั้นไม่ออก

“เช่นนั้น...สึรุมารุ อย่าได้เสียเวลาเลย นายท่านกำลังรอเจ้าอยู่” อิชิคิริมารุยิ้มบาง ผายมือเชิญให้นางตามเข้าไปในตัวปราสาทพร้อมกับพยักพเยิดให้ผู้ติดตามไปพักผ่อนกันเสียก่อน

“นายท่านของเจ้า...เป็นคนเช่นไรรึ?” ระหว่างทาง สึรุมารุก็อดที่จะถามขึ้นมาไม่ได้ ชายหนุ่มที่เดินอยู่ข้าง ๆ หัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะหันมาหานาง

“เป็นเด็กที่ถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจ อยากได้อะไรก็ได้สมปรารถนา นิสัยก็เลยค่อนข้างจะเอาแต่ใจสักนิด...อืม ที่จริงก็ไม่ค่อยนิดน่ะนะ” อิชิคิริมารุเอ่ยตอบแล้วหันมองทางข้างหน้า “ข้าได้ยินเรื่องของเจ้ามาไม่น้อย...กระเรียนขาวผู้งดงาม หากแต่ข้าไม่นึกว่าเจ้าจะเป็นผู้ที่ถูกส่งมาให้กับนายท่านของข้า”

“คงมีแต่เรื่องไม่ดีงั้นสิ” สึรุมารุแค่นหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะชะงักเมื่อรู้สึกถึงน้ำหนักที่วางทาบลงมาบนศีรษะ หญิงสาวเงยหน้ามองอิชิคิริมารุที่ยิ้มบางให้

“คนทุกผู้ล้วนมีทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดีในชีวิต สาวน้อย”

มือใหญ่ขยี้ลงบนเรือนผมสีขาวของนางอีกครั้งก่อนจะผละไป ร่างสูงออกก้าวเดินนำต่อ ในขณะที่สึรุมารุยกมือแตะบนศีรษะที่ยังคงเหลือความอบอุ่นอยู่แผ่วจาง

...เหมือนพี่ชาย ไม่ก็พ่อ…

“หากอยากรู้จักกับนายท่านของข้า...เจ้าคงต้องเรียนรู้จากเจ้าตัวเอง ถามเอาจากข้าก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอกนะ ก็เหมือนเช่นที่ข้ามิอาจเล่าเรื่องราวใด ๆ ของเจ้าที่เคยได้ยินมาให้กับเด็กคนนั้นฟังได้” เสียงทุ้มเอ่ยต่อเมื่อสึรุมารุที่ชะงักฝีเท้าไปเมื่อครู่วิ่งมาอยู่ข้าง ๆ อิชิคิริมารุยิ้มบางก่อนจะเลื่อนบานประตูเปิดอย่างช้า ๆ

หญิงสาวกลั้นหายใจอย่างไม่รู้ตัว เมื่อตระหนักรู้ว่าเบื้องหลังบานประตูนั้นจะมีคนที่ต้องรับใช้รอคอยอยู่

“อิชิคิริมารุงั้นรึ?” เสียงทุ้มนุ่มน่าฟังดังจากในห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาสูบ อิชิคิริมารุผายมือเชิญให้ผู้มาเยือนก้าวเข้าไปภายใน สึรุมารุสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะก้าวเข้าไปอย่างช้า ๆ ดวงตาสีอำพันสะท้อนภาพของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ท่ามกลางเหล่าหญิงสาวที่คอยปรนเปรอ

แม้แต่นางเองยังมิอาจปฏิเสธได้ ว่าคนผู้นั้นช่างงดงามไร้ที่ติ ทั้งดวงตา จมูก ริมฝีปาก ทุกองคพายพประกอบเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ผมสีดำสั้นปล่อยเคลียระกรอบหน้า รูปร่างก็สวยงามเช่นสวรรค์สร้าง ยิ่งยามประดับไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เขาก็ยิ่งดูมีเสน่ห์มากขึ้นอีก

นี่หรือคือบุรุษที่ได้ชื่อว่างดงามที่สุดในใต้หล้า

ราวกับ...เสี้ยวจันทร์ที่นางเฝ้าหลงใหลมาทั้งชีวิต

“มิคาสึกิ...นี่คือบรรณาการที่เพิ่งเดินทางมาถึง” อิชิคิริมารุที่เห็นคนในห้องไม่มีทีท่าจะหันมาก็กระแอมคล้ายจะดึงความสนใจของนายท่านตน ก่อนจะพยักหน้าให้หญิงสาวทำความเคารพ “นี่คือผู้ครองแคว้นซังโจ มิคาสึกิ มุเนะจิกะ”

“ข้ามีนามว่าสึรุมารุ คุนินากะ...ขอฝากตัวด้วย นายท่าน” แม้จะขัดใจเล็กน้อยกับความไม่ต้อนรับของคนที่เอาแต่สนุกกับสาวบำเรอรอบกาย สึรุมารุก็ได้แต่นั่งคุกเข่าลง จรดมือตรงเบื้องหน้าแล้วโค้งหัวเป็นการแสดงความเคารพ

ชายหนุ่มผละจากสาวงามที่คลอเคล้าอยู่พลางเป่าควันยาสูบออกมาแล้วหันมองหญิงสาวผู้มาใหม่ที่นั่งอยู่ตรงหน้า ทันทีที่ดวงตาสบกัน สึรุมารุก็พลันพบว่าในดวงตาคู่งามนั้นราวกับมีบางอย่างแล่นผ่าน หากแต่เพียงแค่ชั่ววูบเดียวเท่านั้น ก่อนที่เขาจะกลับมามีท่าทีปกติอย่างรวดเร็วจนมิอาจอ่านทันว่ามันคือสิ่งใด รอยยิ้มผุดขึ้นบนริมฝีปากอีกครั้ง

“มาหาข้าใกล้ ๆ สิ...สึรุมารุ”

ดวงตาสีอำพันหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะยอมขยับตัวเข้าใกล้อีกนิด โดยที่เว้นระยะห่างไว้เกินเอื้อมแขน ฝ่ายผู้ครองแคว้นซังโจเห็นดังนั้นก็หัวเราะพลางตบลงบนตักตนเองเบา ๆ

