Title : ดอกฮิกันฤดูใบไม้ผลิ
Pairing : เฮชิคิริ ฮาเซเบะ x ซานิวะ (♀)
Rate : ทั่วไป
ซานิวะไม่ปรากฏตัวออกมาให้เห็นได้หลายวันแล้ว…
“คุณฮาเซเบะ! นายท่านเป็นยังไงบ้างเหรอครับ?” เสียงเจื้อยแจ้วของเหล่าทันโตวตัวน้อยเรียกให้ฮาเซเบะที่ถือถาดอาหารอยู่เหลียวกลับไปมองด้วยท่าทีเหนื่อยหน่าย
“นายท่านยังไม่ดีขึ้น พวกเจ้าก็อย่าไปกวนเชียวล่ะ” ดาบผู้ช่วยเอ่ยเท่านั้น ก่อนจะหันกายเดินตรงกลับไปยังปลายทางของตน โดยไม่ปล่อยโอกาสให้เด็กน้อยที่กำลังทำสีหน้ากังวลใจถามอะไรได้อีก
ไม่มีดาบเล่มใดได้พบ ‘นายท่าน’ มาหลายวันแล้ว...ยกเว้นเฮชิคิริ ฮาเซเบะ ที่รับใช้ใกล้ชิดนางที่สุด
“นายท่าน...ขออนุญาตนะขอรับ--”
ฮาเซเบะใช้มือเดียวเลื่อนประตูเปิดออก ก่อนที่ปลายเสียงจะขาดหายเมื่อเห็นสภาพภายในห้องหม่นมืด จิตวิญญาณดาบแห่งโอดะใจหายวาบ เผลอทิ้งถาดอาหารที่ถืออยู่ ถลาเข้าไปประคองร่างในอาภรณ์สีดำสนิทที่ล้มนิ่งอยู่บนพื้นเสื่อทาทามิขึ้นมาในอ้อมแขน
“นายท่าน! นายท่านขอรับ!” เขาส่งเสียงเรียก เขย่าตัวนางเบา ๆ ให้ได้สติ ร่างกายของนางดูอ่อนเพลียโรยแรงมากผิดปกติ ซึ่งมันยังไม่ควรเกิดขึ้นในเวลานี้…ฮาเซเบะขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ
ทำไมกัน ทั้งที่เขาก็ให้ ‘ยา’ กับนางสม่ำเสมอมิได้ขาดแท้ ๆ
แต่ความสงสัยก็มีอำนาจไม่สู้ความห่วงใย ร่างสูงกัดฟันแน่น ไม่รีรอชักช้า รีบเลิกชายผ้าคลุมหน้าสีดำขึ้นเล็กน้อยพอให้เห็นริมฝีปากซีดเซียวที่เผยอหอบหายใจคล้ายคนใกล้จบชีวิตเต็มทน เขาใช้ฟันดึงถุงมือที่สวมอยู่ออก ยื่นมือเข้าไปใกล้นางมากที่สุด
“นายท่าน...ได้โปรด กัดเถิดขอรับ” จิตวิญญาณดาบหนุ่มได้แต่เพียงภาวนาเงียบ ๆ ให้นางยอมทำตามที่บอก มือแกร่งกระชับไหล่บอบบางไว้แน่น เผลอเร่งเร้าด้วยหัวใจที่แทบขาดรอนเต็มทน
ในที่สุดนางก็ยอมอ้าปาก กัดลงที่มือของเขาอย่างแรงจนจมเขี้ยว เลือดสีแดงข้นไหลซึมออกมาจนหยดลงเลอะบนอาภรณ์สีดำ ฮาเซเบะนิ่วหน้าเล็กน้อยด้วยความเจ็บ แต่เพียงชั่วครู่ก็กลับแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอันล้นเปี่ยมไปด้วยความสุข
“เก่งมากขอรับ...นางฟ้าของฮาเซเบะ”
...นี่เป็น ‘ความลับ’ ของเขากับนางเพียงสองคน
