บทที่ ๒๒
『泣き狐』
จิ้งจอกร่ำไห้
“...และนี่คือสาเหตุที่พ่อไม่ต้องการให้เจ้าออกไปเที่ยวเล่นภายนอก...นาคิกิทสึเนะ”
…...
…
..
“...คิ...นาคิ...นาคิ!!”
นาคิกิทสึเนะลืมตาโพลงขึ้นมายามได้ยินเสียงคุ้นหูที่ขานเรียก เด็กสาวเพิ่งพบว่าใบหน้าและลำคอเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อชุ่มเปียก ขณะเลื่อนดวงตาสีทองไปมองสึรุมารุซึ่งนั่งอยู่ข้างกาย สีหน้าของกระเรียนขาวลนลานราวกำลังกังวลบางสิ่ง มือเรียวเล็กเอื้อมไปแตะข้างแก้มพี่สาวอย่างแผ่วเบา
“สึรุมารุ เป็นอะไรหรือ?”
“ข้าสิควรเป็นฝ่ายถาม” ครั้นเห็นน้องสาวยังดูปกติดี สึรุมารุก็พ่นลมหายใจอย่างช่วยไม่ได้ พลางใช้แขนเสื้อช่วยซับหยาดเหงื่อตามใบหน้าให้นาง “เจ้าฝันร้ายหรือ? กระสับกระส่ายแถมยังเหงื่อออกเต็มเช่นนี้”
เด็กสาวกะพริบตาปริบเมื่อถูกถาม คล้ายกำลังครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ในที่สุดนางก็พยักหน้า “...ข้าคิดว่าเช่นนั้น”
“กังวลเรื่องวันพรุ่งนี้จนเก็บมาฝันหรือ?” สึรุมารุถาม พลางค่อย ๆ ขยับตัวลงนอนตะแคงในฟูกมองน้องสาวผู้เป็นที่รักด้วยความห่วงใย “เจ้าอยากเล่าหรือระบายไหม? เผื่อว่าจะสบายใจขึ้น”
“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก” นาคิกิทสึเนะหลุบตาลงเล็กน้อยก่อนจะพลิกตัวไปหาคนข้างกาย “ฝันเรื่องเมื่อตอนยังเด็กน่ะ...ก่อนที่จะพบกับเจ้า”
หญิงสาวเลิกคิ้วน้อย ๆ ยามได้ยินเช่นนั้น...ด้วยไม่สู้จะได้ยินเรื่องในอดีตของนาคิกิทสึเนะบ่อยนัก นางรู้เพียงน้องสาวเสียมารดาไปแต่เล็ก และไม่เคยออกจากปราสาทไปไหน นอกเหนือไปจากนั้น ทั้งนายท่านและตัวท่านหญิงน้อยเองมิเคยบอกกล่าว
ร่างขาวสะอาดขยับกายเข้าใกล้ โอบแขนไปกอดนาคิกิทสึเนะรั้งมาไว้แนบอก มือเรียวลูบกล่อมเหนือเรือนผมสีเงินอ่อนนุ่ม วงแขนเรียวเล็กของเด็กสาวก็สวมกอดตอบนางเอาไว้ ซุกใบหน้าคล้ายจะหาความอบอุ่นจากร่างกายที่อยู่แนบชิด เหมือนเช่นเมื่อวันวานครั้งยังอยู่ที่ปราสาทคุนิโยชิ
“ไม่เป็นไรนะ...เจ้าไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าจะเรื่องในอดีต หรือเรื่องในวันพรุ่งนี้” ริมฝีปากได้รูปกดจุมพิตลงบนหน้าผากของนาคิกิทสึเนะอย่างอ่อนโยน “ข้าจะปกป้องเจ้าเอง”