“เข้ามานั่งตรงนี้...ให้ข้าได้เห็นใบหน้าเจ้าชัด ๆ”

“ข้าว่าคงไม่ดีกับสาวงามของเจ้า” ทว่าหญิงสาวกลับส่ายหน้า นั่งนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ยอมกระดิกตัว มิคาสึกิหรี่ตาลงนิด ๆ แม้จะยังมีรอยยิ้มประดับอยู่เช่นเดิมก็ตามที

“หืม มีใครกล้าขัดใจข้าได้หรือ? ฮะฮะฮะ แม้แต่เจ้าก็ตามที”

ได้ยินดังนั้น สึรุมารุก็ยิ้มมุมปากแล้วนั่งนิ่งเฉยอยู่เช่นเดิมเหมือนจะแกล้งคนที่ถูกประคบประหงมมาแต่เล็กแต่น้อยตรงหน้า อิชิคิริมารุหลุบสายตามองหญิงสาวใจกล้าแล้วลอบหัวเราะในลำคอเบา ๆ บางทีนี่อาจเป็นครั้งแรกที่มิคาสึกิต้องพ่ายแพ้กระมัง

“ช่างเป็นสตรีที่ร้ายกาจจริงนะ…” ผู้ครองแคว้นระบายยิ้มอ่อนจาง หากแต่ดวงตากลับเป็นประกายนิด ๆ เต็มไปด้วยความสนใจในตัวร่างขาวสะอาด “อย่าให้ข้าต้องพูดซ้ำซากนัก มิเช่นนั้นจะหาว่าไม่เตือน”

“แล้วอย่างไรกัน...หากข้าดื้อดึงแล้วเจ้าจะทำเช่นไรกัน” ดวงตาสีอำพันสบกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว แม้ลึกแล้วในใจนางจะหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อยก็ตาม ว่าจะถูกเอาบ้านเมืองอันเป็นที่รักมาขู่หรือเปล่า คล้ายว่าคนตรงหน้าจะอ่านความคิดออกจึงเอ่ยออกมา

“ไม่ต้องห่วง...ข้าไม่ทำเช่นนั้นหรอก” ชายหนุ่มยกยิ้มแล้วขยับตัวลุกขึ้นเดินเข้ามาหาอย่างจำยอม ก่อนจะใช้กล้องยาสูบในมือเกี่ยวดันปลายคางมนให้เงยขึ้นเพื่อพิจารณาใบหน้าสวยที่ปั้นนิ่งเฉยใส่

ดวงตาสีอำพันกลมได้รูป ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อดูบอบบางราวกลีบซากุระ ผิวกายขาวสะอาดประหนึ่งหิมะตกใหม่เช่นกันกับเรือนผมสีพิสุทธิ์ที่ยาวเสียจนระไปกับเสื่อทาทามิยามเมื่อนางนั่งลง...ช่างงดงามเสียจนไม่อยากวางตา ไม่เสียนามกระเรียนขาวโฉมสะคราญที่ถูกยกย่องไปทั่วทุกสารทิศ

“ฮะฮะฮะ เจ้าไม่เหมาะกับการทำสีหน้าเช่นนั้นหรอก รู้ไหม” เขาขยับยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วยอมปล่อยนางเป็นอิสระ สึรุมารุเบี่ยงใบหน้าไปอีกทางทันที หากแต่สีแดงเรื่อก็ฉาบไล่บนพวงแก้มขาวเมื่อได้เห็นรอยยิ้มนั้น

“อ้อ...แล้วสีหน้าแบบไหนที่เหมาะกับข้ากันเล่า?”

“รอยยิ้มของเจ้าไงล่ะ…” เสียงทุ้มเอ่ยตอบขณะดวงตาพินิจมองแก้มเนียนใสอย่างชอบใจ ก่อนจะลูบมือลงบนเรือนผมสีพิสุทธิ์เบา ๆ จนสึรุมารุต้องรีบปัดออกเพราะเกรงใจจะดื้อด้านไม่ฟังตัวไปมากกว่านี้ มิคาสึกิหมุนตัวกลับไปนั่งลงท่ามกลางเหล่าสาวงามเช่นเดิม พลางหันไปออกคำสั่งกับอิชิคิริมารุ

“ข้าถูกใจเจ้าจริง ๆ สึรุมารุเอ๋ย...อิชิคิริมารุ ช่วยบอกสาวใช้ให้พานางไปอาบน้ำท่า ขัดผิวพรรณให้หมดจดแล้วพาไปคอยที่ห้องข้า...อีกสักพักข้าจะไปเอ็นดูนางเอง”

-

สึรุมารุนั่งหลับตานิ่งอยู่ในชุดยูกาตะนอนสีขาวตัวบางบนฟูกหนานุ่ม ผมสีขาวยาวสลวยปล่อยระร่าง สาวใช้ของปราสาทพานางไปอาบน้ำขัดสีฉวีวรรณตามคำสั่งของเจ้านาย ดูแลแต่งตัวให้จนชวนรำคาญ จากนั้นก็พามาส่งที่ห้องนอนของผู้ครองแคว้น ทำเอานางรู้ซึ้งเลยว่าคนที่ถูกเอาอกเอาใจมาแต่เล็กมันเป็นเช่นไร

ดวงตาคู่งามหันมองออกนอกหน้าต่างที่เปิดเอาไว้ให้ลมเข้า เห็นจันทร์เสี้ยวลอยเด่นอยู่ราวกับแสนใกล้ หากแต่ไม่ว่าจะเอื้อมมือออกไปเท่าไรก็มิอาจคว้ามาเป็นของตัว

จันทร์เสี้ยวเอ๋ย...ยอดรักของข้า...เหตุใดจึงไม่เคยตอบรับข้าเลยแม้เพียงคำ

เมื่อนึกขึ้นมาได้ ชายหนุ่มผู้นั้น...มิคาสึกิเองก็มีนามหมายถึงจันทร์เสี้ยว บางทีมันอาจเป็นเรื่องบังเอิญ หรืออาจจะแค่เรื่องที่ไม่มีความหมายอะไรเลยก็เป็นได้ สึรุมารุยกมือขึ้นกอดตัวเอง

ใช่...อีกไม่นานกระเรียนขาวแสนจืดชืดคงถูกเจ้านายที่เก็บมาเลี้ยงเบื่อหน่าย ถูกโยนทิ้งให้ตายอยู่ตามลำพัง...ไม่มีความหมายอะไรเลย

