หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2559

Fiction : จันทร์เสี้ยว・กระเรียนขาว・สองจิ้งจอก - บทที่ ๖ กลุ่มโจรแห่งป่าอินาริ (MikaTsuru / KogiNaki)

บทที่ ๖
『稲荷森の義賊』
กลุ่มโจรแห่งป่าอินาริ

“ยังหาตัวไม่เจองั้นเหรอพี่อิจิ…”

ชายหนุ่มร่างเพรียวสง่าที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างพยักหน้าน้อย ๆ โดยไม่หันกลับยามได้ยินคำถามจากน้องชายที่เดินเข้ามาในห้อง อัตสึชิ โทชิโร่ทิ้งตัวนั่งลงบนเบาะพลางมองพี่คนโตที่เอาแต่ยืนเหม่อมองไปข้างนอก แม้ว่าพวกตนจะพยายามทำให้เขากลับมาร่าเริงอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์

เจ้าสาวของอิจิโกะ ฮิโตฟุริ มาไม่ถึงงานแต่งงาน…

เย็นวันพิธีที่ขบวนเจ้าสาวควรจะมาถึงปราสาท กลับไม่มีแม้แต่เงาคนรับใช้ แขกเหรื่อที่ถูกเชิญมาล้วนผิดหวังปนตกใจ หากแต่คงไม่มีใครเจ็บปวดเท่าอิจิโกะ ฮิโตฟุริที่ต้องแบกรับความเสียใจและศักดิ์ศรีที่ป่นปี้เอาไว้ เขาส่งกำลังพลออกค้นหานางทั่วทุกแห่ง ทว่าจนล่วงเข้าวันที่สามแล้วก็ยังไม่พบแม้แต่ร่องรอย

น่าแปลก…

“พี่อิจิ เลิกซึมเถอะ...พี่นาคิกิทสึเนะไม่เป็นอะไรหรอก” โกโตผู้ซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ มิดาเระเอ่ย โดยมีพี่สาวอายุเท่ากันพยักหน้าเห็นด้วย

“พี่อิจิเป็นแบบนี้พวกข้าไม่ชอบเลยนะ! เอาแต่เหม่อลอยทั้งวัน อาคิตะกับโกโคไทเหงามากเลยรู้ไหมที่พี่อิจิไม่ยอมไปเล่นด้วย” พี่ชายคนโตหัวเราะเบา ๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้นก่อนจะหันกลับมาหาน้อง ๆ ที่นั่งอยู่ในห้องด้วยรอยยิ้มแสนขมขื่น

“พี่ขอโทษ…หากแต่ตอนนี้พี่ไม่อาจแสร้งทำร่าเริงได้จริง ๆ โปรดเข้าใจพี่ด้วยเถอะ”

เด็กหนุ่มสาวหันมองหน้ากันแล้วถอนหายใจยาว ไม่กี่วันก่อนยังตื่นเต้นกับงานแต่งงานกันอยู่เลย ทว่าวันนี้กลับต้องมานั่งมองอดีตว่าที่เจ้าบ่าวที่เศร้าสร้อยเสียแล้ว ทำให้เหล่าน้อง ๆ แห่งตระกูลโทชิโร่ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดี

มิดาเระลุกขึ้นยืนเมื่อทนความอึดอัดไม่ไหว เด็กสาวเดินไปเปิดประตูแล้วก้าวออกจากห้องก่อนจะชะงักนิด ๆ เมื่อเห็นคนที่นั่งเล่นเคนดามะอยู่ตรงชานเรือน เสียงก๊อกแก๊กของลูกบอลไม้ที่กระทบแท่งฐานเป็นจังหวะ ขณะที่ดวงตาของคนเล่นดูแสนจะเหม่อลอย

“ยะเก็น…”

สาวน้อยเจ้าของนามหันมามองเมื่อได้ยินเสียงเรียก มิดาเระเดินเข้าไปนั่งลงใกล้ ๆ พลางมองเคนดามะในมือของพี่สาวต่างมารดา ตลอดมา...ยะเก็นทำอะไรก็เก่งไปหมด เล่นเคนดามะก็เก่งเป็นที่หนึ่ง หากแต่ตอนนี้ไม่ว่าจะพลิกมือสักเท่าไร ลูกบอลสีแดงก็ยังคงหล่นลงจากแท่งไม้อยู่ดี