เด็กสาวหลับตารับสัมผัสอุ่นไอจากคำ ๆ นั้นพลางกระชับกอดแน่นขึ้น ร่างกายของสึรุมารุทั้งอุ่นและอ่อนนุ่ม กอดเมื่อไรก็ชวนให้นางสบายใจได้เสมอ
หากนางได้กอดแม่ที่ปรากฏตัวในความฝัน...จะรู้สึกเช่นนี้ไหมนะ
-
ท่านแม่ในความทรงจำของนาคิกิทสึเนะนั้นช่างสุดแสนจะเลือนลาง เจือจางเสียจนเกือบจะคิดไปว่าท่านไม่เคยมีตัวตน ราวกับเหตุการณ์ที่เป็นเพียงภาพเงามายาไม่เคยเกิดขึ้น หากแต่ยามแตะสัมผัสหน้ากากบนใบหน้า นางก็รู้ได้ว่า...นางเคยมีท่านแม่จริง
สิ่งแรกที่นาคิกิทสึเนะจำได้เกี่ยวกับท่านแม่ คือหญิงสาวผู้มีรอยยิ้มแสนงดงาม น้ำเสียงสดใสมีชีวิตชีวา มีมือที่อบอุ่น เฝ้าคอยโอบอุ้ม จับมือดูแลนางแทบมิเคยห่างกาย แต่นาคิกิทสึเนะในตอนนั้นเยาว์วัยเสียจนแทบไม่อาจจดจำแม้กระทั่งใบหน้าของท่าน
สิ่งต่อมาคือร่างซีดขาวที่ถูกคลุมด้วยผืนผ้าเนื้อดี ตัวนางในตอนนั้นคิดไปว่าท่านแม่นอนหลับหรือไร แล้วไยผู้คนจึงเอาแต่ร่ำไห้ ท่านพ่อซึ่งเคยร่าเริงและอบอุ่นก็กลับดูหมองหม่นไปกว่าทุกที นาคิกิทสึเนะจับมือท่านพ่อ ร้องไห้เมื่อถูกดึงพาห่างจากท่านแม่ไปเรื่อย ๆ
ค่ำคืนนั้น ท่านพ่อมอบหน้ากากอันแรกให้แก่นาง กำชับให้สวมติดกายตลอดเวลามิให้ถอดให้ผู้ใดเห็นเป็นอันขาด...และไม่เคยให้นางออกไปนอกเขตปราสาทอีกเลย
กระทั่งวันหนึ่ง ปราสาทมีโอกาสได้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองคนสำคัญเช่นที่มิสู้จะมีบ่อยมากนัก
นาคิกิทสึเนะวัยหกขวบก้าวขาเล็ก ๆ ตาม ‘แขก’ ของท่านพ่อไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางไม่รู้แม้ชื่อ จำหน้าเขาก็ไม่ได้ แต่เพราะความที่นอกจากสององครักษ์หนุ่มน้อย โชคุไดคิริและโอคุริคาระ นางแทบไม่เคยพบปะชายใด ไม่เคยพูดคุยกับชายใด จึงทำให้เด็กน้อยเกิดความสงสัยในตัวสิ่งมีชีวิตไม่คุ้นเคยเบื้องหน้า
“จะตามข้าไปถึงเมื่อไหร่หา!” คล้ายจะสุดทน ในที่สุดเด็กหนุ่มก็หันกลับมาดุเสียงดัง ทำเอานาคิกิทสึเนะชนอั่กเข้ากับร่างนั้นเต็มแรงจนเซถอยหลัง เงยหน้ามองเขาตากลมแป๋วด้วยความตกใจ แต่กระนั้นก็ไม่ได้พูดอะไร ด้วยความที่เป็นคนไม่มีปฏิสัมพันธ์ นางจึงไม่รู้ว่าควรจะตอบรับด้วยคำพูดเช่นใด มีก็แต่เพียงหยาดน้ำตาที่ร่วงผล็อยลงมาเต็มสองแก้มที่ปกปิดด้วยหน้ากาก
