หน้าเว็บ

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559

Fiction : จันทร์เสี้ยว・กระเรียนขาว・สองจิ้งจอก - บทที่ ๗ เส้นด้ายแห่งโชคชะตา (MikaTsuru / KogiNaki)

บทที่ ๗
『運命の糸』
เส้นด้ายแห่งโชคชะตา

“มิคาสึกิ...ข้าขอถามอะไรหน่อย เรื่องการแต่งงานกับสึรุมารุน่ะ เจ้าแน่ใจแล้วอย่างนั้นใช่ไหม?”

มิคาสึกิที่นั่งมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างรถม้าหันกลับมาเมื่อได้ยินเสียงอิชิคิริมารุเอ่ยถาม เรียวคิ้วเลิกขึ้นนิด ๆ คล้ายจะสงสัยแต่ก็แย้มยิ้มบางแล้วพยักหน้า

“อืม...ข้าอยากแต่งงานกับสึรุจริง ๆ”

คนอายุมากกว่ากะพริบตามองด้วยความแปลกใจแม้จะได้ยินเป็นครั้งที่สองแล้วก็ตาม เขารู้จักคุ้นเคยกับมิคาสึกิมาตั้งแต่ยังเล็ก เห็นชีวิตของคนตรงหน้ามาตลอดไม่เคยขาดช่วง ชายหนุ่มรู้ดีว่านายท่านของตนไม่เคยมีใจผูกพันกับหญิงใด ไม่เคยชายตามองผู้ใดด้วยซ้ำ อาจเพราะด้วยความสูงค่าดังจันทร์เสี้ยวบนฟากฟ้า ทำให้ไม่มีใครกล้าเอื้อมหา และเจ้าตัวก็ไม่คิดที่จะลดตัวลงมาชิดใกล้

ทว่ากับกระเรียนขาวผู้นั้น...เขาเองก็สังเกตเห็น แม้จะแค่ชั่ววินาทีก็ตาม หากแต่เพียงแรกสบตา ก็กลับทำให้มิคาสึกิหวั่นไหวได้อย่างไม่น่าเชื่อ

อิชิคิริมารุหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่คิดว่าตนเองจะยอมพูดเช่นนี้ออกไปได้ในที่สุด

“เอาไว้เสร็จงานทางนี้แล้ว...กลับไปข้าจะจัดเตรียมงานแต่งงานให้แล้วกัน แต่ไม่ใช่ภายในวันเดียวหรอกนะ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องสักเดือนหนึ่งเพื่อเตรียมการ อีกอย่างแต่งกะทันหัน สึรุมารุก็คงจะไม่พร้อม”

ดวงตาจันทร์เสี้ยวของมิคาสึกิเป็นประกายวับวาวขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ร่างสูงโปร่งที่ในทีแรกเอนกายพิงขอบหน้าต่างผุดลุกนั่งตรงแล้วพยักหน้าหงึก ๆ ด้วยความยินดี จนอิชิคิริมารุอดหัวเราะไม่ได้

“ให้ตายสิ...ตั้งเป็นสิบยี่สิบปีมาแล้วที่ข้าไม่เห็นว่าเจ้าจะผูกสัมพันธ์กับหญิงใด ทำเอากลัวแทบตายว่าผู้ครองแคว้นซังโจจะตายด้านไปแล้วเสียอีก โชคดีจริง ๆ ที่กระเรียนขาวมา...”

