บทที่ ๒๑
『約束』
คำสัญญา
หลังจากที่ตกลงกฎกติกาในการประลองเป็นที่เรียบร้อย ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับที่พักของตน โดยนิคคาริได้ให้สาวใช้จัดเรือนรับรองใหญ่ที่แยกไปทางทิศตะวันตกของปราสาทให้แก่พี่น้องจากอาวาตะงุจิ ให้นาคิกิทสึเนะไปนอนกับสึรุมารุ ส่วนโคกิทสึเนะมารุซึ่งถือต้องโทษอยู่ อีกทั้งยังมีโอกาสจะหลบหนีสูงได้ถูกลงมติจากมิคาสึกิและอิชิคิริมารุให้ฝากไว้ที่คุกใต้ดินก่อน และเจ้าตัวก็ไม่ปฏิเสธแต่อย่างใด
เสร็จสิ้นจากการสนทนา อิชิคิริมารุกับมิคาสึกิก็เรียกประชุมข้ารับใช้ด่วน เพื่อให้เร่งเตรียมงานซึ่งจะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้ โดยมีกำหนดเวลาเป็นช่วงกลางวัน หลังมื้ออาหารเช้า...อิจิโกะ ฮิโตฟุริและโคกิทสึเนะมารุจะประลองฝีมือดาบกัน
การประชุมกินเวลาจนล่วงดึกดื่น จันทร์เสี้ยวที่เพิ่งเสร็จจากงานก้าวเดินช้า ๆ ไปตามทางเดิน มือขยับนวดไปตามคอและไหล่ที่เมื่อยขบ เพราะอาการบาดเจ็บยังไม่หายสนิทนัก แล้วยังต้องมานั่งหลังตรงนาน ๆ ทำให้ร่างกายล้าไปหมด อีกอย่างคืนนี้เขาจะไม่ได้นอนกับสึรุมารุก็เปล่าเปลี่ยวใจพออยู่แล้ว ยามคิดถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นพรุ่งนี้ยิ่งกังวลเข้าไปใหญ่
ความจริงแล้วนั้น จะว่าเป็นความผิดของโคกิทสึเนะมารุแต่แรกก็ว่าได้ที่ลักตัวเจ้าสาวของอิจิโกะมา เพียงแต่คงเพราะความเป็นพี่น้อง ประกอบกับความสงสารนาคิกิทสึเนะซึ่งถูกแย่งชิงไปมาระหว่างชายสองคนทั้งที่ตนไม่สามารถทำอะไรได้เลย ทำให้เขายังไม่อาจหักใจปล่อยเรื่องนี้ไปโดยไม่แก้ไขได้
มิคาสึกิถอนหายใจเฮือก ก่อนจะลืมตาขึ้นมาสังเกตเห็นว่าที่เจ้าสาวซึ่งเดินลนลานกวาดมองหาบางสิ่งมาทางเขา ริมฝีปากคลี่เป็นรอยยิ้ม ก่อนจะออกปากทักทายโดยพยายามกลั้นเก็บความคิดถึงและอยากโอบกอดนางเอาไว้เต็มที่
“สึรุมารุ...จะไปไหนหรือ?”