“ฮะ...เฮ้ย! เดี๋ยวสิ! ข้าไม่ได้ตั้งใจ…!?” ร่างสูงตรงหน้าสะดุ้งลนลาน รีบย่อกายลง เกาศีรษะอย่างคนทำอะไรไม่ถูกแล้วเอื้อมมือมาลูบหัวนางอย่างแผ่วเบา “หยุดร้องได้แล้วน่า…ให้ตายสิ จะไปหาที่สูบยาสูบแท้ ๆ ไหงต้องมาเลี้ยงเด็กได้กันเนี่ย”
นาคิกิทสึเนะเอียงคอด้วยความสงสัยทั้งที่น้ำตายังหล่นเผาะ ทำให้เด็กหนุ่มอดจะส่ายหน้าน้อย ๆ ไม่ได้แล้วถือวิสาสะโอบแขนไปถอดหน้ากากนางออก ใช้ปลายนิ้วเกลี่ยน้ำตาตามใบหน้ากลมมนให้ แม้เด็กน้อยจะตกใจ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด
“หน้าตาก็น่ารักแท้ ๆ...ทำไมต้องใส่หน้ากากปกปิดด้วยเล่า?” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่มิได้คาดคั้นเอาคำตอบเป็นพิเศษ มือเช็ดน้ำตาจนหมดจากพวงแก้มสีชมพูเลือดฝาดแล้วก้มลงพินิจดูหน้ากากในมือ เป็นหน้ากากครึ่งหน้า ลักษณ์ดั่งปากสุนัข สลักลวดลายสีทองละเอียด ดูแล้วทำขึ้นมาอย่างประณีตสวยงามดีทีเดียว “หืม...อะไร จะเอาคืนหรือ?”
เด็กหนุ่มหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์เมื่อเห็นมือเล็ก ๆ เอื้อมมาเหมือนจะทวงเอาของของตนคืน แขนแกร่งจึงยกขึ้นสูง ล่อหลอกนางให้ขยับตามไปมา สีหน้าของเด็กน้อยดูลนลาน น้ำตาคลอเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้โยเย หลังจากแกล้งจนพอใจเขาจึงยอมคืนหน้ากากให้
“หยุดร้องได้แล้วก็เลิกตามข้าเสียที ข้าจะไปสูบยาสูบ...คงไม่ดีถ้าเจ้าจะตามไปสำลักควันด้วย” นาคิกิทสึเนะได้ยินเสียงเขาว่าดังนั้นขณะกำลังสวมหน้ากากคืนที่เดิม เด็กหนุ่มอมยิ้มยื่นมือมาขยี้ผมนางอีกทีก่อนจะลุกขึ้นยืน “โอ้...องครักษ์เจ้ามาพอดี งั้นข้าขอตัวก่อนล่ะ หนูน้อย”
เด็กน้อยหันไปตามที่เขาบอก เห็นโชคุไดคิริกับโอคุริคาระกำลังวิ่งตรงมาหา ครั้นเหลียวกลับไปหาเด็กหนุ่มอีกครั้ง...เขาก็หายไปจากตรงนั้นเสียแล้ว
นางปล่อยให้โชคุไดคิริอุ้มพากลับไปยังห้องของตน มิได้ถามทั้งสองหรือท่านพ่อว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นเป็นใคร แต่ยังคงจดจำความอบอุ่นจากมือข้างนั้นที่ให้การปลอบโยนตนได้เป็นอย่างดี
ไม่อาจรู้ได้ว่ากี่ปีที่ผ่านพ้น จากเด็กหญิงตัวน้อย ๆ เริ่มเติบโตเป็นเด็กสาวแรกรุ่น หน้ากากที่เริ่มไม่พอดีถูกเปลี่ยนใช้อันแล้วอันเล่า และภาพของมารดาก็ค่อย ๆ ลบเลือนหายไปจากในความทรงจำ
