Title : หัวใจของสมบัติล้ำค่า
Pairing : มิคาสึกิ มุเนะจิกะ x ??
Rate : ทั่วไป
วันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 1951 : มิคาสึกิ มุเนะจิกะ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติแผ่นดินของญี่ปุ่น
เดียวดายในตู้กระจก ตัวข้าได้แต่เพียงเฝ้ามองกาลเวลาที่ล่วงเลยผ่านไปประดุจดังสายน้ำอันมิเคยนิ่งหยุด จากชั่วขณะกลับเป็นวัน วันเคลื่อนเป็นเดือน เดือนล่วงเข้าปี หลากหลายปีถมทับเพิ่มพูนสูงขึ้น ผ่านทางทัศนวิสัยเพียงหนึ่งที่หลงเหลือ...
ด้วยชีวิตที่ยืนยาวกว่าพันปี ความเปลี่ยนแปลงหลายหลากสะท้อนภาพอยู่บนใบดาบของข้า ข้าเห็นผู้คน เห็นเหตุการณ์ เห็นชีวิต เห็นความผยองลำพอง เห็นความตาย
ข้าเห็นโลกมามาก...ก่อนจะถูกจำกัดไว้แต่เพียงในที่คับแคบ
เรื่องเล่าซึ่งเคยได้สดับฟังเมื่อยุคสมัยนักดาบยังรุ่งโรจน์ กล่าวว่าหากแม้นสิ่งของใดยังคงตัวตนอยู่ได้จวบครบพันปี สิ่งของนั้นจักเริ่มกลับกลายเป็นมีชีวิต เฉกเช่นที่มนุษย์ขานเรียกว่า ‘สึคุโมะงามิ’ นั้น ครั้งหนึ่งข้าเคยคิดว่ามันเป็นเพียงนิทานปรัมปรา ตราบจน ‘จิตวิญญาณ’ ของข้าเริ่มถือกำเนิดเป็นกายเนื้อ จึงเข้าใจในที่สุดว่าคือความจริง
แม้ร่างปราศจากความรู้สึกโหยหิว มิจำเป็นต้องอาศัยอาหารใดประทังชีวิต...หากแต่จิตใจของข้ากลับสัมผัสได้ถึงความแห้งแล้ง กระหายบางสิ่งอย่างน่าประหลาด
ทว่ามันคือสิ่งใด...สิ่งที่ข้าเฝ้าปรารถนาให้มาเติมเต็ม?
ทุกวี่วัน ข้าเฝ้ามองผู้คนที่เดินผ่านกันไปมาหน้าตู้กระจก มองเสื้อผ้าอาภรณ์ที่เปลี่ยนแปลงเรื่อยไปตามยุคสมัยที่แปรผัน ลอบฟังถ้อยสนทนาที่ลอดเข้ามาในโสต แย้มยิ้มให้กับเหล่าเด็กน้อยวัยเยาว์บางผู้ที่ยังมีดวงตาใสบริสุทธิ์มากพอจะมองเห็นข้าในร่างจิตได้
“ตาสวยจังฮะ” เด็กชายตัวน้อยเกาะมือกับขอบตู้ ร้องเสียงใสยามสบตากับข้าที่หัวเราะด้วยอารมณ์รื่นเริง “เหมือนพระจันทร์เสี้ยวเลย!”
“ฮะฮะฮะฮะ...ก็คุณปู่เป็นจันทร์เสี้ยวนี่นะ เอ้า เอ้า รีบตามบิดามารดาเจ้าไปเสียก่อนจะพลัดหลงเอานะ” ข้าคลี่ยิ้ม พยักหน้าให้เด็กน้อยที่ผงกหัวรับคำแล้วรีบวิ่งตามชายหญิงที่เดินนำไปก่อนแล้ว
ไม่ใช่เด็กทุกคนไปที่จะเห็นข้า ออกจะเป็นส่วนน้อยเสียด้วยซ้ำ การได้สนทนากับพวกเขาจึงนับเป็นหนึ่งในความบันเทิงที่หาได้ยากยิ่งสำหรับชีวิตอันแสนเปลี่ยวเหงา
ข้าปิดตาลงหลังสังเกตเห็นว่าเด็กน้อยกลับไปอยู่ในความดูแลของบิดามารดาเรียบร้อยแล้ว นึกอยากใช้เวลากับตนเพียงชั่วครู่เพื่อทบทวนชีวิตที่ผ่านมา เช่นที่ทำอยู่เป็นครั้งคราวยามส่วนเสี้ยวในหัวใจเรียกร้องบางสิ่ง
เป็นความจริง...ด้วยชีวิตที่ยืนยาวกว่าพันปี ความเปลี่ยนแปลงหลายหลากสะท้อนภาพอยู่บนใบดาบของข้า ข้าเห็นผู้คน เห็นเหตุการณ์ เห็นชีวิต เห็นความผยองลำพอง เห็นความตาย
หากแต่ข้ามิอาจจดจำมันได้ทั้งหมด บางเรื่องราวข้าเลือกจะจดจำ บางถ้อยคำข้าตัดสินใจที่จะลืม
มีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจเลือนลบไปจากห้วงความคิด...คือภาพของเกล็ดหิมะขาว
หลับตาลงครั้งคราใด สวนหินในเหมันตฤดูที่ปกคลุมไปด้วยละอองหิมะจักปรากฏขึ้นเสมอ และสิ่งที่ตามติดมาคือเสียงหัวเราะสดใสของเด็กน้อยผู้หนึ่ง
ข้าไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร...ด้วยในนิมิตฝันไม่เคยปรากฏใบหน้าของเด็กคนนั้น ข้ารู้เพียงว่าระหว่างข้ากับเขา มีสายสัมพันธ์แสนอบอุ่นต่อกันอยู่
‘ท่านมิคาสึกิ! ชอบที่สุดเลย!’
ยามเมื่อได้ยินเสียงนั้นแว่วดังมาตามสายลมแห่งความทรงจำ ข้าก็อดยิ้มออกมามิได้ บางทีนั่นอาจเป็นเพียงสิ่งเดียวที่จิตใจแห้งผากยังคงเฝ้าปรารถนา อาจเป็นหยาดน้ำเพียงหยดเดียวที่หล่อเลี้ยงหัวใจไร้แรงของ ‘สมบัติล้ำค่า’ เช่นอย่างข้า
ข้าไม่เคยเห็นฤดูหนาวแท้จริง นับตั้งแต่มาอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้
...และไม่เคยพบเด็กน้อยหิมะขาวของข้าอีกเลย
ป่านฉะนี้เจ้าอาจเติบใหญ่ อาจหลงลืมข้าไปจนหมดสิ้นแล้ว...แต่หากเราได้พบกันอีกครา ข้าก็ปรารถนาว่าจะรับรู้ได้โดยพลันว่านั่นคือเจ้า…
ปรารถนาจะได้หวนกลับไปทอดมองเหมันต์ฤดูด้วยกันกับเจ้า ที่นอกตู้กระจก
หัวใจไร้ค่าของสมบัติแผ่นดินชิ้นนี้...ยังเฝ้าเพียรภาวนา
ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใครก็ตาม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น