“เจ้า...เป็นอย่างไรบ้าง” เสียงหวานเอ่ยถามด้วยความกังวลใจ ยะเก็นส่ายหน้าน้อย ๆ ไม่ได้ตอบอะไร ทว่ามิดาเระก็รู้ดีว่าคนข้างกายกำลังคิดมาก มือเรียวเอื้อมไปบีบมือของยะเก็นไว้เบา ๆ

ก็...เพราะเรื่องนั้นนี่นะ

-

“ลูกพี่นี่เหลือเกินจริง ๆ นะ...พอมีเมียเข้าหน่อยก็หายหน้าไม่ยอมพบปะลูกน้องเลยยย”

เสียงพูดคุยทุ้มต่ำดังสลับกับเสียงหัวเราะดังแว่วจากค่ายลับของกลุ่มโจรแห่งป่าอินาริ คนพูดที่กึ่งนั่งกึ่งนอนพาดอยู่กับขอนไม้ใหญ่ยกไหสุราในมือซดอั้ก ๆ ไม่มีจะเกรงใจผู้ร่วมวงแม้แต่นิด

“องค์หญิงน้อยจะเป็นอย่างไรบ้างนะ...ท่าทางจะสาหัส?” โอเทกิเนะหัวเราะแล้วยกไก่ที่ย่างจนสุกดีแล้วขึ้นมา เตรียมพร้อมจะใส่ปากให้หายหิว หากแต่กลับต้องงับลมเพราะไก่หอมชวนน้ำลายสอถูกฉวยไปจากด้านหลังเสียก่อนจนเจ้าตัวได้แต่ร้องลั่นน้ำตาหยด

“จะนินทาก็ให้มันน้อย ๆ หน่อยเถอะโอเทกิเนะ นาคิยังไม่ตายหรอกน่า” โคกิทสึเนะมารุเอ่ยพลางทิ้งตัวลงนั่งบนขอนไม้ข้าง ๆ แล้วใช้เขี้ยวฉีกเนื้อไก่ที่แย่งมาอย่างหิวโหยเพราะไม่มีอาหารตกถึงท้องมาหลายวัน...แอบนึกคาดโทษความน่ารักปนยั่วยวนอย่างใสซื่อของคนที่ตนทิ้งให้นอนหมดสภาพอยู่ในกระโจมในใจไม่ได้จริง ๆ

ก็นาคิกิทสึเนะเล่นทำออดอ้อน (โดยไม่รู้ตัว) แบบนั้น มีหรือคนความอดทนต่ำเช่นเขาจะฝืนกลั้นได้...ยามกอดทีก็จะร้องเสียงหวาน แกล้งเข้าหน่อยก็ลนลานตกใจไปเสียหมด พอหยอกเย้า ใบหน้าก็แดงเรื่อจนน่ากัดกินให้สิ้นท่า

คิดแล้วก็พาลร้อนวาบในอกจนเผลอกระชากเนื้อไก่แรงขึ้นจนกระดูกแทบหักติดมา…

“ลูกพี่ ใจเย็น ๆ ก่อนเถอะน่า...ไก่มันตายแล้วไม่หนีไปไหนหรอก” โดดานุกิผู้เคราะห์ร้ายตกที่นั่งฝั่งตรงข้ามหัวหน้าเหงื่อตกเอ่ยยามเห็นท่าทางการกินไก่อันดุเดือดผิดธรรมดา

“ว่าแต่ว่าสาวน้อยตื่นหรือยังนี่? หาอะไรให้นางทานหน่อยไหม?” ทมโบะกิริเอ่ยถามพลางมือก็ย่างไก่เหนือกองไฟ ตั้งใจจะยกให้นาคิกิทสึเนะทานเพราะรู้ว่านางก็อดอาหารมาหลายวันแล้วเช่นกัน

“ยัง...นางเหนื่อยมาก อาจกินอะไรไม่ลง”

...แล้วใครที่ทำนางเหนื่อยถึงเพียงนั้นกันเล่า…

เหล่าผู้คนที่ต้องนอนฟังเสียงครวญครางจากกระโจมหัวหน้ามาสามวันสามคืนติด ๆ กันได้แต่ยิ้มเจื่อนอย่างเสียมิได้ ก่อนที่เด็กหนุ่มชิชิโอที่นั่งถอนขนไก่อยู่จะหันมาร้อง

“จะกินไม่ลงยังไงก็ต้องให้กินบ้างนะลูกพี่!”

