หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2560

Fiction : จันทร์เสี้ยว・กระเรียนขาว・สองจิ้งจอก - บทที่ ๑๐ ลูกจิ้งจอก (MikaTsuru / KogiNaki)

บทที่ ๑๐
『子狐』
ลูกจิ้งจอก


เป็นเวลาสามเดือนมาแล้วที่ได้อาศัยอยู่ร่วมกับกลุ่มโจรแห่งป่าอินาริ…


นาคิกิทสึเนะได้เรียนรู้อะไร ๆ อีกมากมายซึ่งนับเป็นการเปิดโลกที่เคยคับแคบของนางให้กว้างออกสุดลูกหูลูกตา ทุกคนในกลุ่มโจรเอ็นดูนางมากเช่นดังน้องสาว ไม่ต้องพูดถึงคนรักอย่างโคกิทสึเนะมารุที่คอยชิดใกล้นางตลอดเวลาที่ทำได้ไม่ว่าจะไปทำอะไรที่ไหน


ทมโบะกิริสอนวิธีใช้ชีวิตหลาย ๆ อย่างให้กับนาง โอเทกิเนะสอนวิธีทำอาหาร ชิชิโอคอยเป็นเพื่อนเล่นสนุกยามเหงา ส่วนโดดานุกิสอนนางเรื่องการป้องกันตัว แม้นิฮงโกที่เอาแต่เมามายจะมิได้ช่วยสอนสั่งอะไรมากนัก แต่ก็เป็นเพื่อนคุยที่ดีไม่น้อย


โคกิทสึเนะมารุมักจะพานางเดินหรือขึ้นหลังเข้าไปเที่ยวป่าอยู่เสมอ ๆ (ถ้าเดินเองไม่ได้ก็เพราะถูกเขากกกอดยามราตรีอย่างหนักหน่วงไปหน่อยนั่นล่ะ) แนะนำให้นางรู้จักต้นไม้ดอกไม้หลาย ๆ ชนิด สอนอะไรหลาย ๆ อย่างให้กับนาง


ความรักที่ในทีแรกเป็นเพียงส่วนเล็กกระจ้อยค่อย ๆ พองตัวขยายใหญ่ขึ้นจนเต็มหัวใจเมื่อได้ใกล้ชิด ทุกบทสนทนา ทุกสัมผัสแนบชิด ทุกอ้อมกอด ทุกรอยจูบ ทุกความเร่าร้อนที่ส่งผ่าน ทุกคำบอกรักย้ำเตือน ทุกความอ่อนหวาน ทุกเวลาที่ได้ใช้ไปด้วยกัน...ได้หัวเราะ สนุกสนานไปด้วยกัน บ่มเพาะความรักที่นาคิกิทสึเนะไม่เคยรู้จักให้เติบโต


ตอนนี้นางเป็นเมียของหัวหน้ากลุ่มโจรไปอย่างเต็มตัวและหัวใจ


“นิฮงโกเป็นอะไรหรือ?” เด็กสาวที่เพิ่งเดินออกมาจากกระโจมหลังนอนพักผ่อนเอ่ยถามยามเห็นโอเทกิเนะกับชิชิโอกำลังทำอะไรสักอย่างเหมือนจะเป็นการปลอบโยนนิฮงโกที่ไม่รู้ว่ากลับมาจากในเมืองเมื่อใด ส่วนโคกิทสึเนะมารุ ทมโบะกิริและโดดานุกิออกไปหาของป่ายังไม่กลับ


“อกหักมาน่ะสิ” โอเทกิเนะหัวเราะ นาคิกิทสึเนะเลิกคิ้วสงสัยแล้วเดินเข้าไปนั่งบนขอนไม้ใกล้ ๆ กับนิฮงโกที่เอาแต่ซดเหล้าไม่หยุดไม่หย่อน ปากก็พร่ำเพ้อแต่ชื่อ ‘จิโร่จัง’ ไม่ขาด “เจ้านี่หลงรักนางโลมในเมืองใกล้ ๆ นี่อยู่ แต่ไปหาครั้งล่าสุด ดูเหมือนนางจะมีคนรักอุปถัมภ์ไปเลี้ยงดูเสียแล้ว ก็เลยร้องไห้อยู่แบบนี้”


“ข้าไม่ได้ร้องไห้นาเว้ยย!” เด็กสาวเอียงคอมองนิฮงโกที่เงยหน้าแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราขึ้นมองตอบนาง “น้องหญิงคงไม่เข้าใจใช่ไหมเล่าา! อึ๊ก! ว่าความรู้สึกเช่นนี้มันเป็นอย่างไร”


“อืม...ข้าไม่เข้าใจหรอก” เสียงหวานเอ่ยตอบ ทำเอาทั้งโอเทกิเนะและชิชิโอต้องรีบกลั้นขำ นิฮงโกสะอึกอีกหลายทีก่อนจะชะงักน้อย ๆ เมื่อถูกมือเล็กเอื้อมมาวางทาบบนศีรษะ “แต่ว่า...มันเศร้ามากใช่ไหม?”


