Title : ความฝันในถุงเครื่องราง
Paring : อิจิโกะ ฮิโตฟุริ x ยะเก็น โทชิโร่
Rate : ทั่วไป
Note : จาก โทวเค็นรันบุ ฮานามารุ ตอนที่ ๗
ว่ากันว่า…
หากเขียนถ้อยคำความปรารถนาจารจรดลงบนกระดาษ
อธิษฐานด้วยจิตแรงกล้าทั้งหมดที่มี
แล้วนำไปผูกแขวนไว้กับต้นไม้...
.
.
.
ความปรารถนานั้นจะกลายเป็นความจริง
ยะเก็นปีนขึ้นบนคาคบไม้ใหญ่ของซากุระหมื่นใบที่ยืนต้นตระหง่านอยู่เบื้องหน้าฮงมารุก่อนจะขยับตัวนั่งให้ถนัด ดวงตาหลังกระจกแว่นทอดมองกระดาษคำอธิษฐานที่เก็บไปไม่หมดกำลังพลิ้วล้อลมอยู่ท่ามกลางกลีบซากุระซึ่งเริ่มร่วงโรยอย่างเงียบงัน
หลายเดือนมาแล้ว...นับจากวันที่ทุกคนช่วยกันเขียนคำอธิษฐานผูกไว้ กระทั่งใบไม้ผลิผ่านพ้น ฤดูกาลเริ่มเปลี่ยนแปรสู่คิมหันต์แล้วก็ตาม
การเฝ้ารอก็ยังคงดำเนินต่อไป
"จะรู้ไหมนะว่าน้อง ๆ รออยู่ตลอดเลย" ยะเก็นพึมพำเสียงเบา ยืดตัวขึ้นปลดกระดาษคำอธิษฐานแผ่นสุดท้ายนั้นลงมา
'ขอให้พี่อิจิมาไว ๆ'
เขาไม่แน่ใจนักว่าใครเป็นคนเขียนคำอธิษฐานนี้ อาจจะเป็นมิดาเระ อาคิตะ มาเอดะ หรืออาจจะเป็นตัวเขาเองก็เป็นได้ แต่ถ้อยคำนั้น ก็เป็นคำที่แอบซ่อนอยู่ลึกสุดใจเขาเหมือน ๆ กัน
อยากเจอ...
ยะเก็นรู้สึกตัวถึงหยาดน้ำที่คลอรื้นในดวงตาจนต้องรีบถอดแว่นปาดเช็ดมันออก เขาพยายามทำตัวเข้มแข็งอยู่เสมอเพื่อเป็นที่พึ่งของน้อง ๆ แต่บางคราวบางครั้ง ยะเก็นก็อดหวังไม่ได้ว่า จะเป็นคนที่ได้รับความอ่อนโยนให้พอหายเหนื่อยล้าได้บ้างเหมือนกัน
ทว่าตอนนี้สิ่งที่ทำได้คงมีเพียงการเฝ้ารออย่างไร้จุดหมายต่อไป เด็กหนุ่มทอดถอนใจ มือพับกระดาษแผ่นนั้นเป็นทบเล็ก ๆ แล้วกำไว้แน่น ก่อนจะกระโดดพรวดลงมาจากต้นไม้ ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร ยะเก็นก็ตั้งใจมั่นไว้แล้ว
ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อน้อง ๆ ทุกคน...
พี่อิจิ...
