หน้าเว็บ

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

One Shot : ฤดูกาลดอกซากุระขาว (MikaTsuru)

Title : ฤดูกาลดอกซากุระขาว
Paring : มิคาสึกิ มุเนะจิกะ x สึรุมารุ คุนินากะ
Rate : ทั่วไป



「白い桜の花の季節は 遠く夢の中にだけ」
“ฤดูกาลดอกซากุระขาว มีเพียงแต่ในฝันแสนไกลห่าง”
- 初音ミク - 夢と葉桜 -



ณ ใต้ต้นซากุระที่ผลิดอกสีขาวงามสะพรั่ง

คือสถานที่ซึ่ง มิคาสึกิ มุเนะจิกะ ลืมตาตื่นขึ้นมาจากความฝันแสนยาวนาน

ชายหนุ่มกะพริบดวงตาจันทร์เสี้ยว ยามเพ่งเห็นร่างสีขาวลางเลือนอันคุ้นเคยของภรรยาแสนรักที่เล่นซุกซนอยู่มิห่าง ริมฝีปากก็พลันหยักยิ้มออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ร่างสูงโปร่งเอนกายพิงลำต้นแกร่ง เงยหน้ามองกลีบดอกไม้เล็กกระจ้อยปลิวโปรยลงมาตามสายลมอ่อนอย่างเชื่องช้าราวกับกำลังร่ายระบำ

“อา...ซากุระขาว…” เสียงทุ้มนุ่มพึมพำกับตนเอง พลางเหยียดแขนเอื้อมไปรองรับกลีบซากุระขาวที่ร่วงโรยมาต้องฝ่ามืออย่างแผ่วเบา

งดงามเสมือนกับเจ้า...ยอดรักเพียงหนึ่งเดียวของข้า

มิคาสึกิลอบมองแผ่นหลังของสึรุมารุ ดูเหมือนเจ้าตัวจะยังไม่ทันสังเกตว่าเขาตื่นแล้ว เอาแต่เก็บกลีบซากุระที่กลาดเกลื่อนอยู่บนพื้นดินขึ้นมาเล่น บางทีก็ลุกขึ้นวิ่งไปรอบ ๆ อย่างสนุกสนาน ดาบจันทร์เสี้ยวแย้มยิ้มบาง อดคิดไม่ได้ว่าภรรยาสุดที่รักไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนมากมายนัก

แต่นั่นก็เป็นเรื่องดี...เพราะหากวันใดสึรุมารุเอาแต่นอนหงอยซึม เขาคงจะเป็นคนแรกที่สติแตกแน่ ๆ

ดวงตาคู่งามปรือปิดลงอย่างช้า ๆ คิดอยากจะเข้าสู่ภวังค์ฝันและพักผ่อนต่ออีกสักหน่อย ด้วยความรู้สึกว่ายังคงเหน็ดเหนื่อยไม่หาย ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด

แต่คงจะไม่พ้นเพราะต้องคอยรับมือกับความซุกซนของภรรยาตัวน้อยเป็นแน่...มิคาสึกิหัวเราะเบา ๆ

ไม่ว่าเวลาจะผ่านผันสักกี่พันปี...แม้เจ้าจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่จนวิวาห์กับข้าแล้ว...ก็ยังคงติดนิสัยเหมือนเมื่อครั้งเยาว์วัยมิมีผิด...เจ้าเมื่อครั้งเยาว์วัยที่ตัวข้าไม่มีวันลืมเลือน

ยังไม่ทันจะหลับงีบให้สบายสักตื่น มิคาสึกิก็พลันรู้สึกได้ถึงความแปลกแปร่งราวกับกำลังถูกผู้ใดจับจ้องอยู่ จอมดาบผู้งดงามขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาจันทร์เสี้ยวจำต้องเปิดขึ้นมาอีกครั้งจนสบเข้ากับดวงตาสีทองที่อยู่ห่างเพียงชั่วคืบ จนเขาต้องเผลอกลั้นลมหายใจ

“ยอดรัก...จะทำให้คนแก่หัวใจวายตายด้วยเหตุนี้รึ?” ผู้อาวุโสในร่างหนุ่มฉกรรจ์หัวเราะแห้ง ๆ ยามสึรุมารุฉีกยิ้มกว้างสดใสคล้ายจะพึงใจที่กลั่นแกล้งเขาได้สำเร็จอีกครั้ง

