บทที่ ๑๑
『三条に私信』
สารลับถึงซังโจ
“อารมณ์ดีจริง ๆ เลยนะ”
อิชิคิริมารุเปรยขึ้นมาโดยไม่เงยหน้าจากกองงานที่ทำอยู่ หากแต่ริมฝีปากก็คลี่ยิ้มน้อย ๆ ยามเห็นมิคาสึกิดูตั้งใจทำงานดีกว่าทุกที จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจที่ฮัมเพลงเบา ๆ อยู่หัวเราะไม่ได้โต้ตอบอันใด
เพราะในยามนี้เขามีสึรุมารุผู้เป็นที่รักคอยเป็นแรงผลักดัน ประกอบกับเรื่องราวเมื่อตอนกบฏชาวนาที่ทำให้รู้ว่าตนไม่มีความรู้เรื่องบ้านเมืองใด ๆ เลย จึงหันมาตั้งใจศึกษาตำราและฝึกหัดทำงานใหม่อีกครั้ง ซึ่งที่ปรึกษาประจำแคว้นก็สุดแสนจะยินดีที่จะได้สอนสั่งแนะนำหลังจากที่ต้องคอยอ้อนวอนแกมบังคับ (อย่างไม่เป็นผล) มานานแรมปีเพื่อให้เจ้าครองแคว้นตนยอมทำงาน
หลังจากเกิดเรื่องกบฏชาวนาในคราวนั้นก็ราวสามเดือนแล้ว บาดแผลของมิคาสึกิหายสนิทดี และความสัมพันธ์กับสึรุมารุก็คืบหน้าอย่างรวดเร็ว ตามที่ตกลงกันเอาไว้ งานแต่งงานจะจัดขึ้นในอีกไม่กี่วัน และทั้งสองคน แม้แต่สึรุมารุที่ไม่เคยคิดเรื่องชีวิตคู่ก็ดูจะตื่นเต้นอย่างมาก นางพูดคุยกับนิคคาริเรื่องนี้แทบทุกวัน จนมิคาสึกิอดจะอารมณ์ดีตามไปไม่ได้
“การเตรียมการเรื่องงานแต่งถึงไหนแล้วหรือ?” มิคาสึกิเอ่ยถาม สายตาก็กวาดอ่านสารที่ส่งมาถึงผู้ครองแคว้น ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นรายงานจากหัวเมืองต่าง ๆ และจดหมายขออนุญาตทำการค้า เขายังไม่คล่องแคล่วนัก จึงมีหน้าที่คอยอ่าน ศึกษา และประทับตรา โดยมีอิชิคิริมารุช่วยตัดสินใจอีกที
“เรียบร้อยแล้วล่ะ ไม่ต้องห่วง แขกตอบตกลงมาแล้ว ส่วนเรื่องงานก็วางแผนเตรียมการไว้เรียบร้อย...” ที่ปรึกษาวัยค่อนกลางคนเอ่ย ทว่าปลายเสียงกลับขาดหายไปเล็กน้อยเมื่อประตูห้องถูกเปิดออกก่อนคนรับใช้จะเอ่ยขออนุญาตพร้อมโค้งหัวนิด ๆ แล้วยื่นพับกระดาษให้อิชิคิริมารุที่รับมาเปิดดู
“มีอะไรรึ?” ผู้ครองแคว้นซังโจเอ่ยถาม พลางมือก็ประทับตราประจำตัวลงบนเอกสาร อิชิคิริมารุมุ่นคิ้วเพ่งอ่านข้อความในสารที่ถูกส่งมา
“มิคาสึกิ...แย่หน่อย ดูเหมือนเราจะต้องเลื่อนงานแต่งงานออกไปก่อน”
มิคาสึกิหันไปมองทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น แม้จะยังไม่ได้ออกปากอะไร ทว่าอิชิคิริมารุเห็นสีหน้าซีดเผือดก็เดาได้ว่าเจ้าตัวคงกำลังร้องงอแงอยู่ในใจแล้วเป็นแน่...แต่การไม่โวยวายออกมาแบบนี้ แสดงว่ามิคาสึกิเป็นผู้ใหญ่แล้วงั้นสินะ?
“นี่เป็นสารลับ ลองอ่านดู...เรื่องนี้เจ้าควรตัดสินใจ” ที่ปรึกษาแห่งซังโจยื่นจดหมายสารในมือให้ ผู้ครองแคว้นรับไปอ่านดูอย่างว่าง่ายพลางขมวดคิ้วน้อย ๆ เหมือนจะแปลกใจและตกใจอยู่ไม่ต่างกัน “ว่ายังไงมิคาสึกิ...อนุญาตไหม?”