-
"พะ...พี่ยะเก็น นอนไม่หลับเหรอครับ..." เสียงงัวเงียของโกโคไทเรียกให้ยะเก็นที่นั่งอยู่ชานเรือนเงยหน้ามองได้ไม่ยากนัก พอเห็นน้องชายตัวน้อยยืนหาวหวอดขยี้ตาอยู่หน้าประตูห้อง เด็กหนุ่มก็หัวเราะเบา ๆ และวางมือจากสิ่งที่ทำอยู่
"นั่นมันคำพูดของพี่ต่างหาก...ว่าไงเรา ปวดห้องน้ำเหรอ?" เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ครั้นโกโคไทพยักหน้าหงึกรับคำจึงลุกขึ้นจับมือพาเดินไปยังห้องน้ำที่อยู่ไม่ห่างนัก ระหว่างยืนคอย ยะเก็นก็ทอดสายตามองฟากฟ้าครึ้มเมฆด้านบนอย่างเหม่อลอย
...ตอนพี่อิจิมา จะสวยกว่านี้ไหมนะ ยังไงก็อยากให้ท้องฟ้าแรกที่พี่อิจิได้เห็นที่ฮงมารุ เป็นท้องฟ้าที่งดงามที่สุด
"พี่ยะเก็น...ทำอะไรอยู่เหรอครับ?" โกโคไทที่กลับออกมาจากห้องน้ำเงยหน้าถาม เรียกให้ยะเก็นได้สติก้มลงมอง รอยยิ้มบางคลี่ทาบบนริมฝีปาก
"กำลังคิดน่ะว่า...ถ้า--" คำพูดที่หลุดออกจากความคิดกลับต้องชะงัก เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าไม่ควรไปกระตุ้นความรู้สึกคิดถึงพี่อิจิของน้องขึ้นมาตอนนี้ ยะเก็นเม้มปาก ก่อนจะขยี้ผมโกโคไทที่กำลังงุนงงเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู "ถ้าไปถึงทะเลแล้วจะเป็นยังไงกันน้า...น่ะ"
ได้ยินแบบนั้นโกโคไทก็ตาเป็นประกาย อดนึกถึงสิ่งที่เรียกว่าทะเลที่เฝ้ารอมาเป็นเดือนไม่ได้ อีกไม่กี่วันก็จะได้ไปแล้ว
"ตะ...ต้องสุดยอดแน่ ๆ เลยครับ"
"ฮื่อ ถ้าได้สนุกกับทุกคนคงดีนะ" ยะเก็นยิ้มบางเมื่อได้ยินแบบนั้น อย่างน้อยโกโคไทก็ไม่ผิดสังเกต มือแข็งแรงโอบไหล่น้องชายพาเดินกลับไปยังห้องพัก เมื่อจัดผ้าห่มคลุมตัวให้โกโคไทและบอกราตรีสวัสดิ์ครั้งที่สองของคืนแล้ว เด็กหนุ่มก็กลับออกไปนั่งที่ชานเรือนหน้าห้อง หยิบอุปกรณ์ที่วางทิ้งเอาไว้มาจัดการต่อ
เขาสนเส้นด้ายเข้ารูเข็มอย่างแคล่วคล่อง ลงมือเก็บงานครั้งสุดท้ายให้เรียบร้อย ก่อนจะหยิบพับกระดาษในกระเป๋ากางเกงออกมากำไว้แน่น
แล้วใส่ลงไปในถุงเครื่องรางที่เพิ่งทำเสร็จ
-
"สายัณห์สวัสดิ์ขอรับยะเก็น จะไปไหนอย่างนั้นหรือขอรับ" ยะเก็นได้ยินจิ้งจอกน้อยร้องถามเสียงใสประสานไปกับเสียงฝนที่ตกคลออยู่นอกเรือนเมื่อเดินมาพบนาคิกิทสึเนะ
"สายัณห์สวัสดิ์...ข้าจะไปห้องดาบใหม่น่ะ" เขาเห็นดาบอาวุโสของตระกูลเลิกคิ้วน้อย ๆ เมื่อบอกออกไปเช่นนั้น จึงพูดเสริมทั้งรอยยิ้ม “เผื่อว่าจะมีสหายใหม่มาแล้ว”
"ไม่ใช่..." นาคิกิทสึเนะเปล่งเสียงออกมาเบา ๆ แต่แล้วก็เงียบไปไม่ออกวาจาใดต่อพร้อมกับยอมเปิดทางให้เขาผ่าน แม้ยะเก็นจะแปลกใจอยู่ในที แต่ก็โค้งหัวและเดินตรงไปยังปลายทางที่ตั้งใจไว้โดยไม่ซักไซ้อะไร
ก็พอรู้อยู่หรอกว่านาคิกิทสึเนะกำลังเป็นห่วง แต่เขาก็ยังอยากจะพยายามต่อไป ไม่ว่าจะวันฝนตก แดดออก กลางวันหรือกลางคืน ต่อให้ไม่รู้ว่าความพยายามที่ว่าจะไร้ผลไปอีกนานเพียงใดก็ตาม...ก็จะยังคงพยายามเพื่อให้น้อง ๆ ได้มีความสุขจริง ๆ เสียที
เพื่อน้อง ๆ ...
ยะเก็นกำถุงเครื่องรางในมือเอาไว้แน่นขณะเลื่อนเปิดประตู เด็กหนุ่มหลับตา เพ่งจิตภาวนาด้วยกำลังทั้งหมดที่มี ขอให้ได้พานพบเสียที...
ทว่า...กลับไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น
ไม่มีเลย...
จิตวิญญาณดาบแห่งอาวาตะกุจิทรุดกายนั่งลงตรงมุมห้อง ซุกใบหน้าลงกับเข่าที่ชันขึ้น กัดริมฝีปากแน่นพยายามสะกดกลั้นความอ่อนแอในจิตใจ จะแสดงออกมาไม่ได้ จะให้ใครรู้ไม่ได้ ได้แต่เฝ้าบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจะต้องเข้มแข็ง เพื่อเป็นที่พึ่งของน้อง ๆ ...จนกว่าพี่อิจิจะมา
แต่แล้วมันเมื่อไหร่กันล่ะ...