“รู้น่า ไม่ต้องมาสอนหรอก” โคกิทสึเนะมารุแยกเขี้ยวใส่พลางรับไก่ที่สุกดีแล้วจากทมโบะกิริมาก่อนจะลุกขึ้นเดินกลับเข้าไปในกระโจมท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของลูกน้องที่มองตามไป

“อ้าว...ตื่นแล้วงั้นรึ?” ชายหนุ่มเลิกคิ้วน้อย ๆ พลางทิ้งตัวลงนั่งบนฟูกข้าง ๆ นาคิกิทสึเนะที่นอนมองตาแป๋วอยู่ มือใหญ่เอื้อมลงช่วยประคองร่างบอบบางที่อ่อนเปลี้ยด้วยโดนกระทำอย่างหนักมาหลายวันให้ลุกขึ้นนั่งพลางส่งไก่ย่างในมือให้ “กินเสียหน่อย เมียข้า…เจ้าอดอาหารมาหลายวัน ร่างกายจะแย่เอาได้”

เด็กสาวพยักหน้าน้อย ๆ ไม่คิดโต้แย้งว่าแล้วใครกันที่ทำให้นางต้องอดอาหาร พลางรับไก่ชิ้นนั้นมาใช้มือฉีกกินอย่างช้า ๆ ท่าทางแสนน่ารักตรงหน้าทำเอาโคกิทสึเนะมารุอดยิ้มไม่ได้ มือใหญ่เลื่อนไปเกลี่ยแก้มนวลที่ซูบซีดเล็กน้อยเบา ๆ จนนาคิกิทสึเนะต้องเงยหน้ามองด้วยความฉงน

“เจ้างดงามจริง ๆ นาคิ...ข้าไม่นึกเสียใจเลยที่ช่วงชิงเจ้ามา” ริมฝีปากหยักได้รูปแย้มยิ้มน้อย ๆ จนเห็นปลายเขี้ยวก่อนจะเลื่อนไปจูบหน้าผากนางอย่างแผ่วเบา ดวงตาสีแดงหลุบลงมองพวงแก้มขาวที่แดงเรื่อขึ้นมานิด ๆ อย่างชอบใจ แล้วก้มลงประกบริมฝีปากบางแนบรอยจูบแผ่วเบาอ่อนโยน

นาคิกิทสึเนะหลับตาลงรับจูบ สามวันสามคืนที่ผ่านมานางถูกกกกอดไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน แม้ในทีแรกโคกิทสึเนะมารุจะรุนแรงหนักหน่วง หากแต่เมื่อเริ่มเคยชิน นาคิกิทสึเนะก็พบว่ามันมิได้แย่อย่างที่คิด ในความรุนแรงเต็มไปด้วยความเร่าร้อน และในทุกสัมผัสเสียวซ่านก็เต็มไปด้วยความรู้สึกดีที่นางยังไม่สู้แน่ใจนักว่ามันคืออะไร

น่าแปลกนัก...ความรู้สึกที่ทำให้หัวใจเต้นรัวเร็วนี้ แค่เพียงอยู่ใกล้ ในอกก็ร้อนผ่าวเสียแล้ว

“ลูกพี่...ข้าเอาน้ำมาให้” เสียงทุ้มดังขึ้นจากนอกกระโจม ทำเอานาคิกิทสึเนะสะดุ้งเฮือก นางลืมไปเสียสนิทเลยว่าที่นี่ไม่ได้มีเพียงแค่ตนกับโคกิทสึเนะมารุอยู่ลำพัง ชายหนุ่มผละริมฝีปากส่งเสียงจิ๊จ๊ะเบา ๆ เหมือนโดนขัดอารมณ์แต่ก็หยิบผ้าห่มคลุมร่างเปลือยเปล่าของเด็กสาวไว้แล้วลุกไปแง้มเปิดม่าน

