หน้าเว็บ

วันพุธที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560

Fiction : จันทร์เสี้ยว・กระเรียนขาว・สองจิ้งจอก - บทที่ ๑๕ เรื่องเล่าของกระเรียนขาว (MikaTsuru / KogiNaki)

บทที่ ๑๕
『白い鶴の話』
เรื่องเล่าของกระเรียนขาว

สองเท้าเปลือยเปล่าสืบวิ่ง ลัดเลาะไปตามป่าเขายามค่ำคืนที่มีเพียงจันทร์เสี้ยวสาดแสง เด็กสาววัยสิบแปดผลักกิ่งไม้ที่มาขวางเส้นทาง เสียงสะเก็ดไฟยังคงติดตรึงในโสตประสาทแม้จะห่างจากปราสาทที่ถูกโหมด้วยเปลวเพลิงมาไกลมากแล้วก็ตาม มือเล็กที่สกปรกด้วยคราบเขม่ายกขึ้นปาดเช็ดน้ำตา นางไม่สนใจอีกต่อไปแล้วว่าจะถูกหินบาดหรือถูกหนามตำ คิดเพียงอยากจะหนีไปให้ไกลจากทะเลเพลิงเบื้องหลัง

เส้นผมสีขาวยาวระบั้นเอวยุ่งเหยิง ถูกกิ่งไม้เกี่ยวติดเป็นระยะจนต้องกระชากขาดไปบ้าง ชุดนอนบางที่สวมอยู่เปรอะเปื้อนไปทั้งเขม่า เลือดและคราบโคลน นางภาวนาขอเพียงอย่าได้มีใครไล่ตามหลังมา ซึ่งก็คงไม่มี...เพียงแค่ทาสกามที่ไร้ค่าของชายวัยกลางคน ไม่มีใครสนใจอยากจะตามหาหรอก

“อ๊ะ!” เสียงหวานหลุดร้องเมื่อสะดุดเข้ากับก้อนหินใหญ่จนล้มกลิ้ง แผ่นหลังปะทะเข้ากับต้นไม้จนเจ็บจุก เด็กสาวค้ำมือกับพื้น พยายามยันร่างกายที่แทบสิ้นเรี่ยวแรงให้ลุกยืนหากแต่กลับไร้ความหมายใด ๆ เมื่อขาทั้งคู่ไร้ซึ่งกำลังไปเสียแล้ว ทำได้แค่เพียงขยับพิงต้นไม้เพื่อพักเหนื่อย

นางหอบหายใจ เงยหน้ามองเสี้ยวจันทร์ที่ฉายแสงริบหรี่กลางฟากฟ้า ริมฝีปากขยับยิ้มอย่างอ่อนล้าก่อนที่ลำคอระหงจะพับลง ดวงตาปิดสนิทสุดสิ้นการเคลื่อนไหว สติสุดท้ายดับวูบลง...

จันทร์เสี้ยวเอ๋ย...จันทร์เสี้ยวผู้เป็นที่รักของข้า...เมื่อใดกันที่เจ้าจะมารับข้าไปอยู่ด้วย

-

หลังเสร็จสิ้นจากการร่วมรักในค่ำคืนแรก มิคาสึกิโอบกอดสึรุมารุไว้สนิทกาย มือใหญ่ไล้สางไปตามเส้นผมสีขาวยาวสลวยที่แผ่สยายอยู่เต็มฟูก พลางกดจุมพิตลงแนบกระหม่อมนางและคลอเคลียไปมาช้า ๆ อย่างทะนุถนอม

“ข้าไม่เคยปลดปล่อยเต็มที่เท่านี้มาก่อน...เจ้าเป็นคนแรกเลยนะ สึรุมารุ”

พวงแก้มของกระเรียนขาวเรื่อแดงขึ้นเล็กน้อยยามได้ยินเช่นนั้น นางแอบยิ้มบาง ๆ แล้วกระชับกอดแนบแน่นขึ้น ใบหน้าหน้าซุกลงกับไหล่กว้างอบอุ่น

“ข้าก็...ไม่เคยปลดปล่อยกับใครมาก่อนเหมือนกัน” ได้ยินเสียงที่ดังขึ้นอย่างเอียงอายนั้น มิคาสึกิก็เลิกคิ้วนิด ๆ ก่อนจะก้มลงจูบแก้มนวลเนียนและถอนกายออก ประคองร่างบอบบางลงนอนบนฟูกให้สบาย

“ครั้งสุดท้ายที่เจ้ามีอะไรกับใครอื่นเป็นเช่นไรรึ...เจ้าอยากจะเล่าหรือระบายออกมาหรือเปล่า?” ชายหนุ่มพลิกตัวนอนตะแคง มองใบหน้างดงามที่หลุบก้มลงแล้วลูบแก้มนางอย่างแผ่วเบา “สึรุมารุเอ๋ย...โปรดรู้ไว้ว่าไม่ว่าเจ้าจะผ่านมือใครต่อใครมาสักกี่มือ ข้าไม่เคยนึกรังเกียจเจ้า”

ดวงตาสีทองเลื่อนขึ้นสบตาเขาเมื่อได้ฟังถ้อยคำแสนอ่อนโยน มิคาสึกิระบายรอยยิ้มอย่างจริงใจแล้วโอบแขนสวมกอดนางเอาไว้แนบสนิทกาย

“ข้ารักเจ้า...กระเรียนน้อย” เอ่ยพลางไล้หลังมือไปตามพวงแก้มขาวนวลด้วยความรักใคร่ “ข้ารักเจ้า...ไม่ว่าอดีตของเจ้าจะเป็นเช่นไร...ไม่ว่าเจ้าจะผ่านอะไรมาก็ตามที”

หญิงสาวมองเขานิ่งงันก่อนที่นางจะหลุบตาลงช้า ๆ วงแขนเรียวเล็กสอดเข้าสวมกอดร่างสูงโปร่งข้างกายแนบแน่น แล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหวานนุ่มอย่างแผ่วเบา

“ครั้งสุดท้าย...ข้าเจ็บปวดเสียจนไม่รู้สึกอะไรเลย”

“หืม…” มิคาสึกิเลิกคิ้ว กระชับกอดแน่นขึ้นทันทีโดยสัญชาตญาณยามรับรู้ได้แรงสั่นน้อย ๆ จากร่างในอ้อมแขน “คนดี เจ้าถูกบังคับฝืนใจงั้นหรือ?”

สึรุมารุพยักหน้า...สูดหายใจเข้าอย่างช้า ๆ คิดว่าคงดีเหมือนกันที่จะได้ออกปากเล่าเรื่องราวของตนที่ไม่มีใครเคยสนใจอยากรับฟังออกมาเสียให้หายอึดอัดใจบ้าง…

โดยเฉพาะเมื่อคนตรงหน้า...คือบุรุษผู้ที่จะกลายมาเป็นสามีของนาง

-

“สึรุ! สึรุมารุ เจ้าอยู่ไหน?”

เสียงร้องเรียกหาแสนคุ้นเคยที่ดังแว่วมากระทบโสตประสาท ทำให้เด็กหญิงตัวน้อยเงยหน้าจากกองดินที่ปั้นเล่นอยู่แล้วลุกขึ้นวิ่งไปหาเจ้าของเสียงที่อยู่ตรงชานเรือนอย่างว่าง่ายทันที

“แม่จ๋า!”

“อ้าว มาแล้วรึ-- สึรุมารุ! ไปทำอะไรมา! ทำไมเนื้อตัวมอมแมมแบบนี้!” หญิงสาวที่หันกลับมารู้สึกแทบลมจับ นางดุด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้จริงจังนักแล้วเอื้อมไปตีลูกสาวตัวแสบเบา ๆ สึรุมารุแกล้งร้องโอดโอย ดิ้นไปมาหนีจากมือมารดาก่อนจะโผไปหาบิดาที่เดินเข้ามาในบริเวณเรือนพอดี

“พ่อจ๋า ช่วยสึรุด้วย!”

“เดี๋ยวเถอะ มือเลอะแบบนี้ขืนพ่อช่วยเดี๋ยวก็โดนแม่ให้อดข้าวเข้าหรอก” ชายวัยสามสิบต้น ๆ หัวเราะร่วน อุ้มร่างน้อยของลูกสาวขึ้นมา “พ่อช่วยพาไปล้างมือดีกว่านะ!”

