บทที่ ๑๓
『兄弟と姉妹』
พี่น้อง
“ออกมาแบบนี้อิชิคิริมารุจะไม่ว่าหรือ?”
สึรุมารุที่นั่งอิงแอบกับมิคาสึกิอยู่บนหลังม้าเอ่ยถาม ชายหนุ่มหัวเราะน้อย ๆ พลางกดจุมพิตบนบนเรือนผมสีขาวพิสุทธิ์กรุ่นหอมของนางเบา ๆ ด้วยความเอ็นดูขณะคุมม้าให้เดินไปตามทิศทางที่ต้องการ
“ไม่เป็นไรหรอกยอดรัก...ข้าบอกอิชิคิริมารุเอาไว้แล้ว วันนี้ไม่มีงานอะไรสำคัญ เขาให้ข้าหยุดพักผ่อนได้วันหนึ่ง ข้าจึงอยากใช้เวลากับเจ้า สึรุเอ๋ย” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจแย้มยิ้ม คลอเคลียริมฝีปากไปกับกลุ่มผมนุ่มราวไหมเนื้อดี
“หืม จริงรึ?” สึรุมารุหัวเราะแล้วจูบแก้มเขาเบา ๆ มิคาสึกิพยักหน้าหงึกพลางปล่อยมือข้างหนึ่งจากบังเหียนมากอดเอวเพรียวบางของว่าที่เจ้าสาวไว้
“กระเรียนแสนซนเช่นเจ้าห่วงเรื่องจะโดนดุด้วยหรือ? มิเสียชื่อหรือไรกัน” เสียงทุ้มเอ่ยถามอ่อนโยนขณะจุมพิตไปตามพวงแก้มขาวของนกน้อยคนงาม สึรุมารุหัวเราะเสียงใสแล้วกอดแขนที่โอบรอบเอวไว้
“นั่นสินะ...ข้าไม่มีอะไรต้องกลัวเสียหน่อยนี่” ริมฝีปากสีเรื่อคลี่ยิ้มสบายใจ ก่อนที่ดวงตาสีทองจะหลุบลงนิด ๆ เมื่อย้อนกลับมานึกถึงเรื่องที่นางยังคงไม่สบายใจอยู่อีกครั้ง “จะหานาคิเจอไหมนะ...ข้าเป็นห่วงนาง”
“ต้องเจอสิ อย่าได้กังวลไปเลย สึรุของข้า” ชายหนุ่มปลอบโยน ใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเส้นผมที่ปรกข้างใบหน้านางไปทัดไว้กับใบหูแล้วจูบแก้มเนียนเบา ๆ “นาคิกิทสึเนะจะต้องไม่เป็นอะไร...ทำใจให้สบายเถอะ เมื่อหานางเจอ เจ้าจะได้พบหน้านางแน่นอนยอดรัก ข้าให้สัญญา”
“อื้ม…” ได้ยินเช่นนั้นกระเรียนสาวก็ยิ้มออก นางผงกหัว เก็บความกังวลไว้ลึกในใจและกลับมาอารมณ์ดีเหมือนเช่นเดิม “แล้ววันนี้จะไปที่ไหนรึ?”