ร่างสูงเงยหน้าขึ้นมอง เห็นนาคิกิทสึเนะที่แย้มรอยยิ้ม แม้นางสวมหน้ากากอยู่ หากแต่แววตาที่ส่งมานั้นทั้งจริงใจและอ่อนหวาน มือเล็กขยับลูบหัวเขาอย่างแผ่วเบา


“อย่าได้ทุกข์ใจไปเลยนะ...เจ้ายังมีพวกข้าอยู่ เป็นเพื่อน เป็นครอบครัวที่คอยดูแลอยู่เคียงข้างเจ้าไม่ไปไหน...สักวันเจ้าจะได้พบคนที่เจ้ารัก และเขาก็รักเจ้าอย่างแน่นอน”


“น้องหญิง…” คำพูดแสนอ่อนหวานทำเอานิฮงโกเผลอมองค้าง ก่อนจะใช้นิ้วถูจมูกเบา ๆ ด้วยความอายที่ปล่อยให้นางได้เห็นสภาพไม่น่าดูเช่นนี้ “ให้ตายสิ...ข้านี่ไม่เป็นผู้ใหญ่เอาเสียเลย ฮ่ะ ๆ ...น่าอิจฉาลูกพี่เสียจริงที่มีเมียดีเช่นเจ้า น้องหญิง!”


ชายหนุ่มหัวเราะพลางจับมือนางมากุมไว้อย่างแผ่วเบาแทนคำขอบคุณ เด็กสาวยิ้มน้อย ๆ แล้วพยักหน้าดีใจที่นางพอช่วยปลอบโยนอะไรเขาได้บ้าง


“นาคิ…” เสียงเรียกคุ้นหูดึงความสนใจนางให้หันไปมอง ทันทีที่เห็นเจ้าของเสียง นาคิกิทสึเนะก็ยิ้มดีใจ หากแต่ก็ยังหันมองนิฮงโกอย่างเป็นห่วง เขายิ้มน้อย ๆ พยักหน้าเชิงว่าไม่มีอะไรแล้ว เด็กสาวจึงลุกวิ่งตรงเข้าไปโผกอดชายหนุ่มร่างสูงที่กอดตอบนางไว้แน่น ๆ


“นิฮงโกเป็นอะไรไป? ท่าทางน่าสมเพชไม่เบาเลยไม่ใช่รึ? ถึงขนาดต้องให้เมียข้าปลอบเนี่ย” โคกิทสึเนะมารุเอ่ยถามขณะลูบผมนุ่มของเมียรักอย่างแผ่วเบาแล้วโอบเอวนางเดินเข้าไปนั่งบนขอนไม้


“นิดหน่อยน่าลูกพี่...อย่าห่วงข้าเลย” นิฮงโกโบกมือปัด ๆ แล้วยิ้มมุมปากมองลูกพี่ของตน “น้องหญิงเป็นเด็กดีรู้ไหม ถ้าลูกพี่ทำนางเสียใจ บอกไว้เลยว่าพวกข้าไม่ยอมแน่”


“โฮ่ย...เดี๋ยวนี้กล้าตีฝีปากนะ” โคกิทสึเนะมารุแสยะยิ้มตอบอย่างหยอก ๆ ขณะที่ทุกคนในกลุ่มโจรพยักหน้าเห็นด้วยกับนิฮงโก “พวกเจ้าด้วยเรอะ!”


“เป็นความจริงจากใจ ลูกพี่…” ทมโบะกิริหัวเราะขณะโยนซากกระต่ายที่ล่ามาได้ไปไว้บนกองใบไม้ “พวกข้ารักเอ็นดูนางเสมือนน้องสาว รักมากกว่าที่เคารพลูกพี่อีกกระมัง?”