“ไปเลยนะ ไปล้างมือทั้งพ่อทั้งลูกเลย” ภรรยาสาวอมยิ้ม รุนหลังสามีให้พาสึรุมารุน้อยไปล้างมือเสียเพื่อจะกลับมาทานข้าวด้วยกัน

มื้อเย็นของครอบครัวนั้นอบอวลไปด้วยเสียงพูดคุยของคนกว่ายี่สิบที่อาศัยอยู่ร่วมเรือนพักของข้ารับใช้ตระกูลนักรบผู้ครองแคว้นโกโจ...แม้ว่าจะมิได้เกิดร่วมสายโลหิต แต่ด้วยความซุกซนและร่าเริง (จนบางทีก็น่าจับมาตีเสียให้ตาย) ก็ทำให้ลุงป้าน้าอาทุกคนเอ็นดูสึรุมารุเสมือนลูกหลานแท้ ๆ

เด็กหญิงไม่สู้จะมีเพื่อนเล่นร่วมอายุมากนัก ด้วยความที่นายน้อยของตระกูลถูกใจและหวงนางมาก จนเคยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่สึรุมารุเล่นกับเด็กชายลูกคนรับใช้ในวัยเดียวกัน และนายน้อยมาพบเข้า เขาโกรธเคืองอย่างไร้เหตุผล หยิบของเล่นปาใส่เด็กคนนั้นจนศีรษะแตก และยังสั่งลงโทษเขาอีกด้วย ทำให้สึรุมารุและเด็กคนอื่น ๆ หวาดกลัวจนไม่กล้าเล่นด้วยกันอีก แม้จะอยากเพียงใดก็ตาม

กระนั้นแล้วนางก็ไม่ได้รู้สึกเดียวดาย เพราะยังคงมีพ่อแม่ที่รักนางยิ่งกว่าอะไรทั้งมวลบนโลกใบนี้อยู่ แม้ว่าจะเป็นครอบครัวเล็ก ๆ อาศัยอยู่ในห้องขนาดเพียงสี่เสื่อ แต่ก็เป็นครอบครัวแสนอบอุ่นและสุขใจที่สุดเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะมีได้

“วันนี้นายน้อยเป็นอย่างไรบ้างหรือ?” ผู้เป็นมารดาเอ่ยถามหลังจากอิ่มอาหาร อาบน้ำและกลับมาพักผ่อนกันแล้ว มือเรียวขยับพับผ้าผ่อนเก็บเข้าลิ้นชักให้เรียบร้อย ขณะสึรุมารุที่นอนกลิ้งอยู่ในฟูกอุ่นกะพริบตาช้า ๆ ราวจะกำลังประมวลความคิดก่อนจะตอบเสียงเบา

“ก็ดูอารมณ์ดีนะจ๊ะ...เพิ่งฟื้นไข้นี่นา”

มารดาหันกลับมายามได้ยินน้ำเสียงที่ไม่ร่าเริงของลูกสาว สึรุมารุดูแปลกไปสองสามวันแล้ว เมื่อก่อนเด็กหญิงสนุกกับการเล่นกับนายน้อยเสมอ หรือหากไม่...นางก็ทำให้ดูเป็นเช่นนั้น ทว่าพักนี้สึรุมารุลืมแม้แต่จะแสดงท่าทางมีความสุข แม้เด็กหญิงจะไม่รู้ตัว แต่คนเป็นแม่ก็สังเกตได้จากแววตาที่หม่นหมองลงกว่าเคย

“สึรุมารุ...พักนี้เจ้ามีเรื่องอะไรกับนายน้อยหรือเปล่า? อยากเล่าให้แม่ฟังไหมจ๊ะ?”

ดวงตาสีทองที่ทอดมองเพดานห้องอยู่อย่างเงียบงันหลุบลงนิด ๆ นางใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งจึงส่ายหัวไปมา เห็นเช่นนั้นมารดาก็ถอนหายใจเบา ๆ รู้ได้ทันทีว่าต้องมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นระหว่างลูกสาวกับนายน้อยแน่ เพียงแต่มันเป็นเรื่องอะไรสึรุมารุจึงไม่อยากเล่ากัน

แต่ไหนแต่ไรมา ในครอบครัวไม่เคยมีเรื่องปิดบังกัน นางและสามีใกล้ชิดกับลูกสาวมาก ทำให้เด็กน้อยกล้าบอกเล่าหรือปรึกษาปัญหา (ที่ไม่ค่อยมีเท่าไรนัก) ได้เสมอ แต่ครั้งนี้มันเกินความสามารถของสึรุมารุน้อยจะพูดออกมาหรือ

สามีผู้ซึ่งถูกหัวหน้าคนรับใช้เรียกตัวไปคุยกลับเข้ามาในห้องก่อนจะได้ถามอะไรเพิ่มเติม เขาสวมกอดสึรุมารุที่ถลาลุกไปกอดต้อนรับแล้วพากันทิ้งตัวลงบนฟูก ผลัดกันเล่านิทานตลก ๆ ก่อนนอนเหมือนอย่างเคย ทำให้มารดาที่กังวลใจอยู่ในทีแรกก็พลอยผ่อนคลายแล้วขยับมาอยู่ใกล้ ๆ ด้วย

นี่คือเรื่องราวของครอบครัวอันแสนสุขของลูกกระเรียนขาวตัวน้อย ๆ...ก่อนที่เรื่องร้ายจะตามติดมาในอีกไม่กี่ปีให้หลัง...

-

“สึรุมารุ นายน้อยเรียกหาแน่ะ”

สึรุมารุวัยสิบสี่ปีซึ่งเพิ่งกลับเข้ามาในเขตปราสาทเงยหน้าขึ้นตอนที่ได้ยินเสียงเรียกของหญิงรับใช้วัยกลางคน เด็กสาวผงกหัวรับคำแล้วรีบไปล้างมือล้างไม้ ปัดกิโมโนขาวที่เปรอะเปื้อนดินออกอย่างลวก ๆ แล้วจึงขึ้นเรือนตรงไปยังห้องพักของนายน้อยที่ป่วยกระเสาะกระแสะมาหลายวันแล้ว

“อา...สึรุมารุ” เจ้าของห้องผู้มีใบหน้าซีดเซียวแย้มยิ้มพลางเอื้อมมือมาหายามเห็นนางเปิดประตูเข้ามา สึรุมารุยิ้มบางตอบและยื่นมือไปให้อย่างไม่ขัดขืน ก่อนที่นายน้อยจะคว้าจับมันเอาไว้อย่างแผ่วเบา ดึงประคองให้นางนั่งลงข้าง ๆ ฟูก

“เหตุใดเจ้าถึงงดงามถึงเพียงนี้กันนะ...ยิ่งโตเป็นสาวก็ยิ่งงดงาม” ยังไม่ทันจะขยับที่ทางให้เรียบร้อยดี จู่ ๆ เขาก็เอ่ยเช่นนั้นออกมาโดยที่นางไม่มีโอกาสตั้งตัว ร่างขาวสะอาดเกร็งขึ้นเล็กน้อยยามมือเย็นเฉียบของเด็กหนุ่มเอื้อมมาแตะไล้บนผิวแก้ม ก่อนจะกดจุมพิตลงบนเรียวมือนวลอย่างแผ่วเบา “ทำเอาข้าไม่อยากยกเจ้าให้ใครทั้งนั้น”

“เดี๋ยวสิ พูดอะไรของเจ้าน่ะ...ข้าไม่ได้จะไปไหนสักหน่อย” สึรุมารุหัวเราะเบา ๆ แสร้งทำน้ำเสียงให้ปกติที่สุดเมื่อเด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นจนสบเข้ากับสายตาเย็นชาก้าวร้าว

“แต่วันนี้เจ้าออกไปข้างนอกมามิใช่หรือ?” นายน้อยถามเสียงเย็น สึรุมารุเม้มปากแน่นทันที “เจ้าออกไปที่ไหนมา ข้าได้กลิ่นหญ้า...เห็นเศษดินเปรอะเปื้อนบนร่างงดงามของเจ้า เส้นผมสวย ๆ ของเจ้ายุ่งเหยิง เจ้าไปที่ไหนมา?”

“ข้าแค่ออกไปเดินป่า...อยู่บ้านไม่มีอะไรทำนี่นา ท่านหมอตรวจเจ้าอยู่” นางมุ่ยหน้าน้อย ๆ เอ่ยตอบ

“เจ้าเป็นของของข้า...สึรุมารุ”

กระเรียนขาวขมวดคิ้วมุ่นทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ของของเขางั้นหรือ? ร่างบอบบางขยับตัวหมายจะดึงมือที่ถูกยึดไว้แน่นออกมาเมื่อรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล ทว่ากลับทำไม่ได้ดังหวัง

“เจ้าเป็นของของข้า สึรุมารุ...ข้าคือผู้ที่ฉุดดึงเจ้าขึ้นจากโคลนตม! ข้าคือผู้ที่ทำให้เจ้างดงามได้เช่นนี้! เจ้ากล้าคิดจะหนีไปจากข้าได้อย่างไร!” เสียงที่อ่อนแรงในทีแรกกลับกลายเป็นเสียงตวาดลั่น แววตาสีดำสนิทของนายน้อยแข็งกร้าวไร้แวว จ้องเขม็งมายังดวงตาสีทองที่สั่นระริก มือบีบมือเรียวของสึรุมารุแน่น ปลายเล็บจิกฝังลงในเนื้อขาวนวลเจ็บปลาบ จนนางต้องกัดฟันนิด ๆ

“ฟังข้านะสึรุมารุ! หากข้าต้องตาย...เจ้าก็จะต้องตายไปกับข้า! ความงามของเจ้าจะตายไปพร้อมกับข้า! จะไม่มีใครได้ครอบครองมันเด็ดขาด...!”

“พอได้แล้ว!!”