“เอ...ที่ไหนดีล่ะ เจ้าอยากไปไหนเป็นพิเศษหรือไม่คนดี?” มิคาสึกิยิ้มถาม สึรุมารุยกมือแตะปลายคางทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ข้าอยากไปที่ที่เจ้าชอบที่สุด”
“ฮะฮะฮะฮะ” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจส่ายหน้าไปมาช้า ๆ แล้วก้มลงแนบหน้าผากกับหน้าผากมน “ที่ที่ข้าชอบที่สุด...ก็คือที่ที่มีเจ้าอยู่ด้วย ยอดรักของข้า”
กระเรียนขาวหน้าแดงเรื่อขึ้นมายามได้ยินเช่นนั้นก่อนจะรีบหลุบสายตาไปอีกทาง ริมฝีปากบางขยับงึมงำกระปอดกระแปดด้วยความเขินอาย “เลือกมาสักที่ให้ข้าอยู่ด้วยสิ”
“ฮะฮะฮะ เลือกไม่ถูกน่ะซี ข้าอยากให้เจ้าอยู่กับข้าทุกที่เลย” มิคาสึกิหัวเราะร่วนยามได้ยินคนงามว่าเช่นนั้น ปลายจมูกโด่งก้มลงซุกไซ้คลอเคลียแก้มนวลนุ่ม สึรุมารุทำแก้มป่องน้อย ๆ แล้วกลอกตาคิด
“เช่นนั้น...ม้าหิวน้ำที่ใด ก็หยุดตรงนั้นแล้วกันนะ?”
“อื้มม…” จันทร์เสี้ยวผู้งดงามยิ้มหวาน วงแขนสอดกอดกระชับเอวบอบบางแนบชิดกาย พลางอีกมือก็บังคับม้าให้ก้าวเดินไปตามทิศทางที่ต้องการ กระเรียนขาวหัวเราะน้อย ๆ อย่างช่วยไม่ได้แล้วเอนหัวซบไหล่กว้างอบอุ่นของว่าที่เจ้าบ่าว ดวงตาสีทองทอดมองเส้นทางเบื้องหน้า
“เจ้าว่า...น้องข้าจะเป็นอย่างไรบ้าง?”
“น้องเจ้าต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน” มิคาสึกิก้มลงมองใบหน้างามพลางก้มลงจุมพิตเรือนผมกรุ่นหอมของนางอย่างปลอบโยนให้คลายใจ “วันนี้อิชิคิริมารุส่งคนออกช่วยค้นหานางในเขตแดนซังโจของเราแล้ว เจ้าอย่าได้ห่วงไป ข้าเชื่อว่านางจะต้องปลอดภัยดี”
“อื้ม…” ได้ยินเช่นนั้นสึรุมารุก็พอคลายใจ มือเรียวยกขึ้นโอบกอดท่อนแขนของมิคาสึกิที่โอบรอบเอวไว้ “ข้าอยากเจอนางเร็ว ๆ เหลือเกิน…”
“เจ้าจะต้องได้พบนางในเร็ววันคนงาม...ข้าสัญญา” ชายหนุ่มเอ่ยอ่อนหวานแล้วกดริมฝีปากจุมพิตหน้ามนอย่างแผ่วเบา สึรุมารุพยักหน้าก่อนจะสังเกตเห็นว่าม้าเริ่มเดินช้าลง นางกวาดสายตามองทัศนียภาพโดยรอบที่เป็นทุ่งหญ้าเขียวชอุ่มชายป่า มีลำธารอยู่ไม่ไกล แล้วเงยมองคนข้างหลัง
“ที่นี่คือที่ใดรึ?”