มิคาสึกิหัวเราะ

“บางทีมันอาจจะเป็นโชคชะตากระมัง” รอยยิ้มบาง ๆ คลี่ทับบนริมฝีปากได้รูปของชายหนุ่มผู้ถูกกล่าวขานว่างดงามที่สุดในใต้หล้า ดวงตาจันทร์เสี้ยวอ่อนลงยามนึกถึงนางผู้เป็นที่รักยิ่ง “ที่ข้าได้พบกับสึรุ...คงจะเป็นโชคชะตา”

“โชคชะตากระนั้นหรือ?” ที่ปรึกษาแห่งซังโจเลิกคิ้วยิ้ม ๆ “พูดจาปากหวานเช่นนี้เสมอจึงมีหญิงสาวมากมายหลงใหลเจ้างั้นสินะ มิคาสึกิ”

“ฮะฮะ มันเป็นเรื่องธรรมดามิใช่หรือ...อิชิคิริมารุ ก็อย่างเช่นที่เจ้าได้พบและแต่งงานกับอาโอเอะ มันมิใช่โชคชะตาหรือไรกัน?” มิคาสึกิยิ้มบาง ในขณะที่คนอายุมากกว่ารีบโบกมือไปมา

“โฮ่ย ๆ...อย่าเอาเรื่องของข้ากับอาโอเอะไปเทียบกับโชคชะตาอะไรนั่นเลย พวกเราเพียงแค่พบหน้าแล้วก็ตกหลุมรักกันจนได้แต่งงานกันเท่านั้นเอง เฮ้อ...ตอนนี้ก็มีแต่ความวุ่นวายกับลูกชายสองคนเท่านั้นล่ะ” คนที่เป็นพ่อคนหัวเราะเบา ๆ “แต่แม้จะวุ่นวาย...ก็เป็นครอบครัวแสนอบอุ่นที่ร่วมสร้างมากับคนที่รักอยู่ดีล่ะนะ”

“ข้าเองก็อยากจะมีชีวิตแต่งงานที่ดีเช่นเจ้า อิชิคิริมารุ…” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจแย้มยิ้ม “เจ้าเป็นสามีที่ดีของอาโอเอะ เป็นพ่อที่ดีของลูก ๆ ทั้งสองคน หนำซ้ำยังเป็นที่ปรึกษาที่ยอดเยี่ยมให้แก่แคว้นของเรา เป็นคนที่น่าชื่นชมจริง ๆ”

“อย่าเอ่ยเช่นนั้นเลยมิคาสึกิ” อิชิคิริมารุยิ้มบาง “ตระกูลของเจ้ามีบุญคุณกับตระกูลข้ามากนัก การรับใช้แคว้นซังโจเป็นเพียงการตอบแทนเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น...อีกอย่าง ข้าก็รู้จักเจ้ามาตั้งแต่ยังตัวจ้อย เล่นสนุกกันมาก็นาน จะไม่ช่วยเหลือดูแลเลยก็คงไม่ได้”

“ฮะฮะ...เจ้าช่างเป็นสหายที่ดีเหลือเกิน อิชิคิริมารุ แต่ก็เป็นความจริงที่ว่าหากไม่ได้เจ้าช่วย ข้าปกครองแคว้นลำพังคงลำบากอยู่ไม่น้อย เจ้าช่วยข้าแบ่งเบาภาระได้มากมายนัก”

“ตรงกันข้าม...พอมีข้าอยู่ด้วยแล้วเจ้าประพฤติตัวเหลวแหลกสิ้นดี งานการรึก็ไม่ทำ เอาแต่คลุกคลีอยู่กับเหล่าสาวงาม” ที่ปรึกษาวัยค่อนกลางคนหลับตาหัวเราะเบา ๆ “ข้าตามใจปล่อยให้เจ้าได้สบายมากไปหรือเปล่านะมิคาสึกิ ตอนนี้ถึงมาทำตัวเอาแต่ใจอยู่เช่นนี้”

มิคาสึกิยกมือปิดปากหัวเราะน้อย ๆ “มิใช่ข้านั้นถูกตามใจมาแต่ไหนแต่ไรแล้วรึ?”