เด็กสาวได้ยินเสียงเส้นความอดทนขาดผึงเมื่อได้ฟังถ้อยคำนั้น นางเผลอตัวตวาดลั่นก่อนจะกระชากมือของตนออกอย่างแรง รู้สึกได้ทันทีถึงความเจ็บจากเล็บที่กรีดลงมาบนผิว นายน้อยเซนิด ๆ เพราะการขยับตัวกะทันหันจนล้มลงไปกองกับพื้น สึรุมารุรีบลุกพรวดขึ้น จ้องมองคนตรงหน้าอย่างหวาดระแวง

“สึรุมารุ…” เขาเงยหน้า แววตาสั่นระริกคล้ายคนเพิ่งได้สติ แต่สึรุมารุที่ไม่อยากจะรับรู้อะไรอีกแล้วรีบหันหลังวิ่งหนีออกมาจากห้องนั้นในทันที…

จริงด้วยสินะ

นับจาก ‘วันนั้น’ เมื่อหลายปีก่อนความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเขาไม่ค่อยจะสู้ดีนัก

นายน้อยแปลกไปเป็นคนละคน โมโหร้ายมากขึ้น และหึงหวงนางมากขึ้นอย่างไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แค่เพียงนางหายหน้าไปไม่กี่นาที เขาก็จะอาละวาดอย่างร้ายกาจ ซึ่งสิ่งนั้นทำให้ร่างกายที่ไม่สู้จะแข็งแรงอยู่แล้วทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ปี สึรุมารุรู้สึกได้เลยว่านายท่านและนายหญิง บิดามารดาของเด็กหนุ่มคิดว่านางเป็นต้นเหตุ

เมื่อพ่อแม่สังเกตเห็นท่าทีที่แปลกแปร่งของนายเหนือหัวก็เริ่มไม่วางใจสถานะของครอบครัวในปราสาทโกโจอีกต่อไป ในยามดึก สึรุมารุที่เข้านอนไปแล้วมักจะแอบได้ยินพวกท่านพูดคุยกัน เรื่องหาบ้านใหม่ หาที่ใหม่ที่จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันสามคนได้อย่างสงบสุข...แม้จะต้องขัดสนก็ไม่เป็นไร

ตัวนางเองหาได้หวั่นกลัวต่อความยากลำบากใด สงสารก็แต่เพียงยามพ่อและแม่ผู้เป็นที่รักแก่ตัวลงจะเป็นเช่นไรเท่านั้น หากชีวิตต้องยากจนข้นแค้น ไร้อาหารหรือสิ่งใดประทังชีวิตจะเป็นเช่นไร...สึรุมารุไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการภาพนั้นออกมา

ดังนั้นแล้วเด็กสาวจึงจำใจพยายามอย่างเต็มที่เพื่อคอยช่วยดูแลนายน้อย แม้ว่าจะถูกกระทำอะไรก็ตามที เพื่อที่จะได้มีที่ซุกหัวนอนอย่างสบายต่อไป...

สึรุมารุหยุดยืนตรงชานเรือนหน้าห้องนอน เงยหน้าทอดมองดวงจันทร์สีนวลที่ลอยเด่นกลางฟากฟ้าแล้วยิ้มบาง ๆ กับตัวเอง...อีกไม่กี่วันเท่านั้น จันทร์เสี้ยวจะปรากฏ เด็กสาวหลับตาพริ้ม

จันทร์เสี้ยวเอย...ยอดรักของข้า เจ้าจะรู้บ้างไหมว่าข้าเฝ้ารอคอยเจ้าอยู่ทุกคืนวัน

-

สึรุมารุแอบซุกอยู่ข้างกายมารดาที่โอบกอดนางเอาไว้ มือนิ่มนวลแสนอ่อนโยนขยับลูบไปตามเรือนผมสีขาวสะอาดราวจะปลอบประโลม เด็กสาวนิ่งเงียบ ไม่ร้องไห้ ไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียวให้กับการจากไปของคนผู้นั้น…

นายน้อยแห่งตระกูลโกโจสิ้นแล้วเมื่อเช้านี้

บรรยากาศในปราสาทอึมครึมราวกับอบอวลไปด้วยกลุ่มเมฆพายุฝน นายท่านและนายหญิงเอาแต่ร้องไห้กอดศพลูกชายเพียงคนเดียวไม่ยอมแม้แต่จะทำพิธีให้ถูกต้อง จนผู้รับใช้คนสนิทต้องเข้าไปกล่อมอยู่นานสองนาน จึงเคลื่อนย้ายร่างไร้วิญญาณของนายน้อยได้

เด็กสาวที่ไม่ได้รับอนุญาตแม้แต่จะได้เข้าไปดูใจนายน้อยเหลือบมองรอบ ๆ ห้องซึ่งแทบไม่เหลือข้าวของเช่นยามปกติ ลึกลงในอกอดจะรู้สึกเหงาหงอยขึ้นมาเล็กน้อยมิได้ ยามคิดว่าจะต้องจากสถานที่ที่อาศัยมาแต่อ้อนแต่ออก ไปสู่โลกภายนอกที่นางมิเคยรู้จักเนื้อแท้

หลังจากครุ่นคิดและวางแผนกันมานาน ในที่สุดพ่อแม่ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะออกจากปราสาทโกโจเสียที เพราะเมื่อไม่มีนายน้อย ก็ไม่มีความจำเป็นที่สึรุมารุจะต้องคอยอยู่เป็นทาสรองรับอารมณ์ใคร โดยเฉพาะนายท่านกับนางหญิงเองที่ดูไม่สู้จะชอบนางเอาเสียเลย

ทั้งสองไม่อยากเสี่ยงรับรู้อีกต่อไปว่าลูกสาวแก้วตาดวงใจจะต้องประสบกับชะตากรรมเช่นใดในอนาคตหากยังคงอยู่ในที่เช่นนี้

ข้าวของถูกเก็บเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อเช้ามืด สึรุมารุจำภาพของแม่ที่พับฟูกใส่ไว้ในตู้ด้วยท่าทางสงบนิ่งอย่างคนตัดสินใจพร้อมแล้วได้ราวกับว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วินาทีก่อน แม่เลือกสัมภาระเท่าที่จำเป็น เสื้อผ้าชุดสองชุด อาหารแห้งเล็กน้อยและกระบอกน้ำดื่ม ตอนนี้เหลือเพียงแค่รอพ่อที่ไปคุยกับนายท่านกลับมาเท่านั้น

“กลัวหรือเปล่าจ๊ะ สึรุ?” มารดาเอ่ยถามเสียงเบา สึรุมารุเงยหน้ามองนางแล้วสั่นหัว

“อยู่กับพ่อและแม่...ข้าไม่กลัวอะไรทั้งนั้นจ้ะ” เด็กสาวแย้มยิ้มบาง ๆ สบดวงตาแสนอบอุ่นของมารดาที่ยิ้มตอบกลับมาและบอกกับตัวเองเงียบ ๆ ในใจว่านางจะขออยู่กับพวกท่านไปให้ถึงที่สุด

ตอนนั้นเองที่ทั้งสองได้ยินเสียงตึงตังดังขึ้นภายนอก วงแขนของแม่กระชับกอดร่างบอบบางแน่นมากขึ้นทันทีขณะที่สึรุมารุขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ  เสียงฝีเท้ารี่ตรงเข้ามาหน้าห้องก่อนที่ประตูจะถูกกระชากเลื่อนเปิดออกอย่างแรง จนเห็นร่างเปื้อนเหงื่อของพ่อที่หอบหายใจถี่

“รีบหนีไป!!--”

เสียงของชายวัยกลางคนขาดหายไปทันทีที่เลือดแดงฉานสาดกระจายออกมาจากด้านหลัง แม่กรีดร้องลั่น โดยที่สึรุมารุตัวแข็งทื่อยามร่างสูงใหญ่คุ้นตาล้มคว่ำลงตรงหน้า ดวงตายังคงเบิกโพลง

นี่มัน...อะไร?

เงามืดปรากฏที่นอกประตู เด็กสาวซุกตัวในอ้อมกอดมารดา มองกลุ่มทหารประจำตระกูลสามคนซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่ พวกเขาถือดาบเปื้อนเลือด จ้องมองพวกนางทั้งสายตาเยือกเย็น

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ?” แม่ผู้ที่เพิ่งจะเห็นชายผู้เป็นที่รักถูกฆ่าตายต่อหน้าพยายามตั้งสติเอ่ยถามขณะกันตัวสึรุมารุไปหลบด้านหลัง มือขาวเรียวสั่นเทาของเด็กสาวกำเสื้อของมารดาแน่น เม้มปากสบสายตาชายตรงหน้าที่ก้าวเข้ามาในห้อง

“นายท่านมีคำสั่งให้มาพาตัวสึรุมารุไป” เสียงนั้นทุ้มหนักและน่าหวาดกลัว สึรุมารุรู้สึกได้ว่าร่างกายของแม่เริ่มสั่น แต่ยังคงพยายามปกป้องนางอยู่ไม่ยอมห่าง

“ไปไหนหรือเจ้าคะ...ได้โปรดบอกด้วย ข้ามิอาจมอบลูกให้กับคนที่สังหารสามีได้หรอกเจ้าค่ะ” ทหารวัยกลางคนเหลือบมองเด็กสาวเมื่อได้ฟังดังนั้น มือขยับดาบที่ถืออยู่ยกขึ้นมาอย่างเยือกเย็น

“นายท่านต้องการให้ฝังสึรุมารุไปพร้อมกับนายน้อย”

สึรุมารุตัวชาวาบ หูอื้อตาลายไปทันทีที่รู้ว่าตนกำลังจะต้องประสบกับอะไร  แม่เองก็ตกตะลึงไม่ต่างจากนาง ทว่าหลังจากเงียบไปชั่วขณะ เด็กสาวก็กลับได้ยินเสียงอ่อนโยนที่กระซิบแผ่วเบา