“ชายป่าอินาริ...ยอดรัก” มิคาสึกิเอ่ยตอบขณะเลื่อนปลายจมูกลงมากดแนบลงข้างแก้มนวล “เจ้ารู้ไหม...ว่ากันว่าป่านั้นมีมนตร์มายา”
สึรุมารุตวัดสายตาที่เป็นประกายขวับมามองเขาทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ชายหนุ่มหัวเราะ คิดอยู่แล้วว่าเรื่องราวน่าสนใจเช่นนี้จะดึงดูดนางได้เป็นแน่
“ข้าไม่เคยไปที่ป่านั่น แต่ได้ยินมาตั้งแต่เล็กแล้วล่ะ...ว่าป่าอินาริมีมนตร์ ใครก็ตามที่เข้าไปใน ‘วงกต’ หากปราศจากจิตใจที่มั่นคง จะไม่อาจค้นหาสิ่งที่ตนต้องการพบ แม้กระทั่งทางออก และต่อให้กลับออกมาได้ ก็จะจดจำสิ่งใดที่เกิดขึ้นในป่ามิได้เลย”
“นั่นก็เลย...ทำให้คนในขบวนของนาคิกิทสึเนะจำอะไรไม่ได้เลยงั้นสินะ?” สึรุมารุขมวดคิ้ว นึกย้อนไปถึงเรื่องที่มิคาสึกิบอกนางก่อนหน้านี้ว่าผู้ร่วมเดินทางของนาคิกิทสึเนะไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับท่านหญิงน้อยของตน ชายหนุ่มพยักหน้า
“ข้าก็คิดว่าอาจเป็นเช่นนั้น…ไม่แน่ว่าบางที นาคิกิทสึเนะอาจจะยังอยู่ในวงกตของป่าอินาริก็เป็นได้ หากแต่ไม่มีใครหานางพบเท่านั้นเอง”
หญิงสาวหลุบตาลงเมื่อได้ฟัง ใจนางยังคงว้าวุ่นกังวล เป็นห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับนาคิกิทสึเนะหรือไม่ แต่ก็พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่คิดในแง่ร้าย นางสะบัดหน้าไปมาก่อนจะพาเปลี่ยนเรื่องเพื่อที่จะไม่ต้องคิดเรื่องนี้อีก
“เหมือนม้าจะเหนื่อยแล้ว พักที่นี่ก็ได้นะ”
“อื้ม ข้าก็ว่าจะพักที่นี่ล่ะ…” มิคาสึกิยิ้มอ่อนโยนขณะดึงบังเหียนให้ม้าหยุดแล้วหย่อนตัวลงยืนบนพื้น พลางจับเอวสึรุมารุที่เท้ามือกับไหล่เขาประคองร่างที่ทิ้งลงมาในอ้อมกอด “ฮะฮะ...เจ้าสาวของข้า”
“ให้ตายสิ” สึรุมารุเงยหน้าแดงเรื่อขึ้นมองก่อนจะสะดุ้งน้อย ๆ เพราะเจ้าม้ามาดุนหลัง ชายหนุ่มหัวเราะแล้วหยิบผลไม้ในกระเป๋าสัมภาระยื่นให้มันขณะที่กระเรียนสาวลูบจมูกยาว ๆ ของอาชาตัวงาม “เป็นม้าที่ลักษณะดีนะ เหมาะสมกับเจ้าดีจริง”
“อา...เจ้านี่เป็นม้าตัวโปรดของข้าเชียวล่ะ ฝีเท้าไว ลักษณะหรือก็งามสง่า” เจ้าผู้ครองแคว้นซังโจยิ้มบางพลางโอบเอวเพรียวได้รูปไว้ขณะมือก็ป้อนผลไม้ให้ม้าศึกสีราตรีตรงหน้า
“ฮะ ๆ ดีจริง ๆ เลยนะ...ทำเอาคิดถึงม้าข้าที่แคว้นคุนิโยชิ มันชื่อชิโรเทนโน สีขาวสะอาดราวหิมะ นายท่านได้มันมาจากพรานป่า แต่มันไม่ยอมให้ใครขี่นอกจากข้า” สึรุมารุหัวเราะพลางเอียงคอซบไหล่กว้าง