“อา...นั่นสินะ” คนอายุมากกว่าอดจะส่ายหน้ายิ้ม ๆ ไม่ได้ “จะว่าไป...หากเจ้าแต่งงานกับสึรุมารุแล้ว พวกนางน้อย ๆ ของเจ้าเล่า จะทำเช่นไร? เลี้ยงเอาไว้จะเป็นการทำให้สึรุมารุไม่สบายใจเอาได้หรือเปล่า”

“เรื่องนั้นข้าก็กำลังคิดอยู่เหมือนกัน…” ชายหนุ่มหลุบตาลงนิด ๆ เพราะหญิงสาวพวกนั้นล้วนเป็นหญิงชั้นสูงที่แต่ละแคว้นส่งมาเป็นบรรณาการ เป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งความเป็นพันธมิตรอยู่ แต่หากเขาแต่งงาน พวกนางก็คงจะกลายเป็นปัญหาสำหรับสึรุมารุที่จะกลายมาเป็นนายหญิงอย่างกะทันหันไม่น้อย

“ควรทำอย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งกับตัวพวกนางเอง กับสึรุแล้วก็ความสัมพันธ์ระหว่างแคว้น อิชิคิริมารุเอ๋ย....เจ้าคิดเห็นอย่างไร?”

“โอ้...เดี๋ยวนี้หัดคิดเรื่องบ้านเมืองแล้วรึ?” อิชิคิริมารุเลิกคิ้วคล้ายจะล้อแซวไปในที หากแต่ก็แปลกใจอยู่จริง ๆ ไม่น้อยที่คุณชายเจ้าสำราญแห่งซังโจหันมาสนใจเรื่องเช่นนี้ มิคาสึกิหัวเราะพลางยิ้มเขินอาย

“ในเมื่อจะแต่งงานกับสึรุแล้ว...ข้าก็อยากให้ซังโจเป็นบ้านที่นางอยู่ได้อย่างมีความสุขที่สุด” ดวงตาจันทร์เสี้ยวปิดลงช้า ๆ ริมฝีปากเอื้อนเอ่ยด้วยเสียงทุ้มนุ่มต่อไป “ข้าได้ยินเรื่องราวที่สึรุุมารุประสบมาตลอดหลายปี...ก็เลยคิดอยากจะทำอะไรบางสิ่งเพื่อนางบ้าง ข้าอยากให้ผู้หญิงที่ข้ารักได้มีชีวิตที่ดีขึ้นมากกว่าที่นางเคยเป็น”

คนเป็นที่ปรึกษาอดจะเลิกคิ้วมองคนตรงหน้าด้วยความทึ่งไม่ได้...แต่ไหนแต่ไรมา มิคาสึกิไม่เคยสนใจว่าแคว้นจะเป็นเช่นไร ไม่เคยใส่ใจจะรับรู้ด้วยซ้ำว่าภายนอกปราสาทเกิดอะไรต่อมิอะไรขึ้นบ้าง หากเขาไม่คอยบอกเล่า น่ากลัวอีกฝ่ายคงรู้แค่เพียงว่าเหล่าสาวงามกำลังสนใจสิ่งใดอยู่เท่านั้น

“ข้าจะลองหาทางดู…” เมื่อเห็นมิคาสึกิกระตือรือร้นอย่างหาได้ยาก อิชิคิริมารุก็ต้องรีบตอบสนองในทันที “จะหาวิธีที่ปรองดองมากพอสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างแคว้น และยุติธรรมกับพวกนางและสึรุมารุ”

มิคาสึกิยิ้มบางแล้วพยักหน้า “ขอบคุณเจ้ามาก…คงต้องขอรบกวนเสียหน่อยแล้ว”

“ด้วยความยินดี...หากเจ้าสัญญาจะตั้งใจทำงานน่ะนะ ไหน ๆ ก็มีกำลังใจดีแล้วทั้งที อย่าให้เสียทีเชียว” ชายวัยค่อนกลางคนเอ่ยยิ้ม ๆ “รู้อย่างนี้ข้าหาเจ้าสาวให้เจ้าตั้งนานแล้ว”

“ไม่หรอก…” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจส่ายหน้าไปมา “หากไม่ใช่สึรุ...ข้าก็จะไม่แต่งงานด้วย ถ้าไม่ได้พบนาง...ข้าก็ตั้งใจเอาไว้ว่าจะไม่วิวาห์ชั่วชีวิต”

อิชิคิริมารุเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ แม้จะพอรู้ว่ามิคาสึกิไม่เคยแม้แต่ชายตามองหญิงคนใดที่มาเป็นบาทบริจาริกาก่อนหน้าเลย แต่ก็คิดไม่ถึงว่าคนตรงหน้าจะตั้งใจถึงขนาดจะไม่แต่งงาน ชายหนุ่มเริ่มนึกสงสัยในความสัมพันธ์ของจันทร์เสี้ยวและกระเรียนขาวคู่นี้ขึ้นมา หากแต่ก่อนจะได้ถามอะไร รถม้าก็หยุดอยู่กับที่เสียก่อน

“ดูเหมือนจะถึงแล้ว…” ที่ปรึกษาคู่ใจเอ่ยพลางเปิดประตู เรื่องที่เหลือค่อยมาสอบถามมิคาสึกิเอาทีหลังคงไม่สาย ผู้ครองแคว้นซังโจผ่อนลมหายใจช้า ๆ คล้ายจะตั้งสติแล้วลืมตาขึ้นมาด้วยท่าทีที่สงบเยือกเย็นกว่าครั้งใด

ร่างสูงสง่าก้าวลงจากรถม้าตามอิชิคิริมารุเข้าไปในเรือนตากอากาศอย่างภูมิฐาน สะกดสายของเหล่าข้ารับใช้ที่มาให้การต้อนรับ ราวกับได้เห็นจันทร์เสี้ยวสูงส่งบนฟากฟ้าลงมาเดินผ่านตรงเบื้องหน้า

ห้องประชุมถูกจัดเตรียมเอาไว้เป็นที่เรียบร้อย มิคาสึกิก้าวเข้าไปนั่งบนเบาะที่อยู่หลังม่าน มีทหารองครักษ์คุ้มกันอยู่โดยรอบ และหนึ่งในนั้นคือหนุ่มน้อยอิวาโทชิ บุตรชายคนโตของที่ปรึกษาแห่งซังโจ แม้ว่าจะเป็นการเจรจาตามคำเรียกร้อง อิชิคิริมารุก็ยังคงรอบคอบเรื่องการรักษาความปลอดภัย

ดวงตาจันทร์เสี้ยวจับจ้องมองกลุ่มคนที่อยู่อีกฟากของม่านอย่างเงียบ ๆ ดูเหมือนฝ่ายนั้นจะหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย ขณะที่ที่ปรึกษาประจำแคว้นเริ่มเปิดการเจรจา จากที่ฟังมา คล้ายว่าจะเป็นกลุ่มชาวนาที่ก่อการกบฏจะขอแยกตัว ด้วยไม่พอใจกับราคาข้าวที่ถูกกดมาเนิ่นนาน ซึ่งมิคาสึกิที่ไม่เคยแตะต้องงานบ้านเมืองจริงจังไม่รู้เรื่องนี้เลย หากแต่อิชิคิริมารุก็ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องจริงอย่างแน่นอน

แค่เรื่องราคาข้าว...เป็นเรื่องใหญ่เพียงนี้เชียวรึ

มิคาสึกินั่งฟังการสนทนาระหว่างอิชิคิริมารุกับกลุ่มชาวนาอย่างสงบ พอไม่มีหน้าที่ต้องพูดจาก็เลยตั้งใจบ้าง ใจลอยคิดถึงสึรุมารุผู้เป็นที่รักบ้าง ป่านนี้นางจะกำลังทำอะไรอยู่กันหนอ คงจะกำลังคุยเล่นหรือสนุกสนานกับอาโอเอะอยู่เป็นแน่ หากไม่ถูกกลั่นแกล้งจากหญิงสาวในปราสาทก็คงจะดี