“นี่ไว้ดื่ม นี่น้ำกับผ้า...เช็ดตัวให้นางแล้วพาออกมาสูดอากาศเสียหน่อยล่ะ” นาคิกิทสึเนะแอบชะโงกดูนิด ๆ จนเห็นร่างสูงใหญ่ที่อยู่นอกกระโจม โคกิทสึเนะมารุส่งเสียงขานรับคล้ายจะหน่าย ๆ แต่ก็รับกระบอกน้ำและถังไม้กับผ้าสะอาดมาแต่โดยดี

“ใครหรือ?” เด็กสาวเอ่ยถามพลางมองโคกิทสึเนะมารุที่เดินกลับมานั่งที่เดิมแล้วรับน้ำมาดื่ม

“ลูกน้องข้าเอง…ไม่ต้องห่วง เจ้าพวกนั้นไม่ทำอันตรายเจ้าหรอก” ชายหนุ่มตอบพลางฉีกแบ่งเนื้อไก่มากินบ้างก่อนจะส่งคืนให้นาคิกิทสึเนะแต่นางกลับส่ายหน้าปฏิเสธ ทำให้ร่างสูงต้องเลิกคิ้วน้อย ๆ ด้วยความแปลกใจ “กินเป็นดมเช่นนั้นอิ่มรึ?”

ครั้งนี้นาคิกิทสึเนะพยักหน้า เห็นดังนั้นโคกิทสึเนะมารุก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรแล้วจัดการเนื้อไก่ที่เหลือแทนโดยมีเด็กสาวนั่งจิบน้ำมองอย่างเงียบ ๆ

ที่นี่ไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย ชีวิตก็มิใช่ชีวิตแบบเมื่อครั้งอยู่ที่ปราสาท ราวกับเป็นขั้วตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง ที่นั่นไม่มีความโหดร้ายกักขฬะใด ๆ หากแต่ก็ไร้ซึ่งอิสรภาพด้วยเช่นเดียวกัน ในขณะที่แม้ที่ตั้งกองโจรแห่งนี้ ถึงจะมีบรรยากาศที่แตกต่าง แต่ก็มีสิ่งที่นางใฝ่หามาตลอด

“เมื่อไหร่…” เสียงหวานเล็กดังขึ้นเบา ๆ เรียกให้โคกิทสึเนะมารุที่กำลังแทะเนื้อที่ติดกระดูกหันมามองเด็กสาวที่ก้มหน้าก้มตาเอ่ยทั้งใบหน้าแดงเรื่อ “เมื่อไหร่...เจ้าจะพาข้าไปเปิดหูเปิดตาหรือ”

พูดด้วยท่าทางแบบนี้เดี๋ยวก็ไม่ให้เปิดหูเปิดตาแล้วขังไว้ในกระโจมตลอดชีวิตเสียหรอก…! จิ้งจอกหนุ่มตะโกนลั่นในใจ แต่ก็มีสติมากพอที่จะไม่เอ่ยออกไปให้นางหวาดกลัว

“พักผ่อนเสียให้หายเหนื่อยแล้วข้าจะพาออกไป...ป่าอินาริแห่งนี้มีสถานที่อีกมากมายให้เจ้าได้ชม” โคกิทสึเนะมารุเอ่ยยิ้ม ๆ แล้วจุมพิตตรงมุมปากเด็กสาวเบา ๆ นาคิกิทสึเนะยิ้มบางแล้วพยักหน้าหงึกก่อนที่ชายหนุ่มจะก้มลงล้างมือแล้วใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำมาเช็ดตัวให้นาง

ท่านหญิงน้อยสะดุ้งนิด ๆ จนชายหนุ่มพลอยตกใจแต่เมื่อตั้งสติได้ก็ยอมอยู่นิ่ง ๆ ให้เขาจัดการ น้ำหนักมือของโคกิทสึเนะมารุแผ่วเบาและนุ่มนวล ทุกคราวที่เนื้อผ้าไล้ผ่านกาย นางก็ราวกับจะรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นแปลกประหลาดที่แทรกซึมผ่านเข้ามาในร่าง