“ตกใจใช่ไหมเล่า!” กระเรียนขาวเอ่ยเสียงเริงร่า หยัดกายลุกยืนเต็มความสูงพลางเอื้อมมือมาหาเขาเป็นการเรียกกลาย ๆ ให้ลุกขึ้น “ข้าเจอที่ดี ๆ ด้วยล่ะ...จะพาเจ้าไปนะ”

“เอ...ที่ไหนรึ? ดีกว่าที่ใต้ต้นซากุระขาวนี่หรือ?” มิคาสึกิยิ้มบาง มือใหญ่สอดจับมือเพรียวเล็กของภรรยาสุดที่รักแล้วจุมพิตเบา ๆ ลงบนฝ่ามือกรุ่นหอม ทำให้สึรุมารุยิ้มกระตุกเล็กน้อยก่อนที่จันทร์เสี้ยวจอมเกียจคร้านจะยอมลุกขึ้น

คนอ่อนวัยกว่าจับมือเขาเดินออกห่างจากใต้ต้นซากุระ พาตรงไปยังแนวป่าที่มิคาสึกิไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน ร่างบอบบางเขย่งเอื้อมเด็ดผลไม้ ปีนป่ายก้านกิ่งซุกซนไปตามเรื่องโดยมีสายตาของผู้เป็นสามีที่ยิ้มมองและคอยเฝ้าประคองมิให้หล่นลงมาบาดเจ็บ

“รับนะ!” สึรุมารุโยนผลไม้สุกจากบนต้นมาให้เขา มิคาสึกิหัวเราะพยายามรับผลไม้ทั้งหมดเอาไว้ให้ได้ แม้จะมีพลาดหล่นไปบ้างเล็กน้อยก็ตามที เจ้าของเรือนผมสีขาวสะอาดดุจปุยหิมะหย่อนกายนั่งอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่พลางอมยิ้มสนุกสนาน “เก่งนี่ พลาดไปไม่กี่ลูก-- อ๊ะ!”

“สึรุมารุ!” มิคาสึกิที่กำลังก้มเก็บผลไม้ที่หล่นกลิ้งอยู่บนพื้นสะดุ้ง เมื่อจู่ ๆ ร่างของภรรยารักก็เซหงายหลังจากกิ่งไม้ ร่างสูงโปร่งแทบจะทิ้งผลไม้ทั้งหมด ถลากายเข้าไปรับหากแต่สึรุมารุก็ใช้ขาเกี่ยวที่นั่งของตนไว้ ทิ้งตัวห้อยหัวหัวเราะร่วน

“ฮี่ ๆ โดนหลอก”

“เดี๋ยวเถอะเจ้า…” จอมดาบจันทร์เสี้ยวทำหน้ามุ่ยนิด ๆ ยามรู้ว่าถูกแกล้ง แต่ก็อดที่จะถอนหายใจอย่างโล่งอกไม่ได้เมื่อเห็นว่าสึรุมารุไม่เป็นอันตราย

ทว่ายังไม่ทันจะดุว่าเสียให้หายหนักอก...ร่างที่ห้อยต่องแต่งอยู่กับกิ่งไม้ก็เกิดร่วงลงมาของจริง!

มิคาสึกิตัวชาวาบ ตรงดิ่งเข้าไปรับร่างของสึรุมารุเอาไว้ได้ทันท่วงทีก่อนจะหล่นถึงพื้น เขาหอบหายใจ มองร่างเล็กบางในอ้อมแขนที่ค่อย ๆ ปรือตาขึ้นมาทีละข้าง ในใจมีเพียงความร้อนรนปนเป็นห่วง...หากแต่ไม่มีแม้เศษเสี้ยวความรู้สึกที่อยากจะตำหนิเด็กน้อยผู้เป็นที่รักเลย

“ไม่บาดเจ็บใช่ไหม? ยอดรัก” ในที่สุดเขาก็ยิ้มออกมาได้เมื่อเห็นดวงตากลมสีทองที่ฉายแววสำนึกผิดออกมาเองโดยที่ไม่ต้องดุว่า ริมฝีปากกดแนบลงกับหน้าผากมน วงแขนกระชับกอดภรรยาที่รักแนบแน่นด้วยความยินดีสุดหัวใจ