นายท่านล้มป่วยด้วยโรคร้ายบางประการเมื่อไม่นานมานี้ แม้แต่ยาของยะเก็นหรืออำนาจปัดเป่าโรคภัยของอิชิคิริมารุและโอเด็นตะ มิทสึโยะยังมิอาจช่วยให้นางดีขึ้น ทุกคนในเรือนล้วนเป็นห่วง พยายามค้นหาหนทางทุกวิธีในทุกยุคสมัยมาช่วยรักษา
ทว่าก็ไร้ผล
จนกระทั่งฮาเซเบะค้นพบวิธีหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ...หาใช่วิธีที่ยุ่งยาก แต่เพียงไม่มีผู้ใดเคยนึกถึง
และเขาพึงใจจะเก็บมันไว้เพียงลำพัง ไม่เคยปริปากบอกใคร
ไม่อาจรู้ว่ากี่เวลาผันผ่าน กว่าริมฝีปากบางจะยอมคลายจากมือของเขา ฮาเซเบะคลี่ผ้าคลุมปิดใบหน้าของนางไว้เช่นเดิม แล้วสอดแขนประคองอุ้มร่างที่หลับใหลไร้สติไปนอนราบบนฟูกให้สบาย
จิตวิญญาณดาบหนุ่มสวมถุงมือปกปิดรอยกัดมากมายที่นางเป็นผู้ทิ้งเอาไว้ ขณะสายตาอ่อนโยนจ้องมองใบหน้าใต้ผืนแพรสีดำด้วยความรักใคร่ เขาลุกขึ้นเก็บถาดอาหารที่กระจายเกลื่อนวางไว้หน้าห้อง พร้อมกับหยิบช่อดอกไม้เล็ก ๆ ที่เก็บมาจากในสวน นำมาจัดใส่ในแจกันให้เรียบร้อย
“อยากออกไปข้างนอกหรือขอรับ...ท่านยังไม่หายป่วยเลยนะ” ฮาเซเบะเอ่ยเสียงนุ่มนวล หยิบกระถางกำยานหอมมาจุดแล้ววางไว้ข้างหัวนอน ปลายนิ้วเลื่อนไปสัมผัสที่ข้างแก้มใต้ผ้าคลุมของนาง ดวงตาเหลือบมองดอกไม้สีแดงในแจกันที่วางอยู่ไม่ห่าง “ดอกฟูจิบานแล้วนะขอรับ...เป็นทิวแถวงดงามมากทีเดียว ไว้ข้าจะเก็บมาให้นายท่านได้ชม”
ฮาเซเบะประคองมือเรียวเล็กขึ้นมา กดริมฝีปากจูบประทับลงไปอย่างแผ่วเบา...บนหลังมือ ฝ่ามือ ปลายนิ้วทุกนิ้ว และข้อมือของนาง เน้นย้ำตราตรึงความคำนึงให้นางได้รับรู้
“นางฟ้าของฮาเซเบะ…เมื่อไรท่านจะตอบรับข้า”
ความรู้สึกที่มิอาจส่งบอกออกไปได้ยามนางลืมตา ถูกถ่ายทอดผ่านทุกสัมผัสที่แนบลงบนผิวซีดขาว หากแม้นเขาหาญกล้ามากกว่านี้อีกสักนิด จะสื่อความนัยให้นางรับรู้โดยตรงได้บ้างหรือไม่
ฤดูใบไม้ผลิภายนอกงดงามมากก็จริง…
แต่หญิงสาวชุดดำที่นอนทอดกายอยู่เบื้องหน้าเขาต่างหากที่งดงามยิ่งกว่า
-
เมื่อดูแลจนแน่ใจว่านางหลับสนิท ลมหายใจปกติดีแล้ว ฮาเซเบะจึงลุกขึ้นจัดการงานของตน เขารินน้ำจากถังไม้ใส่ลงในชาม แล้วใช้ผ้าชุบเช็ดทำความสะอาดร่างกายให้นางในบริเวณที่ทำได้