“เจ้าพวกเลี้ยงเสียข้าวสุก” หัวหน้าโจรหัวเราะพลางกระชับกอดนาคิกิทสึเนะที่นั่งอยู่เคียงกายไว้แน่นก่อนจะจุมพิตข้างขมับนางอย่างรักใคร่ “เจ้าบอกพวกนี้ไปเสียสิว่าข้าจะไม่มีวันทำให้เจ้าเสียใจ เมียรักของข้า บอกไปว่าข้ารักเจ้ามากกว่าอะไรทั้งหมดในโลกนี้”


“ข้าเชื่อเจ้า…” นาคิกิทสึเนะยิ้มน้อย ๆ แล้วโอบกอดรอบเอวเขาเอาไว้จนจิ้งจอกตัวโตอดไม่ได้ต้องรวบตัวนางขึ้นนั่งตัก พรมจุมพิตทั่วใบหน้าหวานที่ถูกปกปิดไว้ด้วยหน้ากากอย่างแสนรักใคร่ ไม่คิดจะเกรงใจพวกพ้องที่ต้องรีบเบือนหน้าหนีไปอีกทางเพราะไม่อยากจะเหนื่อยอิจฉา


“แล้วตกลงเจ้าเป็นอะไรไป ร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียขนาดนั้น?” เมื่อสมใจแล้วโคกิทสึเนะมารุก็หันกลับไปสนใจประเด็นแรกเริ่มของนิฮงโกอีกครั้ง


“ก็บอกว่าไม่ได้เป็นไรไงเล่า...แต่ว่านะลูกพี่…” ชายอายุมากกว่าหัวเราะ ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง “แทนที่จะสนใจเรื่องข้า สนใจเรื่องตัวเองก่อนดีไหม?”


โคกิทสึเนะมารุขมวดคิ้วมุ่นทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ดวงตาสีแดงหลุบมองนาคิกิทสึเนะที่อยู่ในวงแขน ซึ่งนางก็เงยหน้ามองตอบอย่างสงสัย และยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีกเมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่สบายใจของเขา


“โคกิ…”


“นาคิ...เจ้าไปช่วยชิชิโอกับโดดานุกิแยกผลไม้ที่เก็บมาก่อนเถอะ เดี๋ยวข้ามา” ชายหนุ่มเอ่ยแล้วจูบแก้มนางเบา ๆ พร้อมกับประคองให้ลุกขึ้น แม้เด็กสาวจะนึกกังขา แต่ก็รู้ดีว่ายังไม่ควรถามในตอนนี้ นางพยักหน้ารับคำแล้วเดินไปหาพวกชิชิโอตามที่เขาบอก


โคกิทสึเนะมารุมองตามหลังเมียรักไปอย่างไม่สู้สบายใจนัก ก่อนจะพยักพเยิดให้ทมโบะกิริเข้ามาฟังเรื่องจากนิฮงโกที่ลุกขึ้นแยกไปในมุมห่างจากจุดที่คนอื่น ๆ จะได้ยินอย่างรู้หน้าที่


“ตอนข้าเข้าไปในเมือง...พวกสาวนางโลมคุยกันเรื่องนี้ไม่ขาดปาก” นิฮงโกเอ่ยเสียงเบาพลางยกไหเหล้าขึ้นซดดื่ม “ลูกพี่...ตลอดสามเดือนมานี้ อิจิโกะ ฮิโตฟุริ คู่หมั้นของนาคิกิทสึเนะ...ไม่เคยหยุดตามหานาง”


“ข้าคิดว่าเจ้านั่นจะยอมแพ้ไปเสียแต่แรก ๆ แล้วแท้ ๆ” โคกิทสึเนะมารุกำมือแน่นพร้อมกับกัดฟันกรอดทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น จนทมโบะกิริต้องบีบไหล่ปลอบเบา ๆ


“เจ้าพอรู้ไหมว่าทางนั้นได้เบาะแสอะไรมาบ้าง” พี่ใหญ่ของกลุ่มเอ่ยถาม ซึ่งนิฮงโกก็พยักหน้าช้า ๆ


“เท่าที่ถามมา พวกนางรู้เรื่องแค่จากที่พวกทหารของอาวาตะงุจิมาสอบถาม อิจิโกะ ฮิโตฟุริส่งกำลังออกตามหานาคิกิทสึเนะทั่วทุกสารทิศ และดูเหมือนทางคุนิโยชิ แคว้นของนางเองก็ทราบเรื่องและกระจายกำลังช่วยค้นหาแล้วเช่นกัน...ตอนนี้คล้ายว่าจะเหลือแค่เขตของซังโจ ที่อิจิโกะยังไม่ได้เข้าค้นหา...โชคดีที่ป่าอินาริส่วนหนึ่งก็เป็นเขตแดนของซังโจด้วย”