“คิดอะไรอยู่รึ...คนงามของข้า”

ร่างบางสะดุ้งเฮือกจนสุดตัวเมื่อรู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่โถมทับลงมาจากด้านหลังพร้อมกับไออุ่นจากอ้อมแขนที่โอบกอดรอบกาย เสียงทุ้มดังกระซิบและลมหายใจร้อนเป่ารดอยู่ชิดข้างแก้ม ครั้นเมื่อนางไม่เอ่ยตอบ มิคาสึกิจึงถามย้ำพร้อมกับริมฝีปากที่จุมพิตลงบนปลายหูร้อนผ่าว

“คนงามเหม่อลอยอะไรกัน...ไหนเล่าให้ข้าฟังบ้างสิ” เอ่ยพลางคลอเคลียริมฝีปากไปกับพวงแก้มขาวนวล จนสึรุมารุต้องหลับหูหลับตาผลักไส

“อย่ามายุ่งน่ะ”

“ฮะฮะฮะฮะ ดื้อดึงกับบุรุษที่จะเป็นสามีของเจ้าไม่ดีหรอกนะ รู้ไหม?” ชายหนุ่มหัวเราะ ชิงหอมแก้มเนียนเมื่อแม่นกน้อยในอ้อมกอดไม่ทันได้ตั้งตัว

“ไม่ใช่สักหน่อย ไม่ต้องคิดเอาแต่ใจเลย!” คนงามหน้าแดงก่ำรีบออกแรงผลักไสทันที หากแต่ร่างสูงกลับไม่สะทกสะท้าน มือจับสองมือเรียวบางที่ดิ้นรนขัดขืนไว้ไม่แรงนักหากแต่ก็หนักพอจะตรึงนางไม่ให้ขยับ พลางแนบแก้มชิดแก้มใสเอ่ยกระซิบถามเสียงเบา

“เช่นนั้น...ตัวข้าที่เอาแต่ใจอย่างนี้ เจ้าจะคอยเอาใจหรือไม่?”

“ไม่เอาได้ไหมล่ะ?”

“ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังทำอะไรที่ไม่ตรงกับใจอยู่นะ...สึรุมารุเอ๋ย” ริมฝีปากหยักเรียวขยับยิ้ม สองมือจับมือเรียวบางแน่นพร้อมกับกระชับกอดตรึงร่างเล็กไม่ให้ขยับหนีไปไหนได้อีก แต่กระนั้นสึรุมารุก็ยังคงดิ้นอย่างไม่ยอมสิ้นฤทธิ์

“อย่าคิดเข้าข้างตัวเองสิ! แล้วก็ปล่อยข้าได้แล้ว!”

“หืมม...แต่เจ้ายังหน้าแดงอยู่เลยนะ” คนไม่รู้ร้อนรู้หนาวยังคงยิ้มพริ้ม เกลี่ยริมฝีปากไปกับแก้มเนียนร้อนผ่าวที่แดงขึ้นมาอีกเพราะถูกทักจนอายหนักยิ่งกว่าเดิม

“ยะ...อย่ามาทำรู้ดี” เอ่ยพลางก้มหน้างุด มิคาสึกิยิ้มบาง ๆ พลางจับข้อมือเล็กทั้งสองด้วยมือเดียว อีกมือก็ค่อย ๆ ลูบไล้ไปตามท่อนแขนเรียวอย่างแผ่วเบาทะนุถนอม สึรุมารุเหลือบตามองแล้วยอมนั่งนิ่งเมื่อถูกสัมผัสอย่างอ่อนโยน

ไม่ได้ถูกแตะต้องเช่นนี้มานานแล้ว...แม้นมิได้โหยหาอดีตที่ผ่านมาเพราะมันช่างแสนเจ็บปวด หากแต่ความรู้สึกที่แปลกใหม่นี้ทำให้นางไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย

“ฮะฮะฮะ...งดงาม...” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยกระซิบอ่อนหวาน หลังมือค่อย ๆ เลื่อนไล้ไปตามท่อนแขนใต้ชุดบางเบาก่อนจะไต่ต่ำลงไปยังสะโพกมนอย่างซุกซนจนหญิงสาวสะดุ้งรีบดันมือนั้นเอาไว้ มิคาสึกิหัวเราะอย่างไม่สะทกสะท้านแล้วขยับมือลูบหน้าท้องแบนราบแทน พร้อมกับอกแกร่งที่เบียดเข้าชิดแผ่นหลัง

“มิคาสึกิ ไม่เอา!” สึรุมารุร้องห้าม พยายามขืนแรงดันทั้งมือและร่างกายที่โถมน้ำหนักลงจนแทบจะกดนางติดฟูก คนขี้แกล้งยังคงหัวเราะสอดมือแทรกเข้าในช่องว่างของอาภรณ์ ลูบไล้หน้าท้องเปลือยเปล่าอย่างชอบอกชอบใจ ทำให้คนที่รับรู้ถึงอุณหภูมิร้อนผ่าวถึงกับเสียววาบ

“ปละ...ปล่อยข้านะ”

“ฮะฮะฮะฮะ ทั้งที่เจ้ากำลังเริ่มยั่วยวนข้าน่ะรึ?” ฟันคมขบงับลงบนใบหูอย่างแผ่วเบา กระตุ้นให้รู้สึกจั๊กจี้ พลางมือก็ค่อย ๆ ซุกซนลงต่ำจนร่างเล็กต้องรีบตะครุบคว้าเอาไว้พร้อมกับร้องประท้วง

“ข้าเปล่านะ!”

