บทที่ ๒๓
『争い』
การต่อสู้
ลานประลองดาบขององค์ชายอิจิโกะแห่งอาวาตะงุจิและอดีตขุนพลแห่งซังโจ โคกิทสึเนะมารุ ถูกจัดขึ้นยังบริเวณลานหินกว้างภายในเขตปราสาทซังโจ แบ่งพลับพลาของผู้ชมออกเป็นสามฝั่ง ล้อมรอบบริเวณ ฝั่งหนึ่งคือองค์ชายองค์หญิงน้อย ๆ แม่ทัพ ทหารและผู้ติดตามจากอาวาตะงุจิ ฝั่งตรงข้ามอันเป็นประธานคือที่นั่งของผู้ครองแคว้นซังโจ ที่ปรึกษาและขุนนางระดับสูง รวมไปถึงสึรุมารุและนาคิกิทสึเนะ ส่วนอีกฝั่งคือข้าราชบริพารระดับรองของซังโจซึ่งเป็นพยานในการต่อสู้
นาคิกิทสึเนะดูเงียบไปกว่าปกติเมื่อยามเช้าวันประลองมาถึง สึรุมารุแปรงผม ช่วยนางแต่งตัวและพากันไปรับประทานอาหาร เด็กสาวออกปากเพียงแค่ถามถึงสามีที่ถูกคุมขังไว้ในคุกใต้ดินว่าได้ทานอาหารอิ่มหนำดีหรือไม่ ซึ่งนิคคาริก็รับคำว่านางเป็นคนจัดอาหารอย่างดีไปส่งให้เขา และคุมจนทานหมดทุกคำด้วยตนเอง
“จะอย่างไรเสียก็เป็นการต่อสู้อย่างสมศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ฝ่ายหนึ่งได้เช่นไร อีกฝ่ายก็สมควรได้เช่นนั้น” หญิงสาวเอ่ยบอกขณะตักข้าวส่งให้นาง ได้ยินเช่นนั้นนาคิกิทสึเนะก็ยิ้มบางและก้มหน้าก้มตาทานมื้อเช้าของตนเงียบ ๆ ไม่ได้พูดจาปราศรัยแต่อย่างใดอีก ทำให้สึรุมารุและนิคคาริได้แต่สบตากันด้วยความเป็นกังวล
เมื่อเสร็จจากมื้ออาหาร ทั้งสองก็พาท่านหญิงน้อยไปยังที่นั่งข้างลานประลอง มีขุนนางระดับสูงมาคอยท่าแล้ว อิจิโกะและคนจากฝั่งอาวาตะงุจิก็พร้อมหน้า ส่วนโคกิทสึเนะมารุนั่งอยู่ข้างพลับพลาของซังโจ ดาบที่นางลอบนำออกมาจากกระโจมถูกส่งไปถึงมือเจ้าของมันเรียบร้อย นาคิกิทสึเนะลอบมองเขา นึกอยากโอบกอดให้กำลังใจ แต่มิอาจทำได้ หลังจากประจำที่กันได้ไม่นานเกินรอ มิคาสึกิกับอิชิคิริมารุก็มาถึง
“การประลองในวันนี้ มิใช่การประลองเพื่อหมายเอาชีวิต ผู้ใดได้รับชัยชนะ จะได้ครองคู่กับท่านหญิงนาคิกิทสึเนะแห่งคุนิโยชิ และผู้แพ้จะไม่มีสิทธิ์โต้แย้งใด” นายท่านแห่งซังโจที่หยุดยืนหน้าพลับพลาประกาศด้วยน้ำเสียงแน่นหนักทรงอำนาจ “ขอให้พวกเจ้าทั้งสองโปรดควบคุมสติและอารมณ์ของตนให้ดี ประลองกันให้สุดฝีมือ แต่จงอย่ามาดหมายการเข่นฆ่า จงหยุด...เมื่อข้าสั่งให้หยุด หรือประกาศชัยชนะแล้ว”
โคกิทสึเนะมารุพ่นลมหายใจน้อย ๆ และก้าวไปกลางลานประลองโดยมีสายตาห่วงใยของนาคิกิทสึเนะมองตามหลัง ในขณะที่อิจิโกะลุกขึ้นยืน หันไปโค้งให้คนของตนตามมารยาทแล้วจึงเดินออกมา
ครั้นเห็นคู่ประลองทั้งสองยืนประจำที่ โค้งกายทำความเคารพซึ่งกัน และชักดาบออกมาเตรียมพร้อมแล้ว มิคาสึกิก็สูดลมหายใจลึก
“ข้า มิคาสึกิ มุเนะจิกะ ในนามของผู้ครองแคว้นซังโจ...ขอเริ่มการประลองดาบระหว่างองค์ชายอิจิโกะ ฮิโตฟุริแห่งอาวาตะงุจิ และโคกิทสึเนะมารุแห่งซังโจ ณ บัดนี้!”
บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดลงทันที สายตาทุกคู่พลันจดจ้องมากลางลานประลอง ซึ่งทั้งสองกำลังพินิจประเมินกันและกัน ความกดดันโรยตัวลงทั่วบริเวณ ก่อนที่อิจิโกะจะเป็นฝ่ายพุ่งเข้าหาก่อนเมื่อเจอช่องว่าง โคกิทสึเนะมารุแสยะยิ้มน้อย ๆ พร้อมกับยกดาบตนขึ้นตั้งรับอย่างรวดเร็ว จนเกิดเสียงเหล็กกระทบกันกังวานก้อง
ไม่เลว...ดวงตาสีแดงเรียวคมหลุบลงมองใบหน้าหมดจดที่ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมานอกจากเพียงความตึงเครียด แรงที่ต้านกับใบดาบของเขาหนักหน่วงจนน่าประหลาดใจ แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ต่อกรไหว สองร่างผละจากกันชั่วขณะ ก่อนจะเริ่มบรรเพลงเพลงดาบที่รวดเร็วโจมตีเข้าใส่กันไม่ยั้ง
ท่วงท่าการตวัดดาบของอิจิโกะนั้นทั้งสง่างามและพลิ้วไหว ในขณะที่จังหวะของโคกิทสึเนะมารุหนักแน่นและทรงพลัง ลีลาการต่อสู้อันงดงามระหว่างคู่ประลองทั้งสองสะกดสายตาผู้ชมได้ชะงัดจนไม่มีใครออกปากพูดอะไร
นาคิกิทสึเนะบีบมือที่ประสานกันไว้แน่น หลับตาปี๋ภาวนาให้สามีผู้เป็นที่รักปลอดภัยมิได้รับบาดเจ็บ ยามการต่อสู้ดุเดือดขึ้นทุกขณะวินาที โดยไม่รู้ตัวแม้แต่นิดว่าภาพของตนอยู่ในสายตายะเก็นซึ่งนั่งอยู่ที่พลับพลาฝั่งตรงข้ามตลอดเวลา
คู่ประลองต่างผลัดกันรุกผลัดกันรับ จู่โจม หลบหลีกโดยไม่มีใครพลาดพลั้ง อิจิโกะปัดคมดาบที่โคกิทสึเนะมารุฟาดฟันเข้าใส่ ก่อนจะอาศัยจังหวะนั้นวาดดาบในมือตนเข้าใส่ฝ่ายตรงข้าม โคกิทสึเนะมารุรีบยกดาบขึ้นกันเอาไว้ น้ำหนักที่ปะทะลงมาทรงพลังอย่างน่าใจหาย จนชายหนุ่มรู้สึกว่าแขนขวาทั้งแขนสะเทือนตามแรง...เจ็บไปถึงบาดแผลเก่าตรงไหล่ กระนั้นก็ยังฝืนแรงเอี้ยวตัวหลบจากรัศมีคมนั้นและแทงดาบสวนไปตรงต้นแขนขวาของคู่ประลองจนเกิดเป็นแผลเฉี่ยวได้
อิจิโกะสะดุ้งรีบถอยไปตั้งหลัก กุมแผลเลือดไหลไว้แน่นขณะขมวดคิ้วมุ่น เมื่อครู่เขาสัมผัสได้ว่าโคกิทสึเนะมารุมีอาการแปลกไป ดวงตาสีทองลอบมองสำรวจว่ามีจุดใดที่อีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บหรือไม่ และแม้จะอดีตขุนพลแห่งซังโจที่ยกดาบขึ้นเตรียมพร้อมอีกครั้งจะพยายามปกปิดเต็มที่ แต่ในที่สุดเจ้าชายหนุ่มก็สังเกตเห็น