วันนั้นนาคิกิทสึเนะกำลังเรียนการจัดดอกไม้อยู่ในห้อง ตอนที่ท่านพ่อเปิดประตูเข้ามาบอกว่าอยากให้ไปด้วยกัน เด็กสาวนึกแปลกใจ แต่ก็ลุกขึ้นและเดินตามไปยังห้องนั่งเล่นห้องหนึ่งอย่างว่าง่าย
ไม่นึกเลยว่าจะมีเรื่องที่น่าประหลาดใจมากกว่ารอคอยอยู่ ณ ที่แห่งนั้น
“นาคิ...นี่คือสึรุมารุ จากนี้ไปนางจะมาเป็นพี่สาวของเจ้า สนิทสนมกันเอาไว้ล่ะ” ท่านพ่อเอ่ยแนะนำยามเปิดประตู ดวงตาสีทองลอบมองคนในห้องที่ดูจะอายุมากกว่าตน อดคิดมิได้ว่าสึรุมารุเป็นคนที่สวยมาก ไหนจะผิวขาวราวหิมะตกใหม่ และเรือนผมสีขาวพิสุทธิ์ยาวสลวยนั่นอีก
“สึรุมารุ คุนินากะ...ยินดีที่ได้พบ” ริมฝีปากได้รูปของนางคลี่ออกมาเป็นรอยยิ้ม...รอยยิ้มสวยงามเหมือนเช่นรอยยิ้มของท่านแม่ในความทรงจำ นาคิกิทสึเนะจำได้ว่าตนก้มหน้างุดเขินอายมิกล้ามองสบตา
ท่านพ่อให้เวลานางกับ ‘พี่สาวคนใหม่’ พูดคุยกันอย่างเป็นส่วนตัว ทีแรกต่างคนต่างไม่กล้าออกปาก ทำให้บรรยากาศในห้องเงียบกริบไปพักใหญ่ ๆ จนในที่สุดสึรุมารุก็เป็นฝ่ายเริ่มชวนคุย แม้นาคิกิทสึเนะจะตะกุกตะกัก แต่ก็พยายามตอบถ้อยให้ครบถ้วนเท่าที่ตอบได้
นับจากนั้นมา ทั้งสองก็แทบไม่ห่างกัน ยกเว้นก็เมื่อสึรุมารุออกไปเล่นสนุกนอกปราสาทกับสหายของนาง (แต่ก็ไม่เคยลืมของฝากติดไม้ติดมือกลับมา) นาคิกิทสึเนะได้เรียนรู้ว่าแท้จริงแล้วสึรุมารุเป็นคนร่าเริง เพียงแต่เมื่อแรกพบ บาดแผลจากอดีตที่ประสบมาทำให้นางยังดูเศร้าสร้อยนัก ทว่าเมื่อมาอยู่ที่คุนิโยชิ ได้ทำอะไรต่อมิอะไร กระเรียนขาวก็คล้ายจะเริ่มลืมเลือนความเจ็บปวดของตน และกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ซึ่งนาคิกิทสึเนะชอบพี่สาวยามเป็นเช่นนั้นเหลือเกิน
นางรักที่จะไปนั่งฟังสึรุมารุเล่นโคโตะ ฟังมาตั้งแต่ยังดีดไม่เป็นเพลงจนเล่นได้เป็นท่วงทำนองไพเราะ แม้ไม่เทียบนักดนตรีเก่ง ๆ ที่บรรเลงในงานเลี้ยง แต่ก็เต็มอิ่มไปด้วยความอบอุ่นเสียจนเด็กสาวไม่อยากให้แต่ละบทเพลงจบลงเลย
นาคิกิทสึเนะปรารถนาให้แต่ละวันยังคงดำเนินไปเช่นนั้น ได้สรรหาเรื่องสนุกละเล่นไปกับสึรุมารุ ร้อยมาลัยดอกไม้ด้วยกัน ผลัดกันแปรงผมให้กันและกัน นอนกอดกันในฟูกนิ่มอุ่นสบาย ต่อให้ไม่มีอิสรภาพไปจนชั่วชีวิต เด็กสาวก็ไม่นึกหวั่นใจ