“อื้มม...อย่าดื้อดึงสิ สึรุมารุคนดี...มาให้ข้าเอ็นดูเสียหน่อยเถอะนะ” มิคาสึกิส่งเสียงออดอ้อนพลางจับมือเล็กทั้งสองมาประสานไว้แน่น ๆ แล้วกดลงกับฟูกทั้งที่โถมน้ำหนักใส่ร่างบางจนโค้งงอแทบจะนอนคว่ำไปอยู่แล้ว

“ไม่เอา…” คนใจแข็งยังคงพยายามดึงมือที่ถูกประสานเอาไว้ออกมาอย่างไม่ยินยอมง่าย ๆ เห็นดังนั้นมิคาสึกิจึงต้องขมวดคิ้วน้อย ๆ ด้วยไม่เคยถูกหญิงใดปฏิเสธถึงเพียงนี้

“เจ้าต้องการอะไร…?” สองมือยังคงประสานแน่น กดแรงไม่ให้ร่างเล็กได้เป็นอิสระ ริมฝีปากเอ่ยถามพลางกดประทับจุมพิตลงบนลาดไหล่บาง สึรุมารุชะงักนิ่ง เงียบไปชั่วขณะจนชายหนุ่มต้องเลิกคิ้ว

“...ให้บ้านของข้าปลอดภัย”

“หืม?” ได้ยินเช่นนั้นกลับยิ่งสร้างความฉงนให้แก่นายท่านแห่งซังโจ มิคาสึกิยอมคลายแรง ดันร่างตนขึ้นพร้อมกับประคองสาวน้อยให้ลุกขึ้นนั่งดี ๆ สึรุมารุจับคอเสื้อให้เข้าที่พลางเหลือบมองเขานิด ๆ

“...ได้ไหม? ให้บ้านของข้าปลอดภัย”

“ฮะฮะฮะ...พูดอะไรเช่นนั้นเล่า บ้านของเจ้าก็ปลอดภัยแล้วมิใช่หรือ?” ชายหนุ่มเอียงคอนิด ๆ พลางยิ้มอย่างอ่อนโยนให้นางคลายใจ

“ปลอดภัยแน่หรือ? เจ้าจะไม่ทำอะไรบ้านเมืองข้าใช่ไหม?” อย่างไรเสียตอนนี้ทางซังโจก็ยังคงเป็นต่อ ด้วยกำลังพลและอำนาจที่มี หากเกิดอะไรขึ้น เมืองเล็ก ๆ ของนางและนายท่านที่ป่วยอยู่คงไม่อาจต่อกรได้เป็นแน่แท้ ต่อให้มีทัพจากฝั่งอาวาตะงุจิ สามีของนาคิกิทสึเนะมาช่วยด้วยก็ตามที

มิคาสึกิแย้มยิ้มบางก่อนจะแตะปลายนิ้วลงบนริมฝีปากอิ่มนุ่มแล้วไล้ช้า ๆ อย่างปลอบโยน

“วางใจเถอะ สึรุมารุเอ๋ย...ข้าก็เป็นสุภาพบุรุษพอที่จะมิเอาเรื่องบ้านเมืองมาขู่หญิงสาวที่ไม่ต้องการข้าหรอกนะ แคว้นของเจ้าจะปลอดภัย ตราบเท่าที่ทำตามเงื่อนไขที่ตกลงกันเอาไว้”

ดวงตาสีอำพันอ่อนลงเล็กน้อยพร้อมกับหัวใจที่โดนบีบรัดในทีแรกเริ่มคลายลง ร่างขาวสะอาดค่อย ๆ ขยับตัวหันไปหา แล้วเงยหน้ามองชายหนุ่มตรงหน้า

“แล้วข้าล่ะ...ข้าจะปลอดภัยไหม?”

“ฮะฮะฮะ เจ้าเองก็จะปลอดภัย...คนงามของข้า” ร่างสูงยิ้มอ่อนโยนพลางใช้อุ้งมืออุ่นลูบแก้มขาวนวลอย่างแผ่วเบา สึรุมารุมองรอยยิ้มตรงหน้าด้วยสายตาคลอ ๆ ก่อนจะขยับร่างเข้าซุกอกอุ่นอย่างหาที่พึ่ง มิคาสึกิหลุบตามองแล้วยกมือขึ้นลูบหัวนางเบา ๆ อย่างทะนุถนอม

“ในระหว่างที่ข้าหาเจ้าไม่เจอ...คงจะเผชิญอะไรมามากสินะ สึรุน้อย…”

“หมายความว่ายังไง?” กลายเป็นหญิงสาวที่เป็นฝ่ายฉงน หากแต่มิคาสึกิก็เพียงแค่ยิ้มโดยมิได้เอ่ยปากอะไรคล้ายจะอยากกลั่นแกล้งคนอยากรู้อยากเห็น ใบหน้างามเงยขึ้นมองคนที่ตนซุกอยู่อย่างไม่เข้าใจ ทว่าทันทีที่สบสายตา สึรุมารุก็กลับกลายเป็นฝ่ายนิ่งงันไปแทนเสีย

ดวงตาที่นางเพิ่งได้พานประสบอย่างใกล้ชิดโดยตรงเป็นครั้งแรก...ดวงตาที่ไม่เหมือนผู้ใดในใต้หล้า

ดวงตาอบอุ่นแสนงดงามที่ราวกับฟากฟ้ายามราตรีอันประดับด้วยจันทร์เสี้ยวสีเหลืองทอง…เฉกเช่นจันทร์เสี้ยวที่นางลุ่มหลงมาทั้งชีวิต จันทร์เสี้ยวที่มิอาจไขว่คว้ามาได้ไม่ว่ายามใด กลับลงมาอยู่ชิดใกล้เพียงแค่เอื้อม

หญิงสาวราวกับถูกสะกดด้วยมนตร์มายา มือเรียวยกขึ้นลูบกรอบหน้าคม จับจ้องดวงตาคู่งามของอีกฝ่ายไม่กะพริบ “สวย...มากเลย”

“เจ้าชอบไหม?” มิคาสึกิยิ้มถามพลางกุมมือเรียวบางแนบแก้มไว้ มือของสึรุมารุเย็นเล็กน้อย หากแต่กลับเป็นความเย็นที่ชวนให้สบายใจนัก กระเรียนขาวคล้ายเหม่อคว้าง มองจันทร์เสี้ยวในดวงตาคู่งามก่อนจะแย้มยิ้มเอ่ยตอบเสียงแผ่วเบา

“ข้าชอบ…”

“ชอบข้า...หรือว่าชอบดวงตาคู่นี้…?”