“โทษที ๆ ...เมื่อกี้ผิดพลาด” สึรุมารุหัวเราะ โอบกอดรอบคอเขาไว้และจุมพิตข้างแก้มตอบราวกับแทนคำขอโทษ “นี่...ตอนอยู่บนต้นไม้ ข้าเห็นลำธารด้วยล่ะ ไปกันไหม ผ่อนคลายเสียหน่อย”

ริมฝีปากได้รูปคลี่ยิ้มอ่อนโยนยามได้สดับเสียงนั้น ดูเหมือนว่าเด็กน้อยจะไม่เป็นไรจริง ๆ รู้ได้จากการสำนึกผิดเพียงชั่วครู่ก็นึกหาเรื่องเล่นสนุกต่อได้แล้ว

“เอาสิ...กระเรียนน้อยของข้า ต้องพึ่งเจ้าให้นำทางเสียแล้ว”

“เดี๋ยวเถอะตาแก่...ข้าไม่ใช่กระเรียนน้อยแล้วนะ อายุก็เป็นพัน ๆ ปีแล้ว” คนอ่อนวัยกว่าหย่อนตัวลงยืนกับพื้น จับประสานมือเขาไว้แนบสนิท มิคาสึกิยิ้มบางยามรู้สึกได้ถึงไออุ่นอวลจากเรียวมือข้างนั้น

สองร่างก้าวเดินข้างเคียงกัน ผ่านเส้นทางที่อุดมไปด้วยแมกไม้ซึ่งแตกกิ่งก้านสาขา แผ่ร่มใบพลิ้วงามไสวยามลมต้อง กลิ่นหอมหวนรัญจวนจากดอกไม้ป่าริมข้างทางโชยผ่านนาสิก ชวนให้รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

อา...นี่คือความสุขที่เขาเฝ้าฝันหามานานนับพันปี

นับจากแยกกับสึรุมารุเมื่อวันหนึ่งในอดีตไกลแสนไกลจนมิอาจจดจำ มิคาสึกิก็รู้ได้ว่าใจตนกลวงเปล่าเพียงไร หาได้มีสิ่งใดมาเติมเต็มได้อีก เพียงแต่ถูกส่งผ่านมือชนชั้นสูงไปเรื่อย ๆ ...เรื่อย ๆ ...ถูกวางตั้งเอาไว้บนแท่น ในตู้กระจก เป็นสิ่งของล้ำค่าในสายตาผู้อื่น แต่ไร้ค่านักในมโนสำนึกตนเอง

กระทั่งถูกปลุกขึ้นมาในฐานะ ‘จิตวิญญาณดาบ’ ผู้รับภาระหน้าที่ปกป้องห้วงประวัติศาสตร์...ดาบล้ำค่าแห่งซังโจจึงมีโอกาสได้พบกับกระเรียนขาวที่เขาเคยคิดว่าจะไม่อาจพบหน้าได้อีกตลอดไป

เด็กน้อยของเขาเติบโตขึ้นมากนัก ผ่านอะไรต่อมิอะไรมาหลากหลาย...หากแต่เยื่อใยใจรักที่มีต่อกันไม่เคยลบเลือนเปลี่ยนแปร เป็นคราแรกที่มิคาสึกิได้ร่วมรบ ได้ใช้ชีวิตกับสึรุมารุอีกคราว เพิ่มพูนความผูกพันให้ยิ่งแนบแน่น จนในที่สุด...

ทั้งสองสมรสกันด้วยจอกสาเก...ภายใต้ฟากฟ้าของราตรีที่จันทร์เสี้ยวแสนงดงาม

จอมดาบจันทร์เสี้ยวหัวเราะยามสึรุมารุกระโดดลงวิ่งเล่นในลำธารลึกเท่าเข่า สาดน้ำเข้าใส่จนตัวเขาเปียกปอนไปหมด

ดาบอาวุโสยิ้มพราว ก่อนจะตรงเข้าสวมกอดรัดร่างสีขาวบอบบางผู้ซึ่งกำลังหัวเราะสนุกสนานจนชุ่มโชกไปด้วยกัน สองร่างทิ้งกายสู่สายน้ำ ปลดเปลื้องอาภรณ์ออกจนเปลือยเปล่า แล้วสวมกอดแลกเปลี่ยนไอสัมผัสอุ่นร้อนแก่กันและกัน อีกครั้ง...อีกครั้ง...และอีกครั้ง