“ข้านึกภาพตามแล้ว ช่างงดงามเกินบรรยายเสียจริง” มิคาสึกิเอ่ยขณะดวงตาเฝ้าทอดมองใบหน้าของสึรุมารุอย่างหลงใหล หญิงสาวเงยหน้ามองสงสัยพลางเอียงคอยิ้ม ๆ เรียกเสียงหัวเราะเบา ๆ จากจันทร์เสี้ยวแสนงามได้เป็นอย่างดี ร่างสูงก้มลงจุมพิตหน้าผากมนด้วยความรักใคร่ กระเรียนสาวหัวเราะแล้วจูบแก้มเขาตอบก่อนจะหันไปมองม้าตัวงาม
“ไง...หิวน้ำไหม?” มือเรียวลูบสันจมูกมันอย่างเอ็นดู มิคาสึกิจุมพิตบนเรือนผมนางอีกครั้งก่อนจะจูงม้าไปดื่มน้ำที่ลำธาร ร่างขาวสะอาดเดินสบาย ๆ ตามมา ดวงตาสีทองกวาดไปมารอบกายอย่างสนใจ นางหยุดยืนริมตลิ่ง สูดหายใจเข้าปอดลึก
“อืมม...อากาศดีจริง ๆ” เอ่ยพลางทอดมองลำธารใส ก่อนจะก้มลงถอดรองเท้าและถกชายกิโมโนขาวขึ้น เรียวเท้าเปลือยเปล่าค่อย ๆ ก้าวย่างลงในผิวน้ำ ไอสัมผัสเย็น ๆ โอบล้อมรอบเนื้อบางจนนางต้องหลับตาปี๋หัวเราะร่า “อื๊มม เย็นจัง”
“...งดงามมาก” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจยิ้มบาง ๆ มองร่างขาวสะอาดที่วิ่งเล่นอยู่ในลำธาร มือใหญ่ตบแผงคอม้าคู่ใจเบา ๆ เป็นเชิงบอกให้มันไปพักเล็มหญ้า แล้วจึงถอดรองเท้าเดินตามสึรุมารุไป
“ฮะ ๆ ลำธารนี่งดงามมากเลย ซังโจช่างสวยเสียจริง” หญิงสาวหัวเราะแล้วอ้าแขนรอคนที่เดินเข้ามาหา
“เจ้าด้วยนะที่งดงาม” ริมฝีปากได้รูปคลี่ยิ้มเอ่ยก่อนจะเข้าไปสวมกอดนางไว้แน่น ๆ สึรุมารุชะงักหน้าแดงน้อย ๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้น ก่อนที่นางจะแย้มยิ้มมุมปากแล้วพลิกตัวมิคาสึกิจนล้มลงไปในลำธารด้วยกัน ทำให้ชายหนุ่มที่ไม่ทันได้ตั้งตัวหลุดหัวเราะเสียงดัง “ข้าเปียกหมดแล้ว~”
“ฮ่า...เป็นไงล่ะ เย็นดีใช่ไหม?” สึรุมารุที่นั่งทับอยู่บนตัวเขาฉีกยิ้มร่า ดูจะสุขใจที่กลั่นแกล้งได้สำเร็จ ผู้ครองแคว้นซังโจแย้มยิ้มน้อย ๆ พลางเอื้อมมือไปเกลี่ยเส้นผมสีขาวยาวสลวยที่เปียกระแก้มนวลอย่างอ่อนโยน
“เย็นชื่นใจมากเลยล่ะ...แถมเจ้ายังเปียกเสียจนเห็นอะไรต่อมิอะไรหมดแล้วนะ” เอ่ยพลางลูบแก้มเนียนนุ่มแผ่วเบา สึรุมารุสะดุ้งเฮือก รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมายามเห็นสายตาของมิคาสึกิที่มองมาอย่างกรุ้มกริ่มหยาดเยิ้ม ราวกับจะบอกว่าหากอยู่ในห้องสองต่อสอง นางคงไม่แคล้วโดนจับกินไปเรียบร้อยแล้วเป็นแน่ ทำเอาสองแขนเรียวต้องรีบยกกอดตัวเองแทบจะทันที
“บ้า…”
“ฮะฮะฮะ ก็เจ้าสาวของข้าน่ารักเช่นนี้ ข้าจะห้ามตัวเองได้อย่างไรกัน” คนที่สบโอกาสเอาคืนหัวเราะน้อย ๆ พลางดันตัวลุกขึ้นจุมพิตริมฝีปากบาง สึรุมารุชะงักเล็กน้อยแต่ก็จูบตอบเขาอย่างแผ่วเบา เมื่อพอใจแล้วมิคาสึกิจึงค่อย ๆ ผละออกมาอย่างเชื่องช้า หญิงสาวมองสบสายตาเขา ยกมือเรียวลูบแก้มอุ่นเนียน
“เจ้าหนาวไหม?”