“หนีไป...สึรุ”

ยังไม่ทันจะออกปากใด ๆ มือของแม่ก็ผลักร่างนางไปทางประตูหลังอย่างรวดเร็ว สึรุมารุเซถลา เห็นทหารทั้งสามนายตรงเข้ากระชากผมแม่ ใช้ดาบในมือแทงทะลุร่างบอบบางจากข้างหลัง เลือดแดงสดสาดกระจายเต็มพื้นเสื่อทาทามิ เด็กสาวกรีดร้องลั่น สบดวงตาเบิกโพลงของบุพการีผู้เป็นที่รักยามถูกจับตรึงแขนทั้งสองข้างไว้ ดวงตาที่เคยมองนางด้วยความรักเสมอ จับจ้องตอบกลับมา ริมฝีปากที่มีเลือดไหลล้นกระซิบเอ่ยแผ่วเบา

“สึรุ...มารุ…”

สึรุมารุถูกกระชากผ่านศพของพ่อและแม่มาอย่างไร้ปรานีทั้งที่หยาดน้ำตายังคงไหลทะลักเต็มสองพวงแก้มขาวเนียน นางหมดเรี่ยวแรงจะขัดขืนเพราะภาพความตายของบุคคลอันเป็นที่รักที่เกิดขึ้นต่อหน้าติด ๆ กัน ทำได้เพียงปล่อยร่างไร้กำลังให้โดนผลักล้มลงไปบนเสื่อทาทามิ ท่ามกลางสายตาเวทนาของลุง ๆ ป้า ๆ คนรับใช้...และสายตาที่เยือกเย็นของนายท่านกับนายหญิง

“สึรุมารุ” นายหญิงขยับกายลุกขึ้นเดินเข้ามาหานาง มือเย็นเฉียบแตะลงบนไหล่บางที่สั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้นแผ่ว เจ้าของนามก้มหน้า กอดตัวเองแน่นมิเอ่ยเอื้อนตอบอันใด “ลูกข้าต้องการเจ้า”

“ลูกของท่านตายไปแล้ว…”

เกิดความเงียบขึ้นทันทีที่เสียงหวานเอ่ยแผ่วเบา ทั้งนายท่านและนายหญิง รวมถึงคนรับใช้ทุกคนต่างเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง คล้ายนึกไม่ถึงว่านางจะพูดออกมาในสถานการณ์เช่นนี้

“ว่ายังไงนะ…” นายหญิงขมวดคิ้วมุ่น สึรุมารุกัดฟันแน่นยามรู้สึกได้ถึงแรงมือที่บีบลงมาบนไหล่อย่างแรง ในใจเกิดคำถามขึ้นล้นทะลัก...ทำไม ทำไมนางต้องมาเจออะไรเช่นนี้ด้วย?

“ลูกของท่านตายไปแล้ว!! พ่อแม่ของข้าก็ด้วย!! พวกเขาไม่อาจต้องการอะไรได้อีกแล้ว! ที่เหลือมีแต่ความต้องการของท่านเอง! ท่านอยากจะทำอะไรกับข้าก็เชิญ!!”

เด็กสาวเงยหน้าขึ้นตวาดลั่นอย่างหมดความอดทนก่อนจะถูกนายหญิงสะบัดมือตบหน้าเต็มแรงจนล้มลงไปนอนกับพื้นเสื่อ หญิงวัยกลางคนที่ยืนค้ำหัว มองนางราวกับโกรธแค้นมาแต่ชาติปางไหนก้มลงจิกเรือนผมสีขาวดุจหิมะ กระชากให้หันกลับมามอง

“นังเด็กเวร ลูกข้ารักเจ้า ปกป้องดูแลเจ้ามาตลอด...แต่เจ้ากลับเป็นต้นเหตุให้ลูกข้าต้องตาย...เจ้ามันตัวโชคร้าย” นางเอ่ยเสียงเรียบนิ่งก่อนจะผลักร่างบอบบางกลับลงไปบนพื้น ดวงตาไร้แววไม่ต่างจากลูกชายเมื่อวันนั้นขณะหันไปสั่งการกับทหารทั้งสามนาย

“เอามันไปฝังกับศพลูกข้า...เขาจะได้ไม่ต้องเดียวดายอีกตลอดไป”

สึรุมารุปล่อยให้มือใหญ่ของนายทหารดึงลุกขึ้น ความเจ็บบนพวงแก้มที่แดงช้ำยังฝังลึก หูได้ยินเสียงสายฝนสาดลอดมาอย่างแผ่วเบา ดวงตาสีทองเหม่อลอย คลอล้นไปด้วยหยาดน้ำตายามเหลือบขึ้นมองบนฟากฟ้าที่มืดหม่นด้วยกลุ่มเมฆทะมึนครึ้มจนมิอาจเห็นดวงจันทร์ได้อย่างที่ควรจะเป็น

จันทร์เสี้ยวยอดรักของข้า...เจ้าไปอยู่ที่ไหนกัน…?

.
.
.

ข้ากอดศพของเจ้าเช่นนี้...เจ้าอบอุ่นไหม?
ข้าอยู่เคียงกายเจ้าเช่นนี้...เจ้าเหงาไหม?
ข้าตายอยู่ในโลงศพ...เจ้าพอใจหรือยัง?

เหตุใด...เจ้าต้องทำถึงเพียงนี้เพื่อให้ได้ครอบครองตัวโชคร้ายเช่นข้าด้วย?

.
.
.

สึรุมารุรู้สึกตัวตื่นขึ้นหลังจากที่ไม่รู้เลยว่าหลับไปเมื่อใดเพราะความเจ็บปวดที่แล่นปลาบในร่าง ภายใต้ม่านหมอกของสติอันพร่าเลือน นางได้ยินเสียงหอบหายใจดังแว่ว รู้สึกได้ถึงไอร้อนผ่าวที่โอบล้อมรอบกาย เด็กสาวขมวดคิ้ว พยายามรวบรวมกำลังเพื่อเปิดเปลือกตาอันหนักอึ้ง

“อ๊าาา!” ทว่าทันใดนั้นเอง บางสิ่งชำแรกกลับเข้าในร่างจนต้องเกร็งตัววาบ ความเจ็บร้าวแล่นริ้วจากช่องท้อง ไปถึงเอวบางที่เสียดสีไปมากับพื้นแข็ง ๆ ข้างใต้ เด็กสาวกรีดร้อง ปลายเล็บจิกลงกับสิ่งใดก็ตามที่จะใช้ระบายความทรมานได้ ขณะที่พยายามเรียกเอาสติสัมปชัญญะกลับคืนมาให้ได้เสียที

“อ้าว ตื่นจนได้รึ...สึรุมารุ?” เสียงคุ้นหูดังขึ้นไม่ห่าง ดวงตาของสึรุมารุเต็มไปด้วยน้ำตา เห็นเพียงภาพเลือนลางของชายที่ก้มลงมาใกล้จนได้กลิ่นสุราคละคลุ้ง...แต่ก็ทำให้จำได้ทันที

ท่านลุงขี้เมา...คนใช้ของปราสาทโกโจที่สนิทสนมกับครอบครัวของนาง

“ท่าน...ลุง-- อ๊าาา!”

เด็กสาวสะดุ้งตัวขึ้นอีกครั้งเมื่อความเจ็บจากช่วงล่างหนักหน่วงมากขึ้น มือใหญ่สากเคล้นคลึงลงมาบนทรวดทรงอวบอิ่มอย่างกักขฬะหยาบคาย สึรุมารุเริ่มรู้สึกตัวจดจำขึ้นได้ในตอนนั้นเองกว่าเกิดอะไรขึ้น

นางถูกฝัง...ไปพร้อมกับร่างไร้วิญญาณของนายน้อยในโลงศพและคิดว่าตนคงไม่อาจรอดมาได้เป็นแน่ ทว่าตอนนี้...นางกลับยังหายใจ มิได้อยู่ในโลง หากแต่เป็นในศาลเจ้า?

ร่างขาวนวลปราศจากอาภรณ์ปกปิด ถูกจับตรึงแขนขาไม่อาจขยับกายไปไหนได้ รอบตัวมีชายหนุ่มชายแก่อีกมากมายที่ล้วนแล้วแต่เป็นคนคุ้นเคยยืนล้อมอยู่ด้วยท่าทางหื่นกระหาย ท่านลุงผู้เคยแสนดีคร่อมอยู่เหนือร่างนาง พร้อมกับสิ่งที่เชื่อมลึกอยู่กับกายบอบบาง

สึรุมารุนึกอยากให้นี่เป็นเพียงฝันร้ายหลังความตายขึ้นมาเสียเดี๋ยวนั้น...ทว่าความเจ็บปวดที่ร้าวลึกลงไปถึงหัวใจแตกสลายได้บอกให้รู้ว่านี่คือความเป็นจริง

นางกำลังถูกข่มขืน…

“ดีจริง...เจ้ายังไม่ตายจริง ๆ ด้วย เอ้า! ร้องออกมาแบบเมื่อครู่อีกสิ” ชายวัยกลางคนหัวเราะพอใจ กระแทกกายเข้าใส่นางไม่ยั้งแรง สึรุมารุส่ายหน้า กำมือกัดริมฝีปากกักกลั้นเสียงน่าอายและความเจ็บปวดที่ฝังลึกมิคลาย

“สึรุมารุ!” ร่างหนึ่งถลาเข้ามาผลักชายวัยกลางคนออกไป สิ่งที่ฝังลึกในร่างสึรุมารุก็หลุดไปด้วย เด็กสาวอ้าปากกวาดลมหายใจเฮือก ปรือตามองเด็กหนุ่มที่ประคองร่างอ่อนแรงขึ้นอย่างแผ่วเบา “สึรุมารุ! มองข้า!”