ทุกครั้งฮาเซเบะจะเป็นคนดูแลนางเองเสมอ ไม่เคยให้ใครเข้ามายุ่มย่ามในห้อง แม้ว่าโชคุไดคิริจะเคยเสนอตัวมาช่วยอีกแรงก็ตามที
ดวงตาเขาเหลือบมองรอบห้องที่มืดหม่น มีเพียงแสงจากประตูกระดาษสีเข้มสาดลอดมาจาง ๆ อบอวลด้วยกลิ่นหอมจากกระถางกำยาน และกลิ่นของนาง…
นี่เป็นที่สำหรับเขาและนางเพียงสองคนเท่านั้น
“ฮาเซเบะคุง…” พอเดินออกมาจากห้องได้ไม่ไกล เสียงเรียกของโชคุไดคิริก็ทำให้เขาหันไปมองได้ไม่ยากนัก เมื่อเห็นสายตาที่คล้ายจะถามว่ามีอะไร ดาบแห่งดาเตะจึงออกปากถามด้วยท่าทางไม่มั่นใจ “นายท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”
ผู้ถูกถามหลุบสายตาลงเล็กน้อย “...ยังไม่ดีขึ้น”
“อย่างนั้นหรือ” โชคุไดคิริไม่ได้ใส่ใจท่าทางเช่นนั้น เพียงแต่ทอดสายตามองทางห้องของซานิวะอย่างไม่สบายใจ “นางมิล้มป่วยนานผิดปกติไปหน่อยหรือ...ฮาเซเบะคุง บางทีข้าได้กลิ่นประหลาดลอยมาจากทางห้องนางด้วย เจ้าเข้าไปที่ห้องนั้นเสมอ เคยได้กลิ่นไหม?”
“อาจจะเป็นกลิ่นกำยาน...ข้าจุดทิ้งไว้ในห้องนาง” ฮาเซเบะถอนหายใจน้อย ๆ “กลิ่นดอกไม้ที่นางชอบ”
โชคุไดคิริยิ้มบางยามได้ยินเช่นนั้น เขารู้ดีว่าสหายให้ความใส่ใจนางมากเพียงไร หากจะมีใครจดจำกลิ่นดอกไม้ที่หญิงสาวชอบได้ ก็คงไม่กี่คนเท่านั้น
“อย่างไรข้าก็ปรารถนาให้นางดีขึ้นโดยไว” เขาเอ่ย “ทุกคนอยากพบนายท่านแล้ว”
ฮาเซเบะมิได้ตอบรับคำนั้น เพียงแค่หันเดินจากไปโดยไม่ออกวาจา
-
แม้จะไม่มีซานิวะคอยอยู่ดูแล แต่ภารกิจในฐานะจิตวิญญาณดาบผู้ปกป้องห้วงประวัติศาสตร์ก็ยังคงดำเนินอยู่อย่างไม่จบสิ้น ตราบใดที่อสูรร้ายยังปรากฏกาย และในราตรีที่จันทร์เสี้ยวทอแสงงดงามนี้ก็เฉกเช่นกัน
“ฮ่าา! จบสักที...เหนื่อยชะมัด!” เสียงของมุตสึโนะคามิที่กำลังยืดเส้นยืดสายดังขึ้นขณะที่ฮาเซเบะกำลังเช็ดเลือดศัตรูออกจากใบดาบ เขาเหลือบมองร่างสูงใหญ่ทั้งหลายที่ล้มรายเรียงอยู่ในสนามรบเบื้องหน้าด้วยสายตาเย็นชานิ่งเฉย
“ฮาเซเบะ! จะกลับกันแล้วนะ!” สึรุมารุส่งเสียงร้องเรียกขณะที่ประตูกาลเวลาที่จะนำพาทุกคนกลับไปยังเรือนพักกำลังคลี่เปิดออกอย่างช้า ๆ
“เดี๋ยวข้าไป…” ดาบแห่งโอดะเอ่ยบอก รอจนสหายหันหลังไปหมดแล้วจึงย่อกายลงข้างร่างไร้ชีวิตของอสูรโอดาจิ เขาถอดถุงมือออก เอื้อมมือข้างที่เต็มไปด้วยรอยกัดของนายท่านผู้เป็นที่รักไปสัมผัสตรงรอยบาดแผลของมัน