มิคาสึกิสูดหายใจลึกคล้ายจะกำลังครุ่นคิด เพราะแม้จะพอได้ยินเรื่องมาบ้าง แต่ก็ไม่นึกเช่นกันว่าเรื่องมันจะลามมาถึงแคว้นของตนด้วย
“อนุญาตไปเถอะ...อย่างไรเสียก็ถือสัญญาพันธมิตรกันอยู่ ทั้งฝ่ายเราฝ่ายเขาต่างก็มีอำนาจและกำลังรบมาก คงไม่ดีแน่หากจะมีเรื่องแคลงใจต้องทำสงครามกัน” ผู้ครองแคว้นซังโจเอ่ยแล้วจับพู่กันลงนาม และหยิบตรามาประทับ อิชิคิริมารุพยักหน้าน้อย ๆ รับการตัดสินใจแล้วรับสารฉบับนั้นมาพับให้เรียบร้อย ส่งให้คนรับใช้หนุ่มนำไปแจ้งต้นทาง
“ข้าจะแจ้งข่าวไปยังแคว้นต่าง ๆ ...จนกว่าจะจัดการเรื่องนี้เรียบร้อย เราคงจะไม่สะดวกจัดงานฉลองนัก” ที่ปรึกษาว่าพลางมองมิคาสึกิที่ทอดกายกับหมอนอิงถอนหายใจยาว
“ไม่เป็นไร...ข้าคิดว่าความอยากเห็นสึรุมารุในชุดเจ้าสาวเต็มตัวยังพอทนได้อีกสักพัก” จันทร์เสี้ยวแย้มยิ้มบางพลางนวดขมับตนหน่อย ๆ อิชิคิริมารุมองเด็กน้อยตัวโตตรงหน้าที่คล้ายจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาไม่น้อยอย่างโล่งใจ ความรักของมิคาสึกิที่มีต่อสึรุมารุเปลี่ยนแปลงอะไร ๆ หลายอย่างจริง ๆ
“มิคาสึกิ!!” เสียงหวานใสดังขึ้นพร้อมกับประตูที่ถูกเปิดออก สึรุมารุวิ่งเข้ามาในห้องอย่างร่าเริง ทำให้มิคาสึกิที่นั่งเครียดอยู่เงยหน้าขึ้นยิ้มอย่างเป็นปกติทันที
“ว่าไง ยอดรักของข้า” เสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างอ่อนหวาน ขณะที่สึรุมารุยกไม้ตีลูกขนไก่ในมือขึ้นมาด้วยท่าทางระริกระรี้ ความสดใสของนางช่วยเพิ่มสีสันให้กับปราสาทซังโจแห่งนี้ไม่น้อยทีเดียว
“เล่นนี่กันเถอะ!”
“เจ้านี่ก็นะ...ให้มิคาสึกิทำงานให้เสร็จเรียบร้อยก่อนไม่ได้หรือไงกัน?” อิชิคิริมารุส่ายหน้าเอ่ยยิ้ม ๆ สึรุมารุนั่งคุกเข่าลงแล้วมองเขาด้วยสายตาออดอ้อน
“นะ ๆ ...ข้าอยากเล่นนี่นา ลูก ๆ เจ้าก็ไม่ว่างมาเล่นกับข้าด้วย” เสียงหวานร้อง ขณะที่มิคาสึกิก็หัวเราะหันไปมองที่ปรึกษาคู่ใจด้วยสายตาแบบเดียวกันจนอิชิคิริมารุต้องนวดขมับอย่างเหนื่อยจิต
“ก็ได้...วันนี้ไม่มีงานด่วน พักเท่านี้แล้วกัน” บางทีอาจจะดีกว่าก็ได้หากปล่อยให้มิคาสึกิได้พักผ่อนจากการคิดเรื่องสารนั่นบ้าง แม้จะยังไม่รู้เรื่องแน่ชัด หากแต่คล้ายว่าตอนนี้แคว้นซังโจถูกดึงเข้าไปข้องเกี่ยวกับปัญหาเสียแล้ว
“ดีจังเลยนะ เช่นนั้นเจ้าเองก็ไปพักผ่อนเสียบ้างล่ะ อย่าฝืนนัก ฮะฮะฮะฮะ” มิคาสึกิหัวเราะแล้วลุกขึ้นเดินไปหาสึรุมารุที่กล่าวขอบคุณอิชิคิริมารุอย่างลวก ๆ แล้วจับมือเขาลากออกไปทันที
ชายหนุ่มเดินตามร่างบางในชุดกิโมโนสีนวลพลางยิ้มน้อย ๆ หลังจากมาอยู่ที่ปราสาทซังโจ สึรุมารุที่เคยใส่แต่กิโมโนขาวก็เริ่มเปลี่ยนมาใส่สีอื่นมากขึ้น และดูจะสนุกกับการเลือกเสื้อผ้ากับอาโอเอะไม่น้อยทีเดียว มิคาสึกิไม่เคยถาม หากแต่ก็แอบคิดไปว่าเป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงในใจนางที่มีความสุขมากขึ้น...หรือเปล่านะ?