จันทร์เสี้ยวผู้งดงามพรมจุมพิตบนกระหม่อมของภรรยายอดดวงใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยามโอบกอดร่างบอบบางกระชับไว้แนบสนิทกาย พิงขอบธารพักหายใจ

“สึรุของข้า…” เสียงทุ้มพร่ำกระซิบชิดริมหูเล็ก มือลูบไล้ไปตามเอวเพรียวเนียนขาวของกระเรียนน้อยอย่างอ่อนโยน “ข้ารักเจ้า...ยอดรัก ข้าจะไม่ยอมให้มีสิ่งใดพรากเราจากกันได้”

สึรุมารุชะงักนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อเขาเอ่ยเช่นนั้นออกไป ร่างเล็กกว่าทอดถอนลมหายใจช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบา


“ทำไมเจ้า...ถึงมาที่นี่ล่ะ?”


กลับกลายเป็นมิคาสึกิที่ต้องชะงักไปเสียแทน เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาพบว่าตนสวมอาภรณ์ กลับมานั่งเอนกายอยู่ที่ใต้ต้นซากุระขาวเมื่อไหร่มิอาจทราบ ดวงตาจันทร์เสี้ยวสั่นระริกยามสึรุมารุเงยหน้าขึ้น สบตาเขาด้วยนัยน์ตาสีแดงก่ำดุจโลหิต

“นี่ไม่ใช่ที่ของเจ้า...ไปเสียให้พ้น” ร่างใต้อาภรณ์สีดำสนิทผละจากอ้อมกอดเขาแล้วลุกขึ้นยืน สีหน้าที่ซุกซนอยู่เป็นนิตย์กลับนิ่งเฉยเย็นชา ปราศจากสิ้นซึ่งอารมณ์ใด ๆ เส้นผมสีขาวแสนงดงามแปรเปลี่ยนเป็นสีดำมิต่างกัน

“...ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้าตอนนี้”

ได้ยินคำนั้น มิคาสึกิรู้สึกราวกับถูกดาบคมกรีดเฉือนลึกเข้าไปถึงดวงใจ จนหยาดเลือดรินไหลท่วมไปทั้งอกเสียอึดอัดทรมาน ร่างสูงรีบลุกขึ้นยืน มองใบหน้างดงามของสึรุมารุด้วยความไม่เข้าใจ

ยามนั้น...กลีบซากุระขาวที่ชูช่อไสวอยู่เหนือกิ่งก้านลำต้น ก็พลันแตกกระจายออกเป็นสีแดงฉาน

“สึรุ…”

“จะไปไหนก็ไปเสีย” ร่างบอบบางที่ยิ่งดูบางและเล็กลงไปอีกยามอยู่ในอาภรณ์สีดำหันหลังให้เขา เอ่ยเสียงเรียบเฉยชา มิคาสึกิกัดริมฝีปาก ส่ายหน้าวืดก่อนก้าวเข้าไปจะสวมกอดสึรุมารุ หากว่าเพียงสัมผัสแขนเสื้อสีดำสนิทเบา ๆ ก็รู้สึกราวกับถูกเปลวไฟร้อนแผดเผาเข้าจนต้องถอยออกห่าง

“มันเกิดอะไรขึ้นสึรุ...เจ้าจะให้ข้าไปที่ใดกัน! ยอดรัก...ที่ของข้ามีเพียงข้างกายเจ้านะ!” จอมดาบจันทร์เสี้ยวฝืนปั้นรอยยิ้มอ้อนวอน พยายามเปล่งเสียงเอื้อนเอ่ยผ่านลำคอแสนตีบตัน “โปรดเถิดคนดี...อย่าผลักไสข้าเลยได้ไหม กลับมาหาข้า กระเรียนขาวผู้งดงามของข้า”

สึรุมารุยืนนิ่งเงียบงัน ขณะกลีบซากุระสีแดงชาดปลิวสะบัดดังพายุรอบร่างจิตของมิคาสึกิ และลำต้นเปลือยเปล่าไร้ดอกใบของมัน ดาบซังโจผู้งดงามแววตาสั่นริก ยกแขนขึ้นบังตนจากสายลมรุนแรง