“ข้าขอยืนยันว่าจะขึ้นราคาข้าวที่ชาวนาจะขายให้ อย่างไรเสียเมืองแห่งนี้ก็อยู่ในอาณัติของแคว้นซังโจ หากทำได้ เราจะให้การช่วยเหลือพวกเจ้าอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเรื่องเงินทอง หรือพันธุ์พืชก็ตาม...แต่การปล่อยให้พวกเจ้าแยกตัวไปนั้นไม่ได้เด็ดขาด พวกเจ้ารึก็เป็นชาวนาเกือบทั้งเมือง กำลังทหารก็ไม่มี จะให้ใครปกครองกันเล่า” หูของมิคาสึกิได้ยินเสียงอิชิคิริมารุเอ่ยลอดผ่านมาเบา ๆ ถึงจะบอกว่าให้เขามาเป็นคนเจรจาก็เถอะ แต่ก็คงทำไปเพียงแค่เป็นพิธี เพราะคนที่ไม่ได้จับต้องงานราชการเลย ไม่มีทางรู้ว่าควรเจรจาเช่นไร

“พวกข้าต้องการแยกตัว! ส่งจดหมายไปเมืองหลวงหลายครั้งหลายครา ไม่เห็นเคยจะได้รับคำตอบว่าจะหนุนอาชีพของพวกเราอย่างไร เงินทองหรือพันธุ์พืชที่เจ้ากล่าวอ้างก็ไม่เคยส่งมาแม้แต่ครั้งเดียว!” ชายฉกรรจ์หัวหน้ากลุ่มชาวนาตบพื้นเอ่ยเสียงดัง

“เอาเรื่องราคาข้าวมาเป็นข้ออ้างขอแยกตัวงั้นรึ? เช่นนั้นยิ่งไม่ได้เด็ดขาด...ตอนนี้เป็นภาวะสงคราม เชื่อเถอะว่าหลาย ๆ อย่างยังไม่สู้จะลงตัวนัก หากแต่เราก็พยายามเต็มที่แล้ว ขอให้เจ้าเข้าใจด้วย วันนี้พวกข้ามาจากเมืองหลวงก็นำข้าวพันธุ์ดีติดมาด้วย หากมันจะเพียงพอในการแลกเปลี่ยนกับการหยุดการกบฏและปล่อยตัวประกันเสีย” อิชิคิริมารุกอดอกเอ่ยด้วยท่าทางนิ่งสงบจนมิคาสึกิอดชื่นชมไม่ได้

“มายกข้าวให้ตอนนี้ไม่สายไปแล้วรึ! พวกข้าทนกับการถูกกดขี่มามากพอแล้ว! ตรากตรำทำนาหลังขดหลังแข็ง ขายข้าวได้เงินก็มาก็ช่างน้อยนิดเหลือแสน หึ! เป็นถึงแคว้นซังโจที่ยิ่งใหญ่ ขาดเมืองเกษตรไปเพียงสักเมืองคงไม่เดือดร้อนหรอกใช่ไหม!”

“มันไม่ใช่แบบนั้นเลยนะ...อย่างไรเสียพวกเจ้าชาวนาก็เป็นสันหลังของแคว้นเรา ถ้าขาดพืชผลทางการเกษตรไป ก็คงจะเกิดปัญหาไม่น้อย” จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจเหลือบมองที่ปรึกษาของตนเมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจเบา ๆ หากแต่เหล่าชาวนาผู้คิดเพียงเรื่องการแยกตัวเป็นอิสระจะไม่สนใจ

“หากสำคัญเช่นนั้นจริง...พวกเจ้าก็ควรให้การสนับสนุนเหล่าชาวนามากกว่านี้” เสียงพร่าที่ตอบกลับมาแฝงไปด้วยความขมขื่น ผู้ครองแคว้นที่มีชีวิตเยี่ยงชนชั้นสูง สุขสบายมาทั้งชีวิตไม่อาจทำความเข้าใจได้เลยว่าเหตุใดเรื่องจึงบานปลายถึงเพียงนี้ ในเมื่อราคาข้าวต่ำจนชาวนาลำบาก สู้ยอมขึ้นให้ดี ๆ ไม่ดีกว่าหรือ