แต่ความเปลี่ยนแปลงย่อมต้องมาเยือนทุกผู้อย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
ข่าวสงครามที่สะเทือนใต้หล้าซึ่งทีแรกยังฟังดูห่างไกลเริ่มเข้ามาประชิดแคว้นอันแสนสงบสุข ท่านพ่อตัดสินใจปฏิเสธการสู้รบ ยอมถวายบรรณาการแก่แคว้นซังโจและอาวาตะงุจิ นาคิกิทสึเนะกับสึรุมารุคิดว่ามันเป็นทางเลือกที่ดีแล้ว แต่ก็ต้องประหลาดใจเมื่อทางเลือกนั้นกลับทอดหนทางชีวิตใหม่มายังพวกตน
“แคว้นซังโจเรียกบรรณาการเป็นสาวงาม ส่วนองค์ชายอิจิโกะ ฮิโตฟุริแห่งอาวาตะงุจิจะสู่ขอนาคิกิทสึเนะไปเป็นภรรยา” ท่านพ่อเอ่ยต่อหน้านาง สึรุมารุ และข้ารับใช้คนสนิททั้งหลายเช่นนั้นหลังจากเจรจากับอาวาตะงุจิเสร็จสิ้น นาคิกิทสึเนะตัวชาวาบ บีบมือตนที่ประสานอยู่บนตักแน่น เหลือบมองสึรุมารุที่มีท่าทีนิ่งเฉย หากแต่แววตาเต็มไปด้วยความทุกข์ คล้ายนางจะล่วงรู้ชะตากรรมของ ‘กระเรียนขาวโฉมสะคราญ’ ดี
“กำหนดวิวาห์ของนาคิกิทสึเนะคืออีกหนึ่งเดือนให้หลัง...ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่เราจะต้องส่งสาวงามไปยังแคว้นซังโจ” แม้พยายามเก็บงำริ้วความเสียใจเพียงใด แต่นาคิกิทสึเนะก็รู้ได้ว่าท่านพ่อเองก็เจ็บปวดมิต่างที่นางและอาจจะเป็นสึรุมารุต้องจากบ้านไปแสนไกล
หนึ่งเดือนนั้นช่างเป็นหนึ่งเดือนที่เปลี่ยวเหงา นาคิกิทสึเนะแทบไม่มีเวลาอยู่กับพี่สาวผู้เป็นที่รัก เพราะวุ่นวายกับการเตรียมตัวสำหรับการแต่งงาน และรับรององค์ชายคู่หมั้นที่แวะเวียนมาเยี่ยมเป็นระยะ แต่นางก็ทราบข่าวแล้วว่า สึรุมารุตกลงจะเป็นบรรณาการแก่แคว้นซังโจด้วยตนเอง ทำให้นึกใจหายยิ่งกว่าเดิม
สำหรับอิจิโกะ ฮิโตฟุรินั้น ในมุมมองของนาคิกิทสึเนะก็มิได้แตกต่างจากมุมมองของผู้อื่น คือเป็นสุภาพบุรุษอย่างเต็มภาคภูมิ มีอัธยาศัยและให้เกียรตินางเสมอ เป็นนักรบที่เก่งกาจ สมฐานะความเป็นเจ้าชายของแคว้นที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากซังโจ ทว่าไม่ว่าจะพบกันบ่อยเพียงไร พูดคุยกันมากขนาดไหน หัวใจของนางก็มิเคยเอนเอียงเข้าหาเขา...ไม่เคยรู้สึกสิ่งใดต่ออิจิโกะมากกว่าสหายคนหนึ่งเลยแม้แต่นิด
และเด็กสาวคิดว่าตนคงรู้สึกเช่นนี้ต่อไปแม้ยามวิวาห์กันแล้ว...ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอย่างกลวงเปล่า หากเป็นเช่นนั้นจริง จะผิดต่อเขาหรือไม่?