“มิคาสึกิ...นี่ไม่ใช่ที่ของเจ้า” กระเรียนสีดำค่อย ๆ หันกลับมา มิคาสึกิเบิกตากว้างยามเห็นธารน้ำตาสีเลือดบนพวงแก้มขาวผ่องที่เขามักจะชิงหอมเมื่อยามเจ้าของมิตั้งตัว ริมฝีปากบางที่เขาเคยจุมพิตอยู่ซ้ำไปมาขยับแย้มเป็นรอยยิ้ม

หากแต่มันช่างเป็นรอยยิ้มที่สุดแสนจะเศร้าสร้อยยิ่งนัก

“เมื่อถึงเวลา...แม้กาลจะผันผ่านนับพันนับหมื่นปี...เราจะได้พบกัน”

หยาดน้ำใสรินไหลคลอออกจากดวงตาจันทร์เสี้ยวเมื่อได้ฟังเสียงกระซิบสุดท้ายนั้น มือพยายามเอื้อมคว้าไขว่ หากแต่ร่างของสึรุมารุก็ไกลห่างออกไปทุกที ท่ามกลางมวลกลีบซากุระที่บดบังทุกภาพเบื้องหน้าจนดับสิ้น…

….
..

“...สึกิ...ท่านมิคาสึกิ…”

มิคาสึกิลืมตาขึ้นยามเมื่อได้ยินเสียงเพรียกหา ภาพแรกที่ปรากฏเบื้องหน้าม่านทัศนวิสัยอันลางเลือนคือใบหน้าของเด็กน้อยผู้หนึ่ง

“สึรุมารุ…” เขาเอื้อมมือออกไป แนบลงกับข้างแก้มอ่อนนิ่ม รู้สึกได้ถึงมือเล็ก ๆ ที่กุมมือข้างนั้นไว้แน่น

“ข้าขอโทษ…” เสียงเล็กเอ่ยแผ่ว มิคาสึกิเลิกคิ้วเมื่อสัมผัสได้ว่ามีหยาดน้ำหยดน้อยรินรดลงบนข้างมือ ดวงตาจันทร์เสี้ยวที่เริ่มปรับได้ มองเห็นคนตรงหน้าและเหล่าผู้คนที่แวดล้อมอยู่รอบกายชัดเจนขึ้น

“อิมะโนะสึรุงิ?” มีดสั้นร่วมตระกูลเพียงหนึ่งเดียวกำลังร่ำไห้สะอึกสะอื้น ข้างกายนั้นคือโคกิทสึเนะมารุที่เหลือบหลบสายตาหนี ไม่ยอมจ้องมองเขาโดยตรง สหายร่วมรบต่างก็เบือนหน้า

“สึรุมารุล่ะ…” จอมดาบจันทร์เสี้ยวเพิ่งรู้สึกตัวในวินาทีนั้นเองว่าร่างกายตนเต็มไปด้วยผ้าพันแผล หนักอึ้งเสียจนไม่อาจขยับไปไหนได้สมดังใจอยาก กระนั้นก็ยังพยายามฝืนจะลุกเพื่อมองหาภรรยาสุดที่รักของตนจนโคกิทสึเนะมารุและอิชิคิริมารุต้องรีบดันตัวให้กลับลงนอน อิมะโนะสึรุงิเม้มปากแน่น หยิบห่อผ้าที่วางอยู่ข้างกายขึ้นมา ประคองวางลงบนอกเขาอย่างนิ่มนวล

“ข้าขอโทษ...คุณสึรุมารุน่ะ…”

เสียงนั้นเอ่ยเบาเสียงจนแทบจะถูกสายลมอ่อนพัดหายไป

พร้อมกับเสียงดวงใจของจันทร์เสี้ยวที่แตกสลายลง เช่นดังเศษซากดาบ ‘สึรุมารุ คุนินากะ’ ที่แหลกรอนในห่อผ้า...








มิคาสึกิของข้า
“เมื่อถึงเวลา...แม้กาลจะผันผ่านนับพันนับหมื่นปี...เราจะได้พบกัน”
.
.
.
.
.

ในฤดูกาลที่ซากุระขาวผลิดอกอีกคราว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น