เมื่อไหร่...อีกนานแค่ไหน...พี่อิจิถึงจะมา
หรือว่า...ต้องเฝ้ารอเช่นนี้ไปตราบจนชั่วนิรันดร์?
-
ยะเก็นไม่รู้ตัวว่าเผลอหลับไปเมื่อไหร่ ทว่าตอนลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าฝนที่โปรยอยู่ด้านนอกหยุดไปแล้ว บนไหล่มีผ้าห่มผืนหนึ่งคลุมอยู่ เด็กหนุ่มยกมือสัมผัสมันอย่างงุนงง แต่ก็คาดเดาว่าอาจจะเป็นนาคิกิทสึเนะ โฮเนบามิ หรือใครสักคนมาคอยดูแลกระมัง ตอนนั้นเอง ยะเก็นก็ชะงักเมื่อพบว่าในมือว่างเปล่า เขารีบหันมองโดยรอบก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก และเก็บเครื่องรางที่หล่นอยู่ข้างตัวขึ้นมาคล้องคอไว้
...ดีที่ยังไม่หายไปไหน
“ป่านนี้แล้ว…?” เอ่ยพึมพำพลางพับผ้าห่มให้เรียบร้อยมาถือไว้แล้วลุกขึ้นยืน รีบสาวเท้าตรงกลับห้องด้วยความว้าวุ่นใจ เกรงว่าถ้าพวกน้อง ๆ เห็นเขาหายไปคงเป็นกังวลไม่ยอมหลับยอมนอนกันแน่ ๆ
ทว่าเมื่อมาถึงห้อง น้อง ๆ ทุกคนก็นอนหลับอยู่ในฟูกของตัวเองหมดแล้ว ยะเก็นถอนหายใจ นึกโล่งอกที่ทุกคนเป็นเด็กดีไม่งอแง แต่อีกใจก็รู้สึกผิดไม่น้อยที่ไม่ได้อยู่คอยดูแล เด็กหนุ่มก้าวเข้าไปในห้อง ปิดประตูอย่างเงียบเชียบ ก้มตัวดึงผ้าห่มที่เลื่อนหลุดคลุมตัวน้องชายแต่ละคนไว้ให้เรียบร้อย
ยะเก็นนั่งลงข้าง ๆ ฟูก ลูบหัวอาคิตะที่คิ้วขมวดกระสับกระส่ายคล้ายกำลังฝันร้ายเบา ๆ ปลอบโยนจนเจ้าตัวค่อยพอสงบพริ้มหลับต่อ เห็นเช่นนั้นคนเป็นพี่ชายก็อดจะยิ้มออกมาไม่ได้...บางทีเขาก็นึกอยากให้นี่เป็นความฝัน เป็นเพียงฝันที่พอตื่นขึ้นมาแล้วน้อง ๆ จะได้พบพี่อิจิอยู่ตรงหน้า
“ช่วยรอหน่อยนะ...พี่อาจจะยังพยายามไม่มากพอ แต่ว่า…” เอ่ยกระซิบเสียงเบาแผ่ว โดยหวังอยู่ลึก ๆ ว่ามันจะลอยไหลเข้าไปในห้วงภวังค์ฝันของน้องน้อยทุกคนได้ ยะเก็นก้มหน้าลง กัดริมฝีปาก กำเครื่องรางที่ห้อยคอไว้แน่น รู้สึกได้ถึงแรงสั่นไหวของร่างกาย
“สักวัน...พี่อิจิจะมา”
แม้ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่...แต่สักวันหนึ่งคงจะมา
ยะเก็นนั่งอยู่เงียบ ๆ ในห้องพักใหญ่ คล้ายกำลังทบทวนความคิด ก่อนจะตัดสินใจลุกออกมาในที่สุด เด็กหนุ่มมองน้อง ๆ ที่หลับสนิท มือเลื่อนปิดประตูอย่างเบาเสียงที่สุด
“ยะเก็น” เสียงเรียกคุ้นหูทำให้ยะเก็นหันกลับไปมอง เห็นนาคิกิทสึเนะยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับจิ้งจอกคู่ใจที่นอนพาดบนบ่าเหมือนเช่นปกติ ปากขยับอ้าเอ่ยเสียงเบา “ได้รับป้ายเครื่องรางที่มีพลังแรงกล้ามาจากนายท่านน่ะขอรับ”
“มาสิ…”
วินาทีที่เสียงของนาคิกิทสึเนะเปล่งออกมา ยะเก็นก็พลันชะงัก เบิกตาด้วยความประหลาดใจ
-
“ข้าคืออิจิโกะ ฮิโตฟุริ...ทาจิเพียงหนึ่งเดียวที่ถูกตีขึ้นมาโดยอาวาตะกุจิ โยชิมิทสึ”
เด็กหนุ่มรู้สึกได้ว่าหัวใจเต้นแรงเหลือเกินขณะสองขารีบสาวก้าวเดินขึ้นบันไดตรงไปยังห้องของนายท่านตามที่นาคิกิทสึเนะบอก เสียงนุ่มนวลเอ่ยขานนามดังแว่วมา ยะเก็นได้ยินไม่ถนัด หากแต่กึ่งจะเชื่อกึ่งจะไม่เชื่อว่านี่คือความจริง จนต้องหยิกเข้าที่แขนตัวเองเป็นการพิสูจน์ และจบลงด้วยการสะดุ้งเพราะความเจ็บ
ไม่ได้กำลังฝันใช่ไหม?...