“อา…” ทันทีที่เหลือบเห็นรอยแผลเป็นบนหน้าผากเขา นางก็รู้ได้ทันทีว่าคนตรงหน้าคือเพื่อนในวัยเด็กของนางที่เหินห่างกันไปนั่นเอง...เด็กชายผู้กลายมาเป็นเครื่องรองรับอารมณ์ของนายน้อยเพียงเพราะมาเล่นกับนาง

เด็กหนุ่มถอดเสื้อนอกคลุมร่างเปลือยเปล่า มองผิวขาวนวลดุจหิมะแรกที่เต็มไปด้วยร่องรอยแดงเป็นจ้ำและคราบน้ำกามขุ่นขาวของผู้ใหญ่แสนโสมมอย่างเจ็บปวดใจ

“พอเถอะครับ...พวกท่านบอกว่าจะช่วยสึรุมารุไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมถึงกลายมาเป็นรุมข่มขืนนางแบบนี้!” เขาเงยหน้าขึ้นตวาดใส่ผู้ใหญ่ที่ยืนรายล้อมอยู่

“เหอะ...เจ้านี่มันเด็กจริง” ทว่าชายวัยกลางคนพวกนั้นกลับไม่สะทกสะท้าน “ไม่คิดรึว่า ปล่อยให้นางตายในโลงศพแบบนั้น ความงามของสึรุมารุจะสูญเปล่าโดยใช่เหตุ...ไหน ๆ นายน้อยก็ตายไปแล้ว นายท่านนายหญิงก็ไม่ได้สนใจนางอีก พ่อแม่นางก็ตายไปหมดแล้ว ยอมลงทุนขุดสุสานไอ้เด็กนั่น เอาตัวสึรุมารุออกมาเล่นสนุกหน่อยก็ไม่เลวมิใช่รึ?”

“นั่นสิ...ยิ่งโต นางจะยิ่งงามสะพรั่งยิ่งกว่านี้อีก ใครจะไปห้ามตัวเองได้กันเล่า” ดวงตาละโมบของเหล่าชายวัยกลางคนมองร่างขาวสะอาดของสึรุมารุอย่างโลมเลีย “เจ้าเองก็เหมือนกันนี่ไอ้หนู...อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่เคยปรารถนาในตัวสึรุมารุ ในเมื่อเจ้าก็หลงรักนางมาตลอด”

“ไม่ใช่นะ!! ข้า...ข้ารักสึรุมารุก็จริง แต่ว่า…!!” เด็กหนุ่มกอดกระชับสึรุมารุแน่นมากขึ้นอีก กระนั้น นางกลับรู้สึกได้ว่ามือของเขาสั่นระริก

“แต่อะไร...เป็นผู้ชายแท้ ๆ รักแล้วจะไม่หวังในตัวผู้หญิงหน่อยรึ? เอ้า เช่นนั้นมาเล่นอะไรสนุก ๆ กันไหม?” พวกผู้ใหญ่แสยะยิ้ม “ถ้าเจ้ากล้าทำกับสึรุมารุ...พวกข้าจะยอมปล่อยนางไปก็ได้ เอาไหมล่ะ? แต่ถ้าไม่กล้า...นางก็จะต้องอยู่ตรงนี้ต่อจนกว่าพวกข้าจะพอใจ! ว่าไงล่ะ...เอาแบบไหนดี? บางทีเจ้าอาจติดใจก็ได้นะ รสชาติของสาวน้อยที่เจ้าหวังลิ้มลองมาตลอดน่ะ”

สึรุมารุชะงักนิ่ง เงยหน้ามองเพื่อนชายที่โอบกอดนางอยู่ เห็นดวงตาเขาเริ่มมีแววไหวหวั่น หัวใจนางหล่นวูบ...ไม่อยากจะรู้อีกแล้วว่าจะได้ยินคำตอบเช่นไร

“อย่า…”

“ข้า…” เด็กหนุ่มก้มลงมองนาง สีหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “ข้าขอโทษ...สึรุมารุ”

ขอบตาร้อนผ่าวหลั่งน้ำตารินทะลักออกมาอีกคราก่อนที่นางจะถูกรวบลงนอนกับพื้นแข็ง วงแขนแกร่งของเขากระหวัดรัดร่างบอบบาง ก่อนจะแทรกกายเข้ามาทันที สึรุมารุกรีดร้อง จิกปลายเล็บลงกับแผ่นหลังเขา พวกผู้ใหญ่กระชับวงเข้ามา เพียงเห็นท่าทางหื่นกระหาย สึรุมารุก็รู้ตัวในทันที…

ว่านางจะไม่มีทางรอดพ้นอุ้งตีนสกปรกของเดรัจฉานพวกนี้ไปได้

-

เด็กสาวใช้มือเล็ก ๆ ลากร่างไร้เรี่ยวแรงคลานไปตามพื้น เรียวขาเต็มไปด้วยคราบน้ำขุ่นขาว ชายพวกนั้นออกไปจนหมดแล้ว แต่วันพรุ่งนี้พวกมันคงจะกลับมาอีกเหมือนเช่นเคย

เป็นวันที่สามนับจากที่นางถูกช่วยขึ้นจากหลุมศพ...เพียงเพื่อที่จะมาถูกรุมข่มขืนจนยับเยินไม่เหลือชิ้นดี

พวกมันล่ามขังนางที่เจ็บและมีไข้จนขยับไม่ไหวไว้ในห้องเก็บของเล็ก ๆ ในศาลเจ้าที่ฝังศพนายน้อย แวะเวียนกันมาหานางทั้งวี่ทั้งวัน ร่างกายของสึรุมารุบอบช้ำแล้วบอบช้ำอีก หากแต่ก็มิได้หยุดพัก ถูกปฏิบัติไม่ต่างจากโสเภณีไร้ค่าที่ไม่ได้แม้แต่เงิน มีเพียงเศษอาหารเล็กน้อยพอประทังชีวิต

ส่วนเพื่อนชายของนางคนนั้น...ผูกคอตายด้วยความรู้สึกผิดหลังจากที่เขาข่มขืนนาง

โลกทั้งใบของสึรุมารุพังทลายลงหมดแล้ว นางไม่เหลืออะไรอีกในชีวิต...ไม่มีบ้านให้กลับ พ่อแม่ผู้เป็นที่รักเพียงหนึ่งเดียวก็ถูกฆ่าต่อหน้าต่อตา คนที่หวังจะให้ช่วยเหลือกลับหักหลังและทำร้ายนาง

...ไม่เหลืออะไรแม้แต่ความรู้สึก หลังจากถูกกระทำทารุณอย่างหนัก สึรุมารุก็ไม่สัมผัสถึงความเจ็บปวดใด ๆ อีกต่อไป ไม่มีแม้แต่ความคิดอยากตาย ไม่มีอะไรทั้งนั้นในหัวสมองและร่างกายไร้คุณค่าที่กลวงเปล่า

อา...ยกเว้นก็เพียงเรื่องเดียว

มือเรียวตะกายไปตามผนังไม้ ขาสั่นริกพยายามหยัดยันกายลุกขึ้นยืน จนคว้าจับขอบลูกกรงไม้ของหน้าต่างที่อยู่สูงขึ้นไปเอาไว้ได้

ใช่แล้ว...ผู้เป็นที่รักสุดท้ายของนางอยู่ที่ข้างนอกนั่น...อยู่ไกลแสนไกลเสียจนมิอาจเอื้อมไปถึงได้…

ดวงตาสีทองทอดมองออกไปยังฟากฟ้าด้านนอก ริมฝีปากซีดเซียวขยับแย้มเป็นรอยยิ้ม แขนผอมแห้งสอดผ่านซี่ไม้ราวจะไขว่คว้า…

จันทร์เสี้ยวแสนงดงามบนฟากฟ้า...ยอดรักของข้า

-

ตอนที่ตื่นขึ้นมาเพราะกลิ่นควันไฟ เด็กสาวก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกอยู่ภายนอก ราวกับมีบางสิ่งไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น นางขยับอาภรณ์บาง ๆ ที่สวมอยู่ให้เรียบร้อยแล้วยันร่างที่นั่งพิงผนังอยู่ลุกขึ้นยืน สองเท้าเขย่งขึ้นเล็กน้อยเพื่อจะมองลอดผ่านซี่ไม้ของหน้าต่าง

เห็นปราสาทที่อยู่ห่างออกไปกำลังถูกโหมผลาญด้วยเปลวเพลิง

ข้างนอกมีคนอยู่เต็มไปหมด หากแต่ดูจากเครื่องแต่งกายแล้วไม่ใช่คนของโกโจเป็นแน่แท้ สึรุมารุหลุบตาลงครุ่นคิด ที่ผ่านมานางถูกขืนใจอยู่เกือบตลอดเวลาจนไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะขยับตัว แต่บางทีนี่อาจเป็นโอกาสให้นางหนี เด็กสาวเหลือบมองโซ่เก่า ๆ ที่ล่ามข้อเท้าเรียวไว้กับเสาไม้ของเรือนก่อนจะนั่งยองลงแล้วออกแรงกระชากมันเท่าที่จะทำไหว

ทว่าแม้โซ่เส้นนั้นจะเก่าขึ้นสนิม มันก็ยังแข็งแรงพอที่จะทำหน้าที่ของตนต่อไป สึรุมารุกัดริมฝีปากแน่นแล้วดึงสุดแรงอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้งจนเซถลาล้มไปด้านหลัง แต่มันก็ยังไม่ขาด ดวงตาสีทองเริ่มเหลือบมองรอบกายว่าพอจะมีสิ่งใดมาช่วยเหลือได้บ้างหรือไม่

ตอนนั้นเองที่นางสังเกตเห็นก้อนหินที่เอาไว้ใช้เป็นฐานก่อไฟ ร่างบอบบางรีบคลานไปจะหยิบ ทว่ายังไม่ทันจะเอื้อมถึง ก็ปรากฏว่าโซ่เจ้ากรรมกลับดึงรั้งขานางเอาไว้ สึรุมารุสบถในใจเบา ๆ แล้วพยายามเอื้อมแขนให้สุด

ทางหนีอยู่ใกล้แค่เท่านี้...แต่นางจะพ่ายแพ้งั้นหรือ?