หญิงสาวเป็นต้องชะงักไปอีกครั้งเมื่อคำถามตรงไปตรงมาหลุดออกจากปากคนตรงหน้า มิคาสึกิแย้มยิ้ม ไม่นึกจะใส่ใจความลำบากของนางเลยแม้แต่นิด เมื่อค่อย ๆ เรียบเรียงถ้อยของอีกฝ่ายได้ ใบหน้าขาวนวลก็แดงระเรื่อก่อนจะก้มงุดลงด้วยความเขินอายทันที

“ขะ...ข้าไม่รู้ ข้าเพิ่งได้พบเจ้าเป็นวันแรก ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเจ้าเลยนะ...จู่ ๆ จะให้บอกหรือว่าชอบไม่ชอบน่ะ จะไปทำได้อย่างไรกันเล่า!”

“หืม...ทั้งที่เจ้าสัญญาจะเป็นเจ้าสาวของข้าแล้วเชียวนะ ให้คำสัญญาลม ๆ แล้ง ๆ เช่นนั้นไม่ใจร้ายไปหน่อยหรือคนงาม?” ใบหน้าหล่อเหลาแสร้งตีบทเศร้าสร้อย กระตุกใจคนปฏิเสธเสียแทบบ้า

“ข้าไม่ได้สัญญากับเจ้าเสียหน่อย…” คนงามเบือนหน้าไปอีกทาง “ข้าถูกส่งมาเป็นบรรณาการให้กับเจ้า ย่อมสุดแล้วแต่เจ้าว่าจะให้ข้าเป็นอะไร”

“ฮะฮะฮะ...เช่นนั้น ข้าขอให้เจ้ามาเป็นภรรยา”

แก้มที่แดงอยู่แล้วยิ่งแดงขึ้นอีกเพราะคำขอแต่งงานของคนเอาแต่ใจที่ฉวยโอกาสยามสับสนเอ่ยออกมาอย่างแนบเนียน อา จริง ๆ ก็ตั้งแต่เมื่อครู่แล้วนี่นะ...หากแต่นั่นมิใช่ประเด็นสำคัญที่นางใส่ใจเสียหน่อย!

“เจ้าเพิ่งพบข้าครั้งแรกนะ! อย่าด่วนตัดสินใจเช่นนั้นสิ!”

“หือ? โอ้...ข้าด่วนตัดสินใจไปกระนั้นรึ?” มิคาสึกิยังคงหน้าซื่อหัวเราะอย่างไม่นึกร้อนรน ตรงข้ามกับคนที่ใบหน้าแดงก่ำจนราวกับแทบจะระเบิดอยู่รอมร่อ วงแขนแกร่งกอดกระชับร่างบางที่ดิ้นขลุกขลัก ก้มลงกระซิบเสียงนุ่มชิดริมหู “สึรุมารุเอ๋ย… ‘สุดแล้วแต่เจ้าว่าจะให้ข้าเป็นอะไร’ เมื่อครู่เจ้าเพิ่งเอ่ยเช่นนี้ต่อหน้าข้าไปเองมิใช่หรือ?”

ได้ยินเช่นนั้นสึรุมารุก็รู้สึกอับจนหนทางอย่างประหลาด…ใบหน้างามค่อย ๆ เงยขึ้นสบตาคู่สวยทั้งพวงแก้มแดงก่ำมิคลาย “อะไรทำให้เจ้าแน่ใจว่าอยากได้ข้า...เป็นภรรยา?”

มิคาสึกิแย้มยิ้มบาง โน้มใบหน้าลงแนบหน้าผากมนให้ดวงตาทั้งสองสบประสานกันโดยตรง สึรุมารุแทบหยุดหายใจเมื่อรู้สึกถึงลมอุ่นร้อนเจือด้วยกลิ่นยาสูบหอมหวนที่เป่ารดบนปลายจมูก เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยกระซิบแผ่วพร่า หากแต่ลึกล้ำจนสลักฝังลงไปถึงในใจ

“เพราะทุกอย่างของเจ้า...ข้าอยากครอบครองเอาไว้เพียงผู้เดียว” ริมฝีปากแย้มยิ้มก่อนจะกดจุมพิตลงบนแก้มนวลขาว “เจ้าเองก็ดูอยากครอบครองข้ามิใช่หรือ? เอาสิ...เพียงแค่ตอบตกลง เจ้าจะได้ครอบครองทั้งหัวใจข้า และทุกอย่างที่ข้ามีกับเจ้า สึรุมารุของข้า...”

“ข้าเปล่าเสียหน่อย” กระเรียนขาวเบี่ยงใบหน้าให้พ้นจากริมฝีปากร้อนที่เฝ้ากระตุ้นให้หัวใจเต้นรัว ก่อนจะหลับตาลง...บางทีนี่อาจถึงคราวที่นางจะต้องเลิกหลีกหนีจากความรู้สึก และความเจ็บปวดที่ฝังลึกจากในครั้งอดีตเสียทีกระมัง

และบางทีมือนี้อาจช่วยให้นางหลุดพ้นจากความทุกข์ได้จริง ๆ ก็เป็นได้

ยามมีโอกาสให้เสี่ยง นางควรผลักไสทิ้งไปอย่างไม่ไยดี หรือควรจะคว้าเอาไว้ และวางเดิมพันลงไปทั้งหัวใจ…?

“หากข้าเป็นภรรยาเจ้า...จะดูแลข้าไหม? จะทอดทิ้งข้าหรือเปล่า?” เอ่ยพลางจับมือใหญ่แสนอบอุ่นขึ้นวางทาบบนอก มิคาสึกิยิ้มบาง สัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวเร็วอยู่หลังเนื้อผ้า

“มันเป็นหน้าที่ของสามีมิใช่หรือ...ที่จะรักและดูแลภรรยาโดยไม่ทอดทิ้ง”

หญิงสาวหน้าแดงเรื่อเมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงหน้างามเงยขึ้นมองคนตรงหน้าที่ออกปากจะเป็นสามีตนด้วยความรู้สึกนึกคิดอันหลากหลาย นางค่อย ๆ แย้มยิ้มบางทั้งแววตาคลอหน่วย

“หากเป็นเช่นนั้น...โปรดจงรับข้า สึรุมารุ คุนินากะ...เป็นภรรยาของเจ้าด้วย”

มิคาสึกิยิ้มอย่างอ่อนโยนยามได้ยินคำตอบรับที่เฝ้ารอ ก่อนจะก้มลงจูบประทับบนเปลือกตาของนางอย่างแผ่วเบา ตรึงสัมผัสอบอุ่นปลอบโยน และความคำนึงหาอันแสนลึกล้ำให้ติดแนบแน่น