“เพื่อนายท่าน เพื่อฮงมารุ...ข้าจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ขอรับ”
หยุดยืนที่ตรงขั้นบนสุดของบันได ขาสั่นด้วยความตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สั่นเสียจนก้าวไม่ออก ลึกลงในใจอยากจะเห็นเดี๋ยวนี้ว่าคนที่จะเปิดประตูออกมาจะใช่คนที่พวกน้อง ๆ รอคอยหรือเป็นเพียงภาพลวงตา
เร็วสิ...เร็วเข้าเถอะ…
“รับทราบขอรับ ขอน้อมรับบัญชา”
ยะเก็นสะดุ้งขึ้นเพราะเสียงเปิดประตู ดวงตาสั่นระริกสะท้อนภาพร่างสูงสง่าก้าวถอยหลังออกมาและโค้งกายให้คนในห้อง บริเวณนั้นค่อนข้างมืด หากแต่แสงจันทร์นวลใยที่สาดลอดผ่านซี่หน้าต่างมากระทบร่างนั้น ทำให้ยะเก็นแน่ใจว่า ‘เขา’ ที่หันกลับมาหามีตัวตนอยู่จริง
...อยู่ตรงหน้านี่เอง
“พะ...พี่อิจิ”
ผู้ถูกเรียกด้วยเสียงเบาแผ่วแทบจะกลืนหายไปในอากาศแย้มรอยยิ้มบางแสนอ่อนโยนให้ ยะเก็นแข็งทื่อไปทั้งร่างยามสบสายตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นอาทรคู่นั้น ความรู้สึกในอกผสมปนเปจนกันไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไร ทั้งดีใจ ประหลาดใจ สุขใจ
“ได้พบกันจนได้นะ...ยะเก็น โทชิโร่” เสียงนุ่มนวลเอ่ย เรียกสติยะเก็นกลับมาได้อีกครั้ง “ไม่สิ...ยะเก็น”
ยะเก็นเผลอสูดหายใจลึก ก่อนจะสิ่งที่วุ่นวายอยู่ในใจจะกลับสู่ความเป็นระเบียบเรียบร้อยได้เหมือนเคย เด็กหนุ่มรีบตรงเข้าไปหาพี่อิจิ ลึกลงในอกมีเสี้ยวความคิดที่อยากจะสวมกอดให้แน่ใจว่าไม่ใช่ภาพลวงตา แต่ความเป็นผู้ใหญ่มีมากกว่า จึงเพียงแค่หยุดยืนตรงหน้า
“เดี๋ยวเอากระดิ่งไปแขวนให้นะ” อิจิโกะเอ่ยขอบคุณเมื่อได้ยินเช่นนั้นและหยิบกระดิ่งที่ติดตัวมาส่งให้ ยะเก็นมองตราแสนคุ้นเคยที่สลักรอยประดับอยู่บนผิวทองเหลืองแล้วกำมันไว้แน่น ก่อนจะนึกขึ้นมาได้
“มีที่ดี ๆ ที่อยากให้ไปด้วยกันอยู่น่ะ มากับข้าหน่อยได้รึเปล่า?”