...ไหล่ขวา
โคกิทสึเนะมารุสูดหายใจลึก เห็นท่าทีคนตรงหน้าเขาก็พอเดาออกว่าอิจิโกะล่วงรู้ถึงอาการบาดเจ็บที่ตนฝืนปกปิดไว้แล้ว ตอนนี้ไหล่เขาเจ็บระบมด้วยแรงสะเทือนปะทะเมื่อครู่ อาจเหวี่ยงดาบได้อีกไม่กี่ครั้ง กระนั้นเมื่ออีกฝ่ายเตรียมพร้อมโจมตี เขาก็ทำได้เพียงขยับตัวตั้งรับ
“ไม่เลวนี่…เห็นอายุเท่านี้แต่ฝีมือเกินคาดเชียว” จิ้งจอกหนุ่มเอ่ย เหลือบดวงตาลอบมองเมียรักที่กำลังจ้องมาด้วยความเป็นห่วงชั่วขณะทั้งจิตใจไหวสั่น
“เป็นเกียรติที่ได้รับคำชมจากท่าน...แต่ข้าไม่คิดจะยอมแพ้หรอกนะขอรับ”
องค์ชายแห่งอาวาตะงุจิกระชับดาบในมือมั่นก่อนจะพุ่งเข้าหาอย่างไม่รีรอ โคกิทสึเนะมารุยกดาบขึ้นตั้งรับ ทว่าอิจิโกะกลับเบี่ยงตัวเปลี่ยนวิถีดาบกะทันหัน ดวงตาสีแดงเบิกกว้างเมื่อถูกปัดดาบกระเด็นหลุดจากมือ ก่อนที่คนอายุน้อยกว่าจะสะบัดปลายคม วาดเข้าที่ไหล่ข้างขวาของเขาเต็มแรงจนถากได้แผลลึก
“โคกิทสึเนะมารุ!” นาคิกิทสึเนะกรีดร้อง เผลอตัวลุกยืนขึ้นทันทีที่เห็นสามีทรุดกายนั่งลง อิจิโกะชี้ปลายดาบใส่หน้าเขา เหยียดสายตาลงมองอย่างดุดัน โคกิทสึเนะมารุกัดฟันกรอด กุมแผลเลือดรินที่ไหล่ขวามองคนที่ยืนค้ำหัวอยู่ แม้อีกฝ่ายไม่ใช้แรงเต็มที่จนถึงกับจะทำแขนเขาแทบขาดก็จริง แต่ก็เจ็บหนักจนจับดาบไม่ไหวแล้ว
“แม้จนตอนนี้นางก็ยังมองเพียงท่าน…” แววตาของเจ้าชายหนุ่มคลอนเครือยามเหลียวเห็นสีหน้าซีดเผือดของท่านหญิงน้อยผู้เป็นที่รัก การเผชิญหน้ากับความห่วงใยที่นางมีต่อชายอื่น...ช่างสุดแสนเจ็บปวดเสียจนทำให้เขาแทบควบคุมตัวเองไม่ได้
ดาบในมืออิจิโกะถูกยกขึ้นท่ามกลางความตกใจและเสียงอึงอลร้องห้ามของผู้คนรอบบริเวณ โคกิทสึเนะมารุหลับตาลง คล้ายจะรู้ดีถึงชะตากรรมและเตรียมใจสำหรับผลที่ตนสมควรได้รับ เขาฝากฝังทุกสิ่งไว้กับมิคาสึกิหมดแล้ว...ไม่มีอะไรต้องห่วงอีกแล้ว
เสียงใบมีดที่กำลังตัดฝ่าอากาศลงมาหยุดชะงัก อดีตขุนพลแห่งซังโจนึกประหลาดใจจนต้องลืมตาขึ้นมาก่อนจะยิ่งตกตะลึงเมื่อเห็นร่างหนึ่งยืนขวางอยู่ตรงหน้า คมดาบของอิจิโกะจ่ออยู่ที่ข้างลำคอของคนผู้นั้น โดยที่ดวงตาของเจ้าของดาบเองก็เบิกกว้างอยู่ไม่ต่างกัน
“นะ...นาคิกิทสึเนะ?”