“ไม่เลยคนดี...อยู่กับเจ้าแล้วข้าอบอุ่นนัก” จันทร์เจ้าเล่ห์ยิ้มกว้างไม่ทุกข์ไม่ร้อน เล่นเอาสึรุมารุรู้สึกเหมือนมีอะไรกระตุก ๆ อยู่ในหัว
“ปากดีจริงนะ” เสียงใสหัวเราะก่อนจะโผร่างเข้าใส่จนล้มลงไปในลำธารด้วยกันอีกครั้ง มิคาสึกิหัวเราะร่าพลางวงแขนก็กระชับกายบอบบางไว้แนบชิด ขณะที่สึรุมารุคลอเคลียไหล่เขาไปมา
ทันใดนั้นเอง แสงประกายแสงวูบวาบบางอย่างฉาดกระทบเข้าปลายสายตาของหญิงสาวจากหลังแนวต้นไม้
พลันนั้นโดยไม่ทันจะคิดอะไร ความหวาดกลัวที่เห็นภาพมิคาสึกิบาดเจ็บแล่นวาบออกมาจากในจิตใจ แขนเรียวกระชับกอดใช้ร่างตัวเองบังเขาเอาไว้ก่อนจะถูกลูกธนูยิงเข้าใส่แบบเฉียดฉิว ชายหนุ่มตกตะลึง รีบดันตัวขึ้นคว้านางมาไว้ในอ้อมกอด กวาดสายตามองหาต้นเหตุทันที
“มิคาสึกิ! บาดเจ็บหรือเปล่า!” สึรุมารุเงยหน้าขึ้น จับแขนเขาสำรวจดูว่ามีตรงไหนได้แผลบ้างหรือไม่ ร่างสูงเพียงส่ายหน้าไปมาแล้วจูบหน้าผากนางปลอบโยนให้คลายใจหลังจากที่สังเกตแล้วว่านางผู้เป็นที่รักก็ไม่ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน
“ข้าไม่เป็นไร เพราะเจ้าช่วยไว้แท้ ๆ”
“อื้ม…” หญิงสาวหยีตานิด ๆ พลางกอดเขาไว้แน่น กวาดมองสำรวจรอบกายว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทุกอย่างเงียบสงัดลงอีกครั้ง มิคาสึกิกระชับอ้อมแขน ก่อนจะได้ยินเสียงใบไม้ขยับไหวอยู่ไม่ห่าง...เขาไม่ได้พกอาวุธมา หากเกิดอะไรขึ้นกับสึรุมารุล่ะก็…
“สึรุมารุ!”
ทั้งสองสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงร้องเรียก เจ้าของชื่อหันขวับไปมองตามสัญชาตญาณ ก่อนจะถูกพุ่งเข้ากอดแน่นอย่างไม่ตั้งตัว หญิงสาวชะงักค้าง ก้มมองร่างเล็กบอบบางที่ซุกอยู่แนบอกด้วยความตกตะลึง
“นะ...นาคิกิทสึเนะ” หยาดน้ำตาคลอรื้นเต็มหน่วย รีบยกแขนกอดตอบน้องสาวต่างสายเลือดไว้แน่นทันทีด้วยความดีใจ นาคิกิทสึเนะเองก็กระชับกอดนางไว้แน่นมากกว่าเดิม
มิคาสึกิมองสองร่างที่สวมกอดกันอยู่แล้วผ่อนลมหายใจโล่งอกก่อนจะเหลือบมองคนที่ยืนหลบอยู่ในแนวเงาไม้ ดวงตาจันทร์เสี้ยวเบิกขึ้นนิด ๆ อย่างคาดไม่ถึง แต่สุดท้ายแล้วก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้
“ช่างเป็นการทักทายหลังไม่ได้พบกันมาเป็นสิบปีที่ใจร้ายจริงนะ...ท่านพี่”
ร่างสูงใหญ่ขมวดคิ้วมุ่นหลบสายตาเมื่อได้ยินเช่นนั้น สึรุมารุหันมามองมิคาสึกิขณะมือก็ลูบหัวนาคิกิทสึเนะเบา ๆ หลังจากตรวจดูดีแล้วว่าน้องสาวปลอดภัยไม่มีบุบสลาย
“มิคาสึกิ...คนนี้หรือ...พี่ชายเจ้า?”