“ที่ดี ๆ?” พี่ชายกะพริบตาแปลกใจ ยะเก็นอมยิ้มไม่ได้บอกอะไรเพิ่มเติมก่อนจะเดินนำลงบันไดไป มือใต้ถุงมือสีดำกำถุงเครื่องรางที่ห้อยคอไว้แน่น ได้ยินเสียงฝีเท้าของอิจิโกะเดินตามลงมาไม่ห่าง
เด็กหนุ่มเดินอ้อมไปทางหลังเรือน ขยับบันไดที่พาดนำขึ้นไปบนหลังคาให้พอดีก่อนจะปีนขึ้นไป อดหัวเราะไม่ได้เมื่อได้ยินพี่ชายร้องเสียงหลงรีบเข้ามาจับบันไดไว้ให้
“ยะเก็น มันอันตรายนะ...อย่างน้อยก็บอกพี่ก่อนสิว่าจะขึ้นไป” อิจิโกะเอ่ยเชิงดุอย่างไม่จริงจัง มองคนที่ขึ้นไปถึงบนหลังคากระเบื้องแล้วจับบันไดไว้ให้แทน
“น่า ๆ ขึ้นมาเถอะ” ยะเก็นหัวเราะไม่ใส่ใจ อิจิโกะขมวดคิ้วน้อย ๆ แต่ก็ยอมปีนตามมาแต่โดยดี เด็กหนุ่มยื่นมือจับดึงพี่ชายให้ตามขึ้นมาก่อนจะพาเดินไปตรงกลางหลังคาแล้วหย่อนตัวนั่งลงก่อน
“ที่นี่น่ะ...เป็นที่ที่เห็นทิวทัศน์ทั่วฮงมารุได้สวยงามที่สุดเลยล่ะ”
“งั้นเหรอ…” พี่ชายขานรับเบา ๆ พลางค่อย ๆ ย่อตัวลงนั่งข้างกาย ยะเก็นอดจะเผลอยิ้มไม่ได้เมื่อได้กลิ่นของพี่อิจิที่อยู่ห่างไปเพียงเอื้อมมือ เป็นกลิ่นอ่อนหอมชวนให้รู้สึกสบายใจเหลือเกิน เมื่อขยับที่ทางจนเรียบร้อย อิจิโกะก็ผ่อนลมหายใจช้า ๆ “ลมเย็นสบายดีจังเลย”
“กว้างดีใช่ไหมล่ะ?” เด็กหนุ่มหันไปหา มองเสี้ยวหน้าของพี่ชายที่ถูกอาบไล้ไปด้วยแสงจันทร์นวลใย แล้วรู้สึกใจเต้นขึ้นมานิด ๆ ด้วยความตื่นเต้นเมื่อคิดว่าพี่ชายมาแล้วจริง ๆ แต่ก็เก็บงำความคิดทั้งหมดไว้ได้อย่างมิดชิดด้วยท่าทางเป็นผู้ใหญ่ของตนกับการแสร้งทำเป็นแนะนำสถานที่ไปพลาง ๆ “มีบ่ออาบน้ำกลางแจ้งแล้วก็ที่ซักผ้าด้วย ทุ่งนาอยู่ทางโน้น แล้วก็โน่นเป็นโรงฝึก”
ยะเก็นหลุบตาลงนิด ๆ ก่อนจะเงยหน้ามองพี่อิจิแล้วแย้มยิ้ม
“พวกเราน่ะ...แข็งแกร่งขึ้นมาก ๆ แล้วนะ”
อิจิโกะหัวเราะเสียงเบารับคำนั้นโดยไม่ได้สอบถามอะไร ยะเก็นไม่นึกแปลกใจแต่สังเกตเห็นดวงตาสีทองเบื้องหน้าเหลือบมองต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่สะดุดตา “ตรงนั้นมีต้นไม้ใหญ่อยู่ด้วยนี่นา”
“ใช่แล้วล่ะ...จะว่าเป็นสัญลักษณ์ของฮงมารุนี่เลยก็ได้ล่ะมั้ง ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าต้นอะไร แต่สุดท้ายก็ผลิดอกออกมาเป็นซากุระ...สวยมากเลย” พอหวนนึกถึงวันที่ต้นไม้นั้นยังประดับพราวด้วยกลีบซากุระสีชมพูอ่อน ให้น้อง ๆ ได้เล่นสนุกกัน ยะเก็นก็อดยิ้มไม่ได้ “ไว้ปีหน้าที่บานใหม่...ไปดูด้วยกันนะ”
“นั่นสินะ…” พี่ชายรับคำ ทอดสายตามองเขาอย่างอ่อนโยน ก่อนจะชะงักนิด ๆ เพราะเหลือบเห็นบางสิ่งเข้า “ยะเก็น ห้อยอะไรไว้ที่คอน่ะ?”
“อา...เนี่ยเหรอ?” เด็กหนุ่มก้มลงมองตามสายตา ยกมือขึ้นกำสิ่งที่สวมคล้องคอเอาไว้ “ก่อนหน้านี้ทุกคนนิยมกัน...เป็นเครื่องรางที่ข้าทำเองน่ะ”
“เครื่องรางเหรอ?” คนมาใหม่กะพริบตาคล้ายยังงุนงง ปลายนิ้วใต้ถุงมือสีดำของยะเก็นเขี่ยเนื้อผ้าไปมานิด ๆ ก่อนจะตัดสินใจถอดมันออกยื่นไปให้พี่ชายที่เลิกคิ้ว “ให้ดูจะดีเหรอ?”