ชายหนุ่มทั้งสองครางออกมาเสียงแผ่วเบา...นาคิกิทสึเนะยืนขวางอยู่ระหว่างกลาง ใบหน้าใต้หน้ากากซีดเผือด ร่างกายบอบบางสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด แต่กระนั้นก็ยังคงกางแขนปกป้องสามีผู้เป็นที่รักไม่ยอมขยับ ผู้คนรอบข้างล้วนนิ่งงันไปด้วยภาพที่เห็น สึรุมารุเกือบจะโผกายออกไปแล้วหากมิคาสึกิไม่ยกแขนกั้นทางนางเอาไว้
“ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร…” แววตาของเจ้าชายแห่งอาวาตะงุจิสั่นระริก มองสบตานางด้วยความไม่เข้าใจ...เหตุใดนางต้องเสี่ยงชีวิตตนเอง ปกป้องชายคนนั้นถึงขนาดนี้ด้วย
“ข้า...ข้ารักเขา” เสียงเบาแผ่วดังลอดผ่านริมฝีปาก นาคิกิทสึเนะสูดหายใจลึกเรียกความกล้าแล้วหลับตาลง มือปลดหน้ากากที่สวมอยู่ออก ทิ้งมันลงกับพื้นก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขาตรง ๆ โดยปราศจากสิ่งใดกั้นขวางเป็นคราแรก
“ข้าขอโทษที่หักหลังเจ้า...ข้าขอโทษที่ทำผิดคำสาบาน ข้าขอโทษที่ไม่อาจเป็นภรรยาของเจ้าได้...แต่ว่าอิจิโกะ” ดวงตาสีทองเรียวงามเหลือบมองบุรุษเดียวในดวงใจที่นั่งอยู่เบื้องหลัง “แต่...ความรักที่ข้ามีต่อเขา ความรู้สึกที่เรามีต่อกันนั้นก็เป็นเรื่องจริง”
รอยยิ้มบางคลี่ออกมาบนริมฝีปากกลีบบาง พร้อมกันกับหยาดน้ำหยดใสซึ่งคลออยู่ตรงขอบตา มือเล็กยกขึ้นสัมผัสเหนือหน้าท้องที่นูนขึ้นมาเล็กน้อย และคงไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นมาก่อน
“เช่นกันกับเด็กในท้องของข้าคนนี้…”
แม้เสียงเอ่ยแผ่วเบา แต่ด้วยความเงียบสนิททั่วทั้งบริเวณ ทุกคนรอบสนามประลองต่างได้ยินคำนั้น อิชิคิริมารุกับนิคคาริหันไปมองหน้ากัน สึรุมารุยกมือปิดปากด้วยความคาดไม่ถึง ยะเก็นเองก็เบิกตากว้างไม่ต่างจากผู้ชมทั้งหลาย มีก็แต่เพียงมิคาสึกิที่ทราบเรื่องอยู่แล้วจึงไม่แสดงท่าทีอันใด
เสี้ยวสติที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดของอิจิโกะพลันขาดผึงลงทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น...มือซึ่งถือดาบจ่อแนบอยู่บนคอนาคิกิทสึเนะชักขึ้นสูง หมายจะฟาดฟันใส่นางด้วยอารมณ์ที่ไม่อาจควบคุม โคกิทสึเนะมารุกัดฟันแน่น รีบดันตัวขึ้นดึงเมียรักซึ่งไม่ยอมขยับหลบเข้ามาในอ้อมกอด หันแผ่นหลังตนเตรียมรับคมดาบแทน
“พี่อิจิ พอได้แล้ว...!!”
ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของผู้คนที่แวดล้อมอยู่รอบกาย มีเสียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ลอดดังเข้าไปถึงโสตประสาทของเจ้าชายหนุ่มให้พลันชะงักมือทันที อิจิโกะหอบหายใจ มองสองร่างที่โอบกอดกันแนบชิดอยู่เบื้องหน้า แล้วจึงหันกลับไปทางเจ้าของเสียง
“ยะเก็น…”
“พอสักที...พี่อิจิไม่ใช่พี่อิจิที่พวกข้ารู้จักแล้วนะ” เด็กสาวสูดหายใจลึก มือเรียวกำแน่น จ้องมองตอบเขาด้วยแววตาคลอนไหวก่อนที่ร่างบอบบางจะโผลงจากพลับพลาเดินตรงเข้ามาหา
“พูดอะไรของเจ้าน่ะยะเก็น...พี่ก็ยังเป็นพี่คนเดิ--”
เพี๊ยะ!
เสียงท้ายประโยคพลันขาดหายกลับกลายเป็นเสียงกระทบดังกังวาน ภาพของยะเก็นที่สะบัดฝ่ามือตบหน้าพี่ชายเต็มแรงอย่างปราศจากความกลัวเกรงทำให้ทุกคนต้องเบิกตากว้าง ไม่เว้นแม้แต่โคกิทสึเนะมารุและนาคิกิทสึเนะที่เพิ่งรอดพ้นความตายจากคมดาบมาได้อย่างเฉียดฉิว
อิจิโกะเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน มือใต้ถุงมือสีขาวยกขึ้นแตะบนแก้มตนที่ร้อนผ่าวก่อนจะหันกลับมาหาน้องสาวคล้ายต้องการคำตอบ ทว่าสิ่งที่พบ...กลับเป็นภาพยะเก็นตัวสั่นเทา แววตาคลอน้ำตาอยู่ตรงเบื้องหน้า ยิ่งทำให้อุณหภูมิร่างกายของเขาเย็นวาบไปทั่วสรรพางค์
ไม่เคยเห็นยะเก็นร้องไห้มาก่อนเลย...หนำซ้ำ เจ็บปวดยิ่งเสียกว่าคือคนที่ทำให้น้องมีน้ำตาคือตัวเขาเอง
“หันมองน้อง ๆ บ้างหรือเปล่า...เคยสนใจบ้างไหมว่าตลอดเวลาที่พี่อิจิมัวแต่ไล่ตามพี่นาคิกิทสึเนะ น้อง ๆ ต้องเหงาถึงขนาดไหน” เด็กสาวเอ่ยเสียงเครือสั่น เงยหน้ามองพี่ชายด้วยความขุ่นเคือง “พี่อิจิที่พวกข้ารู้จัก ไม่มีวันทำแบบนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเห็นครอบครัวมาก่อนสิ่งอื่นใดไม่ใช่หรือ”
พี่ชายคนโตชะงักนิ่งยามสดับฟังถ้อยประโยคนั้น ดวงตาสีทองหลุบลงเล็กน้อยก่อนจะเลื่อนไปสบกับนาคิกิทสึเนะซึ่งอยู่ในอ้อมกอดของชายที่นางรัก มองร่างกายบอบบางที่เขาไม่มีวันได้กลับคืนมา