กลุ่มก้อนสีดำลุกโชนขึ้น ก่อนจะค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปใต้ผิวหนังของฮาเซเบะ ชายหนุ่มหรี่ตาลงเล็กน้อยเพราะความเจ็บปวดที่แล่นซ่านผ่านมาตามลำแขน แต่ก็ยังฝืนอดทน รอจนมันถูกดูดกลืนเข้ามาในร่างจนหมด แล้วจึงผละออกมา สวมถุงมือไว้ดังเดิม
เขาเก็บกลั้นความทรมานในกาย เดินตามสหายกลับไปสู่ฮงมารุที่มีนายท่านรอคอยอยู่
...พร้อมกับ ‘ยา’ ของนาง
-
มีบางอย่างแปลกไป…
ฮาเซเบะที่เดินมาใกล้ถึงหน้าห้องพักของนายท่านขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ เขาสังหรณ์ไม่ดีมากอยู่แล้วตั้งแต่ก้าวย่างกลับเข้ามาในเขตเรือนอันสงัดเงียบผิดธรรมดา
และยิ่งหวั่นใจมากขึ้นทุกฝีเท้าที่ตรงไปยังห้องที่ประตูถูกเปิดอ้าไว้เช่นที่ไม่ควรจะเป็น
ไม่ควรมีใครมาที่นี่...ไม่ควร!
“นายท่าน!” ในที่สุดความอดทนก็ไม่หลงเหลือ ฮาเซเบะโผตรงไปหน้าห้อง ก่อนจะเบิกตากว้างเพราะภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า
ซานิวะชุดดำนอนนิ่งอยู่บนพื้นเสื่อ ผ้าแพรเลื่อนหลุดออกเผยผิวใบหน้าที่ซีดบางจนเห็นเส้นเลือดดำพาดเรียง ดวงตาที่โพลงอยู่ราวกับลูกแก้วใสวาววับสะท้อนเงา ข้าง ๆ นั้นคือร่างในอาภรณ์สีน้ำเงินดุจสีฟากฟ้ายามราตรีที่ถือดาบอันมีลักษณ์ดั่งจันทร์เสี้ยวเปื้อนเลือดยืนค้ำร่างนางอยู่
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“สงสัยมาเสียก็นาน...ว่าเหตุใดเจ้าจึงหวงแหนห้องนี้นักหนา” ร่างนั้นหัวเราะ หันกลับมาหาเขาอย่างช้า ๆ จนฮาเซเบะสังเกตเห็นดวงตาคู่นั้นเข้า
ดวงตาจันทร์เสี้ยวอันเป็นเอกลักษณ์...ถูกสีดำกลืนกินอยู่ครึ่งดวงแล้ว
“ที่แท้ก็ซ่อน ‘ศพ’ ของนายท่านไว้นี่เอง”
มิคาสึกิยิ้มบาง กวาดสายตาไปหยุดอยู่ตรงดอกไม้สีแดงในแจกัน “ดอกฮิกันเพียงดอกเดียวที่เบ่งบานอย่างผิดฤดูกาล...ก็เหมือนกับของขวัญแด่ความตายของนางเลยนะ”
“นางยังไม่ตาย”
เสียงแผ่วเบาของฮาเซเบะทำให้จิตวิญญาณอาวุโสหันมามอง เขารู้สึกว่าทั่วร่างร้อนผ่าว มือเอื้อมไปชักดาบที่อยู่ในฝักออกมาชี้หน้าอีกคนเมื่อใดมิอาจทราบ
“นายท่านยังไม่ตาย! นางยังมีชีวิตอยู่!”