“ซังโจเองก็เป็นแคว้นใหญ่ มีกองทัพที่แข็งแกร่ง แม้จะถือสัญญาเป็นพันธมิตรกันอยู่ก็เถอะ แต่อิจิโกะ ฮิโตฟุริคงยังไม่กล้าเข้าไปก้าวก่ายจนกว่าจะได้รับการยินยอม” ทมโบะกิริแตะปลายคางคิดพลางเหลือบมองโคกิทสึเนะมารุที่ขมวดคิ้วมุ่น “แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่า...หากอาวาตะงุจิส่งสารขอเข้ามาสำรวจในพื้นที่ป่าอินาริในความดูแลของซังโจ ทางแคว้นก็คงไม่อาจปฏิเสธได้อยู่ดี โคกิทสึเนะมารุ...ข้าว่าเจ้าควรจะ…”


“ไม่...ทมโบะกิริ...ข้าจะไม่ทำอะไรก็ตามที่เจ้ากำลังคิดอยู่ ไม่ว่าจะเรื่องอะไร” โคกิทสึเนะมารุขัดเสียงห้วนเพราะพอจะเดาเรื่องที่คนอายุมากกว่าจะบอกได้ เห็นดังนั้นพี่ใหญ่ก็ได้แต่ถอนหายใจช้า ๆ อย่างจำยอม


“นาคิเป็นเมียข้า...เป็นคนที่ครองหัวใจข้าไว้ทั้งดวง...ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาเอานางไปอย่างเด็ดขาด เช่นนั้นก็ไม่ต่างจากการให้คนอื่นมาแหวกอก ควักเอาดวงใจไปมิใช่รึ”


“ข้าเข้าใจ...โคกิทสึเนะมารุ” ทมโบะกิริเอื้อมมือไปตบบ่าลูกพี่ของตนแล้วยิ้มบาง “ไว้ตอนค่ำที่นางหลับไปแล้วมาประชุมจัดเวรสอดแนมกันอีกที พวกข้าเองก็จะทำเต็มที่เพื่อช่วยปกป้องนาคิกิทสึเนะ อย่ากังวลไปเลย...อย่างที่บอกไปว่านางเป็นเหมือนน้องสาวของพวกข้าเช่นกัน มีพี่ชายที่ไหนกันจะยอมให้น้องสาวถูกพรากไป”


จิ้งจอกหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงใหญ่แล้วพยักหน้าน้อย ๆ “...ขอบใจพวกเจ้ามาก”


“เอาน่า...เรื่องเท่านี้เอง เจ้าเองก็ช่วยพวกข้ามามากมาย แค่นี้ยังตอบแทนได้ไม่หมดด้วยซ้ำมิใช่รึ น้องชาย” ทมโบะกิริหัวเราะพลางขยี้ผมโคกิทสึเนะมารุเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู “กลับไปหานาคิเถอะ...ยิ่งแสดงท่าทางกังวลใจ นางจะยิ่งเป็นห่วงเจ้านะ”


“เข้าใจแล้วน่า…” ชายหนุ่มหัวเราะน้อย ๆ แล้วปัดมืออีกคนออกก่อนจะเดินกลับไปหานาคิกิทสึเนะที่กำลังเพลิดเพลินกับการแยกผลไม้ ฝ่ายเด็กสาวเห็นเขากลับมาก็รีบลุกขึ้นวิ่งมาหาอย่างร้อนใจ


“โคกิทสึเนะมารุ...มีเรื่องอะไรหรือ? เป็นอะไรหรือเปล่า?”


ชายหนุ่มยิ้มบางพลางยกมือลูบแก้มนางผ่านหน้ากากเบา ๆ คล้ายจะย้ำยืนยันกับตัวเองว่านาคิกิทสึเนะยังอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน เด็กสาวเอียงคอสงสัยก่อนจะสะดุ้งน้อย ๆ เมื่อถูกรวบตัวอุ้มขึ้น


“ไปเที่ยวป่ากับข้านะ...นาคิ” เจ้าของเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยพลางจุมพิตหน้าผากนางเบา ๆ แม้นาคิกิทสึเนะจะยังไม่ได้รับคำตอบที่ต้องการ แต่ก็เลือกที่จะยิ้มแล้วพยักหน้ารับ


-


“ทุกคน...วันพรุ่งนี้เราจะเดินทางกันไปท่องเที่ยวนะ”