“พี่นาคิกิทสึเนะรักท่านโคกิทสึเนะมารุ…แล้วตอนนี้นางยังมีลูกในท้อง พี่อิจิจะพรากพ่อลูกเขาหรือ?” เสียงของน้องสาวเรียกให้อิจิโกะหันกลับมา แววตาของยะเก็นในตอนนี้เหลือเพียงความไหวสั่น มือเรียวเล็กเอื้อมมากุมด้ามดาบที่ชายหนุ่มถืออยู่ ปลดมันออกจากมือเขาอย่างช้า ๆ “พอเถอะนะ…”
เด็กสาวปล่อยดาบทิ้งลงกับพื้น โผกายเข้าสวมกอดพี่ชายไว้แน่น
“กลับมาเป็นพี่อิจิที่แสนดีของพวกข้าเถอะ…”
ไม่มีคำพูดใด ๆ ตอบรับ...มีเพียงแค่วงแขนแสนอบอุ่นที่โอบร่างนางกระชับไว้แนบสนิทกาย
-
“ต้องขออภัยด้วยที่สร้างปัญหาให้มากมาย...ท่านมิคาสึกิ และทุก ๆ ท่าน”
หลังจากพูดคุยจบปัญหากันลงได้อย่างเรียบร้อย อิจิโกะก็มานั่งโค้งหัวต่อหน้ามิคาสึกิ นายท่านแห่งซังโจหัวเราะน้อย ๆ พลางแย้มยิ้มบาง
“ไม่หรอก...ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรมากมาย อย่าได้กังวลไป” เอ่ยพลางดวงตาจันทร์เสี้ยวก็เคลื่อนไปมองสาวน้อยที่อยู่กับน้อง ๆ ตรงพลับพลาฝั่งตรงข้าม “น้องสาวเจ้า...เป็นเด็กที่กล้าหาญและเฉลียวฉลาดมาก นางคงจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีให้กับอาวาตะงุจิได้”
“ขอบพระคุณขอรับ” เห็นน้องสาวได้รับคำชมเช่นนั้น คนเป็นพี่ชายก็อดยิ้มแทนมิได้ “หากไม่ได้นาง...ข้าจะทำเรื่องเลวร้ายอะไรลงไปบ้างก็ไม่อาจรู้ได้ โปรดยกโทษให้ข้าที่ปล่อยให้อารมณ์มีอำนาจด้วยเถอะขอรับ ท่านโคกิทสึเนะมารุ นาคิกิทสึเนะ”
“อื้ม…” นาคิกิทสึเนะยิ้มบางพลางพยักหน้าน้อย ๆ ขณะโคกิทสึเนะมารุทำเสมองทางอื่นเสีย ทว่ามือก็โอบไหล่เมียรักไว้ไม่ยอมห่าง แม้จะถูกอาโอเอะจับทำแผลให้อยู่ก็ตามที “ข้าขอโทษ...ที่ผิดสัญญาต่อเจ้า และขอบคุณเจ้ามากที่เมตตา”
“ข้ารู้ความจริงข้อนั้นอยู่แล้ว...ว่าเจ้าไม่เคยรักข้า แต่ข้าก็ยังดึงดัน...” อิจิโกะหลุบตาลงด้วยความโศกเศร้าเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ใช่เด็ก ๆ ที่จะมัวเอาแต่ใจแล้ว “...ถือว่าหายกันนะ นาคิกิทสึเนะ?”
เด็กสาวยิ้มหวานจากใต้หน้ากาก ก่อนจะผงกหัวรับคำ
“ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว…” อิชิคิริมารุกระแอมเบา ๆ แล้วออกปากขึ้นเมื่อเห็นว่าทุกสิ่งคลี่คลายลงด้วยดี “อิจิโกะ พวกท่านพักที่ปราสาทซังโจอีกสักระยะ อยู่ร่วมงานวิวาห์ของมิคาสึกิด้วยเลยดีไหม?”