อดีตดาบของโนบุนากะตวาดกร้าว ก่อนร่างจะพุ่งตรงเข้าใส่มิคาสึกิที่แสยะคลี่รอยยิ้มตรงมุมปาก ยกดาบจันทร์เสี้ยวขึ้นมารับแรงที่ปะทะเข้าใส่
“โอ...ฮาเซเบะเอ๋ย เจ้าเคยส่องกระจกดูตนเองบ้างหรือเปล่า” จอมดาบเอ่ยถามเสียงนุ่มนวล จ้องมองเขาอย่างเย้าหยอก “ดูสิ...ดวงตาเจ้าก็เหมือนของข้ามิมีผิด”
ฮาเซเบะชะงักเล็กน้อยเมื่อถูกทัก เหลือบมองสบดวงตาลูกแก้วไร้ชีวิตของนายท่านที่สะท้อนภาพของเขาอยู่...เห็นสีดำกำลังเคลื่อนเข้ากลืนกินดวงตาข้างซ้าย ไม่ต่างจากมิคาสึกิ
แต่ถึงอย่างนั้น
“แล้วอย่างไร…” ชายหนุ่มถอยหลังออกมาตั้งหลัก แสยะยิ้มแล้วถอดถุงมือออก เผยให้เห็นมือที่ถูกสีดำสนิทกลืนไปจนหมด “ข้าไม่สนใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนั้นหรอก...ขอเพียงแค่ปกป้องนายท่านเอาไว้ได้”
ปกป้องนางจากอันตราย...ปกป้องนางแม้จากความตาย
ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตเขาก็ยอม
“หากนางรับรู้ความคิดของเจ้าได้ก็คงจะดี...ฮาเซเบะที่น่าสงสาร” รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้างดงาม มิคาสึกิวาดดาบร่างต้นขึ้นในท่วงท่าสง่างามเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตี ฮาเซเบะเองก็เช่นกัน…
เสียงดาบสองเล่มปะทะฟาดฟันกันดังกังวานก้องทั่ว สองร่างขยับจู่โจมหลบหลีกกันไปมาอย่างแคล่วคล่อง หยาดเลือดกระเซ็นสาด กระทบตามพื้นเสื่อ ผนังห้อง และประตูกระดาษ
ฮาเซเบะทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้น มือยังกำด้ามดาบที่บิ่นร้าวพร้อมจะแหลกสลายไปทุกเมื่อแน่น ขณะที่กลุ่มก้อนสีดำลุกโชนขึ้นจากทั่วร่างของเขา ส่งเสียงหวีดร้องและแตกกระจายไปทั่วทุกที่ในฮงมารุ
“รู้จัก ‘โคโดกุ’ ไหม?” มิคาสึกิเอ่ยถาม ยกดาบขึ้นพาดลำคอของเขาเอาไว้ “มันคือพิธีสร้างอสูรด้วยการจับสิ่งมีชีวิตมาขังรวมในที่ปิด ปล่อยให้พวกมันเข่นฆ่ากันเองจนเหลือเพียงตัวสุดท้ายที่แบกรับทุกความอาฆาตของพวกพ้องเอาไว้”
ดวงตาของฮาเซเบะไม่แม้แต่จะมองดาบอาวุโส ภาพเดียวที่อยู่ในดวงตาของเขา คือภาพของซานิวะชุดดำที่นอนนิ่งราวกับหุ่นกระบอกที่ไร้ผู้เชิด…
นางฟ้าของฮาเซเบะ…
กลีบฮิกันราโรยแรง ดังหลั่งน้ำตาให้แก่ความตายของนางและเขา
“พิธีนั้น...กำลังจะเริ่ม”
เสียงสุดท้ายที่เขาได้ยิน คือวาจาอันเจือกลั้วด้วยเสียงหัวเราะสนุกสนานของมิคาสึกิ และเสียงดาบที่วาดลงข้างลำคอ บั่นศีรษะกระเด็นขาดไปตกลงข้างร่างซานิวะชุดดำ
ภาพสุดท้ายที่เขาได้เห็น…
คือหยาดน้ำใสที่รินไหลออกมาจากดวงตาลูกแก้ว
ราวกับจะตัดพ้อเขาอยู่เงียบ ๆ
อา...นางฟ้าของฮาเซเบะ ได้โปรดอย่าร่ำไห้ไปเลยขอรับ
แม้มิอาจปกป้องท่านได้ในภพนี้...ข้าก็จะขอติดตามท่านไป
เพื่ออยู่เคียงข้างและปกปักษ์ท่านไปชั่วกาลอนันต์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น