“ข้าไม่เคยเล่นเลยล่ะ...ตื่นเต้นขึ้นมาเลยเชียว” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจเอ่ยยิ้ม ๆ ใบหน้านวลงามของสึรุมารุหันกลับมาและเรียวคิ้วก็เลิกขึ้นน้อย ๆ
“ไม่เคยรึ?” นางดึงเขามาถึงสวนแล้วหยุดยืนก่อนจะหมุนตัวกลับมาหาทั้งรอยยิ้ม “ตีลูกขนไก่เล่นไม่ยากหรอก ข้าจะสอนให้เองนะ!”
มิคาสึกิมองรอยยิ้มของนางด้วยแววตาอบอุ่นอาทรแล้วพยักหน้าน้อย ๆ “เอาสิ...รบกวนเจ้าด้วยนะ กระเรียนคนงามของข้า”
“อื้อ! ไว้ใจได้เลย” มือเรียวส่งไม้ให้เขา ส่วนนางก็ขยับถอยไปยืนอีกฝั่งพร้อมกับยกไม้ขึ้น “เอาล่ะ ที่ต้องทำก็แบบนี้” เอ่ยพร้อมกับตีส่งลูกไปทางชายหนุ่มทันที มิคาสึกิร้องเบา ๆ แล้วรีบยกไม้ในมือตีโต้กลับไปอย่างรวดเร็ว
“โอ๊ะ ใช้ได้นี่” สึรุมารุหัวเราะพลางยกไม้ในมือตีลูกขนไก่กลับ มิคาสึกิยิ้มบางเมื่อเริ่มคล่องมือแล้วตีโต้ไปไม่ยอมแพ้ หญิงสาวเหวี่ยงแขนไปพลาง หัวก็คิดเรื่องซุกซนขึ้นมาได้ “ถ้างั้น...มาลองพนันกันไหม?”
“หืม? พนันอะไรงั้นหรือ?” ชายหนุ่มเลิกคิ้วถาม
“ก็ตีโต้กันไปมาเรื่อย ๆ แบบนี้” แขนขาววาดโต้ลูกขนไก่กลับ ริมฝีปากสีระเรื่อผุดรอยยิ้มร่าเริงตามแบบฉบับของเจ้าตัว “แล้วใครแพ้ ก็ต้องโดนผู้ชนะลงโทษ!”
“เอ๋...น่าสนใจดีนี่นา” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจหัวเราะน้อย ๆ แล้วตีตอบโต้กลับไปให้เร็วขึ้นขณะเป่าปากเรียกกำลังใจ “ฮะฮะฮะฮะ ข้าอยากลงโทษสึรุ จะไม่ยอมแพ้เหมือนกันนะ!”
“โอ๊ะ น่าตกใจจริง ๆ ช่างเป็นแรงจูงใจที่น่ากลัวดีจริงนะ” สึรุมารุหัวเราะเสียงใสแล้วขยับตัวตีโต้กลับไป มิคาสึกิอมยิ้มน้อย ๆ อย่างไม่ใส่ใจแล้วตั้งใจตอบโต้นางกลับไปอีก ทั้งสองต่างก็ตั้งใจเล่นไม่ยอมแพ้ จนกระทั่งหญิงสาวสะดุดรองเท้าตัวเองเซถลาล้มก้นจ้ำเบ้ากับพื้นจนรับลูกขนไก่ไม่ทัน
“โอ้…” ชายหนุ่มที่ตกใจเพราะเห็นนางที่รักสะดุดล้มหัวเราะน้อย ๆ ขณะหญิงสาวทำตาปริบ ๆ ถูกลูกขนไก่หล่นใส่หัวแล้วหลุดหัวเราะร่า
“แพ้มิกะซะได้!”
“ฮะฮะฮะ สึรุไม่เป็นอะไรนะ?” มิคาสึกิยิ้มบางพลางเดินเข้าไปดึงมือนางให้ลุกขึ้นมา สึรุมารุพยักหน้าพลางปัด ๆ รอยเปื้อนตามเสื้อผ้าอย่างอารมณ์ดี
“เจ็บนิดหน่อย...โชคดีนะที่วันนี้ไม่ได้ใส่สีขาว”
“สึรุใส่สีอะไรก็งดงามทั้งนั้น” ชายหนุ่มเอ่ยแล้วจูบแก้มนางอย่างอ่อนโยน พลางเอื้อมมือไปช่วยปัดรอยเปื้อนตามบั้นท้ายกลมกลึงให้อย่างแผ่วเบา โดยก็ไม่พลาดลอบลูบคลำเนินเนื้อนุ่มไปด้วยจนถูกสึรุมารุมองค้อนเข้าให้
“แล้วเจ้าชอบข้าใส่ชุดไหนที่สุดหรือ?”