“อื้ม…” มิคาสึกิพยักหน้ายิ้ม ๆ พลางมองชายหนุ่มที่ไม่ได้พบกันมานานแสนนาน ใบหน้าและท่าทางของอีกฝ่ายแทบไม่เปลี่ยนไปจากในความทรงจำเลย แต่ร่างกายกลับดูแข็งแกร่งกำยำขึ้นมากนัก “พี่ชายของข้า...โคกิทสึเนะมารุ”
“แล้วทำไมเจ้าต้องทำร้ายพวกเราด้วย!” โคกิทสึเนะมารุถอนหายใจน้อย ๆ เมื่อได้ยินเสียงตวาดจากหญิงสาว สึรุมารุกระชับอ้อมกอดนาคิกิทสึเนะแน่นราวกับแม่เสือปกป้องลูกน้อย
“ถามมาได้ ข้าก็จะปล้นน่ะสิ…” ดวงตาสีแดงเหลือบมองน้องชายที่ยืนยิ้มไม่ทุกข์ร้อนอยู่ “แค่นึกไม่ถึงว่า...เหยื่อจะเป็นพวกเจ้าไปเสียได้ มิคาสึกิ”
“นาคิ! นี่เจ้าอยู่กับโจรงั้นหรือ!? เขาทำอะไรเจ้าหรือเปล่า บาดเจ็บตรงไหนไหม!” กระเรียนขาวขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วจับตัวน้องสาวที่ยังทำหน้ามึนงงหันไปมาเพื่อสำรวจให้ละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้ง นาคิกิทสึเนะจับแขนนางไว้พลางส่ายหน้าไปมาก่อนจะชี้ไปทางโคกิทสึเนะมารุ
“เขาเป็นสามีข้า…”
เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะรอบบริเวณ สึรุมารุนิ่งค้าง มิคาสึกิยกมือปิดปาก ขณะที่โคกิทสึเนะมารุเกาหัวนิด ๆ อย่างอ่อนใจกับความซื่อตรงของเมียรัก โดยที่ท่านหญิงน้อยแห่งคุนิโยชิก็ได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความงุนงงว่าทำไมทุกคนต้องเงียบด้วย
“นี่เจ้าทำอะไรน้องสาวข้า!!” เมื่อตั้งสติได้ สึรุมารุก็ปล่อยตัวนาคิกิทสึเนะ ตรงเข้าไปคว้าคอเสื้อโคกิทสึเนะมารุที่ตกใจจนเผลอถอยกรูด
“โฮ่ย ๆ ...ก็เป็นผัวเมียกันแล้วต้องทำอะไรเล่า”
“กล้าดียังไง! น้องข้ายังเด็กอยู่เลยนะ! เจ้าหมาลามก!”
“พูดอย่างกับเจ้าไม่เด็กอย่างนั้นแหละ!”
“ข้าไม่เด็กแล้วนะ!”