-
“หากว่า...ข้าเป็นภรรยาที่สมบูรณ์แบบไม่ได้ เช่นนั้นจะดีหรือ?”
อิจิโกะเลิกคิ้วน้อย ๆ เมื่อนางออกปากถามไปเช่นนั้น นาคิกิทสึเนะทอดดวงตาเหม่อลอย นึกภาพนกกระเรียนสีขาวที่ตนเพิ่งปล่อยจากพันธนาการบ่วงดัก ซึ่งคงจะเป็นการเล่นซุกซนของเด็กชายในปราสาทสักคน นึกถึงอิสรภาพที่ไม่มีวันไขว่คว้าได้มา
มือใหญ่อบอุ่นเอื้อมมากุมมือนางที่วางประสานอยู่บนราวสะพานข้ามสระน้ำในสวน เด็กสาวหันกลับไปหาเขา เห็นรอยยิ้มบางแสนอ่อนโยนคลี่ออกมาบนใบหน้าหมดจด
“อย่าเอ่ยเช่นนั้นเลย...ข้าไม่สนใจหรอกว่าภรรยาข้าจะสมบูรณ์แบบหรือไม่ ข้าเพียงแค่อยากอยู่กับคนที่ข้ารัก” น้ำเสียงนุ่มนวลเอ่ย พร้อมกับริมฝีปากที่กดแนบลงมาบนหน้าผากมนอย่างอ่อนโยน “นาคิกิทสึเนะ...อย่าได้กังวลใจเลย ไม่ว่าจะตอนนี้หรือหลังแต่งงานไป ข้าก็ปรารถนาจะทำให้เจ้ามีความสุข”
ท่านหญิงน้อยพยายามแย้มยิ้มและพยักหน้ารับคำ นางมิได้ฝืนใจ เพียงแต่รู้สึกว่าริมฝีปากขยับได้ยากเย็นเสียเหลือเกิน อิจิโกะเป็นผู้ชายที่ดีเกินไป ดีจนนางคงรู้สึกผิดหากเขาต้องจมปลักกับนางที่ไม่อาจมีใจให้ได้
“ข้าจะรอพบเจ้าในชุดเจ้าสาววันพรุ่งนี้นะ” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างอ่อนหวาน สวมกอดนางแทนคำบอกลาก่อนจะแยกจากกัน นาคิกิทสึเนะโบกมือทั้งดวงใจไหวสั่น…
พรุ่งนี้ท่านหญิงน้อยแห่งคุนิโยชิจะได้ออกนอกปราสาทเป็นครั้งแรกตั้งแต่จำความได้ ได้สัมผัสกับโลกภายนอกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะสูญสิ้นอิสรภาพไปอีกครั้ง...ตลอดกาล
คืนนั้นนางไม่ได้นอนกับสึรุมารุที่ต้องเตรียมตัวสำหรับการเดินทางเช่นกัน แต่ยามเช้าตรู่วันแต่งงาน พี่สาวบุญธรรมก็แวะมาหา ช่วยนางแต่งตัว แปรงผม และพูดคุยแลกเปลี่ยนความทุกข์ใจ สวมกอดกันอย่างเงียบงันอยู่พักใหญ่จนกระทั่งท่านพ่อต้องมาตามด้วยตนเอง สึรุมารุจึงขอตัวออกจากห้อง ปล่อยให้นาคิกิทสึเนะได้ใช้เวลากับบิดาตามลำพัง
“นาคิ...พ่อคิดว่าพ่อควรจะบอกเจ้าเอาไว้ ก่อนจะไม่มีโอกาส” เด็กสาวเอียงคอสงสัย ขณะบิดาจับมือนางพานั่งลงกับเสื่อทาทามิ “สาเหตุที่พ่อให้เจ้าสวมหน้ากากไว้เช่นนี้...และกักขังเจ้าไว้เพียงในปราสาท”