“เห...เป็นคำถามที่ตอบได้ยากเสียจริง” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจทำคิ้วขมวดมุ่นพลางยกมือขึ้นแตะปลายคางครุ่นคิด สึรุมารุหัวเราะพลางเอียงคอสงสัยรอคำตอบ มิคาสึกิหันมองดวงตาสีทองคู่งามแล้วรวบร่างบอบบางอุ้มขึ้นมา “ข้าอยากเห็นเจ้าใส่ชุดแต่งงาน”
“โอ๊ะ...ฮะ ๆ หากทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว...ข้าก็อยากจะสวมชุดแต่งงานที่เจ้าเตรียมเอาไว้ให้นะ” สึรุมารุหัวเราะพลางโอบรอบคอชายหนุ่มไว้ “แล้วเจ้าจะลงโทษอะไรข้ารึ?”
“อืม...ฮะฮะฮะฮะ ขอข้าคิดก่อนนะ” มิคาสึกิยิ้มหวานพลางหอมแก้มนางเบา ๆ ก่อนจะอุ้มร่างขาวสะอาดในอ้อมแขนเข้าไปในตัวเรือน สองขายาว ๆ สลับก้าวตรงไปยังห้องที่อยู่ชั้นสองโดยคลอเคลียกับสาวงามไม่ห่างแล้วจึงค่อย ๆ วางนางลง เลื่อนประตูเปิดออกก่อนจะโอบไหล่บางเข้าไปในห้อง
“เอ๋? นี่คือการลงโทษรึ?” สึรุมารุหัวเราะคิกคัก กุมมือเขาที่โอบไหล่ไว้ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นกิโมโนสีขาวพิสุทธิ์ที่แขวนรออยู่หลังฉากเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้อง ดวงตาสีทองเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ นางเดินเข้าไปใกล้ ๆ เอื้อมมือสัมผัสเนื้อผ้าอ่อนนุ่มชั้นดีราวกับถูกสะกด “สวย...จัง”
มิคาสึกิยิ้มบางขณะเดินเข้ามาสวมกอดรอบเอวเล็กเพรียวไว้แน่น “เจ้าชอบไหม?”
ใบหน้างดงามแดงเรื่อขึ้นยามรู้สึกได้ถึงไออุ่นจากร่างสูงโปร่งที่แนบชิดกาย หากแต่ก็ยิ้มบางออกมาแล้วเงยขึ้นมองคนด้านหลัง “ข้าชอบมาก”
“เพื่อเจ้า...ยอดรัก ข้ายินดีมอบให้” มิคาสึกิยิ้มอ่อนหวาน ก้มลงจูบประทับบนสันจมูกนางเบา ๆ ขณะที่สึรุมารุหัวเราะน้อย ๆ “เช่นนั้น...บทลงโทษของเจ้าคือการใส่ชุดนี้ด้วยตัวเองนะ?”
“ขะ...ข้าใส่ชุดยุ่งยากแบบนี้ไม่เป็นหรอกนะ!” หญิงสาวร้องลั่น
“ฮะฮะฮะฮะ เพราะแบบนั้นถึงเป็นการลงโทษอย่างไรเล่าคนงาม” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจเอ่ยพลางโอบไหล่นางไปหยุดอยู่ตรงหน้าชุดขาวสะอาด มือใหญ่ปลดเปลื้องโอบิที่นางสวมอยู่ช้า ๆ พลางถือโอกาสคลอเคลียริมฝีปากไปกับซอกคอนวลขาว สึรุมารุมุ่ยหน้าแล้วถอดชุดชั้นนอกออก
มิคาสึกิอมยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะกระชับกอดแน่น มองร่างเล็กกว่าที่กำลังทำหน้ายุ่งกับการแต่งตัว สึรุยามดูวุ่นวายยุ่งเหยิงเช่นนี้น่ารักเสียจริง แล้วชายหนุ่มก็อดไม่ได้ต้องพรมจุมพิตบนแก้มนวลนุ่มหลาย ๆ ทีจนหญิงสาวต้องหันมาร้องโวยวายเพราะทำให้นางแต่งตัวยากขึ้นกว่าเดิม
มือใหญ่เลื่อนไปจับโอบิที่ยังผูกไม่เรียบร้อยแล้วค่อย ๆ คลายมันทิ้งลงกับพื้นพร้อมกับกิโมโนเจ้าสาวตัวงาม สึรุมารุสะดุ้งรีบจับคว้ามือเขาไว้เป็นพัลวันขณะที่มิคาสึกิดึงเชือกที่รัดนางะจุบันออก โดยที่ริมฝีปากไม่ขยับห่างไปจากซอกคอหอมกรุ่น