“นาคิหายไป...เจ้าเห็นนางบ้างไหม? ข้าละสายตาไปเดี๋ยวเดียวแท้ ๆ” หญิงสาวโผเข้ามาหา ร้องถามด้วยความร้อนรนจนมิคาสึกิอดหัวเราะน้อย ๆ มิได้ มือใหญ่ลูบไปบนเรือนผมนิ่มอย่างแผ่วเบาพลางครุ่นคิด
นาคิกิทสึเนะหายตัวไป...ไม่แน่บางทีอาจจะมีปลายทางเดียวกับเขาก็เป็นได้กระมัง นึกได้ดังนั้น มิคาสึกิก็สวมกอดหญิงสาวผู้เป็นที่รักเข้ามาแนบอกเป็นการปลอบประโลม
“อย่าห่วงเลยสึรุของข้า...ข้าคิดว่ารู้ว่านางอยู่ไหน เดี๋ยวจะตามกลับไปให้เอง เจ้ากลับไปห้องก่อนเถอะ ดึกดื่นมากแล้ว ประเดี๋ยวขอบตาจะคล้ำไม่สวยเอานะ” ว่าพลางใช้ปลายนิ้วแตะใต้ดวงตานางอย่างหยอกเอิน จนได้สิ่งตอบแทนมาเป็นแก้มนวลขาวที่กลมป่อง
“เจ้านี่…” พูดได้เท่านั้นก็ไม่รู้จะค้อนเช่นไรต่อ นางจึงได้เพียงฝังใบหน้าลงกับอกกว้างอบอุ่นของจันทร์เสี้ยวผู้แสนอ่อนโยน “...ให้มีการประลองจะดีแน่แล้วใช่ไหม? หากผลลัพธ์ทำให้นาคิไม่มีความสุขล่ะ”
มิคาสึกิพ่นลมหายใจเบา ๆ ประคองดวงหน้างดงามให้เงยขึ้นมามอง ริมฝีปากกดแนบลงเหนือหน้าผากมน ก่อนจะโน้มหน้าผากตนลงชิดแทน
“ความสัมพันธ์เชิงรักใคร่ที่มิได้มีเพียงระหว่างคนสองคน...เมื่อไม่มีใครสักคนยอมปล่อยมือ ย่อมต้องเกิดปัญหาตามมา ยอดรัก ทั้งสามคนต่างทำผิด...โคกิทสึเนะมารุลักตัวนางมา นาคิกิทสึเนะเองก็ไม่อาจเลือกโคกิทสึเนะมารุหรือความห่วงใยต่อแคว้นตนได้ ส่วนอิจิโกะก็หาได้ยอมปล่อยมือแม้รู้ว่านางมิได้รักตน” ดวงตาจันทร์เสี้ยวทอแววหมองหม่นลงชั่วครู่หนึ่ง “ข้าเองก็มิอาจรับปากว่านาคิกิทสึเนะจะได้มีความสุขหรือไม่กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้...แต่ข้าปรารถนาให้ทั้งสามคนมีความสุข”
สึรุมารุสบนัยน์ตาของชายผู้เป็นที่รักแล้วพยักหน้า มือเรียวยกขึ้นกุมสองมือเขาที่วางทาบผิวแก้มไว้ตรึงแนบสัมผัสและหลับตาลงอย่างช้า ๆ ปล่อยให้ความเงียบงันโรยตัวลง
“...ข้าก็เฝ้าปรารถนาเช่นกันกับเจ้า”
-
“พี่อิจิ…”
“ยะเก็น? แปลกนะที่มาหาพี่” อิจิโกะเงยหน้าจากใบดาบที่กำลังเช็ดทำความสะอาดมามองน้องสาวในชุดยูกาตะสวมนอนที่ยืนอยู่หน้าประตูห้อง เจ้าของนามพ่นลมหายใจพรืดก่อนจะปิดประตูแล้วเดินเข้ามานั่งตรงข้ามพี่ชาย เว้นระยะห่างไว้พอสมควร
“ข้าได้ยินว่าพี่อิจิจะ...ประลองดาบกับท่านโคกิทสึเนะมารุแห่งซังโจเพื่อชิงตัวพี่นาคิกิทสึเนะหรือ?” หลังจากลังเลครู่หนึ่งเด็กสาวก็ออกปากถามจนได้ ดวงตาของอิจิโกะกะพริบปริบ แล้วจึงคลี่ยิ้มออกมา
“อืม...เป็นวิธียุติธรรมที่สุดที่พี่จะได้ตัวนาคิกิทสึเนะคืนมานี่นะ” เอ่ยพลางก้มลงเช็ดใบดาบสีเงินที่ทอประกายสะท้อนกับเงาจากเปลวไฟในโคมต่อ ยะเก็นเม้มปากเล็กน้อย
“ทำไมถึงอยากได้ตัวพี่นาคิกิทสึเนะคืนขนาดนั้น?” รู้ตัวอีกทีก็หลุดปากออกไปเสียแล้ว นางสะดุ้ง ยกมือปิดปากเมื่อพี่ชายเงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้าประหลาดใจ เห็นเช่นนั้นเด็กสาวที่ไม่มีทางเลือกหลงเหลือจึงตัดสินใจกล่าวต่อ “นางไม่ใช่สาวบริสุทธิ์แล้ว...และนางก็ไม่ได้รักพี่อิจิถูกไหม? ทำไมถึงอยากได้ตัวนางคืน ทั้งที่นางก็เคยหักหน้าพี่อิจิไปครั้งหนึ่ง”
พูดจบก็ก้มหน้างุด เตรียมรับคำต่อว่าจากพี่ชายที่เอ่ยเรื่องหยามเหยียดศักดิ์ศรีออกไป...รู้หรอกว่าอิจิโกะไม่ค่อยชอบใจให้พูดถึงเรื่องงานแต่งงานที่ต้องถูกยกเลิกไปเพราะไร้เงาเจ้าสาวเมื่อสามเดือนก่อน แต่ครั้งนี้นางทนไม่ไหวจริง ๆ
ยะเก็นไม่เคยลืมภาพพี่อิจิที่พยายามเก็บกลั้นความเจ็บปวด ความอับอาย และความเสียใจ โค้งหัวเอ่ยขอโทษแขกเหรื่อทุกคน นางเป็นผู้ใหญ่มากพอที่จะไม่นึกชิงชังนาคิกิทสึเนะผู้เป็นต้นเหตุของเรื่องในคราวนั้น เพียงแต่สงสารพี่ชายผู้เป็นที่รัก สงสารน้อง ๆ ที่ไม่มีพี่อิจิคอยใส่ใจเหมือนเคย...