หัวใจของท่านหญิงน้อยหล่นวาบ นางไม่เคยล่วงรู้ถึงสาเหตุที่ตนต้องสวมหน้ากากเช่นนี้เลยจริง ๆ และในเมื่อชีวิตนางติดอยู่กับมันตลอดมา ความคิดสงสัยก็เลือนหายไปในกาลเวลาเสียแล้ว มือเรียวเกร็งขึ้นเล็กน้อยขณะเฝ้ารอคอยฟังเรื่องราวจากท่านพ่อ
“เมื่อเจ้ายังเล็ก เจ้าเป็นเด็กที่งดงามน่ารัก ไม่ต่างไปจากเดี๋ยวนี้...ใคร ๆ ในปราสาทก็ล้วนแล้วแต่เมตตาเอ็นดูเจ้า และแม่ของเจ้าก็รักเจ้ามาก เจ้ากับนางทำอะไรด้วยกันเสมอเหมือนเจ้ากับสึรุมารุไม่มีผิด” ริมฝีปากของท่านพ่อคลี่เป็นรอยยิ้มบาง ๆ ยามนึกถึงหญิงที่ท่านรัก
“จนวันหนึ่ง...แม่ของเจ้าไม่สบายหนัก พ่อกำลังยุ่งกับงานบ้านเมือง เจ้าแอบหนีออกไปเล่นนอกปราสาทตามลำพัง ทันทีที่แม่ของเจ้าทราบเรื่อง ก็ฝืนสังขารตน ออกตามหาเจ้าไปทุกหนทุกแห่ง” เสียงแหบแห้งเอ่ยพลางบีบมือบุตรีไว้เบา ๆ ดวงตาที่หมองหม่นอยู่แล้วฉายแววโศกเศร้ามากขึ้นกว่าเก่า “กว่าพ่อจะรู้ เวลาก็ผ่านไปกว่าครึ่งค่อนวันแล้ว...และส่งทหารค้นหาเจ้ากับแม่จนทั่ว”
“ท่านพ่อ…” แววตาของเด็กสาวสั่นไหวยามเห็นสีหน้าของบิดาผู้เป็นที่รักยิ่งดูเจ็บปวดมากขึ้นทุกชั่วขณะที่บอกเล่าเรื่องราว หากแต่อำนาจความปรารถนาอยากรู้ก็ทำให้มิอาจออกปากขัด
“ทหารพบพวกเจ้าเมื่อล่วงเย็นวันถัดมา ปรากฏว่าเจ้าจะถูกคนไม่ดีจับตัวไปขาย แต่แม่เจ้าตามไปเจอ...นางปกป้องเจ้าไว้ได้ หากแต่ร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วเพราะอาการป่วยกลับทรุดหนัก หมอไม่สามารถให้การรักษาได้ทัน และในที่สุดนางก็จากไป…” ชายวัยกลางคนสูดหายใจลึก เลื่อนมือมาลูบใบหน้าที่ถูกปกปิดด้วยหน้ากากของบุตรสาวเบา ๆ “...และนี่คือสาเหตุที่พ่อไม่ต้องการให้เจ้าออกไปเที่ยวเล่นภายนอก...นาคิกิทสึเนะ”
นาคิกิทสึเนะก้มหน้างุดยามได้ฟังเช่นนั้น นางจดจำเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เลยแม้แต่นิด คงเป็นเพราะยังเล็กมากจริง ๆ แต่การได้รู้ว่าที่ท่านแม่ต้องตายจากไปเพราะตัวนาง...ก็ทำให้หัวใจเจ็บปวดเหลือจะทานทน
“ความงดงามของเจ้าเป็นภัยต่อตนเอง...พ่อจึงให้เจ้าสวมหน้ากากปกปิดใบหน้าไว้ และไม่ให้เจ้าพบใคร ๆ พ่อเสียแม่ไปแล้ว และไม่อยากเสียเจ้าไปอีกคน” เด็กสาวเงยหน้าขึ้นสบตาบิดาซึ่งแย้มยิ้มอย่างขมขื่นด้วยดวงตาที่คลอหยาดน้ำใส “แต่มันคงทำให้เจ้าทรมาน...กับโลกที่ไร้ซึ่งอิสรภาพใช่ไหม?”