“มิกะ...ปล่อยสิ มันแต่งยากนะ” สึรุมารุว่าอย่างอ่อนใจ ขณะมือเรียวพยายามปัดป้องมือซุกซนที่ซอนไซ้เข้ามาผ่านเนื้อผ้า สัมผัสกับผิวกายขาวเนียนจนนางเริ่มรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาเสียเอง
“หืมม...ไม่เอาซี่ ข้าไม่อยากห่างจากเจ้านะ สึรุ” มิคาสึกิหัวเราะน้อย ๆ ก่อนจะรวบร่างนางอุ้มลอยขึ้น ริมฝีปากประกบแนบกับริมฝีปากนุ่ม บดเบียดเข้าหากระตุ้นเร้าอารมณ์กระสันอยากให้แตกซ่าน สึรุมารุอ่อนระทวยลงแทบจะทันทีภายใต้สัมผัสจุมพิตที่ตราตรึง จนเผลอปล่อยให้เขาพาตรงไปที่ฟูก ลืมเลือนเรื่องชุดเจ้าสาวที่อยากเห็นนางสวมใส่ประดับกายนักหนาไปเสียแล้ว
-
อิชิคิริมารุเพิ่งเสร็จจากการพูดคุยกับเหล่าบาทบริจาริกาของมิคาสึกิด้วยเรื่องที่ผู้ครองแคว้นของตนตั้งใจเอาไว้ พวกนางบางส่วนยินดีที่จะกลับสู่แคว้นของตน โดยที่ยังถือสัญญาพันธมิตรกันอยู่ แต่ก็มีบ้างเช่นกันที่ดูเหมือนจะติดบ่วงลุ่มหลงในเสน่ห์ความงามของจันทร์เสี้ยวแห่งซังโจและปฏิเสธการกลับบ้าน ซึ่งอิชิคิริมารุยังคิดไม่ตกว่าจะทำเช่นไร
มิคาสึกิไม่ต้องการให้สึรุมารุลำบากใจเรื่องพวกนาง หากแต่ด้วยฐานะของเขา หรือกระทั่งต่อให้เป็นผู้ครองแคว้นเองก็ตาม การบังคับฝืนใจคุณหนูเหล่านั้นก็คงทำได้ยากเกิน ดีไม่ดีจะยิ่งพาลเกิดเรื่องวุ่นวายเกินคาดคิดเข้าไปใหญ่
“ทำหน้าเครียดเหมือนเคยเลยนะ” อิชิคิริมารุเงยหน้าขึ้นตามเสียงทักก่อนจะยิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นว่าเป็นภรรยาสุดที่รัก นิคคาริเดินเข้ามาใกล้แล้วยื่นมือมาปัดผมที่ไม่เป็นทรงของเขาเสียให้เข้าที่ “ข้าแวะไปที่ห้องนอนชั้นสองมา...ดูเหมือนว่าวันนี้คงจะยังไม่ได้จัดการเรื่องแก้ชุดแต่งงานสึรุมารุแล้วล่ะ”
“อา…” ชายหนุ่มหัวเราะอ่อนใจ เดาได้ไม่ยากว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องนอนชั้นสอง “ไม่เป็นไรหรอก...เพราะอย่างไรเสียก็คงจะยังอีกนานกว่าจะได้ใช้ชุดนั่น จะช้าไปอีกวันสองวันก็คงแก้ได้ทัน”
“แล้วทางท่านเป็นอย่างไรบ้าง?” นิคคาริเอ่ยถาม
“ก็...ส่วนใหญ่ก็ตอบรับดีน่ะนะ พวกนางคงจะคิดถึงบ้าน ถึงจะมีเสียดายความงามของมิคาสึกิบ้างก็เถอะ” ที่ปรึกษาแห่งซังโจยิ้มบางตอบ ก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนไปเป็นความไม่สบายใจเล็กน้อย “แต่บางคนนี่สิ...ไม่ว่าจะเกลี้ยกล่อมอย่างไรก็ไม่ยอมท่าเดียว ไม่รู้ว่าหลงใหลมิคาสึกินักหนาหรือว่ากระไร...เป็นไปได้ว่าหลังแต่งงาน มิคาสึกิคงไม่ยุ่งเกี่ยวกับพวกนางอีกเลย หากเป็นเช่นนั้น...พวกนางคงจะไม่พอใจ แล้วจะเกิดเรื่องเกิดราวขึ้นหรือไม่ นี่ล่ะที่ข้ากังวลนัก”
นิคคาริเงยหน้ามองใบหน้าเคร่งเครียดของสามี ก่อนจะยกมือขึ้นใช้แขนเสื้อซับเหงื่อตามขมับเขาเบา ๆ แล้วประคองให้หันมา ดวงตาข้างที่มิได้ถูกปกปิดด้วยเส้นผมกวาดมองตามร่องรอยที่ความอ่อนล้าและความเคร่งเครียดจากหน้าที่การงานทิ้งเอาไว้เป็นของขวัญแห่งยศฐาให้กับเขา