“อา…แย่แล้วสิ ฮะฮะฮะ” มิคาสึกิปิดปากหัวเราะพลางเบือนสายตาจากสองคนที่กำลังทะเลาะแง่ง ๆ กันหันไปหาสาวน้อยที่ยืนอยู่ข้างกาย ซึ่งนางก็เงยหน้ามองด้วยสีหน้าเห็นด้วยปนสงสัยว่าเขาคือใคร เห็นดังนั้นชายหนุ่มก็พลันนึกขึ้นได้ “โอ้...เสียมารยาทจริง ลืมแนะนำตัวไปเสียได้ ขออภัยด้วยท่านหญิงน้อย ข้ามีนามว่ามิคาสึกิ มุเนะจิกะ ผู้ครองแคว้นซังโจ...เจ้าคงจะเป็นนาคิกิทสึเนะแห่งคุนิโยชิสินะ?”
เด็กสาวพยักหน้า เลื่อนสายตามองสำรวจร่างสูงโปร่งทันทีที่ได้รู้ว่าเขาคือนายเหนือหัวคนปัจจุบันของสึรุมารุ นางเองก็เป็นห่วงพี่สาวไม่ต่างกันว่าจะต้องไปรับใช้คนเช่นไร แต่เมื่อได้พบเขาแล้ว เด็กสาวก็พอนึกโล่งใจที่ภายนอกมิใช่คนน่ากลัวแต่อย่างใด
“ยินดีที่ได้พบ” เสียงเล็กเอ่ยแผ่วเบาตามประสาคนขี้อาย มิคาสึกิยิ้มบาง ๆ ยามมองท่าทางอ่อนหวานนุ่มนวล ไม่นึกแปลกใจเลยแม้แต่นิดที่โคกิทสึเนะมารุตกหลุมรักนางจนถึงขั้นตกลงปลงใจเป็นสามีภรรยากัน แม้จะรู้ได้ทันทีว่านี่จะนำมาซึ่งเรื่องวุ่นวายก็ตาม
เดี๋ยวก่อนนะ…? นายท่านแห่งซังโจตระหนักขึ้นในวินาทีนั้นเองว่าปัญหาในครานี้จะไม่จบแค่ระหว่างอิจิโกะและโคกิทสึเนะมารุ แต่คงจะลุกลามมาถึงเรื่องระหว่างแคว้นเป็นแน่ เพราะคนที่ลักตัวเจ้าสาวเขามา หาใช่โจรป่าธรรมดาแต่อย่างใด ทว่าดันเป็นโจรป่าที่มีศักดิ์เป็นถึงพี่ชายหัวขบถของเจ้าผู้ครองแคว้นซังโจไปเสียได้
...ท่าทางงานแต่งงานของเขากับสึรุมารุคงจะต้องเลื่อนออกไปอีกแล้วกระมัง
คิดได้เช่นนั้น มิคาสึกิก็พาลรู้สึกน้ำตาตกใน
“จะว่าไปนะ...ท่านพี่ ไปลักตัวเจ้าสาวเขามาเช่นนี้จะไม่เป็นปัญหากระนั้นหรือ” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจกล้ำกลืนความเจ็บปวดหันมาเอ่ยถาม ทำให้โคกิทสึเนะมารุและสึรุมารุยอมผละจากการทะเลาะเบาะแว้งได้ครู่หนึ่ง
“เรื่องนั้นข้าก็เผื่อใจไว้แล้วล่ะว่าจะต้องมีแน่” จิ้งจอกหนุ่มเอ่ยพลางโอบเอวนาคิกิทสึเนะที่เดินกลับมาหาเอาไว้แน่น ดวงตาคู่คมหลุบลงน้อย ๆ แม้จะไม่อยากออกปาก แต่ก็ดูเหมือนจะช่วยไม่ได้เสียแล้ว “หากมีเรื่องขึ้นมาจริง ๆ บางทีข้า...คงต้องขอให้เจ้าช่วยเหลือ”
“หืม...เช่นนั้น ข้าอาจจะต้องลงโทษพี่ชายจอมดื้อดึงที่หนีออกจากบ้านไปก่อนจะให้ความช่วยเหลือเสียกระมัง” คนเป็นน้องอมยิ้มเริงร่าขณะโอบไหล่ว่าที่เจ้าสาวตน โคกิทสึเนะมารุแยกเขี้ยวใส่ทันทีที่ถูกหยอกล้อ “แล้วหากเกิดเรื่อง ข้าจะติดต่อท่านพี่ได้อย่างไร?”