นกน้อยในกรงผู้แสนเดียวดาย....ไม่เคยรู้จักอะไรแบบนี้เลย

“นาคิ ขยับขาหน่อยสิ…” เมื่อรู้ตัวอีกที โคกิทสึเนะมารุก็ชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ นาคิกิทสึเนะสะดุ้งก่อนจะค่อย ๆ ขยับตัวนิด ๆ แต่โดยดี ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ เพราะได้แกล้งแล้วใช้ผ้าเช็ดตามแนวขาอ่อนนวลขาว “เจ้ากลัวหรือเปล่า...เวลาที่มีอะไรกับข้า”

เด็กสาวเลิกคิ้วแปลกใจแต่ก็ส่ายหน้า “แรก ๆ มันก็แปลก...แต่ก็เริ่มชิน”

โคกิทสึเนะมารุหัวเราะเบา ๆ ยามได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าหล่อเหลาเงยขึ้นและยิ้มหวานให้นาง ทำเอานาคิกิทสึเนะหน้าแดงนิด ๆ พลันรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะไปด้วยพร้อมกัน

...สิ่งนี้...หากเป็นสึรุมารุจะเรียกว่าอะไรกันนะ

-

“โอ้ ยอมออกมาแล้ว” โดดานุกิร้องเรียกพรรคพวกที่กำลังทำงานของตน ทมโบะกิริวางขวานที่ใช้ผ่าฟืนลง โอเทกิเนะและชิชิโอละจากการทำความสะอาดกองขนไก่ ขณะนิฮงโกยังคงกอดไหสาเกดื่มด่ำอย่างมีความสุขอยู่ข้างขอนไม้เดิมไม่ไปไหน

นาคิกิทสึเนะหน้าแดงนิด ๆ อยู่ใต้หน้ากากยามที่โคกิทสึเนะมารุอุ้มนางมาค่อย ๆ ประคองให้นั่งบนตักแกร่งของเจ้าตัว เหล่าชายหนุ่มขยับเข้ามาใกล้อย่างตื่นเต้นเมื่อได้เห็นบุตรสาวของเจ้าเมืองที่ลูกพี่ของตนพูดถึงมานานเต็มตาเสียที จนโคกิทสึเนะมารุต้องแยกเขี้ยวขู่แง่งให้ออกไปห่าง ๆ

“อย่ามาใกล้เมียข้า!!”

“เถอะน่าา...พวกข้าก็อยากเห็นหน้าสาวน้อยชัด ๆ เหมือนกันนะ!” ชายหนุ่มร่างผอมสูงหัวเราะแล้วยิ้มบางให้นาคิกิทสึเนะ “ข้าโอเทกิเนะ คนที่นั่งเมาอยู่นั่นคือนิฮงโก พี่ใหญ่ที่เป็นรองหัวหน้าของพวกเราชื่อทมโบะกิริ”

“ข้าโดดานุกิ มาซาคุนิ...ส่วนเจ้าเปี๊ยกนั่นชิชิโอ” ชายหนุ่มอีกคนแนะนำตัวบ้างแล้วชี้ไปทางเด็กหนุ่มท่าทางอายุน้อยที่สุด ทำเอาชิชิโอต้องหันมาร้อง

“ข้าไม่เปี๊ยกนะ!”

“แล้วเจ้าชื่ออะไรงั้นรึสาวน้อย?” ทมโบะกิริเอ่ยถามพลางยิ้มบาง ๆ ให้นางคลายใจ นาคิกิทสึเนะเงยหน้ามองก่อนจะตอบเบา ๆ

“นาคิ...กิทสึเนะ”

“โอ้ มีคำว่าจิ้งจอกในชื่อเหมือนลูกพี่เสียด้วย บังเอิญจริง ๆ นะ” โอเทกิเนะหัวเราะพร้อมกับส่งกระบอกน้ำให้นางดื่มเมื่อเห็นริมฝีปากซีดเซียว “ลูกพี่สนใจนางเพราะแบบนี้หรือเปล่านะ?”