นางอาจเป็นคนเดียวในโลกใบนี้ที่รู้ว่าเขาเหน็ดเหนื่อยเพียงไหน เป็นคนเดียวที่รู้ว่าไม่มีคำว่าหยุดพักสำหรับอิชิคิริมารุ เสร็จจากภาระการเป็นที่ปรึกษาของผู้ครองแคว้นยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า เขายังมีภาระที่หนักหนายิ่งกว่าอื่นใดทั้งหมดรอคอยอยู่...คือการเป็นสามีของนาง และเป็นพ่อของลูกชายทั้งสองคน
อิชิคิริมารุหาได้เคยบกพร่องไม่ว่าในหน้าที่ใด ๆ เขาเป็นทั้งที่ปรึกษาผู้ชาญฉลาด สามีที่แสนดี และพ่อผู้อ่อนโยน
นับตั้งแต่ที่รักเขา จนกระทั่งแต่งงาน มีลูกด้วยกัน ล่วงเลยมากว่ายี่สิบปี...ไม่เคยมีวันใดเลยที่นิคคาริไม่นึกภูมิใจที่ได้เป็นภรรยาของเขา...เป็น ‘ภรรยาท่านที่ปรึกษา’ แห่งแคว้นซังโจ
“ค่อย ๆ คิดก็ได้...หากมันหนักหนามากไปก็พักเสียบ้าง” นิคคาริเขย่งตัวจูบแก้มเขาเบา ๆ แล้วแย้มยิ้มบาง “ตักข้ายังพร้อมให้ท่านหนุนนอนเสมอนะ”
อิชิคิริมารุเบิกตาแล้วหัวเราะเบา ๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้นก่อนจะคว้านางมาสวมกอดไว้แนบแน่น
“วันนี้มิคาสึกิคงไม่ทำงานแล้ว...กลับบ้านกันเดี๋ยวนี้เลยไหม? ข้าอยากนอนหนุนตักเจ้าจะแย่”
-
มิคาสึกิเลื่อนเปิดประตูห้องหลังจากไปทำธุระที่ห้องน้ำมา พลางยิ้มมองร่างขาวนวลที่นอนอยู่ในฟูกด้วยความอ่อนเพลียจากการมีอะไรกันตลอดบ่ายจนล่วงค่ำ นางแง่งอนเขาอยู่บ่อยไปเรื่องได้คืบจะเอาศอก ได้ทำครั้งหนึ่งจะต้องมีสองและสามตามติดมาทุกคราไป เหมือนดังเช่นในวันนี้
จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจหัวเราะเบา ๆ ยามนึกถึงความน่ารักของสึรุมารุก่อนจะแทรกกายเข้าไปในผ้าห่มผืนเดียวกับนาง ร่างสูงโปร่งพลิกตัวหนุนแขนตนเองทอดสายตามองใบหน้างดงามที่แสนพริ้มเพรายามนิทราของกระเรียนสาว มือใหญ่เลื่อนไปเกลี่ยเส้นผมขาวสะอาดนุ่มดังเส้นไหมที่เคลียระอยู่ตามนวลปราง ก่อนจะกดจุมพิตลงบนหน้าผากนางอย่างแผ่วเบา
“อือ...มิคาสึกิ” เสียงหวานครางขึ้นอย่างงัวเงีย มิคาสึกิผละออกมาช้า ๆ ก้มลงมองสาวงามข้างกายที่ตื่นขึ้นจากการหลับใหลด้วยความเอ็นดู
“ขออภัยยอดรัก...ข้าไม่ได้ตั้งใจจะปลุกเจ้าเลย” สึรุมารุเงยหน้าขึ้นมองสบดวงตาจันทร์เสี้ยวแล้วส่ายหน้าไปมาช้า ๆ พลางขยับกายเข้าซุกร่างอุ่นที่อยู่แนบข้าง เมื่อเห็นว่าได้ที่แล้วมิคาสึกิจึงโอบแขนกอดนางเอาไว้แน่น
“มิคาสึกิ...แคว้นของเจ้าเป็นเช่นไร?” หญิงสาวกระซิบถาม เรียกความสนใจให้ผู้ครองแคว้นซังโจที่กำลังคลอเคลียปลายจมูกกับศีรษะนางต้องหลุบตาลงมอง “ตั้งแต่มาอยู่ที่ซังโจนี่...ข้ายังไม่เคยออกไปเที่ยวเล่นนอกปราสาทเลย อาศัยแต่ถามจากอาโอเอะกับลูก ๆ ของนางเอา ข้าอยากรู้ว่าเมืองของเจ้าเป็นอย่างไร...ผู้คน ร้านรวง สถานที่...ข้าอยากจะไปเห็น”
“หากเจ้าอยากรู้...พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปเปิดหูเปิดตาเองนะ” มิคาสึกิอมยิ้มน้อย ๆ แล้วกดจุมพิตลงบนเรือนผมหอมอ่อนนุ่ม สึรุมารุเงยหน้าขึ้นทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ดวงตาสีทองของนางทอประกายราวกับเด็กน้อยที่ตื่นเต้นยามได้ของเล่นชิ้นใหม่ก่อนที่จะพยักหน้ารัวเร็ว
“ข้าอดใจรอไม่ไหวแล้ว!”
จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจหัวเราะร่าเมื่อได้ยินเสียงหวานเจื้อยแจ้ว ภาพของสึรุมารุที่ตื่นเต้นกับอะไร ๆ รอบกายนั้นช่างดูสดใส ฉาดฉายแสงประกายให้กับชีวิตจืดชืดแสนเปล่าเปลี่ยวของเขาจนกลับมาเจิดจ้าได้อีกครั้ง ชายหนุ่มกระชับอ้อมกอด นึกยินดีกับตัวเองยามที่รู้สึกได้ว่า...นางนี่ล่ะคือสิ่งที่เขาค้นหามาเนิ่นนาน
“แล้วแต่ละวันของเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง คนงาม...ได้ยินว่าเจ้าเล่นสนุกกับลูก ๆ ของอิชิคิริมารุอยู่เสมอเลยมิใช่รึ?” มิคาสึกิยิ้มถาม ไล้หลังมือเกลี่ยแก้มนุ่มเนียนอย่างแผ่วเบา
“อื้ม” สึรุมารุหัวเราะ ความตื่นเต้นทำเอาความง่วงงุนสลายหายเป็นปลิดทิ้ง “สองพี่น้องนั่นน่ารักมาก อิมะโนะสึรุงิน่ะซุกซนนัก เล่นซ่อนแอบกันสนุกเชียวล่ะ ส่วนอิวาโทชิก็ช่วยเก็บผลไม้ให้ข้าด้วย เด็กคนนั้นตัวสูงจนน่ากลัวเลยเชียว”
“ฮะฮะฮะฮะ จริง ๆ เลยนะ...ซุกซนกันถึงขนาดนี้มือไม้เมียข้าถลอกหรือเปล่านี่” ชายหนุ่มหัวเราะพลางจับมือนุ่มมาจุมพิตเบา ๆ ด้วยความรักใคร่เอ็นดู
“ไม่หรอกน่า…” กระเรียนขาวอมยิ้มมองใบหน้างดงามที่ซุกเคลียฝ่ามืออยู่ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้เพราะพูดถึงลูก ๆ ของอิชิคิริมารุ “เจ้ามีพี่น้องไหม?”
“อืม...มีสิ มีพี่ชาย” มิคาสึกิผละจากมือขาวนวลแล้วขยับไปสวมกอดนางไว้แน่น ๆ แนบปลายจมูกกับหน้าผากกลมมนน่าเอ็นดู “...แต่ต่างแม่กันน่ะนะ”
“เอ๋?” สึรุมารุเอียงคอ ดวงตาสีทองคู่งามเต็มไปด้วยประกายความสนใจยามได้ยินเช่นนั้น “ทำไมข้าไม่เคยพบเลยล่ะ? เขาอยู่ที่ไหน คงไม่ใช่อิชิคิริมารุนะ?”
“ฮะฮะฮะ...เจ้าจะพบได้อย่างไรล่ะ ในเมื่อเขาไม่ได้อยู่ที่นี่” จันทร์เสี้ยวผู้งดงามยิ้มบาง ๆ พลางจูบหน้าผากนางที่กำลังทำหน้าเหมือนจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น วงแขนแกร่งกระชับอ้อมกอดแนบชิด “พี่ชายข้า...เป็นคนรักสันโดษ เกลียดการอยู่ในกฎระเบียบ และไม่เคยสนใจเรื่องอำนาจ...เขาหายตัวไปจากปราสาทได้หลายปีแล้วล่ะ แล้วก็กลายเป็นข้าที่ต้องรับช่วงต่อตำแหน่งของท่านพ่อ”
“คงจะเป็นคนดีสินะ...พี่ชายของเจ้า?” สึรุมารุมองใบหน้าของชายผู้เป็นที่รักก่อนจะจูบปลายคางเขาเบา ๆ “แล้วต้องแบกรับภาระทุกอย่างคนเดียวเช่นนี้...เจ้าเหนื่อยหรือเปล่า? เคยนึกโกรธพี่ชายเจ้าบ้างหรือเปล่า?”