น้อง ๆ ตระกูลโทชิโร่ที่กำลังนั่งเล่นสบายใจกันอยู่ในห้องเงยหน้าขึ้นมองพี่ชายผู้ซึ่งเอ่ยประโยคนี้ทั้งรอยยิ้มโดยพร้อมเพรียงกัน ก่อนที่มิดาเระจะร้องดีใจเป็นคนแรก หลังจากทนความอึดอัดในปราสาทมาสามเดือนเต็ม แค่ได้ยินคำว่าไปท่องเที่ยวนางก็ดีใจมากแล้ว ส่วนน้อง ๆ คนอื่น ๆ ก็ท่าทางตื่นเต้นกันไม่น้อย มีเพียงนามาซึโอะ โฮเนบามิ อัตสึชิและยะเก็นเท่านั้นที่มองหน้ากันอย่างรู้สึกกังขา


“ไปไหนหรือ ท่านพี่” นามาซึโอะ บุตรชายคนรองเอ่ยถาม อิจิโกะหันมายิ้มบาง ๆ ให้


“ก็หลาย ๆ ที่น่ะ...เคร่งเครียดกันมาก็นาน พี่อยากพาพวกเจ้าทุกคนไปผ่อนคลายกันบ้าง” เสียงทุ้มนุ่มนวลเอ่ยขณะที่เจ้าตัวขยับนั่งลงและโค้งหัวน้อย ๆ ต่อหน้าน้อง ๆ ทั้งสิบสองคน “ต้องขอโทษจริง ๆ ที่ทำให้เป็นห่วงกันแบบนี้ จะยกโทษให้พี่ได้หรือเปล่า?”


“ได้อยู่แล้วล่ะ! ก็พี่อิจิเป็นพี่ชายของพวกเรานี่นา” มิดาเระหัวเราะเสียงใส โผเข้ากอดพี่ชายคนโตไว้แน่นโดยมีชินาโนะ ฮากาตะ อาคิตะและโกโคไทเข้าผสมโรงกันสนุกสนาน ในขณะที่บุตรสาวคนรองอย่างโฮเนบามิเหลือบมองยะเก็นที่นั่งนิ่งเงียบมาตั้งแต่พี่อิจิเข้ามาแล้ว


เด็กโตทั้งสี่คนรู้ว่ามีบางอย่างอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจไปท่องเที่ยวครั้งนี้ของอิจิโกะ ซึ่งต่างก็คาดเดากันได้ไม่ยากว่ามันจะต้องเกี่ยวกับการตามหาเจ้าสาวที่หายไปแน่นอน


อิจิโกะไม่เคยลืมนาง...ไม่เคยลืมความรักที่มีต่อนาง และพยายามค้นหานางอย่างสุดความสามารถ ไม่ว่าจะแคว้นใด เมืองใด ที่ไหน ๆ ...หากแต่ก็ไม่เคยพบ จนบางคนเริ่มหมดหวัง และคิดว่านางคงถูกโจรป่าฆ่าทิ้งไปเสียแล้ว แต่อิจิโกะไม่เคยคิดเช่นนั้น ทั้งยังเชื่อมั่นในตัวนางเสมอมา


“เอาล่ะ...อย่าลืมเก็บของกันให้ครบนะ อย่าลืมล่ะว่าพรุ่งนี้ออกเดินทางกันเวลาไหน” พี่ชายคนโตแย้มยิ้มหลังจากตกลงเวลาและกำหนดการกับพวกน้อง ๆ เรียบร้อย ก่อนที่พวกเด็ก ๆ จะหัวเราะร่าเริงรีบลุกไปเก็บข้าวของกันที่ห้องของตัว อิจิโกะมองตามน้อง ๆ ไปแล้วหันกลับมามองน้องคนโตทั้งสี่คน


“ท่านพี่...เรื่องนี้น่ะ…” นามาซึโอะออกปาก หากแต่ก็ถูกขัดด้วยเสียงของพี่ชาย


“นามาซึโอะ...อย่าคิดอะไรมากมายเลย ต่อให้พี่จะทำอะไร สิ่งที่พี่ต้องการก็เพียงแค่ให้พวกเจ้าทุกคนมีความสุข เพื่อทดแทนสิ่งที่พี่ทำเอาไว้ในสามเดือนนี้เท่านั้น” อิจิโกะยิ้มบางเอ่ย ลอบมองยะเก็นที่ไม่ค่อยจะสบตาตนมาตลอดเดือนเหมือนเคย “พวกเจ้าก็ไปเตรียมของเถอะ...ขาดเหลืออะไรจะได้หาได้ทัน”


บุตรชายคนรองเหลือบมองน้องสาวฝาแฝดตนแล้วยอมพยักหน้าอย่างเสียมิได้ก่อนจะลุกขึ้นชวนอัตสึชิ น้องชายต่างมารดากลับห้องไปเก็บของ