“ข้าจะขอรับ สึรุมารุ คุนินากะ...เป็นภรรยาอยู่เคียงข้างกายข้าตลอดไป”

กระซิบเอ่ยเพียงเท่านั้น ก่อนจะก้มลงจูบประทับบนริมฝีปากอิ่มที่เผยอรับ ค่อย ๆ กดร่างบอบบางให้นอนลงกับฟูก มือร้อนที่วางแนบอยู่บนกายนิ่มเริ่มซุกซนบีบเคล้น แหวกสาบชุดออกอย่างแคล่วคล่องจนสัมผัสเนินเนื้อได้อย่างเต็มไม้เต็มมือทำเอาสึรุมารุสะดุ้งน้อย ๆ

ร่างสูงขยับริมฝีปากมาแนบลำคอหอมกรุ่น ซุกไซ้ไปมาค้นหาความหวานแล้วผละออกมาโดยที่คร่อมร่างบอบบางที่อาภรณ์หลุดรุ่ยเอาไว้มิให้หนีไปไหน ดวงตาจันทร์เสี้ยวกวาดมองทั่วกายที่ถูกแสงจากโคมไฟสาดกระทบจนยิ่งขับสีผิวก่อนจะยิ้มบาง ๆ มือหนึ่งปลดดึงสายโอบิแล้วจับชุดบางเปิดออก ปลายนิ้วค่อย ๆ ไล้จากลำคอ ผ่านถึงเนินอกอิ่มกระทั่งหน้าท้องแบนราบเปลือยเปล่า

“ช่างเป็นร่างกายที่งดงามจริง ๆ” เอ่ยพลางก้มลงจูบประทับกลางทรวงอก “เพียงแรกเห็นเจ้า...ข้าก็รู้ในทันทีว่าสตรีนางนี้นี่แหละที่จะมาเป็นภรรยาของข้า”

“เจ้าพูดเช่นนี้กับสาวงามทุกคนที่มานอนอยู่ใต้ร่างเจ้าหรือเปล่า?” หญิงสาวยิ้มมุมปากนิด ๆ พลางเอ่ยเหน็บแนมแกล้งหยอกอีกฝ่าย มิคาสึกิหัวเราะพลางใช้ปลายจมูกซุกไซ้ไปกับเนื้อเนียนเบา ๆ

“ก็อาจจะใช่...แต่กระนั้นคนที่ข้าออกปากขอให้เป็นภรรยา ก็มีเพียงเจ้าผู้เดียวเท่านั้น”

ดวงตาสีอำพันที่มีแววเย้าหยอกเมื่อครู่หลุบลงเล็กน้อย ความกังวลพาดผ่านอยู่ลึกภายใน “ข้าไม่ใช่สตรีที่เหมาะสมกับเจ้าหรอก...ข้าผ่านมือใครต่อใครมา ข้าไม่มีคุณค่าใด ๆ”

“เปล่าเลย เจ้ามีคุณค่ากับข้ามากมายนัก...ข้ารับปากกับเจ้าได้เลยว่า เมื่อเจ้ามาเป็นคู่ครองยอดรักเพียงหนึ่งเดียวของข้าแล้ว เจ้าจะได้มีความสุขตลอดไป” มิคาสึกิเงยหน้าก่อนจะดันตัวขึ้น ใช้หลังมือไล้ลูบแก้มเนียนเบา ๆ ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนและจริงใจ

“เจ้าจะเหมือนคนอื่นหรือเปล่า ยามเบื่อหน่ายก็ปล่อยให้ข้าถูกฉกชิงไป กลับไปเคล้าคลอกับเหล่าสาวงามเช่นเดิม? เจ้ามีใจให้ข้าจริงหรือเปล่า” ดวงตาสีอำพันทอดอ่อน มองคนตรงหน้าด้วยความสับสน ทว่าชายหนุ่มกลับยิ้ม จับมือของนางไปทาบอกอกซ้ายด้วยแววตามั่นคงจริงจัง

“หากข้าจะบอกว่าเจ้าคือรักแรกและรักเดียวของข้า...เท่านั้นชัดเจนพอหรือไม่?”

สึรุมารุหลุบตามองมือตนที่แนบอกกว้าง ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบา “ข้ามีรัก...มาตลอดชีวิต”

“อืมม...ผู้โชคดีคนนั้นเป็นใครกัน ข้านึกอยากรู้นัก…” ชายหนุ่มหัวเราะเสียงเบา จับมือของนางไปจูบประทับแล้ววางแนบแก้มตนไว้พลางหลับตาลงพริ้ม

“ข้าหลงรัก...จันทร์เสี้ยวที่ติดตรึงในสายตานับแต่เล็ก” นัยน์ตาคู่หวานหลุบลงนิด ๆ “ตอนเห็นเจ้า...ข้าอดคิดมิได้ว่าเจ้าช่างคล้ายคลึงกับจันทร์เสี้ยวดวงนั้นเหลือเกิน”

มิคาสึกิลืมตาขึ้นช้า ๆ ...ลึกลงในอกเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่มิได้เอ่ยออกมา หากแต่กระนั้นเขาก็ยังคงอยากจะมั่นใจ ว่าจันทร์เสี้ยวในห้วงคำนึงของนางคือใครกันแน่

“ฮะฮะฮะ หากเจ้ายังสับสน เจ้าจะมองดวงตาข้าก็ได้นะ...สึรุมารุ” เอ่ยพลางมองสบสายตาของนางอย่างลุ่มลึก สึรุมารุราวกับถูกสะกดจนนิ่งงันไปด้วยความงามของจันทร์เสี้ยวที่ประดับบนฟ้าราตรีในดวงเนตรแปลกประหลาด ในที่สุดนางก็ค่อย ๆ หลับตาลงคล้ายเป็นการยินยอม

“ฮะฮะฮะ เป็นเด็กดีจริงนะ...น่ารักจริง ๆ” ชายหนุ่มแย้มยิ้ม ก้มลงจูบแก้มเนียนอย่างแผ่วเบาพลางเลื่อนมือลูบคลึงอกอิ่มเบา ๆ อีกมือก็เลื่อนลงต่ำ สอดเข้าในชุดเนื้อบาง ลูบไล้ส่วนอ่อนไหวเบื้องล่างอย่างช้า ๆ ทำเอาสึรุมารุต้องหลับตาปี๋อย่างไม่คุ้นเคย วงแขนเรียวยกโอบรอบคออีกฝ่ายขาก็แยกให้นิด ๆ อย่างเผลอตัว