เด็กสาวสูดหายใจลึกก่อนจะเอื้อมมืออีกครั้งจนปลายนิ้วแตะหินก้อนนั้นไว้ได้ แต่ก่อนจะคว้ามันมา เสียงประตูถูกกระแทกอย่างแรงก็ทำให้สึรุมารุสะดุ้งเฮือก นางหันขวับไปดู เห็นกลุ่มชายหลายคนถืออาวุธครบครันกรูเข้ามาในห้อง

“มีผู้หญิงอยู่นี่!” ชายที่อยู่หน้าสุดตะโกนบอก ก่อนที่พวกเขาจะตรงเข้ามาจับตัวนางไว้ สึรุมารุตื่นตระหนก ดิ้นเท่าที่มีแรงพอจะดิ้นไหว นายทหารคนหนึ่งหันไปตัดโซ่เก่าที่คล้องข้อเท้านางอยู่ แล้วหันมาสอบถาม “เจ้าเป็นใคร ทำไมมาอยู่ที่นี่”

“ข้า...เคยเป็นคนรับใช้ของโกโจ แต่พวกเขาสั่งขังข้าไว้ที่นี่” เลี่ยงที่จะเล่าถึงรายละเอียดไม่จำเป็นเพราะไม่อยากจะโดนซักไซ้มากไปกว่านี้ ชายฉกรรจ์ตรงหน้ากวาดตามองนางหัวจรดเท้า

“หน้าตาผิวพรรณงดงามเสียจนไม่อยากเชื่อว่าเป็นคนรับใช้เลยนะ...สวยแบบนี้นายท่านคงจะชอบใจ เสียแต่ผอมไปหน่อย ไม่ค่อยได้กินอะไรรึ?”

อีกแล้วหรือ…

สึรุมารุกัดฟันแน่นพลางพยักหน้าน้อย ๆ ปวดลึกในใจยามคิดว่าจะต้องถูกจับเป็นบำเหน็จกามอีกครั้ง ทหารวัยฉกรรจ์พ่นลมหายใจเบา ๆ ก่อนจะหันไปสั่งการกับเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชา

“พาตัวนางกลับไป...แล้วนำไปส่งให้สาวใช้อาบน้ำชำระร่างกาย มอบเป็นบรรณาการแก่นายท่าน”

ความหวังที่จะหนีออกไปถูกทำลายลงหมดสิ้น เด็กสาวรับรู้ได้ว่าตนช่างอ่อนแอและไร้ซึ่งคุณค่ามากเพียงใดเมื่อถูกคุมตัวออกจากที่ซุกหัวนอนตลอดหลายวัน แม้ลึกลงในใจจะยินดีที่ได้ออกจากสถานที่โสโครกพรรค์อย่างนี้ หากแต่เมื่อนึกถึงอนาคตที่รอคอยอยู่แล้ว สึรุมารุก็รู้สึกมันคงจะไม่ได้ต่างอะไรกันนัก

คงจะถูกกกกอด...เป็นเครื่องระบายกำหนัดของบุรุษเพศอย่างที่ผ่านมา

ไม่รู้ว่านานเพียงใดแล้วที่นางมิเหลือหยาดน้ำตาให้รินไหล บางครั้งบางคราว เด็กสาวก็เผลอคิดไปไม่ได้ว่าหัวใจของนางยังเต้นอยู่หรือไม่ เพราะร่างกายที่บอบช้ำอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่อาจรับรู้ถึงความเจ็บปวดใด ๆ อีกแล้ว

สึรุมารุเหม่อลอยตั้งแต่ถูกมัดข้อมือ โดนลากเดินตามม้าของกลุ่มทหารไปด้วยเรียวเท้าเปลือยเปล่า กระทั่งกี่วันไม่รู้จนมาถึงปราสาท สาวใช้พานางไปอาบน้ำชำระร่างกาย และทำความสะอาดบาดแผลให้จนหมดจดจากนั้นก็แต่งหน้าแต่งตัวให้นางด้วยกิโมโนสวยงามอย่างที่ไม่ได้สวมมานาน

ระหว่างที่รอ ‘นายท่านคนใหม่’ นางนั่งมองตัวเองในกระจกเงา ความงดงามที่ถูกปั้นแต่งขึ้น กลบภาพของเด็กสาวผอมแห้งที่ถูกรุมโทรมซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนหมดสิ้น มือเรียวยกขึ้นแตะแก้มที่ถูกฉาบทาด้วยแป้งฝุ่นก่อนจะเกลี่ยริมฝีปากเคลือบสีชาดเบา ๆ

สึรุมารุได้ยินเสียงประตูถูกเลื่อนเปิด นางเหลียวกลับไปเผชิญหน้ากับชายวัยกลางคนที่จะกลายมาเป็นเจ้าชีวิตคนใหม่ เขาเอ่ยชื่นชมความงดงามไม่ขาดปาก กระเรียนน้อยไม่เอื้อนเอ่ย ไม่คัดค้านคำใดยามถูกโอบกอดล้มลงบนฟูก

ได้แต่เพียงปล่อยร่างกายที่แปดเปื้อนด้วยโคลนตมให้ถูกสัมผัสซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดคืน…

-

ชีวิตของนางดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อมาอยู่ที่ปราสาทหลังใหม่ ร่างกายผอมแห้งได้อาหารดี ๆ เลี้ยงปากท้อง จนเริ่มกลับมามีน้ำมีนวลสมความตั้งใจของนายท่านที่ดูจะลุ่มหลงนางมาก

เขาอายุมากกว่านางสี่สิบปี ร่างกายยังแข็งแรง เคยแต่งงานมาแล้วสองครั้ง ทว่าภรรยาทั้งสองก็เสียชีวิตไปโดยไม่มีทายาทสืบสกุล จากนั้นก็ใช้เวลากับสาวนางโลม ทว่าเมื่อได้พบกับนาง ดูเหมือนจะทำให้หัวใจที่อยู่ในร่างกายวัยค่อนชรากลับมากระชุ่มกระชวยอีกครั้ง…

ตรงข้ามกับหัวใจของสึรุมารุที่แห้งเหี่ยวลงทุกวี่วัน

มิใช่นางไม่สบายกายสบายใจ นายท่านให้ทุกสิ่งที่นางต้องการ แม้นางจะไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดก็ตาม เขายกปราสาทหลังเล็กที่เคยเป็นของภรรยาให้ จัดสาวใช้ดูแลนางตลอดเวลา ให้โน่นให้นี่กับนางเสมอ

เขาปรารถนาอยากแต่งงานกับนาง แม้สึรุมารุจะปฏิเสธเรื่อยมาก็ไม่บีบบังคับและไม่เคยละความพยายาม แต่นั่นก็คงเป็นเพราะจะอย่างไรเขาก็ได้ครอบครองร่างกายของนางแล้ว

แต่ละวันสึรุมารุจะเอาแต่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง ทอดสายตาเหม่อมองออกไปไกลแสนไกล ไม่ยิ้มแย้ม ไม่ออกไปเล่นสนุก ไม่พูดคุยกับใคร กินอาหารพออิ่ม รอเพียงเวลาที่นางจะต้อง ‘ทำหน้าที่’ ปรนนิบัตินายท่านยามค่ำคืน...ชีวิตไร้ค่าของนางมีเพียงเท่านั้น

เว้นก็แต่เพียงค่ำคืนที่จันทร์เสี้ยวประดับฟ้า...ที่สึรุมารุจะรู้สึกอุ่นใจราวกับว่ามีใครสักคนที่นางรักอยู่เคียงใกล้

เด็กสาวเอนกายพิงขอบหน้าต่าง เงยหน้ามองจันทร์เสี้ยวงดงามด้านนอกเงียบ ๆ แม้จะแปลกใจอยู่ลึก ๆ ว่าจนล่วงดึกป่านนี้แล้วนายท่านยังไม่มาก็ตาม ทว่าสึรุมารุก็ไม่คิดจะใส่ใจ เพราะในหัวนางตอนนี้มีแต่เพียงคำพูดของชายวัยกลางคนที่ยังวนเวียนอยู่