“ฮะฮะ จะว่าเช่นนั้นก็ได้” มิคาสึกิแย้มยิ้มพลางแนบหน้าผากกับหน้าผากมน สองมือกุมแก้มนิ่มของนางไว้อย่างอ่อนโยน “ข้าไม่เคยคิดโกรธเคืองอะไรพี่ชายข้า อีกอย่าง...ถึงจะเป็นคนที่รับตำแหน่งมา แต่ข้าก็แทบไม่ได้เป็นคนจัดการอะไร หากจะมีใครโกรธ ก็คงเป็นอิชิคิริมารุเสียมากกว่าที่โกรธทั้งข้าทั้งพี่ เพราะเขาต้องทำงานคนเดียวทั้งหมด”
“ข้าก็คิดแบบนั้น” หญิงสาวหัวเราะพลางจูบปลายจมูกได้รูป จันทร์เสี้ยวอมยิ้มแล้วจูบปลายคางนางตอบ “ข้าไม่มีพี่น้อง...แต่นาคิกิทสึเนะ ลูกสาวของนายท่านก็เป็นเหมือนน้องสาวของข้า เราอยู่ด้วยกันมาหลายปี นางเป็นเด็กน่ารักน่าเอ็นดู ข้ารักนางมาก…”
มิคาสึกิขมวดคิ้วแล้วผละออกมานิด ๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้น สึรุมารุเงยหน้ามองสงสัย เห็นสีหน้าที่อ่อนละมุนอยู่เมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย ชายหนุ่มมีท่าทีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ในที่สุดก็ยอมออกปาก “ข้ายังมิได้บอกเจ้าเรื่องนาคิกิทสึเนะ”
“เอ๋? อะไรหรือ? นาคิเป็นอะไร?” หัวใจของกระเรียนสาวหล่นวูบ หากแต่ยังพยายามตั้งสติเอ่ยถาม
“นาคิกิทสึเนะ...นางหายตัวไป ข้าเพิ่งได้รับการยืนยันมานี่ล่ะ”
“อะไรนะ!?” สึรุมารุตกใจจนผุดลุกขึ้นนั่ง ใบหน้าขาวนวลซีดเผือดลง เพราะความที่อยู่แต่ในปราสาทตลอดเวลา และไม่เคยสนใจอยากจะถามข่าวสารภายนอกจากอาโอเอะเลย นางจึงไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน “ข้าหลงนึกว่า...นางได้แต่งงานกับอิจิโกะ ฮิโตฟุริไปแล้วเสียอีก!”
“จากที่ข้าทราบ...นางหายตัวไปในวันที่เดินทางไปยังอาวาตะงุจิ แต่ไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร หรือที่ไหน คนในขบวนของนางกลับถึงแคว้นคุนิโยชิโดยที่จำอะไรไม่ได้เลย ทางฝั่งอาวาตะงุจิก็พยายามเต็มที่เพื่อค้นหานางมาตลอดสามเดือน แต่ก็ไม่พบ”
“เป็นไปได้ยังไง…” สึรุมารุกายสั่นเทา โผเข้าหามิคาสึกิที่รีบรับนางเอาไว้ทันที “นาคิหายตัวไปได้ยังไง แล้วถ้านายท่านที่ป่วยอยู่รู้ข่าวจะเป็นยังไง...มิคาสึกิ ขอร้องล่ะ! เจ้าต้องตามหานาคินะ!!”
“สึรุ...เจ้าใจเย็นก่อน” มิคาสึกิเอ่ยอย่างอ่อนหวาน ดึงนางเข้ามากอดไว้แน่นพลางขยับมือลูบหัวปลอบให้ผ่อนคลายลง ทั้งที่ในใจเขาก็เป็นกังวลไม่ต่างกันยามเห็นสีหน้าหวาดหวั่นของสึรุมารุ “อาวาตะงุจิได้ส่งสารมา เพื่อขออนุญาตผ่านทางเข้ามาค้นหาในป่าอินาริที่เป็นเขตแดนของแคว้นเรา ข้าเองก็จะส่งกำลังคนออกช่วยคนหาอีกแรง...นางเป็นคนสำคัญของเจ้า ข้าจะไม่ยอมให้นางเป็นอะไรไปอย่างเด็ดขาด ยอดรัก”
“อื้ม…” เสียงหวานขานรับขณะที่วงแขนเรียวเล็กกอดเขาไว้แน่น ใบหน้างดงามซุกลงกับอกอุ่นกว้าง “ขอร้องล่ะ...ช่วยหานางให้เจอที นางเป็นน้องสาวคนสำคัญของข้า ข้าเป็นห่วงนาง”
“ข้าจะรีบหานางให้พบโดยไว สึรุที่รักของข้า อย่าได้เป็นห่วงไปเลย” มือใหญ่ลูบเส้นผมสีขาวอ่อนนุ่มปลอบประโลมแล้วกระชับกอดตอบนางแน่น “คืนนี้หลับให้สบายเสียก่อนเถิด...พรุ่งนี้เราจะเริ่มกันใหม่อีกครั้ง คนดีของข้า”
“เข้าใจแล้ว…” ได้รับความอบอุ่นอ่อนโยนเช่นนั้น จิตใจของสึรุมารุก็พลันกลับสู่ความสงบ นางแอบกายอิงแนบร่างสูง ราวกับนกน้อยพลัดรังที่ได้หวนคืนสู่อ้อมอกผู้เป็นที่รักอีกครั้ง “ขอบคุณนะ...มิคาสึกิ”
“ด้วยความยินดียิ่ง...เจ้าสาวของข้า”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น