และสงสารตัวเองที่ต้องคอยเฝ้ามองเขาเอาแต่ไล่ตามผู้หญิงคนอื่นมาตลอดเวลา
“ยะเก็นของพี่…” เสียงนุ่มนวลขานเรียกทำให้ยะเก็นต้องเงยหน้าขึ้น ทันทีที่เห็นพี่ชายแย้มรอยยิ้มอ่อนโยนมาให้ แววตาของนางก็พลันไหวระริกขึ้นมา เด็กสาวนึกอยากยกมือปิดหู ไม่ต้องการรับฟังคำใดต่อ แต่ก็ทำได้เพียงนั่งนิ่งงัน อิจิโกะเก็บดาบใส่ฝัก วางไว้ที่ข้างกายและขยับตัวไปใกล้น้องสาว
“พี่รักนาคิกิทสึเนะ” คำพูดที่ยะเก็นไม่หวังอยากได้ยินที่สุดดังออกมาอย่างแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบสงัด เด็กสาวเผลอกลั้นหายใจ มองใบหน้างดงามของพี่ชายที่อยู่ไม่ห่าง “พี่รักนางไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...และยังคงรักแม้ว่าใจนางจะมีคนอื่น พี่อยากจะได้นางคืนมาด้วยศักดิ์ศรีของตนเอง...และการประลองนั้นคือโอกาสที่พี่จะพิสูจน์ว่าความรักของพี่เอาชนะท่านโคกิทสึเนะมารุได้”
“ทำไมล่ะ…” แว่วเสียงในใจกลับหลุดรอดออกไปเป็นคำพูด ยะเก็นก้มหน้านิ่ง “ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้...เพื่อผู้หญิงที่ไม่มีที่ว่างในหัวใจเผื่อให้พี่อิจิด้วย?”