ไม่เบื่อบ้างหรือไร...จันทร์เสี้ยวแสนจืดชืดนั่น

ไม่มีทางเบื่อหรอก...ร่างบอบบางขยับซุกลงกับเข่าตนเอง ดวงตาสีทองมีน้ำตาซึมคลอออกมานิด ๆ ยามหวนนึกถึงตนเองที่เอาแต่เฝ้ามองจันทร์เสี้ยวที่ไม่มีวันไขว่คว้ามาได้

แต่กระนั้น...นางก็สัญญากับตนเองแล้วว่าจะยังคงเฝ้ามองจันทร์เสี้ยวดวงนั้นอยู่ตลอดไปไม่ว่ายามใด

ทันใดนั้นเอง สึรุมารุพลันรู้สึกถึงบางอย่างไม่ชอบมาพากล เด็กสาวเงยหน้าแล้วลุกขึ้นยืน หูได้ยินเสียงกรีดร้องดังแว่วมาจากภายนอก พร้อมกับกลิ่นควันไฟที่ลอยมาต้องปลายจมูก

มันเกิดขึ้นอีกแล้วหรือ…ร้องถามตัวเองในใจ เหตุการณ์ที่ไม่ต่างอะไรจากที่แคว้นโกโจเลย...ผู้ใดที่ได้ครอบครองตัวนาง ล้วนแล้วแต่ต้องประสบกับหายนะ ทั้งนายน้อย พวกท่านลุง แล้วก็นายท่านและทุกคนที่ปราสาทหลังนี้

ดวงตากลมหลุบตามองข้อเท้าที่เปลือยเปล่า ไม่มีโซ่เส้นใดมารั้งไว้อีกหากตัวโชคร้ายอย่างนางคิดจะหนีไป

หนีไปที่ไหนสักแห่ง...ที่จะไม่มีใครต้องประสบโชคร้ายเพราะนางอีก

เสียงโครมครามและเสียงโห่ร้องดังเข้ามาใกล้ปราสาทที่นางอยู่ขึ้นทุกที สึรุมารุรู้ตัวว่าไม่มีเวลาให้เสียอีกแล้ว เด็กสาวสูดหายใจลึกก่อนจะรีบหมุนตัวไปทางหน้าต่างห้องนอน แล้วโผกระโดดลงไปทันที

-

สองเท้าเปลือยเปล่าสืบวิ่ง ลัดเลาะไปตามป่าเขายามค่ำคืนที่มีเพียงจันทร์เสี้ยวสาดแสง สึรุมารุผลักกิ่งไม้ที่มาขวางเส้นทาง เสียงสะเก็ดไฟยังคงติดตรึงในโสตประสาทแม้จะห่างจากปราสาทที่ถูกโหมด้วยเปลวเพลิงมาไกลมากแล้วก็ตาม มือเล็กที่สกปรกด้วยคราบเขม่ายกขึ้นปาดเช็ดน้ำตา นางไม่สนใจอีกต่อไปแล้วว่าจะถูกหินบาดหรือถูกหนามตำ คิดเพียงอยากจะหนีไปให้ไกลจากทะเลเพลิงเบื้องหลัง

เส้นผมสีขาวยาวระบั้นเอวยุ่งเหยิง ถูกกิ่งไม้เกี่ยวติดเป็นระยะจนต้องกระชากขาดไปบ้าง ชุดนอนบางที่สวมอยู่เปรอะเปื้อนไปทั้งเขม่า เลือดและคราบโคลน นางภาวนาขอเพียงอย่าได้มีใครไล่ตามหลังมา ซึ่งก็คงไม่มี...เพียงแค่ทาสกามที่ไร้ค่าของชายวัยกลางคน ไม่มีใครสนใจอยากจะตามหาหรอก

“อ๊ะ!” เสียงหวานหลุดร้องเมื่อสะดุดเข้ากับก้อนหินใหญ่จนล้มกลิ้ง แผ่นหลังปะทะเข้ากับต้นไม้จนเจ็บจุก เด็กสาวค้ำมือกับพื้น พยายามยันร่างกายที่แทบสิ้นเรี่ยวแรงให้ลุกยืนหากแต่กลับไร้ความหมายใด ๆ เมื่อขาทั้งคู่ไร้ซึ่งกำลังไปเสียแล้ว ทำได้แค่เพียงขยับพิงต้นไม้เพื่อพักเหนื่อย

นางหอบหายใจ เงยหน้ามองเสี้ยวจันทร์ที่ฉายแสงริบหรี่กลางฟากฟ้า ริมฝีปากขยับยิ้มอย่างอ่อนล้าก่อนที่ลำคอระหงจะพับลง ดวงตาปิดสนิทสุดสิ้นการเคลื่อนไหว สติสุดท้ายดับวูบลง...

-

“คุณหนู...คุณหนู!”

เสียงทุ้มนุ่มดังลอดแว่วเข้ามาในโสตประสาท สึรุมารุค่อย ๆ ปรือเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นจนเริ่มเห็นแสงสว่างผ่านเข้ามาจาง ๆ กระทั่งในที่สุด ภาพตรงหน้าก็เริ่มปรากฏชัด

ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งยองอยู่ตรงหน้านาง เขาสวมผ้าปิดตาทำให้เห็นเพียงดวงตาสีทองข้างเดียว ท่าทางภูมิฐาน น่าจะเป็นนักรบเสียมากกว่าโจร พลันนั้นเด็กสาวก็รู้สึกได้ถึงมือที่แตะอยู่บนบ่า ร่างเล็กบางสะดุ้งเฮือกจนคนตรงหน้าพลอยตกใจ

“อย่าแตะนะ…” เด็กสาวเบี่ยงไหล่ให้หลุดจากมือข้างนั้น ร้องเสียงแหบแห้งพลางขยับกายถอยหนีจนติดกับต้นไม้ด้านหลัง “อย่าแตะต้องตัวข้า...เดี๋ยวเจ้าจะโชคร้าย”

ร่างสูงเลิกคิ้วน้อย ๆ คล้ายแปลกใจในทีก่อนจะแย้มยิ้มบางแล้วขยับตัวออกห่างเล็กน้อยพอให้นางสบายใจ

“เจ้าคงจะเจออะไรต่อมิอะไรมามาก...แต่ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำอันตรายเจ้า อย่ากลัวไปเลย” เสียงทุ้มนุ่มนวลเอ่ย สึรุมารุมองลอดผ่านเส้นผมสีขาวที่ปรกบนใบหน้าด้วยความหวั่นกลัว “ข้าโชคุไดคิริ มิทสึทาดะ เป็นแม่ทัพฝ่ายขวาของแคว้นคุนิโยชินี่...จะเรียกว่ามิทสึทาดะก็ได้ เจ้าชื่ออะไรหรือ?”

“ปล่อยข้าไปเถอะ...อย่ายุ่งกับข้าเลย” เด็กสาวขยับขดตัวมากขึ้น หากมีเรี่ยวแรงมากกว่านี้นางคงจะวิ่งหนีไปให้ไกลแล้ว โชคุไดคิริส่ายหน้าน้อย ๆ

“อย่าพูดเช่นนั้น...ไม่มีใครโชคร้ายเพียงเพราะแตะต้องผู้อื่นหรอก ยกเว้นว่าไปแตะผิดคนน่ะนะ” รอยยิ้มละไมคลี่ทับบนริมฝีปากได้รูป ขณะมือใหญ่เลื่อนมาลูบผมนางอย่างแผ่วเบา “ดูสิ...เจ้าก็มิได้ตัวร้อนเป็นไฟเสียหน่อย”

ดวงตากลมโตสีทองกะพริบปริบอย่างงุนงงเมื่อเห็นท่าทีของคนตรงหน้า เรียกเสียงหัวเราะทุ้ม ๆ ได้เป็นอย่างดี “เจ้าไปกับข้าไหม...ไปหานายท่านของข้า ท่านเป็นคนดี เจ้าจะปลอดภัย”

“ไม่...ไม่เอา ข้าไม่อยาก...ถูกใครกกกอดอีกแล้ว ไม่อยากเป็น...ของเล่นของใครอีกแล้ว” สึรุมารุหน้าซีดเผือด ส่ายหัววืดแล้วขยับตัวถอยห่างอีกครั้งทันที เสียงหวานสั่นเครือ มือเล็ก ๆ พยายามโอบกอดราวกับปกป้องตัวเอง โชคุไดคิริเห็นดังนั้นก็พอคาดเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง

“เจ้าจะไม่ถูกใครกกกอด...ไม่ต้องเป็นของเล่นของบุรุษเพศอีกต่อไปแล้ว” ชายหนุ่มเอ่ย จับมือของนางกุมไว้อย่างแผ่วเบา “หากว่าเกิดเรื่องเลวร้าย...หากว่าเจ้าต้องการจะหนีไป ข้าสัญญา จะเป็นคนพาเจ้าหนีไปในที่ปลอดภัยเอง แต่ว่าตอนนี้เจ้าไปกับข้าเถอะ ไปพักผ่อน ทำแผล พบนายท่านของข้าก่อน มันอาจจะไม่เป็นอย่างที่เจ้าคิด”

แววตาเด็กสาวสั่นริก ลึกลงในใจนางไม่หลงเหลือความเชื่อมั่นในผู้ใดอีกต่อไปแล้ว หากแต่ความอ่อนโยนของคนตรงหน้าทำให้สึรุมารุรู้สึกราวกับร่างกายที่เหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าได้รับการเยียวยาเป็นคราแรก...นางคิดไว้แล้วว่าถ้าจะต้องถูกทำร้ายอีก จะยอมหนีไปตายที่ไหนก็ย่อมได้

แต่อะไรกันนะ…

อะไรกันที่บอกนางว่าครั้งนี้ไม่เป็นไร...นางจะไม่เป็นไร

“สัญญา...แล้วนะ?” เสียงแหบแห้งเอ่ยถาม ยามเห็นชายหนุ่มขยับยิ้มและพยักหน้ารับคำนางจึงยอมผงกหัว

“ขออนุญาต...” โชคุไดคิริยิ้มบาง มือใหญ่สอดเข้าประคองอุ้มร่างที่ปวกเปียกอ่อนล้าขึ้นมาไว้แนบอก สึรุมารุหลับตาลงช้า ๆ แล้วเอนหัวซบกับไหล่อบอุ่น “หากไม่รังเกียจ...บอกชื่อของเจ้าให้ข้ารู้ได้ไหม?”