“อา...ข้าจะส่งลูกน้องไป” พี่ชายถอนหายใจเหนื่อยหน่ายเมื่อนึกถึงเรื่องยุ่งยากที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า นาคิกิทสึเนะเงยหน้ามองชายหนุ่มด้วยความเป็นห่วง
“เจ้าจะ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”
“ข้าไม่เป็นไรหรอกน่า…” โคกิทสึเนะมารุเอ่ยพลางก้มลงแนบหน้าผากกับหน้าผากมนคลอเคลียไปมาอย่างรักใคร่ พอทำให้เมียรักยิ้มออก
“นาคิกิทสึเนะ ตอนนี้นายท่านกับอิจิโกะเป็นห่วงเจ้าแย่แล้วนะ ออกไปจากป่านี้เถอะ” สึรุมารุเอ่ย มองเด็กสาวที่กอดแขนโคกิทสึเนะมารุแน่นด้วยความกังวล
“ข้า...ข้ารักเขา ข้าไม่อยากไปไหนเลย” เสียงหวานเล็กเอ่ยเบา ใบหน้าภายใต้หน้ากากก้มลงงุดด้วยความลังเลไม่มั่นใจโดยมีมืออุ่นของโคกิทสึเนะมารุลูบหัวนางปลอบโยน “แต่ข้าก็เป็นห่วงท่านพ่อเช่นกัน”
“ข้าพาน้องกลับไปด้วยได้ไหม? อยู่ที่นี่ไม่ปลอดภัยหรอกสำหรับนาง อิจิโกะกำลังตามหานางอยู่ หากเขาพบเข้าว่าพวกเจ้าได้เสียกันแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้างพวกเราไม่รู้เลยนะ” กระเรียนขาวมุ่ยหน้า โคกิทสึเนะมารุขมวดคิ้วมุ่น เพราะนั่นคือความกังวลใจของเขาไม่ต่างกัน
“ข้าก็พยายามให้นาคิไปอยู่ที่ปลอดภัยแล้วล่ะน่า แต่นางยอมซะที่ไหน” ชายหนุ่มเอ่ยพลางก้มลงมองร่างบอบบางที่ซุกอยู่ข้างกาย รู้สึกได้ถึงมือเล็ก ๆ ที่กอดกระชับแขนเขาแน่นมากขึ้นอีก
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...ข้าก็อยากจะร่วมทุกข์ร่วมสุขไปกับสามีข้า” นาคิกิทสึเนะเงยหน้ามองสบดวงตาสีแดงของเขาทั้งรอยยิ้มอ่อนหวาน “เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ข้าจะไปหาท่านพ่อแน่นอน”
สึรุมารุมองน้องสาวอย่างลังเลแต่ในที่สุดก็พยักหน้ายินยอม ก่อนจะหันไปหาชายหนุ่ม “เจ้าต้องดูแลน้องสาวข้าให้ดี! ให้สมกับที่นางยอมสละทุกสิ่งเพื่อร่วมชีวิตกับเจ้านะ!”
“อยู่แล้วล่ะน่า” โคกิทสึเนะมารุขมวดคิ้วตอบพลางโอบกอดนาคิกิทสึเนะไว้แนบสนิทกาย “เมียรักของข้า ข้าไม่ให้ใครมาทำอันตรายหรือช่วงชิงไปง่าย ๆ หรอก”
“ให้มันจริงแล้วกัน!”
และแล้วมิคาสึกิกับนาคิกิทสึเนะก็ต้องสบตากันเหมือนจะบอกกับอีกฝ่ายว่าควรจะแยกทั้งสองคนออกก่อนที่จะเกิดการทะเลาะกันยืดเยื้อขึ้นมาอีกครา…
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น