“อาจเพราะความรัก…ความรักทำให้เราทำอะไรต่อมิอะไรได้มากมาย” มืออบอุ่นแนบกุมลงสองข้างแก้มอ่อนนุ่ม ประคองให้น้องสาวเงยขึ้นมอง ทว่ายะเก็นกลับไม่ยอมสบสายตา “เจ้ายังเด็ก...คงไม่รู้จักความรักดีนัก”
ถ้อยวาจานั้นบาดลึกลงในดวงใจของยะเก็นราวกับใบมีดคมกริบ เด็กสาวกัดฟันกรอด ดึงมือพี่ชายคนโตออกจากสัมผัสเกาะกุมแล้วลุกขึ้นยืนอย่างไม่รีรอ อิจิโกะเลิกคิ้วด้วยความงุนงง ทว่านางก็ไม่เอ่ยปากอะไร เพียงเดินไปเปิดประตู ปล่อยให้แสงจันทร์ลอดผ่านเข้ามาอาบไล้ร่างทั้งสอง
“ข้าไม่ใช่เด็กแล้ว…” เสียงเรียบเย็นที่ยะเยือกไปกว่าทุกทีเอื้อนเอ่ย “...และข้ารู้จักความรักดีกว่าที่ท่านพี่คิด”
สิ้นคำนั้น ร่างบอบบางก็ก้าวออกจากห้องโดยไม่แม้แต่จะเหลียวสายตา ทิ้งไว้เพียงร่างของพี่ชายลำพัง
-
“โคกิทสึเนะมารุ…”
เจ้าของนามเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจยามได้ยินใครบางคนเรียกชื่อตน และยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีกเมื่อเห็นร่างบอบบางที่ยืนอยู่หน้าลูกกรง โดยไม่ทันที่ความคิดจะได้ทำงาน ร่างสูงของชายหนุ่มก็พลันโผไปเกาะเหล็กเย็นเฉียบไว้แน่น จดจ้องนางด้วยแววตาริกสั่น
“นาคิ...เจ้ามาที่นี่ทำไม! มันอันตรายนะ!” ร้อนรนจนเผลอส่งเสียงดุ นาคิกิทสึเนะที่น้ำตาคลออยู่เกือบเต็มเบ้าทรุดกายนั่งลงเบื้องหน้า มือเรียวอุ่นกุมมือเขาไว้แน่น
“ข้าอยากพบเจ้า...โคกิทสึเนะมารุ ข้าขอโทษที่หนีไปไม่พ้นจนเป็นภาระเจ้าเช่นนี้” เด็กสาวเอ่ยเสียงสะอื้น โคกิทสึเนะมารุพ่นลมหายใจนิด ๆ พลางเอื้อมไปประคองใบหน้านองน้ำตาขึ้นมา
“นิ่งเสีย...นาคิของข้า ข้าไม่ถือโทษโกรธเจ้าเรื่องเล็กน้อยเช่นนั้นหรอก” ว่าพลางกดริมฝีปากจุมพิตเหนือหน้าผากมน กล่อมให้นางหยุดร้องไห้เพราะใจเขาอ่อนยวบแทบมลายอยู่แล้ว “เจ้าปลอดภัยดีไหม? พวกอาวาตะงุจิทำอันตรายเจ้าหรือเปล่า?”
ผู้ถูกถามสั่นศีรษะไปมาแทนคำตอบ พลางยกมือขึ้นกุมมือสามีสุดที่รักไว้แนบสนิทบนพวงแก้มนวลเนียน
“เจ้าไม่ประลองกับอิจิโกะไม่ได้หรือ?” เสียงหวานที่ถามมาอย่างเครือสั่นทำให้โคกิทสึเนะมารุต้องขมวดคิ้วมุ่น นาคิกิทสึเนะหลุบสายตากลัวเกรง พยายามเค้นคำเอ่ยวิงวอนต่อ “เจ้าบาดเจ็บจากการล่าสัตว์ เหนื่อยล้าจากการถูกคุมตัวเดินทาง...เจ้าจะต่อสู้กับอิจิโกะได้อย่างไร ข้าไม่อยากให้เจ้าเป็นอันตราย”