“อา...มิคาสึกิ”

“ฮะฮะฮะ...เวลาเจ้าหลับนอนกับใครนี่เรียกชื่อผู้นั้นได้ง่ายดายเลยหรือ...?” ดวงตาคู่งามกดลงน้อย ๆ มองร่างบางข้างใต้ ปลายนิ้วก็ขยับถูเสียดสีกลีบดอกไม้งามช้า ๆ ปลุกกระตุ้นอารมณ์

“เป็นเรื่องแปลกหรือ? อาา…” เสียงหวานครางเบา ๆ พลางมือก็กระชับกอดแน่นอีกนิด “แต่ข้าชอบชื่อของเจ้านะ..มิคาสึกิ...จันทร์เสี้ยว”

“เช่นนั้นข้าก็ยินดียิ่งนัก...ภรรยาข้า” มิคาสึกิยิ้มบาง ก้มลงจูบไล่ตามลำคอขาวเนียน พลางใช้ปลายจมูกซุกไซ้ดมดอมสูดกลิ่นหอมของกายสาว สึรุมารุหัวเราะน้อย ๆ นึกคลายใจขึ้นมาบ้างขณะลูบผมสีเข้มแผ่วเบา เอียงคอเผยช่องว่างให้อีกฝ่ายสัมผัสตามใจชอบ

“ข้าเป็นแล้วรึ?”

“ยามที่ข้าเห็นเจ้าตั้งแต่แรกพบ...เจ้าก็เป็นของมิคาสึกิ มุเนะจิกะแล้ว” ปลายจมูกโด่งกดลงคลอเคลียกับซอกคอหอมเชิญชวนให้สัมผัส ขยับนิ้วยาวถูกับกลีบนุ่มไปเรื่อย ๆ ช้า ๆ ราวจะแกล้งให้นางขาดใจ

“อาา...นายท่านของซังโจนี่ช่างเอาแต่ใจเสียจริง” ใบหน้างามเงยขึ้นนิด ๆ หอบหายใจพลางบิดเอวบางไปมายามถูกสัมผัสที่ส่วนอ่อนไหวที่ห่างหายการแตะต้องไปนาน

“เอาแต่ใจมากพอให้เจ้าเอาใจหรือไม่?” คนถูกกล่าวหาหัวเราะอย่างไม่ทุกข์ร้อนแล้วผละกายออกนิด ๆ มือแกร่งจับเรียวขาขาวยกขึ้นพาดบ่าพลางขยับนิ้วเสียดสีหนักมากขึ้น

“อาา...ก็ไม่รู้สินะ” สึรุมารุยิ้มบางพลางเอื้อมมือไปลูบแก้มอีกฝ่ายเบา ๆ “ทำให้ข้ารักเจ้าจนอยากจะเอาใจให้มากกว่านี้สิ”

“ฮะฮะฮะ ข้าพร้อมทำตามที่เจ้าปรารถนาแล้ว...ยอดรักของข้า” ร่างด้านบนอมยิ้มนิด ๆ แล้วหลุบตาลงมองส่วนล่างที่กำลังถูกปลุกเร้าอารมณ์ด้วยนิ้วที่ถูเขี่ยกลีบนุ่มไปมา ก่อนจะโน้มหน้าลงไปเลียยอดอกสีหวานที่ชูชันรับสัมผัสแทบจะทันที เรียกเสียงครางเครือจากร่างข้างใต้ได้เป็นอย่างดี พร้อมกับเอวที่ยกรับสัมผัสตรงส่วนอ่อนไหว

“อืมม...ตัวเจ้าหวานน่าชิมจริงนะ” เสียงทุ้มเอ่ยพร่าก่อนจะครอบปากลงดูดดุนยอดอกนุ่มแรง ๆ พลางขยับกายจับเอาความเป็นชายของตนเสียดสีเข้ากับกลีบสาวอ่อนนุ่ม จนสึรุมารุต้องหลุดร้องครางออกมาเบา ๆ กระทั่งได้รางวัลมาเป็นแรงเสียดสีดูดดุนที่หนักหน่วงมากขึ้นแทบขาดใจ

มือเรียวยกขึ้นกอดรอบศีรษะได้รูปรับรู้สัมผัสที่เสียดสีเนินเนื้ออ่อนจนเปียกแฉะ ก่อนที่มิคาสึกิจะผละริมฝีปากออกแล้วใช้สองมือบีบนวดเคล้นคลึงดอกบัวงามทั้งสองข้างที่ล้นเต็มมืออย่างชอบใจ ส่วนล่างเริ่มเสียดสีกันหนักมากขึ้น หญิงสาวแทบกลั้นหายใจ ยามสบดวงตาจันทร์เสี้ยวแสนหวานเต็มไปด้วยความปรารถนาและความดุดันที่ทอดมองมา

“สึรุมารุของข้า...เจ้าน่ากินมาก” ชายหนุ่มเลียริมฝีปากนิด ๆ พลางค่อย ๆ กดกายเข้าไปในช่องทางหวานหอมที่บีบรัดแน่นตั้งแต่ส่วนปลายราวกับเชื้อเชิญอยู่อย่างช้า ๆ สึรุมารุสะดุ้งหลับตาปี๋ ด้วยห่างหายจากการร่วมรักมานานนัก ทำให้นางรู้สึกราวกับเป็นของแปลกใหม่

“อาา...เพราะเช่นนี้เองรึ ใคร ๆ ถึงได้ปรารถนาในตัวเจ้า...กระเรียนขาวผู้งดงาม” มิคาสึกิหยีตานิด ๆ เมื่อรู้สึกแรงบีบร้อนผ่าวในช่องทางลื่นเปียก หากแต่กลับยิ่งกระตุ้นความกระสันในตัวให้พุ่งสูงมากขึ้นจนเผลอกระแทกกายเข้าไปอย่างอดรนทนไม่ไหว ร่างบางของสึรุมารุกระตุกเฮือกขึ้นพร้อมกับเสียงครางหวานดังลั่นทันที เสียงทุ้มหัวเราะน้อย ๆ พลางจับเอวคอดยกขึ้น ขยับกายสวนเข้าไปในจังหวะรวดเร็วโดยมิรั้งรอให้คนข้างใต้ได้เตรียมตัว “อืมมม...ข้าช่างชอบร่างกายที่ยั่วยวนเช่นนี้เสียจริง”