...ใช่ มันเป็นเช่นนั้นมาตลอดสิบกว่าปี แต่ตอนนี้ไม่ใช่อีกแล้ว
นาคิกิทสึเนะขยับไปสวมกอดท่านพ่อไว้แน่น ซุกใบหน้าที่เติมแต้มด้วยเครื่องประทินโฉมลงกับอกอบอุ่นนั้น นางเป็นคนพูดไม่เก่ง ไม่อาจบอกเล่าสิ่งที่ตนรู้สึกออกไปได้ทั้งหมด ทว่าชั่วขณะนี้ เด็กสาวเพียงหวังอยากให้ท่านพ่อได้รับรู้ความนึกคิดในจิตใจ ผ่านคำไม่กี่คำที่เปล่งเสียงเบาแผ่ว
“ข้าขอโทษ…”
-
กระเรียนขาวซุกใบหน้าลงกับกลุ่มผมสีเงินของน้องสาวอย่างเงียบงันยามรับฟังเรื่องราวจนจบสิ้น วงแขนเรียวกระชับอ้อมกอดแน่น ราวจะแบ่งปันความเจ็บปวดจากเด็กน้อยผู้น่าสงสาร
ความงดงาม...เป็นภัยต่อนาคิกิทสึเนะ เช่นกันกับที่เป็นภัยต่อนาง เพียงแต่นางมีอิสระจะโลดแล่นไปไหนมาไหนได้ดังใจ แลกกับการถูกช่วงชิง ถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในขณะที่เด็กสาวถูกขังไว้ในขอบรั้วกรงทอง ไร้อิสรภาพ แต่ปลอดภัยต่อตัวนางเอง
หากนางเป็นนายท่าน...ก็คงจะเลือกหนทางนี้ให้บุตรสาวแก้วตาไม่ต่างกัน
“สักวันเจ้าจะได้เป็นอิสระอย่างแท้จริง...สักวันความงามของเจ้าจะไม่อาจทำร้ายเจ้าได้อีก นาคิ” เสียงอ่อนหวานเอ่ย ริมฝีปากกดแน่นลงบนเรือนผมกรุ่นหอม
“อื้ม...”
นาคิกิทสึเนะซุกกายแนบชิด ยามหลับตาลงพริ้ม ภาพความฝันยังคงติดตา ภาพที่นางไม่เคยจดจำได้เมื่อครั้งเยาว์วัย ถูกฝังลงในจิตสำนึก และได้คำบอกเล่าจากท่านพ่อกระตุ้นขึ้นมา...ภาพของท่านแม่ที่ปกป้องนางจนสุดชีวิต
และภาพของโคกิทสึเนะมารุ สามีผู้เป็นที่รักที่ให้สัญญาว่าจะปกป้องนางและลูกน้อยในครรภ์ เขาผู้มอบอิสระให้แก่นาง พานางไปเปิดโลกกว้างใหญ่ที่มิเคยเห็นมาก่อน ผู้ที่ไม่ยอมให้นางเป็นอันตรายใด ๆ
แม้อดีตครานั้นจะแสนเศร้า แต่เด็กสาวก็ได้เรียนรู้ผ่านเหตุการณ์ที่ประสบตลอดหลายเดือนแล้วว่านางมีชีวิตอยู่ด้วยความรักจากท่านแม่และคนรอบข้างเสมอมา สิ่งนั้นจะผลักดันให้จิ้งจอกน้อยหยุดร่ำไห้และก้าวต่อไปได้
ก้าวเดินไปยังวันพรุ่งนี้ที่รอคอยอยู่...ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น