ชายหนุ่มก้มหน้าลงนิด ๆ ยามถูกเตือนให้ระลึกถึงบาดแผลบนไหล่ขวาอันเกิดจากการล่าหมูป่าเมื่อสองสามวันก่อน เขาพลาดท่าถูกมันกระแทกตัวโต้กลับจนปะทะเข้ากับต้นไม้ได้รับบาดเจ็บ โชคดีที่พวกทมโบะกิริมาช่วยไว้ทันก่อนจะมีแผลที่อันตรายยิ่งไปกว่านี้ แม้ดีขึ้นมากแล้วแต่ก็ยังเจ็บอยู่เล็กน้อยยามใช้แรง ซึ่งเมียรักก็ห่วงเขาเสียจนแทบจะกินไม่ได้นอนไม่หลับ
“ข้าจะไม่ยกเลิกการประลองนี้อย่างเด็ดขาด” โคกิทสึเนะมารุเอ่ยเสียงหนักแน่น ปลายนิ้วเชิดเชยปลายคางมนให้เด็กสาวเงยขึ้นมองโดยมิอาจขืน “ฟังข้านะนาคิ...การประลองในวันพรุ่งนี้เป็นทางเสี่ยงเดียวที่จะช่วยให้ข้าได้อยู่ร่วมชีวิตกับเจ้าต่อไปอย่างถูกต้อง ไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะไม่ยอมให้เจ้าตกเป็นของผู้อื่น”
มือใหญ่เลื่อนลงกุมมือนางไว้แน่น สบดวงตาที่ล้นเอ่อไปด้วยหยาดหยดใส สั่นเทาไปด้วยแรงสะอื้น
“ข้ากังวลใจเรื่องคู่หมั้นของเจ้ามาตลอดเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน ตราบจนถึงครั้งที่ทราบข่าวจากนิฮงโกว่าอิจิโกะไม่เคยเลิกติดตามค้นหาเจ้า มันทำให้ข้าหวาดระแวงไปเสียหมด กลัวว่าเจ้าจะถูกพรากจากไป หากเป็นเช่นนั้นข้าคงขาดใจ โคเซ็ตสึก็ต่อว่าข้า...เรื่องที่ข้าต้องทนทุกข์เช่นนี้เพราะไปลักตัวเจ้าสาวของผู้อื่นมา” ชายหนุ่มสูดหายใจลึก นึกอยากสวมกอดปลอบประโลมนางเหลือเกิน หากแต่ลูกกรงที่กั้นขวางนี้ทำให้เขามิอาจสมประสงค์
“กระนั้น การอยู่กับเจ้าที่ข้าเฝ้าใฝ่ฝันหามาเนิ่นนานก็ช่างแสนสุขใจ...สุขเสียจนข้าไม่นึกว่าจะสุขได้ถึงเพียงนี้ ข้าเองก็เพิ่งได้เรียนรู้ ‘ความรัก’ เมื่ออยู่กินกับเจ้า ได้รู้ว่าการรักใครสักคนจนหมดสิ้นหัวใจเป็นเช่นไร” ปลายนิ้วเกลี่ยเก็บน้ำตาใต้เนตรเรียวคู่งามที่เขาแสนรักใคร่ จับมือนางมาประสานกุมแนบแน่น แทนความคิดคำนึงและวาจาสัตย์สาบานทั้งหมดสิ้นของตน
“นาคิกิทสึเนะ...เจ้ากับลูกคือแก้วตาดวงใจของข้า ไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะปกป้องพวกเจ้าไว้ให้ได้”
เด็กสาวเบิกตาเล็กน้อยก่อนจะพยักใบหน้าเรื่อแดง มือเรียวบีบประสานมือชายหนุ่มตอบแน่น เมื่อเขาตัดสินใจแล้ว นางย่อมไม่มีสิทธิ์ใดจะคัดค้าน
“พรุ่งนี้...ข้าจะเฝ้าวอนขอให้เจ้าปลอดภัย”
“ข้าต้องปลอดภัยแน่อยู่แล้ว” รอยยิ้มคลี่บางออกมาบนริมฝีปากได้รูป ก่อนที่จะเลื่อนมาจูบประทับบนริมฝีปากนาคิกิทสึเนะอย่างแผ่วเบา เด็กสาวปิดดวงตาคลอน้ำตา กดริมฝีปากตอบรับคำและราวจะเป็นคำอวยพร ในที่สุดทั้งสองจึงค่อย ๆ ผละจากกันอย่างเชื่องช้า และอาลัยอาวรณ์ “กลับห้องเสียนาคิ...ป่านนี้พี่สาวเจ้าเป็นห่วงแย่แล้ว”