“ข้าก็อยากจะให้การสนับสนุน...แต่งบประมาณเราก็ไม่ได้เพียงพอขนาดนั้น…” อิชิคิริมารุเอ่ยขณะยกมือขึ้นบีบนวดขมับตน “อย่างไรเสียก็ต้องใช้เวลาในการแบ่งสันปันส่วนบ้าง...ขึ้นราคาข้าวให้พวกเจ้าเมืองเดียวก็ไม่ได้ ทุกเมืองจะต้องขึ้นด้วยกันหมด...จากนั้นคงมีปัญหาตามมา เมื่อพ่อค้าซื้อข้าวด้วยราคาสูง ก็ย่อมต้องขายต่อในราคาที่สูงขึ้นไปอีก ทีนี้เล่าใครจะมีเงินซื้อกิน”

มิคาสึกิพยายามอย่างหนักที่จะตั้งใจฟังและจับใจความ จริงอยู่ว่าเคยเรียนการปกครอง แต่เพราะไม่เคยได้ปฏิบัติงานจริงก็เลยไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์มากนัก

“ที่งบประมาณมันไม่พอ...ก็เพราะชนชั้นสูงอย่างพวกเจ้าเอาแต่หาความสุขสบายเข้าตัวไม่ใช่รึ!!” ชาวนาวัยฉกรรจ์ตวาดกร้าว มิคาสึกิสังเกตได้จากหลังม่านว่ามือของเขาสั่นระริกยามใบหน้ากร้านตอบก้มลงคล้ายจะคับแค้นใจ

“หายไปซะ...หายไปให้หมดซะ!!”

“มิคาสึกิ!!!”

สิ้นเสียงตวาดลั่นของชายตรงหน้าตามมาด้วยเสียงตะโกนของอิชิคิริมารุ มิคาสึกิก็เบิกตากว้าง รู้สึกราวกับโลกทั้งใบชะงักงันไปเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตา ความเจ็บแล่นริ้วจากคมมีดที่ฝังลงตรงช่องท้อง อิวาโทชิปราดเข้ามากันตัวชาวนาวัยฉกรรจ์ที่อุกอาจพุ่งกายทะลุม่านเข้ามาและใช้มีดที่ซ่อนเอาไว้แทงใส่เจ้าผู้ครองแคว้นออกไปให้พ้น

“มิคาสึกิ! มิคาสึกิ! ทำใจดี ๆ ไว้” อิชิคิริมารุรีบนั่งลงประคองมิคาสึกิที่ทรุดตัวลงกับพื้น มือกุมอยู่ตรงแผลที่ยังคงมีมีดปักคาจนมิดด้าม เลือดแดงฉานไหลซึมอาบอาภรณ์ผ้าไหมสีน้ำเงินเนื้อดี ดวงตาจันทร์เสี้ยวยังคงเบิกกว้าง ริมฝีปากสั่นริกไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใดได้

เจ็บเหลือเกิน...ความตายเป็นเช่นนี้กระนั้นหรือ ทุกขณะจิตที่กำลังจะดับวูบ ชายหนุ่มพร่ำเพรียกหานางในดวงใจผู้รอคอยอยู่ที่ปราสาทในเมืองหลวง

สึรุ...สึรุผู้งดงามของข้า…

‘เจ้าสาวของเจ้าจะรอคอยเจ้าอยู่ที่นี่’

เสียงหวานของนางยังคงย้ำเตือนในหัว...มิคาสึกิไม่สนใจความตายหรือความเจ็บใด ๆ อีก คิดเพียงว่าอยากกลับบ้าน อยากกลับไปกอดเจ้าสาวแสนสวยที่เฝ้ารอคอยอยู่เสียบัดนี้...

ต่อให้ด้ายแห่งโชคชะตาจะถูกสะบั้นลงก็ตามที

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น