พอเขาพยักหน้า อิจิโกะจึงรับไปแกะออกอย่างระมัดระวัง ยะเก็นเม้มปากนิด ๆ ทอดสายตามองซากุระหมื่นใบที่ยืนต้นอยู่บนเนินห่างไปจากจุดที่พวกตนอยู่
“ต้นซากุระนั่น...ช่วยทำให้ความปรารถนากลายเป็นจริง” ไม่แม้แต่จะเหลือบมองท่าทีของร่างสูง ริมฝีปากขยับเอ่ยต่อไป “กระดาษนั่น...ข้าไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคนเขียน แต่ดูเหมือนว่าทุกคนจะเขียนอธิษฐานเรื่องพี่อิจิไปแขวนเอาไว้...อยากให้พี่อิจิมาไว ๆ บ้างล่ะ อยากแข็งแกร่งขึ้นก่อนพี่อิจิจะมา อยากเล่นกับพี่อิจิ ความปรารถนาอยากเจอพี่อิจิของทุกคน...สื่อออกมาแบบนั้น”
พอนึกถึงพวกน้อง ๆ ในหัวใจของยะเก็นก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งอบอุ่นมากยิ่งขึ้นก็เมื่อคิดว่าในที่สุดทุกคนก็ไม่ต้องทำหน้าเศร้าสร้อยแบบนั้นอีกต่อไป
ความปรารถนาของทุกคนเป็นจริง...พี่อิจิอยู่ที่นี่แล้ว
ยะเก็นคิดว่าความปรารถนาของเขา...คือการได้เห็นน้อง ๆ มีความสุข
“ยะเก็นเองก็อยากให้ความปรารถนานี้เป็นจริง ก็เลยเอามาใส่ถุงเครื่องรางพกไปไหนมาไหนด้วยเหรอ?” น้ำเสียงอ่อนโยนของพี่อิจิที่ถามขึ้นทำให้ยะเก็นชะงัก
ความปรารถนา...ของเขา?
“เปล่าสักหน่อยนี่...ก็แค่พวกน้อง ๆ รบเร้าเท่านั้นล่ะ” หลุดปากออกไปแบบนั้นเพราะคำถามไม่ตั้งตัวกลับก่อให้เกิดความสับสนขึ้นมาชั่วขณะ อุตส่าห์คิดว่าแน่ใจแล้วเชียวว่าความปรารถนาแท้จริงของตนคืออะไร
บางทีอาจจะ…
“งั้นเหรอ...ก่อนพี่มา เจ้าเป็นคนดูแลน้อง ๆ มาตลอดเลยสินะ” อิจิโกะเอ่ยเสียงอ่อนลงยามได้ยินเช่นนั้น ยะเก็นรู้ดีว่ากำลังถูกจ้องมอง หากแต่ไม่กล้าแม้แต่จะหันไป ทำได้เพียงก้มหน้าลงมากขึ้น
“ไม่ได้มีแต่ข้าสักหน่อย...นาคิกิทสึเนะ นามาซึโอะ โฮเนบามิก็ช่วยดูแลด้วย”
“ยะเก็น...เก่งมากเลย” ยามเมื่อรู้สึกตัวอีกที บนศีรษะก็มีมือใหญ่ ๆ อบอุ่นวางทาบลงมา ยะเก็นเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ก้อนเนื้อเจ้ากรรมในอกเต้นรัวมากขึ้นกว่าเดิม “ผ่อนคลายได้แล้วนะ”
เพียงแค่ได้ยินคำพูดที่สุดแสนจะอ่อนโยนนั้น ทำให้ราวกับน้ำหนักทุกสิ่งทุกอย่างที่ยะเก็นแบกรับมาตลอดมลายหายไปจากบนสองบ่า หยาดน้ำตารื้นคลอออกมาตรงขอบตาอย่างกลั้นไม่อยู่
“ยะ อย่าพูดบ้า ๆ น่า!” รีบปัดมือที่ลูบหัวอยู่ออกอย่างเก้อเขิน แล้วหันหนีไปอีกทาง ยะเก็นรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แล่นผ่าวบนสองแก้มอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน “ข้าโตแล้วนะ...โธ่”
ได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ ของคนข้างกาย แต่เด็กหนุ่มก็ไม่ยอมหันไป ได้แต่ทำเป็นเสมองพระจันทร์ดวงกลมเด่นที่ฉายแสงนวลลอออยู่บนท้องฟ้ายามดึกสงัด
“พี่อิจิเนี่ย...โชคดีจังนะ” เมื่อได้เห็นความงดงามนั้นในหัวที่ยุ่งเหยิงเพราะถูกป่วนครั้งแล้วครั้งเล่าของเด็กหนุ่มก็เริ่มกลับสู่ความสงบ ยะเก็นยิ้มออกมา