“อื้อ…” เมียรักขานรับเบา ๆ ก่อนจะหยัดกายขึ้นยืนเต็มสองเท้า “พยายามเข้านะ...โคกิทสึเนะมารุ”
ร่างบอบบางหันกลับ กำลังจะออกก้าวเดิน ทว่าเงาสูงอันมีรูปร่างเช่นมนุษย์เบื้องหน้าทำให้นางต้องนิ่งชะงัก โคกิทสึเนะมารุเลิกคิ้ว หรี่ตาเพ่งมองบุคคลผู้นั้นให้ถนัด
“อยู่ที่นี่จริง ๆ ด้วย...นาคิกิทสึเนะ”
เสียงคุ้นเคยที่ดังขึ้นทำให้ทั้งสองลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก เจ้าของเสียงคลี่ยิ้มบาง ๆ ใต้แสงเงาจากคบไฟบนผนังกำแพงหินของทางเดิน มองเด็กสาวตรงหน้าด้วยแววตาแสนอบอุ่น
“พี่สาวเจ้าตามหาเสียให้วุ่น รีบกลับไปหานางเถิด…” ดวงตาจันทร์เสี้ยวเหลือบมองคนที่ถูกคุมขังไว้หลังลูกกรง “...ข้าอยากคุยกับพี่ชายตามลำพังเสียหน่อย”
“เอ๋…” นาคิกิทสึเนะกะพริบตาปริบ หันไปมองโคกิทสึเนะมารุอย่างลังเลครู่หนึ่ง แต่ชายหนุ่มก็เพียงพยักหน้าน้อย ๆ เป็นสัญญาณว่าไม่เป็นไร ให้นางรีบกลับไปก่อน เห็นเช่นนั้นเด็กสาวจึงหันไปโค้งหัวให้มิคาสึกิแล้วเดินเบี่ยงเลี่ยงตัวออกไปเพื่อกลับห้องหาสึรุมารุที่รอคอยอยู่
“นางเป็นผู้หญิงที่ดี” ครั้นเห็นว่านาคิกิทสึเนะออกไปพ้นบริเวณแล้ว มิคาสึกิจึงหันไปแย้มยิ้มบาง ๆ ให้พี่ชายที่ขยับกลับไปนั่งพิงกำแพงหินด้านในเช่นเดิมแล้ว
“อย่าพูดมากอ้อมค้อมน่า...มิคาสึกิ ผู้ครองแคว้นซังโจอย่างเจ้าอุตส่าห์ลงมาหาข้าถึงคุกใต้ดินมีเรื่องอะไร?” โคกิทสึเนะมารุพ่นลมหายใจพรืด พอรู้หรอกว่าการที่น้องชายมาหา ย่อมจะต้องมีเรื่องสำคัญบางอย่างเป็นแน่
“ไม่ได้มีเรื่องใหญ่อะไรสักเท่าไหร่หรอก” มิคาสึกิหัวเราะพลางค่อย ๆ ย่อกายนั่งลงพิงหลังกับลูกกรงเหล็ก ทอดสายตามองกำแพงหินเบื้องหน้าทั้งรอยยิ้มบาง “เพียงไม่ได้พบ...และไม่มีโอกาสได้พูดคุยจริงจังกับท่านพี่มานานนัก จึงแวะมาสนทนาด้วยเท่านั้น”
โคกิทสึเนะมารุเลิกคิ้วน้อย ๆ ยามได้ยินเช่นนั้นก่อนจะหลุบตาไปอีกทาง “เหตุผลเรียบง่ายเช่นนั้นไม่สมเป็นเจ้าเอาเสียเลยนะ”
“ฮะฮะฮะฮะ เหตุผลเรียบง่ายเช่นนี้สิถึงสมเป็นข้า” ผู้ครองแคว้นซังโจหัวเราะร่วน “ข้ามิได้มีความคิดลึกล้ำเหมือนเช่นอิชิคิริมารุ หรือมีความนัยแอบแฝงมากมายเหมือนท่านพี่หรอก”
“กำลังหลอกด่าข้าสินะ…” จิ้งจอกหนุ่มยิ้มคิ้วกระตุกมองแผ่นหลังน้องชายที่อยู่หน้ากรงด้วยความรู้สึกอยากจะขย้ำคอให้ตายเสียที
“เปล่าเสียหน่อย ท่านพี่อย่าได้คิดมากไป” มิคาสึกิเอ่ยเสียงเริงร่า ก่อนที่จะเงียบไปชั่วขณะและกลับคืนสู่ความนิ่งงันเช่นปกติของตนอีกครั้ง “คิดดีแล้วใช่ไหมเรื่องการประลองกับอิจิโกะ?”