“อืม...เจ้ามีอะไรกับหญิงของเจ้าครั้งสุดท้ายเมื่อไรกัน” เสียงหวานเอ่ยถามพลางผ่อนเอวให้อีกฝ่ายขยับได้สะดวกมากขึ้น มิคาสึกิยิ้มน้อย ๆ มองคนที่หลับตาปี๋ไม่ยอมสบตา ดูน่ารักเสียจนอดไม่ได้ต้องพรมจูบบนแก้มนวลเนียนเสียหลาย ๆ ทีให้หายหมั่นเขี้ยว

“ฮะฮะฮะ...อยากรู้ไปทำไมรึ?”

“อาาา...ทำอย่างกับอดอยากมานานเลยนี่” สึรุมารุเอ่ยตอบพลางยกเอวบิดไปมานิด ๆ เพราะแรงสัมผัสที่ขยับถี่รัวเข้ามาจนเสียวซ่านไปทั้งร่างกาย ชายหนุ่มหัวเราะน้อย ๆ พลางยกเอวบางขึ้นเกยตัก ถอดถอนแก่นกายออกช้า ๆ แล้วถูไถปลายแข็งเสียดสีไปกับกลีบอ่อนนุ่มอย่างจงใจแกล้งให้นางร้องคราง

“แล้วเจ้าชอบหรือเปล่า? ตัวข้าที่อดอยาก...อยากจะกลืนกินเจ้าเสียให้หมดทั้งตัว ไม่ให้เหลือกลิ่นหอมไว้ยั่วยวนใครอีกเลย” ริมฝีปากร้อนกระซิบลงข้างหูพร้อมกับลมหายใจที่เป่ารดให้หญิงสาวต้องหลับตาปี๋ เสียงหวานครางลั่น เรียวขาเกร็งแน่นจนปลายเท้าจิกลงกับฟูกนอน ยามถูกกระแทกกายเข้าใส่อีกครั้งจนเข้าจุดลึกสุดราวกับกระแสไฟฟ้าแล่นไล่ไปทั่วสรรพางค์

“ดูสิ...ชอบข้าเสียขนาดนี้ มีหรือข้าจะอดทนไม่เติมเต็มเจ้าได้ไหว...สึรุมารุของข้า”

รอยยิ้มบางแสนอ่อนโยนคลี่ทับบนใบหน้า หากแต่มือแกร่งกลับจับกระชับเอวบาง กระแทกกายเข้าออกในช่องทางร้อนผ่าวหนักแรงราวกับอดอยากมาเนิ่นนาน ดวงตาจันทร์เสี้ยวกวาดมองทั่วร่างขาวสะอาดไร้ซึ่งร่องรอยมลทินใด ๆ ให้เห็นเป็นตำหนิ ยามขยับเข้าทีก็จะสั่นพร่าไปทั้งกาย ช่างงดงามและยั่วยวนเสียจนเกินทานไหว ทำให้ต้องกระแทกกายสวนเข้าไปอีกอย่างหนักหน่วงรุนแรงมากขึ้น

หญิงสาวครางหอบหายใจถี่ รับสัมผัสที่กระแทกเข้าใส่อย่างแม่นยำเข้าจุดทุกครั้งราวกับว่าอีกฝ่ายรู้จักร่างกายตนดีเหลือเกิน ปลายนิ้วกดจิกกำฟูกแน่น ปากเผยอส่งเสียงครางหวานประสานกับเสียงทุ้มต่ำที่ลอดจากลำคอของมิคาสึกิอย่างลืมเลือนโลกภายนอกจนหมดสิ้น ดุจราตรีที่จันทร์เสี้ยวประดับฟ้านี้มีเพียงแค่นางและเขาอยู่ลำพัง

“อาา...สึรุ เจ้าเป็นของข้านะ...เป็นของข้า” มิคาสึกิกระซิบแผ่ว มองร่างนวลเบื้องหน้าด้วยความหลงใหลจนไม่อาจควบคุมตัวเองได้ สองมือจับขาเรียวแยกออกกว้าง กระแทกความปรารถนาเข้าไปลึกล้ำสุดอารมณ์ “เป็นของข้า...ตลอดไป”

“อ๊าาาา...หากเจ้าจะ...ไม่ทิ้งให้ข้าต้องถูกฉกชิงไป…” เสียงหวานครางเครือตอบ ใบหน้างามแดงก่ำด้วยพิษความใคร่ พร้อมกับลมหายใจที่ถี่กระชั้นจนแทบสำลัก

“ข้า...ไม่มีวันทิ้งเจ้า...สึรุมารุ!”

สองร่างโถมเข้ากอดกันแนบแน่น สองส่วนอ่อนไหวกระแทกกระทบเข้าหากันเป็นจังหวะถี่รัวไม่หยุดยั้ง สองเสียงครางประสานดังกังวานไปทั่วทั้งห้อง ปลายเล็บนางจิกเข้ากับแผ่นหลังกว้าง หากแต่ไม่ทำให้สัมผัสเร่าร้อนหยุดชะงัก วงแขนแกร่งรวบกระชับกายบาง ขยับกายเข้าหาถี่ ความกระหายอยากเกินกว่าจะอดทนไหว ก่อนที่มิคาสึกิจะกระแทกกายเข้าใส่กลีบสาวอ่อนนุ่มเป็นครั้งสุดท้าย ในที่สุดทั้งสองต่างก็ปลดปล่อยหยาดหยดความปรารถนาเติมเต็มซึ่งกันและกันจนปริ่มล้น

ทั้งจันทร์เสี้ยวและกระเรียนขาวต่างอิงแอบเข้าหากัน หอบหายใจพักเหนื่อย ราวกับว่าความตรมทุกข์ที่ผ่านมาทั้งชีวิตถูกบรรเทาลงด้วยไออุ่นจากคนเพียงคนเดียว...

ราตรีนั้น...สึรุมารุ คุนินากะ ได้ตกเป็นของมิคาสึกิ มุเนะจิกะไปทั้งกายและใจ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น