“สึรุมารุ...คุนินากะ…”

“สึรุมารุ...วางใจเถอะนะ ข้าจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี” ชายหนุ่มพูดเสียงเบา มองใบหน้างดงามที่หลับตาพริ้มอยู่ชิดกายด้วยความเอ็นดู “ดูสิ...จันทร์คืนนี้งดงามไหม?”

ดวงตาสีทองปรือเปิดขึ้นมาอย่างช้า ๆ...ภาพจันทร์เสี้ยวที่เปล่งประกายทอแสงงดงามยิ่งเสียกว่าคืนไหน ๆ สะท้อนเข้าสู่นัยน์ตา ริมฝีปากแห้งแตกเผยรอยยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก หากแต่เป็นรอยยิ้มที่ออกมาจากหัวใจ

“ยอดรักของข้า…”

เอ่ยเท่านั้น...ก่อนจะเผลอวูบหลับไปอีกครา

-

ราวกับว่านางหลับฝันไปเมื่อไม่กี่ชั่วยาม หากแต่รู้ตัวอีกที เวลาก็ล่วงเลยผ่านมากว่าสี่ปีแล้วที่สึรุมารุใช้ชีวิตอยู่ที่ปราสาทคุนิโยชิ โดยความอุปถัมป์ของนายท่านที่เอ็นดูนางจนยกให้เป็นบุตรสาวบุญธรรม

สึรุมารุรู้สึกว่านางได้มีครอบครัวเป็นคราวแรกนับจากการสูญเสียพ่อแม่ มีทั้งบิดาบุญธรรมที่รักนางเสมือนลูกสาวแท้ ๆ มีทั้งน้องสาวตัวน้อยที่แสนจะน่าเอ็นดู มีทั้งสหายมากมายที่จริงใจต่อนาง ความอบอุ่นที่โอบล้อมรอบกายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้ คือสิ่งที่ค่อย ๆ เยียวยาบาดแผลสาหัสในใจบอบช้ำของหญิงสาว

นางกลับมาร่าเริงอีกครั้ง หลังจากเวลาผ่านไปได้ไม่กี่เดือนในแคว้นที่แสนสงบสุข สึรุมารุจะออกไปเล่นสนุก ก่อกวนสหายรักทั้งสองคือโชคุไดคิริและโอคุริคาระ จากนั้นก็กลับมายังปราสาทพร้อมด้วยดอกไม้ที่เก็บมา ซุกซนประดิดประดอยโน่นนี่ นอนพูดคุยเรื่องที่พบพานมาตลอดวันกับนาคิกิทสึเนะจนผล็อยหลับไปด้วยกันในฟูกอบอุ่น

และตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ ที่ชื่อของ ‘กระเรียนขาวโฉมสะคราญ’ เริ่มแพร่กระจายไปทั่วทุกสารทิศ คำเล่าลือจากปากต่อปาก กล่าวขานถึงความงดงามของหญิงสาวผู้ราวกับกระเรียนขาวพิสุทธิ์ สึรุมารุหาได้สนใจไม่ยามฟังเรื่องนั้นจากมิทสึทาดะ สำหรับนางแล้ว ขอเพียงมีชีวิตสุขสันต์เช่นทุกวันที่มีอยู่ก็มากเพียงพอแล้ว

...นางไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านั้น

แต่แล้ววันหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงก็มาเยือนในตอนที่สึรุมารุนั่งอยู่ริมหน้าต่างห้องนอน เบ้ปากมองเจ้าชายหนุ่มจากแดนไกลที่กลายมาเป็น 'คู่หมั้น' ของนาคิกิทสึเนะกำลังพูดคุยใกล้ชิดอยู่กับน้องสาวนางในสวนของปราสาท

ขณะกำลังคิดว่าอยากจะหาอะไรสักอย่างขว้างปาลงไปกลั่นแกล้ง ความซุกซนก็ถูกหยุดเสียก่อนด้วยเสียงเปิดประตู นางสะดุ้ง ยิ้มแหยแล้วขยับตัวนั่งเรียบร้อยเมื่อเห็นนายท่านแห่งคุนิโยชิก้าวเข้ามา...ทั้งสีหน้าไม่สู้ดีที่ชวนให้นางใจหายวาบ

“ทางแคว้นซังโจที่กำลังขยายอำนาจ กำลังจะเข้ามาตีแคว้นของเราแล้ว เจ้าคงทราบดีว่าเราไม่อาจต่อกรกับกองทัพใหญ่นั้นได้...อาวาตะงุจิเองก็เช่นกัน หากยอมจำนน ทางนั้นก็จะเรียกส่วยเป็นเงินทองจำนวนหนึ่ง พืชผลทางการเกษตร และ...สาวงาม” สึรุมารุรู้สึกถึงความเจ็บร้าวในอก ขณะมองชายวัยกลางคนที่หลุบตาลงเล็กน้อย “องค์ชายบอกกับเราว่า บรรณาการที่ส่งให้แก่ซังโจ ควรเป็นสิ่งเลอค่า เรื่องทรัพย์สินและพืชผลนั้น ได้คัดเลือกสิ่งดีที่สุดไปแล้ว เหลือเพียงแต่สาวงาม...ที่คงไม่มีผู้ใดจะเลอค่าไปกว่าเจ้า”

มือเรียวกำผ้ากิโมโนขาวของตนแน่นยามได้ยินเช่นนั้น นางเบือนหน้าไปอีกทาง ไม่อยากให้นายท่านได้เห็นแววความหวั่นกลัวที่สะท้อนออกมาจากในจิตใจ

ทว่าปลายสายตากลับเหลือบเห็นชายผู้เป็นดั่งบิดา กำลังนั่งโค้งหัวให้นางจนหน้าผากแทบสนิทกับพื้น สึรุมารุสะดุ้งลนลาน จะรีบเข้าไปประคองนายท่านให้ลุกขึ้น

“ข้ารู้ดีว่าให้สัตย์สัญญาไปแล้ว สึรุมารุ ข้าสัญญากับเจ้าว่าจะปกป้องเจ้า จะไม่ยอมให้เจ้าถูกข่มเหงรังแก หรือกลายเป็นเพียงวัตถุระบายความใคร่ของบุรุษเพศอีก ทว่าข้ากลับกลับคำ มาขอร้องให้เจ้าทำในสิ่งที่เจ้าชิงชัง ข้าต้องขออภัยยิ่งนัก ลูกสาวข้า” แววตาของสึรุมารุสั่นไหว ยามได้ยินเสียงเอ่ยระริกของชายตรงหน้า “ข้าอ่อนแอ ไม่อาจปกป้องบ้านเมือง หรือลูกสาวคนใดไว้ได้เลย...สึรุมารุ หากเจ้าต้องการ จงหนีไปเถอะ ให้โชคุไดคิริพาหนีไปให้ไกล แล้วข้าจะหาข้ออ้าง หาสาวงามคนใหม่ให้แก่ซังโจแทน”

“นายท่าน!” หญิงสาวสูดหายใจลึกก่อนจะตรงเข้าไปจับมือของเขาไว้แน่น รอยยิ้มบางคลี่ทับบนริมฝีปากสีหวาน แม้แสนเศร้าหากแต่ไม่ฝืนใจ “ข้าจะทำเอง…”

นายท่าน นาคิกิทสึเนะ และสหายทุกคนในแคว้นคุนิโยชิมอบชีวิตใหม่ให้แก่นาง มอบความสุข มอบความรัก ความจริงใจอย่างที่สึรุมารุไม่คิดว่าจะได้รับอีกแล้วในชาตินี้…

นางจะไม่หนี และจะไม่ยอมให้สถานที่อันเป็นที่รักแห่งนี้ถูกทำลายลงอย่างเด็ดขาด

นางมีหนี้ที่จะต้องตอบแทนคุนิโยชิอยู่

“ข้าจะ...เป็นบรรณาการแก่ซังโจเอง”

-

และแล้ว ในที่สุด นางก็ได้พบกับเขา...

บุรุษที่ได้ชื่อว่างดงามที่สุดในใต้หล้า

ผู้ราวกับ...เสี้ยวจันทร์ที่นางเฝ้าหลงใหลมาทั้งชีวิต


“มิคาสึกิ...นี่คือบรรณาการที่เพิ่งเดินทางมาถึง”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น