“อืม…” ขานตอบเสียงเบาแผ่ว แม้มั่นใจแล้ว แต่ส่วนเสี้ยวหนึ่งของโคกิทสึเนะมารุก็ยังคงหลงเหลือลางสังหรณ์ที่ไม่สู้ดี ยิ่งยามมองนาคิกิทสึเนะ เขายิ่งไหวหวั่น “มิคาสึกิ...ข้ามีเรื่องอยากขอร้องเจ้าสักหน่อย”
“อะไรหรือ?” ใบหน้างดงามของจันทร์เสี้ยวเหลียวกลับมามอง โคกิทสึเนะมารุยกมือขึ้นบีบประสานกันแน่นบนตัก
“ลูกน้องข้าทุกคน...ล้วนเป็นคนมีฝีมือ หากพรุ่งนี้อะไร ๆ ไม่เป็นไปตามคาดหวัง...หากข้าพ่ายแพ้ต่ออิจิโกะ ขอให้เจ้าจงรับพวกนั้นทั้งหมดไว้เป็นทหารของซังโจด้วย”
มิคาสึกิกะพริบตา มองภาพพี่ชายที่ตลอดมาไม่เคยวอนขอสิ่งใดจากเขาหรือใคร ๆ กำลังทำสิ่งที่เจ้าตัวไม่เคยทำ ดูท่าทางก็พอรู้ว่าคงจะกระดากใจอยู่มิใช่น้อย และคนพวกนั้นคงจะสำคัญมากสำหรับโคกิทสึเนะมารุจริง ๆ เห็นเช่นนั้นจันทร์เสี้ยวก็อดคลี่ยิ้มมิได้
“ได้สิ...หากเกิดอะไรขึ้น ข้าให้สัญญาว่าจะรับพวกเขาเป็นทหารของซังโจ”
“และอีกเรื่อง…” โคกิทสึเนะมารุปล่อยให้บรรยากาศรอบข้างเงียบไปครู่หนึ่งหลังวาจาสัตย์ของเจ้าผู้ครองแคว้นแว่วดังออกมา ก่อนจะเอ่ยต่อแผ่วเบา
“...นาคิกำลังตั้งครรภ์”
“อะไรนะ…!?” ครานี้มิคาสึกิหันกลับมาแทบจะทันทีอย่างไม่เชื่อหูตน แต่ก็เห็นเพียงภาพของพี่ชายที่จดจ้องมองมาด้วยแววตาจริงจังไม่มีความล้อเล่น
“นาคิกิทสึเนะกำลังตั้งครรภ์ลูกของข้า...” เสียงทุ้มเอ่ยย้ำคำหนักแน่นให้น้องชายได้แน่ใจว่ามิได้หูฝาด ก่อนที่เจ้าตัวจะขยับกายขึ้นนั่งคุกเข่า “มิคาสึกิ หากข้าพ่ายแพ้ หรือเลวร้ายไปกว่านั้น...ข้าก็อยากให้เจ้าช่วยปกป้องเด็กในครรภ์ของนาคิ อย่างไรเสียเด็กคนนั้นก็เป็นสายเลือดของแคว้นเรา เป็นหลานของเจ้า อย่าปล่อยให้อาวาตะงุจิได้ตัวไป”
นัยน์ตาจันทร์เสี้ยวเบิกขึ้นกว้างยามเห็นอดีตขุนพลแห่งซังโจผู้มิเคยยอมลงแก่ใครคนใดแม้แต่บิดากำลังก้มศีรษะจนหน้าผากแทบจรดพื้นอยู่เบื้องหน้า
สายเลือดของซังโจ...ก่อกำเนิดอยู่ในครรภ์ของนาคิกิทสึเนะ นางกำลังตั้งครรภ์หลานของเขา ลูกที่เกิดแก่พี่ชายของเขา สายเลือดสูงส่งของแคว้นซังโจที่ยิ่งใหญ่
ทายาทที่เขาคงมิอาจมีได้
“ข้าขอร้อง...มิคาสึกิ ปกป้องลูกและเมียของข้าด้วย”
เสียงแผ่วของโคกิทสึเนะมารุเรียกสติมิคาสึกิกลับมาอีกครั้ง จันทร์เสี้ยวแห่งซังโจคลี่รอยยิ้มบางเบา เอื้อมมือสัมผัสเหล็กลูกกรงเย็นเฉียบ ก่อนจะเปล่งคำออกไป
“ท่านพี่...แต่ไหนแต่ไรมาท่านมิเคยก้มหัวให้ใคร ครั้งนี้ก็จงอย่าได้ทำเช่นนั้นเลย” พี่ชายเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจ แต่มิคาสึกิก็ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบใดเว้นเพียงรอยยิ้มที่ถูกเก็บคืน เหลือไว้เพียงใบหน้าจริงจัง
“ต่อให้ท่านไม่ขอ...ข้าก็จะปกป้องสายเลือดของซังโจเอง ข้าให้สัญญา”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น