“ท่านพี่ก็ไปเถอะ...ข้าอยากจะคุยกับยะเก็นตามลำพัง” โฮเนบามิเอ่ยขึ้นยามเห็นพี่ชายคนโตที่มองยะเก็นด้วยท่าทางไม่สู้สบายใจนัก เมื่อได้ยินเช่นนั้น อิจิโกะก็ได้เพียงพยักหน้ารับแล้วลุกออกไป เมื่อพ้นสายตาพี่ชายแล้ว เด็กสาวจึงหันไปหายะเก็นที่เอาแต่นั่งอ่านกลอนเงียบ ๆ “ยะเก็น...เจ้าไปด้วยนะ”


“ข้าไม่อยากไป...พี่โฮเนบามิ” ยะเก็นเอ่ย ทว่าพี่สาวกลับส่ายหน้า เอื้อมมือมากุมมือยะเก็นไว้


“ข้ารู้ว่าเจ้าลำบากใจ...แต่ว่ายะเก็น ข้าสังหรณ์ไม่ดี เชื่อว่าเจ้าเองก็คงรู้สึกได้เช่นกัน” น้องสาวเงยหน้า หันกลับมองนางด้วยความฉงน โฮเนบามิหลุบตาลง


“...ข้าเกรงว่าหากเกิดอะไรขึ้น คงมีเพียงเจ้า ที่จะหยุดพี่อิจิได้”


-


สิ่งที่สร้างความแปลกใจให้นาคิกิทสึเนะมาพักใหญ่แล้วคือการที่เดี๋ยวนี้เวลาไปเดินป่าด้วยกัน โคกิทสึเนะมารุจะพกดาบติดตัวมาด้วยเสมอ นางเห็นดาบเล่มนั้นครั้งแรกในกระโจม แต่ชายหนุ่มก็ไม่เคยนำไปไหนมาไหนด้วย โดยปกติแล้ว เวลาเขาเข้าป่าจะเอาไปเพียงแค่มีดสั้นและธนูเท่านั้น


เด็กสาวเคยออกปากถามหลายครั้งคราว แต่เจ้าตัวก็บ่ายเบี่ยงตอบเพียงแค่จะใช้ป้องกันตัว ซึ่งนาคิกิทสึเนะไม่เชื่อ แต่ไหนแต่ไรเขาป้องกันตัวด้วยมีดสั้นได้ เหตุใดจึงเปลี่ยนมาพกดาบกันถ้าไม่มีเหตุผิดปกติ


ยังไม่รวมอีกหลายคืนที่โคกิทสึเนะมารุดูเหน็ดเหนื่อยเกินกว่าจะร่วมรักกันได้นานเหมือนก่อน และเมื่อหลับพักผ่อนก็มักจะสะดุ้งตื่นกลางดึกอยู่เสมอ ยามเด็กสาวลุกมาปลอบโยน ก็พบว่าร่างกายของเขาท่วมไปด้วยหยาดเหงื่อ ลมหายใจหอบกระชั้น มือใหญ่สั่นเทาจนนางต้องกอดไว้แนบอกให้สบายใจขึ้น


แม้โคกิทสึเนะมารุไม่เคยออกปาก แต่นาคิกิทสึเนะก็เดาได้ไม่ยากนักว่า...อาจจะเกี่ยวกับคู่หมั้นของนาง


สามเดือนมานี้นางแทบไม่ได้นึกถึงอิจิโกะเลย อาจเพราะมีชายที่รักเคียงกายทุกเวลากระมัง นางลืมคิดไปสนิทว่าเขาจะกำลังตามหานาง หรือเลิกตามหาไปแล้ว ลึกลงในใจ...นาคิกิทสึเนะหวังให้เขาเลิกล้มไป เพราะรู้ตัวดีว่าบัดนี้นางไม่อาจหวนกลับไปหาเขาได้อีกแล้ว


“นาคิ…” ขณะกำลังคิดอะไรเพลิน ๆ โคกิทสึเนะมารุก็จับมือนางดึงไว้แล้วยกนิ้วชี้แตะริมฝีปากเป็นเชิงให้เงียบเสียง ซึ่งเด็กสาวที่ปกติแทบไม่พูดอะไรอยู่แล้วก็เพียงแค่ยืนนิ่ง ชายหนุ่มย่อกายลงอุ้มนางขึ้นอย่างแผ่วเบาที่สุด แล้วพาไปวางไว้ตรงหลังต้นไม้


“รอนี่นะ...เดี๋ยวข้ามา” นาคิกิทสึเนะเอียงคอสงสัยเมื่อเขาเอ่ยกระซิบและจูบหน้าผากนางอย่างแผ่วเบา ในใจเด็กสาวนึกหวั่นกลัว นางคว้าแขนเขาไว้ กอดแน่นราวกับจะไม่ยอมปล่อยไปจนโคกิทสึเนะมารุต้องเลิกคิ้ว “มีอะไรรึ เมียข้า?”