“เอ๋!” ว่าที่บ่าวสาวร้องออกมาพร้อมกัน ก่อนที่สึรุมารุจะเป็นฝ่ายถาม “เดี๋ยวสิ! นึกว่างานแต่งงานเลื่อนไปเสียอีก จัดการเรียบร้อยแล้วหรือ?”
ที่ปรึกษาแห่งซังโจกอดอกแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “มีเพียงชุดเจ้าสาวของเจ้าที่เปื้อนเปรอะ...กับอาการบาดเจ็บของมิคาสึกิเท่านั้นที่ทำให้กำหนดการต้องเลื่อนออกไป แต่การเตรียมงานทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว อย่าได้ห่วงไปเลย หากพวกเจ้าพร้อมเมื่อไร ก็จัดพิธีได้ทุกเมื่อ”
“เช่นนั้นจัดพรุ่งนี้เลยดีไหม!” ได้ยินเช่นนั้น ดวงตาจันทร์เสี้ยวเป็นประกายขึ้นมาทันทีก่อนเจ้าตัวจะต้องร้องโอดโอยเมื่อถูกกระเรียนสาวแสนรักฟาดไหล่เข้าให้
“เดี๋ยวเถอะเจ้า! อาการบาดเจ็บยังไม่หายเลยนะ!”
“แต่ข้าก็อยากแต่งงานกับเจ้าไว ๆ นี่นา…” มิคาสึกิทำเสียงอ่อยเพราะถูกดุ ขณะที่โคกิทสึเนะมารุซึ่งเพิ่งจะทำแผลเสร็จเรียบร้อยจงใจส่งเสียงให้เขาได้ยิน
“เอาแต่ใจไม่เปลี่ยนแบบนี้คงจะได้แต่งงานหรอก…”
“ท่านพี่ใจร้ายนัก!”
“หากไม่เป็นการรบกวนมากจนเกินไป...ข้ากับน้อง ๆ ก็ยินดีตอบรับคำเชิญ” อิจิโกะยิ้มบางพลางโค้งศีรษะลงเล็กน้อย “และหากมีสิ่งใดที่ข้าและคนจากอาวาตะงุจิสามารถช่วยเหลือได้ โปรดบอกกล่าวได้เสมอนะขอรับ”
“โอ้...สมกับเป็นสุภาพบุรุษแห่งอาวาตะงุจิ มีน้ำใจจริง ๆ นะ” อิชิคิริมารุหัวเราะร่วน “แต่พวกท่านเป็นแขก เชิญพักผ่อนตามสบายเถอะ น้อง ๆ ของท่านก็คงจะเหนื่อยมาก แล้วก็ไหน ๆ มีโอกาสมาต่างแคว้นทั้งที ไว้ข้าจะจัดคนให้พาท่องเที่ยวในซังโจดีไหม?”
“ถือเป็นพระคุณขอรับ...น้อง ๆ ก็คงอยากจะเปิดหูเปิดตาเช่นกัน” เจ้าชายหนุ่มค้อมตัวอย่างนอบน้อมก่อนจะขอตัวเพื่อไปดูแลเหล่าน้องชายน้องสาวที่กำลังคอยอยู่ เมื่อพ้นสายตา ที่ปรึกษาแห่งซังโจจึงหันกลับมาหาโคกิทสึเนะมารุ
“โคกิทสึเนะมารุ...เจ้ากับนาคิกิทสึเนะคิดเห็นเช่นไรเรื่องการวิวาห์ หากจะจัดพิธี ก็จะได้จัดพร้อมมิคาสึกิเสียเลย ดีหรือไม่?” ได้ยินคำถามเช่นนั้น ทั้งสองก็เหลียวไปมองหน้ากันและกัน
และเอ่ยตอบออกมาในจังหวะเดียวกันด้วยท่าทีไม่ได้นัดหมาย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น