“เปล่าสักหน่อย…” โคกิทสึเนะมารุเบ้หน้า กระชับกอดคนในอ้อมแขนแล้วคลอเคลียไปมาอย่างรักใคร่ “ทีแรกข้าสนใจนางเพราะคำเล่าลือ แต่ตอนนี้ข้ารักนางเข้าเสียแล้วล่ะ”

“ลูกพี่...ทำแบบนี้บ่อย ๆ พวกข้าก็วางตัวไม่ถูกนะ…” ชิชิโอเหงื่อตกบอกแต่ก็หาได้อยู่ในความสนใจของจิ้งจอกน้อยตัวโตไม่ นาคิกิทสึเนะหยีตานิด ๆ ทั้งใบหน้าแดงเรื่อพลางมองเหล่าผู้คนตรงหน้า

ทั้งที่ตอนแรกที่มาปล้นขบวนของนาง ดูดุดันโหดร้ายแท้ ๆ ทว่าตอนนี้ทุกคนกลับเป็นมิตรและอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ สาวน้อยพลันเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่าโลกที่ตนเคยรู้จักตลอดมานั้น...คือโลกที่แท้จริงแน่หรือ?

นางอาศัยอยู่ในปราสาทที่ราวกับกรงขัง ไม่เคยออกไปไหน โลกที่รู้จักจากคำบอกเล่าของท่านพ่อ อาจารย์ หรือคนในปราสาทล้วนมีเพียงสีขาวและดำ สิ่งนี้ดี สิ่งนี้ชั่ว นักบวชดี โจรไม่ดี กระเรียนสัตย์ซื่อ ส่วนจิ้งจอกนั้นแสนเจ้าเล่ห์...แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้านางนี้เล่า คืออะไรกันแน่

จริงอยู่ว่าพวกโจรไม่ดีที่ปล้นและทำร้ายคนของนาง แต่ว่าอีกด้านหนึ่ง...พวกเขาก็มีมุมที่แสนอบอุ่นเช่นนี้อยู่เหมือนกัน ไม่ได้เลวร้ายไปเสียหมดนี่นา

“พวกเจ้า...ทำอะไรกับคนของข้าหรือ?” เสียงหวานเอ่ยถามขึ้นมาเบา ๆ ทำให้ชายหนุ่มทุกคนในกลุ่มหยุดชะงักได้ โคกิทสึเนะมารุแนบแก้มกับแก้มของนางไม่ได้เอ่ยตอบอะไรขณะที่ทมโบะกิริยิ้มอ่อนโยน

“เจ้าคงเป็นห่วงคนของเจ้าสินะ...ไม่ต้องกังวล พวกข้าต้อนไปปล่อยที่ชายป่าอย่างปลอดภัย ป่านนี้คงจะกลับถึงแคว้นแล้วล่ะ ยกเว้นแต่ว่าจะออกเดินทางไปแจ้งข่าวกับฝั่งแคว้นของเจ้าบ่าวเจ้าน่ะนะ”

โคกิทสึเนะมารุขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยไม่มีใครทันสังเกต ขณะที่นาคิกิทสึเนะตาเป็นประกายนิด ๆ ด้วยความยินดีที่รู้ว่าทุกคนปลอดภัย

“นาคิกิทสึเนะ...เจ้าแน่ใจแล้วรึที่จะอยู่ร่วมกับลูกพี่ของพวกเรา?” ทมโบะกิริเอ่ยถามบ้าง ซึ่งนาคิกิทสึเนะก็เลิกคิ้วกะพริบตาปริบเหมือนกำลังทวนคำถาม ขณะที่โคกิทสึเนะมารุร้องค้านประมาณว่า ‘พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง’

เด็กสาวก้มหน้าลง มือเล็กทาบแตะลงบนท่อนแขนของโคกิทสึเนะมารุที่โอบกอดรอบกายอย่างแผ่วเบา นวลแก้มที่อยู่ใต้หน้ากากแดงเรื่อขึ้นมาน้อย ๆ

“ข้าไม่แน่ใจ…” เสียงตอบนั้นทำให้โคกิทสึเนะมารุเลิกคิ้ว วงแขนกอดกระชับแน่นขึ้นทันทีอย่างไม่รู้ตัว หากแต่นาคิกิทสึเนะก็ยิ้มบางแล้วเงยหน้าขึ้นมา

“แต่ข้าก็อยากอยู่กับเขา…”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น