นาคิกิทสึเนะส่ายหน้าไปมาไม่ยอมตอบ ยิ่งสร้างความฉงนให้ชายหนุ่มเข้าไปใหญ่


“ข้าแค่จะไปล่าจิ้งจอกนั่นเท่านั้น” โคกิทสึเนะมารุเริ่มคาดเดาได้ว่านางคงจะไม่อยากให้เขาไปทำอะไรอันตราย หรืออาจจะคาดเดาเรื่องที่เขากังวลใจอยู่ตอนนี้ได้แล้วก็เป็นได้


“เจ้าไม่ได้จะ...ไปต่อสู้ใช่ไหม?” นั่นไงเล่า...ใครว่าเมียเขาเป็นนกน้อยในกรงทองที่ไม่รู้เรื่องราวใด ๆ แท้จริงนางออกจะเฉลียวฉลาดและช่างสังเกตไม่น้อย โคกิทสึเนะมารุยิ้มบาง ๆ แล้วย่อตัวลงให้ใบหน้าอยู่ในระดับเดียวกับนาง มือใหญ่ลูบแก้มที่ถูกปกปิดด้วยหน้ากากเบา ๆ


“ข้าไม่ได้จะไปต่อสู้...นาคิ วางใจเถอะ...ขอแค่ล่าเจ้าจิ้งจอกนั่นได้ ข้าจะรีบกลับมาหาเจ้า” เอ่ยแล้วจุมพิตบนหน้าผากมนค้างไว้แนบแน่น “เจ้านั่นเป็นอริเก่าข้าเอง มันทำข้าไว้แสบนัก”


โคกิทสึเนะมารุหัวเราะแล้วยืดตัวขึ้น กระชับธนูมาถือไว้ดี ๆ “รอข้าเดี๋ยวนะ นาคิกิทสึเนะ...ข้าจะรีบกลับมา”


นาคิกิทสึเนะพยักหน้า มองร่างสูงที่ค่อย ๆ ขยับกายไปยังเป้าหมาย นางชะโงกมอง เห็นจิ้งจอกน้อยยืนทำจมูกฟิดฟิดอยู่ตรงที่โล่ง ฝีเท้าชายหนุ่มเบามากจนนางจิ้งจอกดูจะไม่รู้สึกตัว โคกิทสึเนะมารุง้างสายธนูอย่างช้า ๆ ดวงตาสีแดงคู่คมจับจ้องตรงไปยังเป้าหมาย ปลายศรชี้ตรงพร้อมจะปล่อยออกไปทันทีที่ได้จังหวะ


ทว่าตอนนั้นเอง ที่นาคิกิทสึเนะสังเกตเห็นบางสิ่งผิดปกติ ร่างเล็กถลาออกจากหลังต้นไม้ โผเข้ากอดโคกิทสึเนะมารุ เบี่ยงทิศทางลูกศรให้พ้นจากนางจิ้งจอก ชายหนุ่มสะดุ้งตกใจพร้อม ๆ กับจิ้งจอกที่วิ่งไปหลบหลังพุ่มไม้


“นาคิ! ทำอะไรของเจ้าเนี่ย! มันอันตราย...นะ” ร่างสูงที่หายจากอาการตกใจส่งเสียงเอ็ด หากแต่กลับไม่อยู่ในความสนใจของเมียรักที่ลุกขึ้นเดินเข้าไปทางเจ้าจิ้งจอกที่หลบอยู่ไม่ไกล มือเล็กบางค่อย ๆ แหวกพุ่มไม้ แล้วแทรกกายเข้าไปนั่งลงข้าง ๆ จิ้งจอกสาวก่อนจะลูบขนมันเบา ๆ


“โคกิทสึเนะมารุ...เจ้านี่บาดเจ็บ” โคกิทสึเนะมารุขมวดคิ้วมุ่นแล้วลุกตามมาชะโงกมอง


“อา...คงจะโดนกับดักพรานเข้า” ดวงตาสีแดงเหลือบมองบาดแผลบนขาหลังของนางจิ้งจอกที่ส่งเสียงร้องเบา ๆ ยามนาคิกิทสึเนะขยับมือลูบหัวมัน ดูเหมือนแผลจะไม่ลึกมาก คงนับเป็นโชค “มันมีลูกอ่อนด้วยนี่...ดูสิ เต้าเต่งเชียว”


เด็กสาวหันมองตาม นางไม่ค่อยได้แตะต้องสัตว์บ่อยนักจึงไม่ค่อยรู้ด้านนี้ หากแต่ก็พอเดาเรื่องราวได้ “หากว่ามันตาย...ลูก ๆ มันล่ะ?”