นั่นสินะ เคยหวังเอาไว้เหมือนกันนี่นา...ว่าอยากให้ท้องฟ้าแรกที่พี่อิจิได้เห็นที่ฮงมารุ เป็นท้องฟ้าที่งดงามที่สุด
“พระจันทร์คืนนี้...สวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นเลยล่ะ”
ทั้งสองใช้เวลาอยู่ด้วยกันบนหลังคาสักพักใหญ่ พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่เกิดขึ้น อิจิโกะสอบถามความเป็นไป หน้าที่ที่ต้องทำในฮงมารุ และเรื่องของพวกน้อง ๆ ซึ่งยะเก็นก็ตอบอย่างตั้งใจทุกคำถาม
“พี่ขอไปดูพวกน้อง ๆ ก่อนนะ ยะเก็นจะเข้านอนด้วยเลยไหม?” พี่ชายเอ่ยเมื่อเห็นว่าล่วงดึกมากแล้ว ยะเก็นส่ายหน้าพลางขยับขาชันขึ้นเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนท่านั่ง
“ยังหรอก ข้าว่าจะรับลมอยู่ตรงนี้อีกสักพัก พี่อิจิไปก่อนเลย”
“งั้นเหรอ...อย่านอนดึกนักล่ะ” อิจิโกะยิ้มบางก่อนจะขยี้ผมน้องชายเบา ๆ อีกครั้งแล้วหัวเราะเมื่อยะเก็นปัดมือออกเช่นเคย ชายหนุ่มดันตัวลุกขึ้น ลงจากบนหลังคาอย่างระมัดระวัง โดยมีสายตาของยะเก็นมองตามไป
เมื่อดูจนแน่ใจว่าพี่อิจิหายเข้าไปในเรือนพักแล้ว เด็กหนุ่มก็ยกมือขึ้นปิดหน้า ส่งเสียงร้องในลำคอให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ระบายทุกความรู้สึกออกมาแม้เป็นช่วงสั้น ๆ
เป็นครั้งแรกที่ดีใจจนแทบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ เป็นครั้งแรกที่รู้ว่าการเป็นผู้ถูกดูแลเป็นเช่นไร เป็นครั้งแรกที่ได้รู้จักน้ำตาแห่งความสุข เป็นครั้งแรก...ที่ยิ้มได้กว้างขนาดนี้
“พี่อิจิ...บ้าชะมัด”
-
หลังจากนั่งพักจนสงบใจได้แล้ว ยะเก็นก็กลับลงมาจากบนหลังคา ขณะกำลังคิดว่าจะเข้าไปหยิบข้าวของไปอาบน้ำอย่างไรดีไม่ให้รบกวนเวลานอนของน้อง ๆ สายตาก็สะดุดเข้ากับร่างของพี่ชายที่กำลังหอบข้าวของพะรุงพะรังเดินไปทางต้นซากุระหมื่นใบ
ทำอะไรอยู่นะ...ป่านนี้แล้วแท้ ๆ ยะเก็นเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจก่อนจะเดินตามไป สายตาช่างสังเกตก็สอดส่องมองของในมือของคนตัวสูงที่มีทั้งม้วนเชือก แผ่นไม้ และอุปกรณ์งานช่าง
“พี่อิจิ!” เสียงร้องเรียกของเขาทำให้อิจิโกะที่หยุดอยู่ใต้ต้นไม้สะดุ้งเฮือก
“ยะ...ยะเก็นเองเหรอ ตกใจหมด” เมื่อหันมาเห็นว่าเป็นเขา อิจิโกะก็ถอนใจเฮือก ยะเก็นล้วงมือลงในกระเป๋าเสื้อนอก เดินเข้าไปใกล้ ๆ ก้มมองสิ่งที่กองอยู่ตรงหน้า
“ทำอะไรอยู่น่ะ? ดึกป่านนี้แล้ว” พอถามไปแบบนั้น อิจิโกะก็หลุบตาคล้ายลังเลว่าจะพูดดีหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ยอมออกปากเอ่ยตอบ
“อยากจะทำชิงช้า...ไว้เล่นกับน้อง ๆ น่ะ” ยะเก็นเลิกคิ้วแปลกใจก่อนจะพับแขนเสื้อเตรียมก้มลงช่วย ทำเอาพี่ชายสะดุ้งลนลานนิด ๆ “ยะเก็น ไม่ต้องหรอก! ไปนอนก่อนเถอะ เดี๋ยวพี่ทำเอง”
“ไม่เป็นไร น้อง ๆ ก็เป็นน้องข้าเหมือนกัน” ยะเก็นยิ้มบาง หยิบเชือกมาวัดขนาดให้พอเหมาะ “เพื่อน้อง ๆ ไม่เป็นไรหรอก พี่อิจิจะได้ไม่ต้องเหนื่อยคนเดียวไงล่ะ”