“อย่าไปแช่งมันสิ…” โคกิทสึเนะมารุเหงื่อตกพลางนั่งยองลง ขยับดาบที่เหน็บเอวไว้ดี ๆ แล้วดันคาชิระให้เปิดก่อนจะใช้นิ้วแต้มยาไปทาบนบาดแผลของจิ้งจอกอย่างเบามือที่สุดโดยมีนาคิกิทสึเนะจ้องมองตลอดเวลาอย่างสนใจ จนชายหนุ่มอดหัวเราะในลำคอมิได้ “นี่เป็นยาที่ทมโบะกิริเป็นคนบดน่ะ ทำจากสมุนไพร ช่วยห้ามเลือดและสมานแผล”


“ข้าก็...อยากทำได้บ้าง” นาคิกิทสึเนะเอ่ยขณะมือก็ลูบหัวลูบขนปลอบเจ้าจิ้งจอกไปด้วย ความสนใจใฝ่รู้ของนางฉายแววชัดก็เมื่อมาอยู่กับกลุ่มโจรแห่งป่าอินารินี่เอง โคกิทสึเนะมารุยิ้มบาง


“ไว้กลับบ้าน เจ้าก็ลองขอให้ทมโบะกิริสอน...ดีไหม?” เด็กสาวตาเป็นประกาย พยักหน้าหงึกทันที จนชายหนุ่มต้องส่ายหน้าน้อย ๆ ด้วยความเอ็นดูก่อนจะปลดชายผ้าชิ้นหนึ่งจากเอวพันรอบแผลของนางจิ้งจอกเอาไว้ให้เรียบร้อย แล้วจึงประคองมันให้ลุกขึ้นยืน “ไหนดูซิ...เดินไหวไหม”


นาคิกิทสึเนะมองอย่างเอาใจช่วย จนกระทั่งในที่สุดนางจิ้งจอกก็ค่อย ๆ ขยับก้าวได้ มันหันมาส่งเสียงร้องคล้ายจะเรียกแล้วเดินนำไปยังทิศทางหนึ่ง เด็กสาวกับชายหนุ่มเงยหน้ามองตากันแล้วจึงเดินตามไปช้า ๆ โคกิทสึเนะมารุเหลือบมองเมียรักที่จับจ้องเจ้าจิ้งจอกไม่วางตา อดจะยิ้มน้อย ๆ ในใจไม่ได้


นางยังเป็นของเขา...ยังคงอยู่ข้างกายตรงนี้...และเขาจะไม่มีวันยอมให้ใครมาพรากนางไป


“โคกิทสึเนะมารุ…” นาคิกิทสึเนะเอ่ยเสียงเบา กระตุกแขนเสื้อเขาขณะจ้องมองดูนางจิ้งจอกที่เดินเข้าไปยังรังของมันทั้งดวงตาเป็นประกาย นางจิ้งจอกส่งเสียงร้องเรียกก่อนที่กลุ่มก้อนขนสีน้ำตาลอมแดงจะค่อย ๆ มุดออกมาทีละตัว นาคิกิทสึเนะตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย เพราะเป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นอะไรเช่นนี้...โคกิทสึเนะมารุเองก็เช่นกัน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยืนดูครอบครัวจิ้งจอกใกล้ชิดกัน


นางจิ้งจอกนอนลงให้นมลูก มองมายังทั้งสองที่ยืนอยู่ห่าง ๆ อย่างไม่มีท่าทีดุร้าย อาจเป็นเพราะได้ให้ความช่วยเหลือมันกระมัง นาคิกิทสึเนะจ้องมองลูกจิ้งจอกที่กำลังกินนมแม่ มือเรียวเล็กขยับบีบกระชับมืออุ่นของโคกิทสึเนะมารุเอาไว้


“หากเจ้าเป็นอะไรไป...ข้าคงตายไม่ต่างจากลูกจิ้งจอกที่ไร้มารดา”


โคกิทสึเนะมารุก้มลงมองเด็กสาว บีบมือนางตอบแน่นคล้ายจะกระชับยืนยันว่าเขาจะไม่ไปไหนห่างไกลจากนาง แม้ว่าลึกลงในอกแล้วชายหนุ่มจะยังนึกกังวลถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่มิอาจทราบได้


“นาคิกิทสึเนะ...ข้ามีที่ที่อยากจะพาเจ้าไป…”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น