“ยะเก็น…” พี่ชายมองเด็กน้อยหัวดื้อก่อนจะหัวเราะเบา ๆ แล้วหยิบข้าวของลงมือทำไปด้วยกัน
มือทำงาน ปากก็พูดคุย หัวเราะกันไปพลาง เพลินกันจนไม่รู้ว่าดึกดื่นขนาดไหน ชิงช้าที่อิจิโกะตั้งใจไว้เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ในขณะที่ยะเก็นก็เริ่มปิดปากหาวหวอดแล้วเหมือนกัน
“ง่วงแล้วเหรอ” เสียงอ่อนโยนของพี่ชายดังขึ้น ยะเก็นซึ่งกำลังยืนโงนเงนผูกเชือกชิงช้าให้เรียบร้อยทำปากขมุบขมิบนิด ๆ
“นิดหน่อย...ไม่ได้นอนเต็มที่มาตั้งแต่คืนก่อนน่ะ”
“เอ๋! แล้วยังไม่รีบไปนอนอีก จริง ๆ เลย” อิจิโกะร้อง และก่อนคนงัวเงียจะทันรู้ตัวว่าเกิดอะไรก็ถูกช้อนอุ้มลอยขึ้นจากพื้น ดวงตาปรือเจียนปิดเบิกกว้างตกใจ ใบหน้าแดงเรื่อทันที
“พะ พะ...พี่อิจิ!?” เขินเสียจนร้องต่อว่าอะไรไม่ออก พี่ชายขมวดคิ้วมองเขาพลางพ่นลมหายใจคล้ายจะเหนื่อยหน่ายกับความฝืนตัวเองไม่สุดสิ้น ก่อนจะก้าวเท้าเดินตรงกลับเข้าเรือน แต่แทนที่จะไปที่ห้องนอนของน้อง ๆ กลับเลี้ยวไปยังอีกห้องแทน
“นี่ห้องที่นายท่านให้พี่ บอกว่าเดี๋ยวจะขยับย้ายห้องให้ไปอยู่ใกล้น้อง ๆ อีกที” อิจิโกะเอ่ยบอกเมื่อเห็นท่าทีงงงวยของยะเก็น มือค่อย ๆ ประคองน้องชายในอ้อมแขนลงบนฟูกที่ปูเตรียมไว้ก่อนหน้า เพราะเจ้าตัวคาดว่าจัดการเรื่องชิงช้าเรียบร้อยคงกลับมาสลบพอดี “ยะเก็นนอนที่นี่ก่อนแล้วกัน จะได้ไม่รบกวนน้อง ๆ”
“แล้วพี่อิจิจะนอนไหนล่ะ? ไม่เป็นไรหรอก ข้าเข้าไปนอนเงียบ ๆ ก็ได้” ยะเก็นดันตัวจะลุกขึ้น แต่มือใหญ่ก็กดให้ลงนอนเหมือนเดิม
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่เอาฟูกอีกผืนมาปูนอนตอนงานเสร็จ” รอยยิ้มแสนอ่อนโยนประดับบนใบหน้า พลางมือก็ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมร่างน้องชายให้ ยะเก็นขมวดคิ้วลังเลแต่สุดท้ายก็ยอมพยักหน้าเพราะคิดว่าไม่อยากรบกวนน้อง ๆ เหมือนกัน
“อย่านอนดึกนะ” ดึงผ้าห่มปิดใบหน้าพลางเหลือบตาไปอีกทางเอ่ยงึมงำ อิจิโกะเลิกคิ้วนิด ๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้นแต่ก็ยิ้มบาง มือขยับไปลูบหัวที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีดำอ่อนนุ่ม ก่อนที่จะกดริมฝีปากแนบลงบนหน้าผากมนอย่างแผ่วเบา ยะเก็นเบิกตากว้าง
“ฝันดีนะ...ยะเก็นของพี่”
เอ่ยเท่านั้นก่อนจะลุกเดินออกไปจากห้อง ทิ้งให้คนที่ถูกจู่โจมไม่ตั้งตัวได้แต่กะพริบตาปริบ ใบหน้าแดงก่ำ จากงัวเงียกลายเป็นตาสว่างด้วยความตกใจอยู่ลำพัง
“ให้ตายสิ…”
มือหนึ่งยกขึ้นปิดหน้า อีกมือกุมอกที่หัวใจเต้นรัวไม่หายเสียที...ที่อยากให้พี่อิจิมาน่ะ เพื่อน้อง ๆ ไม่ใช่เพื่อตัวเองเสียหน่อยไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมต้องรู้สึกดีขนาดนี้ด้วย…
พี่อิจิ...บ้าชะมัด!
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น